Connect with us

Jamsai

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ปรปักษ์จำนน ตอนที่ 9

หน้าที่แล้ว1 of 5

ตอนที่เก้า

 

เว่ยเซ่าเดินมุ่งไปยังทิศทางของเรือนประจิม

เขายุ่งมาตั้งแต่เช้าจวบจนบัดนี้ ทั้งต้อนรับและส่งผู้มาเยือนกลับไป เทียบกับเดินทัพอยู่ข้างนอกยังสิ้นเปลืองพลังกว่าหลายส่วน

ยามนี้ดึกดื่นมากแล้ว จวนสกุลเว่ยที่อึกทึกครึกครื้นมาทั้งวัน ในที่สุดก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบท่ามกลางสีแห่งรัตติกาล

เว่ยเซ่าเดินมาถึงทางแยก สายตามองไปยังเรือนประจิมทางซ้ายมือ เห็นได้แต่ไกลว่าปลายทางมีแสงโคมวิบวับอยู่รำไร เมื่อเร่งฝีเท้าขึ้นเล็กน้อยก็มองเห็นเจียงเอ่าหญิงรับใช้อาวุโสของเรือนบูรพายืนอยู่ริมทาง

พอเห็นเขามาถึง เจียงเอ่าก็สาวเท้าเร็วรี่ขึ้นหน้ามาค้อมกายกล่าว “ท่านโหวเสร็จงานแล้วกระมังเจ้าคะ ฮูหยินสั่งให้ข้ามารอท่านโหวอยู่ที่นี่ ฮูหยินให้เชิญท่านโหวไปสนทนาเจ้าค่ะ”

เว่ยเซ่าขมวดคิ้วขบคิดเล็กน้อย สุดท้ายยังคงหมุนกายเดินมุ่งสู่เรือนบูรพา เมื่อมาถึงห้องด้านใน ชายหนุ่มจึงหยุดอยู่หน้าประตูมองดูปราดหนึ่ง เขาเห็นจูซื่อมารดาของตนนั่งคุกเข่าอยู่บนตั่ง ข้างกายมีหญิงรับใช้อาวุโสหลายคนอยู่เป็นเพื่อน แต่ไม่เห็นเจิ้งซูอยู่ในห้องนี้

“จ้งหลินมาแล้วหรือ”

จูซื่อยังคงอยู่ในชุดเดิมที่รับแขกเมื่อตอนกลางวัน เห็นเว่ยเซ่ามาถึงก็เผยสีหน้ายินดีรีบลุกจากตั่ง เดินลงมารับด้วยตนเอง

เว่ยเซ่าเข้ามาในห้อง ก่อนจะนั่งคุกเข่ากล่าว “ดึกดื่นท่านแม่ยังไม่พักผ่อน ยังเรียกลูกมาด้วยเรื่องอันใด”

จูซื่อมองบุตรชาย สายตาเจือแววหดหู่ “มารดาคิดถึงบุตรชายถึงได้เรียกมาหา เพียงแค่อยากพบหน้า พูดคุยสองสามประโยคเช่นครั้งยังเยาว์เท่านั้น พอบุตรชายเติบใหญ่กลับทำตัวห่างเหินกับมารดาเสียแล้ว จ้งหลิน หากไม่มีเรื่องอันใด แม่ก็ไม่อาจเรียกเจ้ามาอย่างนั้นหรือ”

เว่ยเซ่าชะงักไปเล็กน้อย ในที่สุดก็มองตรงมาทางจูซื่อ แลเห็นรูปโฉมของนางแม้ไม่เปลี่ยนไปจากกาลก่อนมากนัก ทว่าเมื่อเพ่งมองอย่างละเอียดกลับพบว่าโคนผมมีสีขาวแซมอยู่หลายเส้น หางตาก็มีริ้วรอยคืบคลานออกมา โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวมารดาก็ได้แก่ตัวลงกว่าเมื่อสิบปีก่อนแล้ว

นึกถึงตอนที่ตนยังเด็ก เมื่อเปรียบกับพี่ชายคนโตแล้ว มารดามักเอนเอียงเข้าข้างตนมากกว่าเสมอ หัวใจของเว่ยเซ่าจึงค่อยๆ อ่อนลง

ในที่สุดเขาก็เอ่ยด้วยสีหน้าอันนุ่มนวล “เป็นลูกเองที่อกตัญญู ท่านแม่สั่งสอนถูกแล้ว ต่อไปลูกจะมาเยี่ยมท่านแม่บ่อยๆ”

