ซื้อครบ 600 บาท จัดส่งฟรีทั่วประเทศ

‘ฉันไม่โง่พอจะโดนหลอก’
ประโยคนี้แหละ ที่ทำให้คนตกเป็นเหยื่อกันมานักต่อนัก
‘ศิลปะการออกแบบชีวิตให้มั่งคั่งและมีความสุข แต่ไม่ต้องหาเงินจนเป็นบ้า (The Wealth Architect)’ แอนนาเบล ผู้เขียน ซึ่งเป็นไพรเวตแบงเกอร์ที่ดูแลเงินของผู้มั่งคั่งในสวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ และลอนดอน ได้วางแก่นความคิดไว้ตั้งแต่บทต้นๆ ของเล่มว่า “ความมั่งคั่งเริ่มที่จิตวิทยา ไม่ใช่บัญชีธนาคาร” เพราะเธอเห็นทั้งคนที่มีเงินพันล้านแต่ยังนอนไม่หลับ และคนที่พอร์ตเล็กกว่ามากแต่หลับสนิททุกคืน ดังนั้น ‘มั่งคั่ง’ กับ ‘รวย’ จึงไม่ใช่คำเดียวกัน และคำถามที่เธอบอกว่าสำคัญกว่า “จะลงทุนอะไรดี” ก็คือ “ชีวิตแบบไหนที่เงินก้อนนี้ควรไปรองรับ” เหมือนสถาปนิกที่ไม่เริ่มงานจากการเลือกของตกแต่ง แต่เริ่มจากการดูว่าฐานรากอยู่ตรงไหนและโครงสร้างรับน้ำหนักได้เท่าไร
ปัญหาคือคนทำงานในเมืองจำนวนมากกำลังใช้ชีวิตอยู่บนโครงสร้างที่ไม่มี ‘ฐานราก’ รายได้ขึ้นทุกปีแต่ความรู้สึกมั่นคงไม่เคยขึ้นตาม เพราะทุกครั้งที่เงินเดือนเพิ่ม ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มตามทันเสมอ จากคอนโดเช่าเล็กๆ เป็นบ้านหลังใหญ่ จากรถญี่ปุ่นเป็นรถยุโรป จนกลายเป็น ‘มาตรฐาน’ ที่ต้องรักษาไว้แม้วันที่รายได้หายไป
แอนนาเบลชี้ว่าเงินเดือนสองแสนที่ไม่มีสินทรัพย์หรือ passive income เปราะบางไม่ต่างจากเงินเดือนสองหมื่น เพราะทั้งคู่มีรายได้เส้นเดียวที่ปิดสวิตช์ได้ทุกเมื่อ และคนส่วนใหญ่ก็ไม่กล้าเปิดสเตทเมนต์ย้อนหลังสามเดือนให้ตัวเองดู กลัวคำว่า ‘จน’ มากกว่ากลัวคำว่า ‘หนี้’ จ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิตอย่างภูมิใจ แล้วเรียกมันว่าแผนการเงิน
หนังสือเล่มนี้รวมบทเรียนไว้ราว 50 บท และนี่คือ 5 บทเรียนที่เราคัดมาให้คุณอ่านก่อน
1. เลิกวัดความมั่งคั่งด้วยตัวเลขของคนอื่น
แอนนาเบลเล่าถึงลูกค้าที่มีทรัพย์สินมากพอจะซื้อไร่องุ่นทั้งหุบเขา แต่ทุกครั้งที่เจอกันเขาถามคำถามเดียวว่า “มีใครในเจนีวารวยกว่าฉันอีกไหม” เธอเรียกคนแบบนี้ว่า “คนรวยที่จนที่สุด” เพราะความสุขของเขาถูกกำหนดด้วยตัวเลขของคนอื่น สูตรของเธอเรียบง่ายและเจ็บ ถ้าคุณมีสิบล้านแต่เชื่อว่าต้องมีร้อยล้านถึงจะพอ คุณคือคนจนตลอดกาล แต่ถ้าคุณมีหนึ่งล้านแล้วรู้ว่ามันพอสำหรับชีวิตที่คุณเลือก คุณคือคนมั่งคั่ง การรู้จักพอในความหมายนี้จึงไม่ใช่การหยุดโต แต่คือการหยุดเปรียบเทียบ
