‘ฉันไม่โง่พอจะโดนหลอก’ ประโยคนี้แหละ ที่ทำให้คนตกเป็นเหยื่อกันมานักต่อนัก - Jamsai Store | ร้านหนังสือออนไลน์ คลังนิยายแจ่มใส

ซื้อครบ 600 บาท จัดส่งฟรีทั่วประเทศ

ตะกร้าสินค้า

empty-cart-img

ไม่มีสินค้าในตะกร้า

เลือกซื้อสินค้า
โปรโมชั่นส่วนลด และพรีเมี่ยมจะแสดงในหน้าตะกร้าสินค้าของฉัน

ราคาสินค้า:

0.00 บาท

‘ฉันไม่โง่พอจะโดนหลอก’ ประโยคนี้แหละ ที่ทำให้คนตกเป็นเหยื่อกันมานักต่อนัก

Share:   
ปรับการอ่าน
20

ArticleDOT-ตฤณห์-600x450.jpg

‘ฉันไม่โง่พอจะโดนหลอก’ 

ประโยคนี้แหละ ที่ทำให้คนตกเป็นเหยื่อกันมานักต่อนัก


แค่ 120 วันแรกของปี 2569 ไทยก็มีคดีออนไลน์แจ้งความเข้ามากว่า 121,921 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 7.48 พันล้านบาท2 และหากย้อนดูภาพรวมนับตั้งแต่เปิดระบบแจ้งความออนไลน์เมื่อ 1 มีนาคม 2565 จนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2568 ยอดแจ้งความทะลุ 1,058,056 เรื่อง ความเสียหายรวมกว่า 100,408 ล้านบาท 


ที่น่าสนใจกว่าจำนวนคดีคือ ‘หน้าตาของความเสียหาย’ เพราะกลุ่มหลอกลวงเชิงผลประโยชน์และการลงทุน แม้จะมีจำนวนคดีน้อยกว่า แต่กลับกินสัดส่วนความเสียหายถึง 80.2% ของทั้งหมด2  


ด้วยค่าเฉลี่ยความเสียหายสูงถึง 166,449 บาทต่อคดี ซึ่งมากกว่ากลุ่มหลอกซื้อขายสินค้าราว 10 เท่า2  นั่นหมายความว่าเหยื่อที่เจ็บหนักที่สุดไม่ใช่คนที่กดสั่งของออนไลน์แล้วไม่ได้ของ แต่คือคนที่ ‘คิดว่าตัวเองกำลังตัดสินใจอย่างมีเหตุผล’ กับเงินก้อนโต


ประโยคที่อันตรายที่สุดในยุคนี้จึงอาจเป็นประโยคที่เราพูดกับตัวเองในใจว่า “ฉันไม่โง่พอจะโดนหลอกหรอก” ซึ่งในหนังสือ ‘ศิลปะแห่งการไม่ตกเป็นเหยื่อ 12 กฎสำคัญ รู้ไว้ ไม่เจ็บใจทีหลัง’ โดย อ.ดร. ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยา เรียกมันด้วยชื่อทางจิตวิทยาว่า “Overconfidence Bias” หรืออคติที่คิดว่าตัวเองเก่งเกินความเป็นจริง แล้วสรุปแบบที่มั่นใจว่าตัวเองเหนือกว่ามิจฉาชีพนั่นแหละคือเหยื่อ เพราะคนที่โดนหลอกส่วนใหญ่ก็ดูข่าวมาแล้วทั้งนั้น 


ArticleDOT-ตฤณห์-quotes.jpg


สถิติรายสัปดาห์ของ ACSC ที่เผยแพร่ต่อเนื่องตลอดปี 2569 ซึ่ง ชี้ตรงกันว่ากลุ่มเสี่ยงสูงสุดคือผู้หญิงอายุ 21–30 ปี3  ซึ่งเป็นกลุ่มที่โตมากับอินเทอร์เน็ต ใช้แอปพลิเคชั่นต่างๆ ได้คล่อง แยกเพจปลอมออกด้วยตาเปล่า และมั่นใจที่สุดว่าตัวเอง ‘รู้ทัน’ นั่นแหละคือกลุ่มที่ถูกหลอกบ่อยที่สุด เหตุผลคือ ความมั่นใจทำให้เราข้ามขั้นตอน เราไม่โทรเช็ก ไม่ถามใคร ไม่เอาไปปรึกษาใครเพราะกลัวโดนหาว่าไร้เดียงสา และตรงนี้เองที่ตรงกับกลยุทธ์ของคนร้ายพอดิบพอดี