จูซื่อคลี่ยิ้ม ก่อนประคองเสื้อตัวในชุดหนึ่งซึ่งพับไว้เรียบร้อยอยู่ข้างมือขึ้นมาแล้วเอ่ยปาก “นี่คือเสื้อที่แม่เย็บให้เจ้ากับมือ เทียบขนาดจากเสื้อเก่าที่เมื่อก่อนเจ้าเคยทิ้งไว้ที่นี่ เจ้ากลับไปแล้วลองใส่ดูสิ หากไม่พอดีตัวอย่างไรก็มาบอก แม่จะแก้ให้”

เว่ยเซ่ารีบรับมาด้วยสองมือ วางไว้ด้านข้างก่อนคำนับขอบคุณมารดา

จูซื่อพยุงบุตรชายแล้วถอนหายใจ “กับแม่ยังต้องมากพิธีเช่นนี้เพื่ออะไรอีก เจ้าเป็นลูกของแม่ ตอนเด็กใส่เสื้อที่แม่ทำให้น้อยเสียที่ใดกัน หรือว่าจะต้องคุกเข่าคำนับแม่ทุกครั้ง โตแล้วกลับทำตัวห่างเหินเสียได้”

เว่ยเซ่าคลี่ยิ้มไม่พูดจา

“วันนี้มีงานมากนัก แม่เห็นเจ้าไม่เคยหยุดพักสักชั่วครู่เดียว คิดว่าคงไม่มีเวลากินอาหารให้เรียบร้อย ท้องไส้น่าจะหิวแล้วกระมัง เมื่อครู่แม่เลยเตรียมอาหารไว้ให้เจ้าแล้ว แม่เป็นคนลงครัวทำเองกับมือ เป็นโจ๊กข้าวเหนียวหวานที่ตอนเด็กเจ้าชอบกินที่สุด ตอนนี้ยังร้อนๆ อยู่เลย”

จูซื่อหันหน้าไปสั่งบ่าวให้ยกอาหารเข้ามา

ไม่ช้าบ่าวก็ยกมาถึง จูซื่อเปิดฝาชามด้วยตนเองก่อนยิ้มกล่าว “แม่ไม่ได้ลงครัวนานแล้ว ไม่รู้ว่าของที่ทำยังจะถูกปากเจ้าอยู่หรือไม่ เจ้าลองกินดูก่อน”

เว่ยเซ่ารับมาแล้วก้มหน้ากินหมดอย่างรวดเร็ว

“อร่อยหรือไม่”

เว่ยเซ่าวางชาม เขาสบสายตาคาดหวังของมารดาพลางตอบ “อร่อยขอรับ”

จูซื่อโล่งใจ “อร่อยก็ดีแล้ว แม่จะให้บ่าวตักมาให้เจ้าอีกชามนะ”

เว่ยเซ่ายับยั้งมารดาพร้อมเอ่ยปนยิ้ม “ลูกอิ่มแล้ว ขอบคุณท่านแม่ยิ่งนักที่รักและห่วงใยลูก เดิมทีท้องไส้ของลูกก็หิวอยู่บ้างจริงๆ”

จูซื่อยิ้มกล่าว “เห็นเจ้าชอบกินต่อไปแม่จะได้ทำให้เจ้ากินบ่อยๆ แม่รู้ว่าเป็นความผิดของแม่เอง หลายปีมานี้เพื่อเรื่องของฉู่อวี้แล้ว แม่จึงเอาแต่เร่งรัดเจ้าเสมอ ถึงได้ทำให้เจ้ากับแม่ห่างเหินกันไปทุกทีเช่นนี้”

เว่ยเซ่ากล่าว “ท่านแม่พูดเช่นนี้ ลูกรู้สึกละอายใจยิ่งนัก”

จูซื่อเหม่อลอยอยู่ชั่วครู่ มองไปทางเว่ยเซ่าแล้วเอ่ยเนิบๆ “แม่รู้ว่าตนเองมีชาติกำเนิดต่ำต้อย ครึ่งชีวิตที่ผ่านมาแม้จะทุ่มเทจนสุดกำลังเพื่อเอาอกเอาใจท่านย่าของเจ้าแล้ว แต่นางก็ยังคงไม่ชอบแม่ นับแต่ท่านพ่อของเจ้าด่วนจากไป แม่ก็ยิ่งตกที่นั่งลำบาก แต่แม่ไม่ตัดพ้อหรอกนะ เพียงโทษตนเองที่โง่เขลาไม่ได้ทำหน้าที่ของตนให้ดี บัดนี้นางจัดการให้เจ้าแต่งกับหญิงสกุลเฉียวแห่งเหยี่ยนโจวแล้ว สกุลเฉียวกับสกุลเว่ยของพวกเรามีหนี้เลือดดั่งมหาสมุทร เรื่องนี้เจ้าย่อมรู้ดี

