Connect with us

Jamsai

overgraY

ตรารักสายเลือดบาป (เล่ม 1) บทที่ 3 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 4

เด็กหนุ่มรูปงาม อุทิศตนเป็นบ่าวรับใช้

 

ในห้องที่ซ่อนอยู่หลังชั้นหนังสือ คนทั้งสองหลับตาพักผ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน

ท่ามกลางความมืด หรูซิ่วปิดตาทั้งสองข้างลงแต่ไม่ได้หลับ เขานอนตะแคง แนบหน้าผากเข้าหาแก้มของคนรัก มือหนึ่งพาดอยู่บนหน้าอกองค์ชายสาม ก่อนจะลูบไล้ท่อนแขนของอีกฝ่ายเบาๆ พลางเงี่ยหูฟังเสียงลมหายใจอันคุ้นเคย ในใจบังเกิดความรู้สึกปลอดภัยมั่นคง

มีแต่ตอนที่องค์ชายสามอยู่ข้างกายเท่านั้นถึงจะทำให้เขารู้สึกสงบได้…

 

ในปีนั้น หลังจากได้อยู่ด้วยกันแทบทุกวันที่มองโกล เมื่อตามผู้เป็นนายกลับจิงเฉิง เขาคาดไม่ถึงว่าพ่อบ้านจะจัดให้อาศัยอยู่ในเรือนอีกหลังร่วมกับเด็กอายุสิบกว่าขวบหลายคน ไม่ได้พบหน้าองค์ชายสามติดต่อกันหลายวัน ความกระวนกระวายในใจยิ่งทบทวี

เขาเองก็บรรยายความรู้สึกนั้นไม่ถูก บางทีอาจเป็นเพราะองค์ชายสามเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตไว้ แต่เขาก็รู้ตัวดีว่าตนกับองค์ชายสามต่างกันราวก้อนเมฆกับดินโคลน ย่อมไม่อาจพบหน้าได้ตามใจอยาก ในวังโอ่อ่ากว้างขวางเช่นนี้ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายพักอยู่ที่ไหน โอกาสที่จะบังเอิญพบก็ยิ่งหาได้ยาก

ผ่านไปหลายวันในที่สุดสวรรค์ก็เมตตา ไม่ง่ายเลยกว่าเขาจะสังเกตเห็นหรูซย่าผู้เคยรักษาแผลให้เขากำลังเดินอยู่ไกลๆ เขารีบเดินเข้าไปหา

‘ซิ่วเอ๋อร์นี่เอง มือของเจ้าหายดีแล้วกระมัง’

เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องบาดแผลแม้แต่น้อย เอ่ยปากขอร้องทันที ‘ก่อนกลับจิงเฉิง นายท่านบอกให้ข้าตั้งใจฝึกคัดอักษร ข้าเขียนได้หลายแผ่นแล้วจึงคิดจะเอาไปให้นายท่านดู’

อีกฝ่ายมีสีหน้าลำบากใจ ที่จิงเฉิงไม่เหมือนที่มองโกล องค์ชายสามเพิ่งได้รับมอบหมายหน้าที่ใหม่จากฮ่องเต้ วันทั้งวันยุ่งจนไม่อาจปลีกตัว ไหนเลยจะมีเวลามาสอนหนังสืออีก จึงรีบเอ่ยขึ้นว่า ‘มิสู้เจ้านำมาให้ข้า ข้าจะเอาไปวางไว้ที่โต๊ะขององค์ชายสาม รอพระองค์ทรงว่างเมื่อใดก็จะทอดพระเนตรให้เอง’

เขาผิดหวังมาก แต่ก็รีบไปเอากระดาษคัดตัวอักษรจากในห้องพัก แต่คาดไม่ถึงว่าหรูซย่าจะไม่อยู่เสียแล้ว

เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นนานสองนาน หน้าม่อยคอตก ได้แต่ลากเท้าเดินกลับห้อง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงอบอุ่นร้องเรียก

‘ซิ่วเอ๋อร์’

พอเขารีบเงยหน้าด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ได้เห็นดวงหน้าอ่อนโยนดวงนั้น เครื่องหน้าทั้งห้าสมส่วน ไม่ว่าดูอย่างไรก็สบายตาสบายใจยิ่งนัก นั่นคือนายท่านของเขา!