2. ซื่อสัตย์กับตัวเลขจริง แล้ววาง ‘ระบบ’ แทนการใช้ ‘วินัย’
“เดือนหนึ่งคุณใช้เงินเท่าไร ตัวเลขจริง ไม่ใช่ตัวเลขที่คุณคิดว่าใช้” นี่คือคำถามแรกที่แอนนาเบลถามในบทสนทนาห้องประชุมที่เจนีวา ซึ่งเป็นสองบทแรกของเล่ม ไม่มีคำว่าผลตอบแทน ไม่มีคำว่ากองทุน มีแค่ตัวเลขที่คุณไม่กล้ามอง เพราะสิ่งที่คนส่วนใหญ่ตอบคือตัวเลขในหัว ไม่ใช่ตัวเลขบนสเตทเมนต์ วิธีแก้ของเธอไม่ใช่การบอกให้อดทนมากขึ้น แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้าง แยกบัญชีเป็นสามใบ ใช้ เก็บ โต เพื่อให้เงินทุกบาทมีหน้าที่ชัดเจน แล้วกันเงินสำรอง 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายตายตัวไว้เป็นกันชนชีวิต เพราะอย่างที่เธอบอก “คนที่ออมได้จริงๆ ไม่ใช่คนเข้มแข็งกว่าใคร แต่คือคนที่รู้ว่าตัวเองจะอ่อนแรงเมื่อไหร่ แล้วตั้งระบบไว้คุม”
3. ฝึกวิชาเลื่อนความสุขออกไปก่อน
หนังสือย้อนไปถึงการทดลองมาร์ชแมลโลว์ของ Walter Mischel ที่ Stanford เมื่อปี 1972 ที่พบว่าเด็ก 4 ขวบซึ่ง ‘รอได้’ 15 นาที เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จกว่าอย่างมีนัยสำคัญ แอนนาเบลยอมรับตรงๆ ว่าตอนเป็นแบงเกอร์ใหม่ๆ เธอตกหลุมโดปามีนของตัวเอง ซื้อรองเท้าแบรนด์ดังทุกเดือน จองทริปยุโรปทุกปี จนวันที่มองงบดุลตัวเองแล้วพบว่ารายได้สูงแต่ทรัพย์สินแทบไม่โต เธอจึงเปลี่ยนเกม ทุ่มโบนัสทั้งก้อนเข้ากองทุนอิสรภาพ ห่อข้าวไปกินที่โต๊ะทำงานในประเทศที่มื้อกลางวันแพงพันกว่าบาท และตั้งเป้าอิสรภาพทางการเงินที่อายุสี่สิบ ก่อนจะทำได้จริงตอนสี่สิบสอง
4. ‘ดูจน’ คือกลยุทธ์ ไม่ใช่ความขี้เหนียว จากประสบการณ์บนโต๊ะไพรเวตแบงกิ้ง เธอบอกว่าคนที่รวยจริงมักเป็นคนที่คุณเดาไม่ออก อาจใส่เสื้อยืดเก่า ยีนส์ซีด ขี่จักรยานเข้าเมือง การเลือก ‘ดูจน’ ตัดวงจร Diderot Effect ตั้งแต่ต้นทาง คือการที่ของชิ้นใหม่หนึ่งชิ้นลากให้คุณต้องอัปเกรดทุกอย่างที่เหลือตามไปด้วย และมันปลดคุณออกจากการเปรียบเทียบ ยิ่งกว่านั้นคือคณิตศาสตร์ ชีวิตที่ใช้เงินน้อยกว่าต้องเก็บเงินเพื่อเกษียณน้อยกว่า