ดังนั้นแม่จึงชิงชังหญิงสกุลเฉียวตั้งแต่แรก วันนั้นพอเจ้าพานางกลับจวนมาคารวะ แม่ก็ชักสีหน้าให้นางดู ทว่ารอจนเจ้าออกไปฉู่อวี้ก็เตือนสติแม่ บอกว่าในเมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเป็นผู้ตัดสินใจเช่นนี้ คงต้องมีเจตนาลึกซึ้ง ในเมื่อเจ้าแต่งนางมาแล้ว ต่อไปก็คือคนในครอบครัวเดียวกัน ฉู่อวี้โน้มน้าวให้แม่ทำดีกับนาง เจ้าที่ถูกกระหนาบอยู่ตรงกลางจะได้ไม่ลำบากใจ แม่รู้สึกว่ามีเหตุผลเหมือนกัน ไหนๆ ไม้ก็กลายเป็นเรือไปแล้ว แม่ต่อต้านไปก็ไร้ประโยชน์ แต่หากอยู่ร่วมกันด้วยดีได้ วันหน้าแม่ก็จะมีเพื่อนข้างกายเพิ่มมาอีกคน ดังนั้นพอนางมาหาในวันรุ่งขึ้น แม่จึงคิดจะทำดีกับนาง แต่ไม่นึกเลยว่านาง…”

จูซื่อหยุดเล็กน้อย

“เช้าวันนั้นนางมาคุกเข่าคารวะแม่ แม้ท่าทีไม่มีเสียกิริยา แต่แม่ก็มองออกว่านางคงยังขุ่นเคืองที่เมื่อวานแม่เฉยเมยต่อนาง พอลุกขึ้นจึงตั้งท่าจะกลับทันที แม่อยากรั้งนางไว้แต่ก็เอ่ยปากไม่ออก เผอิญวันนั้นแม่ตื่นเช้ายังไม่ได้กินอาหาร เจียงเอ่าก็ช่างมากเรื่องขอให้นางลงครัวไปทำน้ำแกงข้นมาให้แม่สักชาม ที่จริงแม่ก็ไม่คิดจะเอ่ยปากใช้นางในเรื่องนี้หรอก กลัวนางนึกว่าแม่ยังคิดกลั่นแกล้งนางอยู่ พอจะเอ่ยปากยับยั้ง ไม่นึกว่านางกลับชักสีหน้าออกมาเดี๋ยวนั้น เอาท่านย่าของเจ้ามาข่มแม่ บอกว่าต้องกลับไปคัดลอกคัมภีร์เป็นของขวัญวันเกิด เห็นนางมีใจกตัญญูต่อท่านย่าของเจ้า แม่ไหนเลยจะกล้ารั้งนางไว้ จึงได้ให้นางจากไป”

จูซื่อมองบุตรชาย ใบหน้าเผยยิ้มขมขื่น

“จ้งหลิน ท่านแม่ของเจ้าก็คือคนที่ไร้ค่าเช่นนี้เอง ไม่เพียงแม่สามีไม่ชอบหน้า กระทั่งลูกสะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้าประตูเรือนมาก็ยังไม่เห็นแม่อยู่ในสายตา เจ้าว่าเหตุใดแม่ถึงดึงดันให้เจ้ารับฉู่อวี้ไว้ให้ได้เล่า หลายปีมานี้เจ้าก็มักจะไม่อยู่เรือน ข้างกายแม่ไม่มีใครเป็นเพื่อนได้เลยสักคน มีก็แต่ฉู่อวี้ที่คลายทุกข์ให้แม่ได้…”

ดวงตาของนางค่อยๆ แดงเรื่อ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับที่หางตา

“เจ้าศักดินามีหนึ่งภรรยาแปดอนุ แม่ไม่ได้จะใส่คนในเรือนเจ้ามากเพียงนั้น แค่ต้องการให้เจ้ารับฉู่อวี้คนเดียว ฉู่อวี้ก็มิใช่เภทภัยเช่นน้ำป่าหรือสัตว์ร้าย หากเป็นอนุของเจ้าไม่เพียงสามารถอยู่เป็นเพื่อนข้างกายแม่ ยังสามารถแตกกิ่งก้านสาขาให้แก่สกุลเว่ยของพวกเรา หรือกระทั่งเรื่องเพียงเท่านี้เจ้าก็ไม่ยอมทำเพื่อแม่”