‘ได้ยินหรูซย่าบอกว่าเจ้าจะเอากระดาษคัดตัวอักษรมาให้ข้าดู’ องค์ชายสามมองเขาด้วยรอยยิ้มบาง หรูซย่าที่ยืนเยื้องอยู่ด้านหลังขยิบตาให้เขา

หรูซิ่วพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น รีบส่งกระดาษปึกนั้นให้ อีกฝ่ายรับไปดูอย่างละเอียด

‘เจ้าจำตัวอักษรใหม่ได้มากขึ้นกว่าเดิมอีกแล้ว ดียิ่งนัก’ ไม่นานองค์ชายสามก็เงยหน้ามองเขาอีกครั้ง ‘ข้าจะให้พ่อบ้านจัดให้เจ้าเรียนร่วมกับเด็กคนอื่นๆ พวกเขาล้วนแล้วแต่เป็นลูกหลานสกุลใหญ่ ในอนาคตจะเป็นกำลังให้ข้า เจ้าเองก็เช่นกัน ต้องขยันหมั่นเพียรให้มาก อย่าทำให้ข้าผิดหวัง’

‘ขอรับ ซิ่วเอ๋อร์จะไม่ทำให้นายท่านผิดหวังเด็ดขาด’ เรื่องที่นายท่านสั่ง เขาจะทำให้สุดความสามารถ

องค์ชายสามเห็นเด็กน้อยยืดตัวตรงขานรับเสียงใส สีหน้าก็สดใสกว่าเมื่อครู่นี้มาก ดวงตาทั้งคู่ยังส่องประกายแวววาว เด็กอายุแค่นี้กลับเอ่ยรับคำอย่างหนักแน่นจริงจัง ช่างเป็นภาพที่น่าสนใจนัก เด็กหนุ่มยิ้มพลางลูบหัวเขาทีหนึ่ง พยักหน้าให้แล้วหมุนกายเดินจากไป

หรูซิ่วมองตามเงาร่างสูงโปร่งนั่นไปจนสุดสายตา

ไม่กี่วันก่อน พ่อบ้านถามเขาว่าอายุเท่าไร ความจริงเขาไม่แน่ใจนัก ก่อนจะเกิดเรื่องที่มารดาถือมีดมาฟันเขา เด็กน้อยจำได้รางๆ ว่าตนหิวข้าวจนทนไม่ไหว จึงวิ่งไปขอข้าวกินที่ห้องครัว สตรีสองคนที่กำลังหุงหาอาหารอยู่เห็นเขาเข้าก็ยิ้มหยัน ‘นับดูแล้ว เจ้าเด็กคนนี้ก็ใกล้จะอายุเก้าขวบแล้วสินะ’

ดังนั้นเขาจึงตอบพ่อบ้านไปว่าตนอายุเก้าขวบ พ่อบ้านบอกว่าอายุสิบสี่เมื่อใดก็จะมีโอกาสถูกเลือกให้รับใช้องค์ชายสาม การต้องรอถึงห้าปีนับว่านานไม่น้อย แต่ขณะเดียวกันเขาก็จะมีเวลาเหลือเฟือให้เตรียมตัว จะต้องถูกเลือกให้ได้…

 

ท่ามกลางความมืด หรูซิ่วหวนนึกถึงความทรงจำเมื่อหลายปีก่อน เขาขยับกายอย่างระมัดระวัง จับท่อนแขนขององค์ชายสามที่เขาใช้รองต่างหมอนเบาๆ ถูกนอนทับนานเกินไป คงจะปวดชาไปหมดแล้ว

“เหตุใดยังไม่นอน วุ่นวายอันใดอยู่อีก”

ไม่ทันได้ตั้งตัว องค์ชายสามพลันคว้าร่างเขาเข้าไปกอด น้ำเสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นในห้องเล็ก

“รบกวนพี่สามจนตื่นเสียแล้ว” เขาหัวเราะเบาๆ รู้สึกถึงมือหนาแข็งแรงที่วางอยู่บนสะโพก

“ใครบางคนไม่ยอมนอนแต่โดยดี ขยับตัวไปมาเหมือนลูกแมวน้อย เช่นนี้จะให้ผู้อื่นอดใจไหวได้อย่างไร” องค์ชายสามลืมตาขึ้น ถามเสียงอ่อนโยน “คิดอะไรอยู่หรือ ไม่รู้ว่าในหัวนี้บรรจุความนึกคิดเอาไว้เท่าใดกันแน่ เคยได้พักอย่างสงบบ้างหรือไม่”