คนที่ใช้ปีละห้าแสนต้องการเงินก้อนน้อยกว่าคนที่ใช้ปีละสองล้านถึงสี่เท่า แล้วอีกด้านหนึ่งของสมการก็คือ Spotlight Effect ที่ Tom Gilovich อธิบายไว้ว่าเราคิดเกินจริงไปมากว่าคนอื่นกำลังจับตามองเรา ทั้งที่จริงเขามัวแต่กังวลกับสปอตไลต์ของตัวเอง เช่น งานแต่งหลักล้านบาทที่แขกลืมภายในสัปดาห์เดียว แต่คุณผ่อนต่ออีก 3-5 ปี คือราคาของความเข้าใจผิดข้อนี้ 5. ลงทุนในตัวเองก่อน แล้วอยู่ในเกมให้นานที่สุด ในบันไดการลงทุนห้าขั้นที่หนังสือวางไว้ ขั้นแรกสุดไม่ใช่หุ้นหรือกองทุน แต่คือการลงทุนในตัวเอง เพราะสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดไม่ใช่ทองคำหรือ S&P500 แต่คือตัวคุณ แอนนาเบลเรียกความเก่งแบบนี้ว่า ‘การออกแบบตัวเอง’ ซึ่งไม่ได้มาจากการเป็นที่หนึ่งด้านใดด้านหนึ่ง แต่มาจากการผสมทักษะระดับ ‘ดี’ หลายอย่างเข้าด้วยกัน หรือแนวคิด talent stack ที่เธอยกมาจาก Scott Adams จนกลายเป็นรสที่ไม่มีใครทำซ้ำได้และเป็น ‘ต้นทุนทางอาชีพ (career capital)’ ที่ไม่มีใครก๊อปคุณได้ ตัวเธอเองคือการเงินบวกความรู้เรื่องไวน์บวกการเล่าเรื่องบวกความเข้าใจคนหลายวัฒนธรรม และสิ่งที่ยึดทั้งหมดไว้คือความอึด ตามงานของ Angela Duckworth ที่พบว่าคนซึ่งผ่านโรงเรียนทหาร West Point ไปได้ ไม่ใช่คนที่แข็งแรงหรือฉลาดที่สุด แต่คือคนที่ยังไปต่อในวันที่มันเริ่มเจ็บ

5 บทเรียนนี้ต่อกันเป็นเส้นเดียว เปลี่ยนวิธีวัดความมั่งคั่งจากตัวเลขคนอื่นมาเป็นชีวิตที่คุณออกแบบเอง กล้าดูตัวเลขจริงแล้ววางระบบให้มันทำงานแทนกำลังใจที่หมดได้ ฝึกเลื่อนความสุขระยะสั้นเพื่อซื้อทางเลือกระยะยาว ถอนตัวออกจากเกมโชว์ที่ไม่มีใครชนะ และเอาเงินก้อนแรกลงในสินทรัพย์ชิ้นที่ไม่มีใครยึดไปจากคุณได้ นั่นคือเหตุผลที่ ‘ศิลปะการออกแบบชีวิตให้มั่งคั่งและมีความสุข แต่ไม่ต้องหาเงินจนเป็นบ้า’ ของ ‘แอนนาเบล’ ไม่ใช่หนังสือสอนรวย แต่เป็นบันทึกของคนที่อยู่ในโลกการเงินที่ชวนให้คุณหยุดถามว่าเงินพอหรือยัง แล้วหันมาถามว่าชีวิตแบบนี้ควรใช้เงินไปเพื่ออะไร เพราะอย่างที่เธอสรุปไว้ในเล่มว่า “ความมั่งคั่งไม่ใช่ตัวเลขในพอร์ต แต่คือจิตวิทยาที่ทำให้คุณหลับสนิทตอนกลางคืน”

ช้อปหนังสือ ศิลปะการออกแบบชีวิตให้มั่งคั่งและมีความสุข แต่ไม่ต้องหาเงินจนเป็นบ้า