หนึ่งในเทคนิคพื้นฐานที่สุดที่หนังสือเล่มนี้เตือนไว้คือ มิจฉาชีพจะพยายาม ‘แยกเรา’ ออกจากคนรอบตัว อ้างว่าสัญญาณไม่ดีบ้าง เป็นเรื่องลับเฉพาะบ้าง เพราะการกดดันคนที่นั่งอยู่คนเดียวง่ายกว่าการกดดันคนที่มีเพื่อนนั่งข้างๆ คอยกระตุก ‘ต่อมเอ๊ะ’ 


แล้วถ้าความมั่นใจใช้ไม่ได้ อะไรใช้ได้…?  


คำตอบคือ ‘ระบบ’ ที่ทำงานแทนเราในนาทีที่เราคิดไม่ทัน แนะนำ 5 ข้อต่อไปนี้


1. เปลี่ยนคำถามจาก “ฉันจะโดนไหม” เป็น “ถ้าฉันโดนอย่างไรได้บ้าง” 

ทุกคนมีปุ่มที่กดแล้วสมองหยุดคิด บางคนคือความกลัว (โดนแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ บอกว่าคุณพัวพันคดีฟอกเงิน) บางคนคือความโลภ (ผลตอบแทนสูง ลงทุนน้อยได้เยอะ) บางคนคือความเหงา รู้ว่าปุ่มตัวเองอยู่ตรงไหน มีค่ากว่ารู้ว่ามุกไหนกำลังฮิต เพราะมุกเปลี่ยนทุกเดือน แต่ปุ่มของเราอยู่ที่เดิม


2. ตั้งกฎ 45 นาทีกับทุกธุรกรรม

หลักคือนอกจากคนไข้ฉุกเฉินแล้ว ไม่มีอะไรในชีวิตที่ฉุกเฉินจริงๆ ดังนั้นเจอคำว่า “ต้องทำเดี๋ยวนี้” หรือ “ห้ามบอกใคร” ให้เราหยุด 45–60 นาที เพื่อรอให้สมองส่วนเหตุผลกลับมาทำงาน ถ้าโอกาสนั้นจริง มันจะไม่หายไปเพราะคุณขอเวลาตรวจสอบอีกนิด ถ้ามันหายไป แปลว่ามันไม่เคยมีอยู่


3. อย่าพูดคุยตามลำพัง

ทันทีที่ปลายสายบอกให้เดินออกไปคุยที่เงียบๆ ให้ปิดกล้อง ให้ย้ายไปโรงแรม หรือห้ามบอกที่บ้าน ให้ปักธงไว้เลยว่ากำลังถูกหลอก โดยเคสจริงที่ ACSC เข้าช่วยเหลือในปีนี้ก็เป็นแบบนี้ มีกรณีหญิงสาวถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นตำรวจ ข่มขู่ว่ามีชื่อเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า บังคับให้เปิดวิดีโอคอลตลอดเวลาและย้ายไปเปิดห้องพักโรงแรมคนเดียวเพื่อตัดการติดต่อจากภายนอก จนสูญเงินรวมหลายแสนบาท4  ซึ่งการตัดขาดเหยื่อจากคนรอบตัวไม่ใช่ผลข้างเคียง แต่คือขั้นตอนหนึ่งของแผน


4. อย่ายืนยันตัวตนในช่องทางที่ไม่ได้ตรวจสอบ

เบอร์ที่ใครบางคนส่งมา ลิงก์ที่แปะให้ เพจที่ยิงแอดมา ถือว่าเป็นข้อมูลของมิจฉาชีพทั้งหมด ให้กลับไปหาต้นทางเอง โดยโทรเบอร์กลางของหน่วยงาน โทรเบอร์โรงแรมจากเว็บทางการ หรือวิดีโอคอลกลับไปหาคนที่อ้างว่าเป็นญาติ เพราะยุคนี้เสียงและใบหน้าปลอมได้ในเวลาไม่กี่สิบนาที ความ ‘ดูจริง’ จึงไม่ใช่สิ่งที่น่าเชื่อถืออีกต่อไป ต้องทำการเช็กช่องทางที่น่าเชื่อถือหลายชั้น


5. ระวังการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว

ตำแหน่งแบบเรียลไทม์ รูปรถที่เห็นป้ายทะเบียน เช็กอินร้านหรู หรือแม้แต่คลิปเสียงยาวๆ ทั้งหมดนี้คือวัตถุดิบชั้นดีให้คนร้ายประเมินฐานะและนำข้อมูลไปสร้างเรื่องให้แนบเนียนขึ้น แยกให้ออกระหว่างการสร้างโปรไฟล์ทางอาชีพกับการอวดทรัพย์สินส่วนตัว


ตัวเลขความเสียหายหลักแสนล้านบาทตลอดสามปีที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจากคนไทยโง่ลง และการที่กลุ่มอายุ 21–30 ครองอันดับเหยื่อสูงสุดในปี 25693  ก็ไม่ได้แปลว่าคนรุ่นนี้รู้เท่าทันน้อยกว่ารุ่นก่อน  แต่กลโกงย้ายสนามมาอยู่ในที่ที่เราอยู่และเลิกโจมตี ‘ความรู้’ ของเราแล้วหันมาโจมตี ‘อารมณ์’ กับ ‘จังหวะที่เราประมาท’ แทน 


‘ศิลปะแห่งการไม่ตกเป็นเหยื่อ 12 กฎสำคัญ รู้ไว้ ไม่เจ็บใจทีหลัง’ ของ อ. ดร. ตฤณห์ โพธิ์รักษา จึงไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อสอนให้เราระแวงโลก แต่เพื่อชวนให้เรายอมลดความมั่นใจลงหนึ่งขั้น แล้วเปลี่ยนมันเป็นระบบตรวจสอบที่ทำงานได้แม้ในวันที่เราเหนื่อย รีบ หรือกำลังอยากเชื่ออะไรบางอย่างมากๆ เพราะถึงที่สุดแล้ว คนที่ปลอดภัยที่สุดไม่ใช่คนที่เชื่อว่าตัวเองไม่มีวันโดนหลอก แต่คือคนที่ยอมรับว่าตัวเองโดนหลอกได้ เลยตั้งการ์ดไว้ทุกวัน


ArticleDOT-ตฤณห์-Cover.jpg

ช้อปหนังสือ ศิลปะการออกแบบชีวิตให้มั่งคั่งและมีความสุข แต่ไม่ต้องหาเงินจนเป็นบ้า

----------------------------------------


อ้างอิง

1หนังสือ ‘ศิลปะแห่งการไม่ตกเป็นเหยื่อ 12 กฎสำคัญ รู้ไว้ ไม่เจ็บใจทีหลัง’ เขียนโดย ‘อ. ดร. ตฤณห์ โพธิ์รักษา’ สำนักพิมพ์ DOT

.

2ศูนย์ ACSC เปิดสถิติอาชญากรรมไซเบอร์ 120 วันแรกปี 2569 กวาดความเสียหาย 7.4 พันล้านบาท เปิด 3 กลโกงหลักเตือนประชาชน

https://thestandard.co/cybercrime-statistics-thailand-2025/ 

.

3ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์​ (ACSC) เตือนอย่าชะล่าใจ! เผยสถิติโกงออนไลน์รอบล่าสุด คดีลด แต่ “ความเสียหาย” พุ่งสวนทาง พบคดีแอบอ้างเป็นตำรวจกลับมาครองแชมป์ความเสียหาย

https://saranitet.police.go.th/commanders-mission/crime-prevention-and-suppression_18052026_62869/ 

.

4ภัยออนไลน์ สัปดาห์เดียว ทะลุ 177 ล้าน หลอกซื้อขายสินค้า ครองแชมป์เสียหายสูงสุด

https://www.posttoday.com/general-news/746026 

.

5สัปดาห์เดียวพุ่ง 5.7 พันคดี สูญ 177 ล้าน! ACSC เตือนภัยแก๊งคอลฯ มุกใหม่ลวงเด็กเช่าโรงแรม กุเรื่องจัดฉากเรียกค่าไถ่พ่อแม่

https://www.cops-magazine.com/topic/153339/