“พี่สามพูดราวกับข้าเป็นคนเจ้าแผนการอย่างไรอย่างนั้น” เขาโต้แย้ง

“มิใช่หรือ ปีนั้นเป็นผู้ใดกันที่ยอมรับว่าวางแผนมาห้าปีเต็มเพื่อให้ได้เป็นบ่าวรับใช้ของข้า” องค์ชายสามหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง เขานอนตะแคง ใช้มือข้างหนึ่งประคองแก้ม สบตากับอีกฝ่าย อีกมือหนึ่งก็ลูบไล้สะโพกรวมถึงเรียวขาของหรูซิ่วเบาๆ

หรูซิ่วเลียนแบบท่าทางของเขา เท้าแก้มนอนตะแคง สบตากับเขาตรงๆ ในแววตามีรอยขบขัน “ท่านคงพอใจยิ่งที่เห็นผู้อื่นคิดอยากปรนนิบัติตนถึงเพียงนี้”

องค์ชายสามหัวเราะเบาๆ เด็กหนุ่มรูปงามเฉลียวฉลาดคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าเขา ขอร้องเพื่อให้ได้เป็นบ่าวรับใช้ เขาย่อมต้องรู้สึกยินดี ซ้ำยังพอใจอยู่ไม่น้อย

หรูซิ่วมองค้อนเขาทีหนึ่ง พูดต่อด้วยน้ำเสียงกึ่งขัดเคืองกึ่งหยอกล้อ “ท่านกลับใจดำไม่เลือกข้า”

 

ตอนที่อายุสิบสี่ เขาหลงคิดว่าโอกาสมาถึงแล้ว

เขาใช้เวลาห้าปี ลืมตาตื่นขึ้นก็เรียนหนังสือ ไม่เคยเกียจคร้านแม้แต่น้อย ศึกษาสี่ตำราห้าคัมภีร์จนแตกฉาน ฝึกพิณภาพหมากอักษร ไม่ว่าจะศาสตร์วิชาความรู้ ศิลปะวิทยายุทธ์ ขี่ม้า หรือด้านอื่นๆ เขาล้วนโดดเด่นเป็นเลิศ ถึงขั้นทิ้งห่างเพื่อนร่วมชั้นชนิดไม่เห็นฝุ่น

ระหว่างนั้นก็ต้องทนถูกรังแกต่างๆ นานา เคยมีคนขังเขาไว้ในตู้เสื้อผ้า ยังพนันกันว่าเขาจะร้องอ้อนวอนหรือกลัวจนปัสสาวะราดหรือไม่ ผลคือเขาไม่แม้แต่จะร้องไห้ด้วยซ้ำ เอาแต่นั่งคุดคู้อยู่ข้างในนั้นหนึ่งวันหนึ่งคืน จนกระทั่งพ่อบ้านรู้สึกผิดสังเกตจึงช่วยเขาออกมา

ครั้งหนึ่งตอนที่เขาขี่ม้าได้ดีจนอาจารย์ร้องชม ก็มีคนรู้สึกอิจฉา จงใจปัดอาหารเย็นของเขาทิ้ง ทุกคนหลงคิดว่าหรูซิ่วที่ปกติเป็นคนสุภาพพูดน้อยคงจะอดทนข่มกลั้นไว้ แต่เขากลับคว้าร่างเพื่อนร่วมชั้นที่ตัวใหญ่กว่าทุ่มลงพื้น ใช้มือเดียวบีบคอฝ่ายตรงข้ามจนใบหน้าม่วงคล้ำ

คนบางคนพูดด้วยเหตุผลดีๆ ไม่ได้ ก็ต้องลงมือให้รวบรัดหมดจด ก่อนหน้านี้หรูซิ่วเคยลอบสั่งสอนคนที่ชอบรังแกเขามาแล้วสองคน เพียงแต่ไม่มีใครตัวใหญ่เท่าคนนี้

ยิ่งไปกว่านั้น เขาคือคนที่คลานขึ้นมาจากนรกอันมืดมิด ยังจะมีอะไรให้ต้องกลัวอีก

‘พวกเจ้าทำอะไรกันน่ะ! รีบปล่อยมือเดี๋ยวนี้!’