เว่ยเซ่าเงียบงัน

แววตาคาดหวังของจูซื่อจับนิ่งบนใบหน้าของเว่ยเซ่า กลั้นหายใจรอคอย

เว่ยเซ่าลังเลชั่วครู่ ในที่สุดก็ช้อนตาขึ้นมองจูซื่อพลางกล่าว “ความหมายของท่านแม่ ลูกเข้าใจแล้ว โปรดให้ลูกใคร่ครวญอีกสักนิด”

เดิมทีจูซื่อกังวลว่าบุตรชายจะปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ได้ยินเขาตกลงว่าจะใคร่ครวญดูจึงยินดีเป็นอย่างยิ่ง นางไม่กล้าเร่งรัดอีก รีบผงกศีรษะกล่าว “เจ้ายอมใคร่ครวญก็ดีแล้ว เจ้าค่อยๆ ลองคิดไปนะ แม่ไม่บังคับเจ้าแล้ว”

เว่ยเซ่าคลี่ยิ้มน้อยๆ ก่อนเอ่ย “ดึกมากแล้ว ลูกส่งท่านแม่ไปพักผ่อนดีกว่า”

จูซื่อผงกศีรษะรับ ก่อนได้เว่ยเซ่าประคองลุกขึ้น พาไปส่งที่หน้าประตูห้องนอน

เว่ยเซ่าหยิบเสื้อที่จูซื่อทำให้ตนขึ้นมา กล่าวลาแล้วเดินออกไป

“ท่านป้า พี่ชายตอบรับแล้วหรือไม่”

พอเว่ยเซ่าจากไป เจิ้งฉู่อวี้ก็เดินอ้อมหลังฉากบังลมออกมาสอบถาม

จูซื่อใบหน้าประดับยิ้ม ลูบแขนอีกฝ่ายพลางกล่าว “ป้าไม่ได้บังคับเขา แต่ใช้ความรักทำให้เขาหวั่นไหว ปรากฏว่าเห็นผลดังคาด จ้งหลินรับปากจะกลับไปใคร่ครวญแล้ว ฉู่อวี้ วิธีนี้ของเจ้าช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก ฉลาดหลักแหลมจริงๆ”

ทว่าเจิ้งฉู่อวี้กลับชะงักกึก “ท่านป้า ท่านพูดตามที่ข้ากำชับครบถ้วนแล้วจริงหรือ”

“ไม่ตกหล่นเลยสักประโยคเดียว”

เจิ้งฉู่อวี้มุ่นคิ้วนิดๆ “ท่านป้าพูดถึงขั้นนี้แล้ว แต่พี่ชายยังบอกว่าขอใคร่ครวญดู ข้ากลัวว่าหากเขาเพียงคิดพูดผัดผ่อน อีกสองวันก็มาปฏิเสธ เช่นนั้นควรทำอย่างไรดีเล่า”

จูซื่อตะลึงงันก่อนรีบตอบ “วางใจได้ หากเขายังบอกปัดอีก ป้ายังมีวิธีที่ขอมาจากแม่หมอ เมื่อข้าวสารหุงกลายเป็นข้าวสุก ถึงตอนนั้นจ้งหลินไม่รับเจ้าก็ไม่ได้แล้ว”

หน้าที่แล้ว1 of 5

Comments

comments

Continue Reading

More in ทดลองอ่าน

บทความยอดนิยม

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดหญิงเทพสมุนไพร เล่ม 5 บทที่ 1

บทที่ 1  “เซียนปรุงยาเป็นใครกันแน่” “เป็นเช่นที่รัชทายาทคาดเดา เซียนปรุงยาคือฮูหยินของเซียวจวิ้นพ่ะย่ะค่ะ” ได้ยินเช่นนี้...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน นิยายเรื่องนี้ข้าไม่ได้เขียน! บทนำ

บทนำ  หลินหว่านฝันอีกแล้ว เรื่องราวในความฝันเกี่ยวข้องกับจุดจบของหลี่หลิงหว่านตัวประกอบหญิงในนิยายเรื่อง ‘น้องสาวขุนนางท...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน นิยายเรื่องนี้ข้าไม่ได้เขียน! บทที่ 1

บทที่หนึ่ง  หลินหว่าน อืม ตอนนี้ควรเรียกว่าหลี่หลิงหว่านแล้วกระมัง สองแขนของนางกอดเข่าขมวดคิ้วงามนั่งอยู่บนตั่งไม้ข้างหน...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน นิยายเรื่องนี้ข้าไม่ได้เขียน! บทที่ 2

บทที่สอง  สายตาของหลี่หลิงหว่านกับหลี่เหวยหยวนประสานกันท่ามกลางหิมะโปรยปราย เพียงสบตาครั้งเดียวหลี่หลิงหว่านก็รู้สึกสั่น...

jamsai.com