เขาได้ยินเสียงคำรามของพ่อบ้านจึงรีบปล่อยมือแล้วประคองคนผู้นั้นขึ้นมา ตอบเสียงเยือกเย็น ‘เขาหกล้มทำอาหารของข้าตก ข้าแค่ช่วยดึงเขาขึ้นมาเท่านั้นขอรับ’

พ่อบ้านมองพวกเขาอย่างแคลงใจ คนผู้นั้นถูกหรูซิ่วบีบคอจนวิงเวียนหัวหมุน หอบหายใจไม่เป็นท่า พ่อบ้านคิดจะซักไซ้ต่อ แต่หรูซิ่วกลับยกอาหารเย็นของอีกฝ่ายขึ้นมา ‘เขาบอกว่าเพื่อเป็นการชดใช้จึงยกอาหารของตัวเองให้ข้ากิน เขาไม่กินก็ได้’

หลังจากคราวนั้นก็ไม่มีผู้ใดกล้าหาเรื่องเขาอีก เพียงแต่แววตาของพ่อบ้านเปลี่ยนไปคล้ายกำลังระแวดระวังเขา

ต่อมาองค์ชายสามจับกวางกลับมาได้ จึงสั่งให้หรูชุนบ่าวรับใช้คนสนิททำหน้าที่ดูแลด้วยตัวเอง ส่วนหรูซย่ากับหรูชิวเริ่มอายุมากแล้ว จึงย้ายให้ไปทำงานสำคัญอย่างอื่น พริบตาเดียวบ่าวรับใช้ข้างกายองค์ชายสามก็ว่างลงถึงสามตำแหน่ง

ตอนนั้นหรูซิ่วอายุย่างสิบห้าปี เขาไม่ใช่เด็กน้อยอ่อนแอผอมแห้งอีกแล้ว ห้าปีกว่ามานี้ร่างกายของเขาสูงขึ้นไม่หยุด เครื่องหน้าก็สลัดคราบของเด็กน้อยออกไป แววตากระจ่างใส โดดเด่นสะดุดตายิ่ง เป็นเด็กหนุ่มรูปงามที่ใครเห็นก็ต้องตาลุกวาว

วันนั้นพอหรูซิ่วเดินเข้าไปในห้องพร้อมกับเพื่อนร่วมชั้นก็เห็นองค์ชายสามนั่งอยู่ด้านหน้าสุด พ่อบ้านและอาจารย์ที่สอนหนังสือให้พวกเขายืนอยู่ด้านข้าง คอยทำหน้าที่อ่านบทความที่แต่ละคนเขียน

หรูซิ่วทั้งหวั่นวิตกทั้งตื่นเต้น ยิ่งตอนที่องค์ชายสามเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาชื่นชมหลังจากอ่านบทความที่เขาเขียนจบ ก็ยิ่งทำให้หรูซิ่วคาดหวังว่าจะถูกผู้เป็นนายเลือก

ไม่คาดคิดว่าหลังจากองค์ชายสามชมทุกคนแล้ว ก็เอ่ยรายชื่อผู้ที่ถูกเลือกให้เป็นบ่าวรับใช้คนสนิททั้งสาม ชื่อของหรูซิ่วไม่ได้อยู่ในนั้น

เขาราวกับถูกสายฟ้าห้าสายฟาดเข้าใส่ ในหัวสับสนงุนงงไปหมด ได้แต่นิ่งมององค์ชายสาม

องค์ชายสามลุกขึ้นจากไปอย่างรีบร้อน ตอนที่ออกไปยังหันมามองเขาครู่หนึ่ง ใบหน้าแย้มยิ้มอ่อนโยน

แต่สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่รอยยิ้มบางๆ เพียงรอยยิ้มเดียว เขาบกพร่องที่ใดกัน หรือว่าพ่อบ้านใส่ไฟเขาต่อหน้านายท่าน ทำให้นายท่านไม่อยากเลือกเขา?

 

หลายปีผ่านมา เขายังจดจำความรู้สึกสิ้นหวังในตอนนั้นได้ขึ้นใจ…

“ท่านรู้หรือไม่ว่าตอนนั้นข้าเสียใจมากแค่ไหน” หรูซิ่วทำหน้าเศร้าโศก

องค์ชายสามเห็นก็รู้สึกสนุก หยิกบั้นท้ายเขาทีหนึ่งพลางยิ้มตำหนิ “คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะทำอะไรเช่นนั้นเป็นกับเขาด้วย ข้าน่าจะสั่งสอนเจ้าให้เข็ดหลาบ ไฉนจึงซุกซนเช่นนี้ ที่เล่าเรียนมาเอาไปเก็บไว้ที่ใดหมด”

หรูซิ่วหัวเราะ “ท่านไม่เห็นสีหน้าของพ่อบ้านในเวลานั้นหรือ เขาโกรธจนตาถลนควันออกหู อาการที่พูดไปด้วยหนวดกระตุกไปด้วยเช่นนั้นข้าก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก ยังตะโกนสั่งให้คนนำไม้มา คิดจะโบยข้าอีกด้วย”

“สมควรถูกตี” องค์ชายสามยกมือตบบั้นท้ายเขาผ่านผ้าห่มทีหนึ่ง

“พี่สามอยากเห็นข้าถูกตีมากหรือ แล้วไยตอนนั้นท่านถึงเข้ามาห้ามเล่า” หรูซิ่วยิ้ม

องค์ชายสามตีหัวของหรูซิ่วเบาๆ เอ็ดว่า “มิใช่เพราะกลัวว่าหัวเจ้าเล่ห์ของเจ้าจะถูกตีหรืออย่างไร”

หน้าที่แล้ว1 of 4

Comments

comments

Continue Reading

More in overgraY

  • overgraY

    ตรารักสายเลือดบาป (เล่ม 1) บทที่ 4 #นิยายวาย

    By

      มรสุมพลันสาดซัด เด็กหนุ่มโชกไปด้วยเลือด   ราตรีล่วงผ่านไปโดยไม่อาจข่มตาหลับ วันถัดมาฟ้าเพิ่งจะสาง หรูซิ่วก็รีบวิ่งออกไปเคาะประตู...

  • overgraY

    ตรารักสายเลือดบาป (เล่ม 1) บทที่ 2 #นิยายวาย

    By

    แสงดาราพาดผ่าน ดวงชะตาเคลื่อนคล้อย   กลางดึก รถม้าคันหนึ่งแล่นออกจากเมืองอย่างช้าๆ ระหว่างที่รถม้าวิ่งไปข้างหน้า ตัวรถก็ส่ายไปซ้ายทีขวา...

  • overgraY

    ตรารักสายเลือดบาป (เล่ม 1) บทที่ 1 #นิยายวาย

    By

    สะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก ฝันร้ายอันยากจะลืม   ความจริงแล้ว...เขาแตกต่างจากผู้อื่นที่ใดกันแน่ เหตุใดใครๆ จึงต่างรังเกียจเขาเช่นนี้   ส...

  • overgraY

    เสด็จอา บทที่ 3.2 #นิยายวาย

    By

    บทที่ 3.2   เมื่อกลับมาถึงวังอ๋อง เนื่องจากเหตุการณ์ของชายาทำให้บรรยากาศในวังยังคงอึมครึม ข้าเรียกคนให้หยิบกาสุรามาดื่มในสวนเล็กของตำหน...

  • overgraY

    เสด็จอา บทที่ 3.1 #นิยายวาย

    By

    บทที่ 3.1   วันถัดมา ข้าเข้าวังเพื่อกราบทูลผลการลงโทษชายาต่อฝ่าบาทและไทเฮา เดิมทีข้าจะไปเข้าเฝ้าฉีเจ่อก่อน แต่ขันทีน้อยบอกข้าว่าฝ่าบาทก...

  • overgraY

    เสด็จอา บทที่ 2 #นิยายวาย

    By

    บทที่ 2   ข้าย่างเท้าออกจากประตูตะวันออกของอุทยานหลวงภายใต้แสงสายัณห์ ยังไม่ทันเดินออกมาได้ถึงสองก้าวก็ได้ยินเสียงคนตะโกนเรียกจากทางเบื...

  • overgraY

    เสด็จอา บทที่ 1 #นิยายวาย

    By

    บทที่ 1   ข้าคือพระปิตุลา ผู้เป็นอาของฮ่องเต้ ทว่าข้ามิใช่อาแท้ๆ การสืบสายนั้นห่างกันอยู่ชั้นหนึ่ง บิดาของข้ากับถงกวงตี้ ปู่ของฮ่องเต้อ...

บทความยอดนิยม

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน วาสนาคนเขลา บทที่หนึ่ง-บทที่สอง

บทที่หนึ่ง ‘คุณหนูรองสกุลหลี่แห่งอำเภอเฉิงเป่ยปัญญาอ่อนไปแล้ว!’ ข่าวที่ไม่คาดคิดเช่นนี้ราวกับหญ้าแห้งฤดูใบไม้ร่วงถูกไฟป่...

everY

ทดลองอ่าน พันสารท เล่มที่ 1 บทที่ 1 #นิยายวาย

บทที่ 1 ยอดเขาปั้นปู้ (ครึ่งก้าว) ชื่อสื่อความหมาย บนยอดเขามีพื้นที่คับแคบ เดินหน้าไปเพียงครึ่งก้าวก็เป็นหน้าผาสูงหมื่นจ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน เบื่อนักโจ๊กล่าปา ข้าไม่ย้อนเวลาอีกได้ไหม บทที่ 1-บทที่ 2

บทที่ 1  ยามดึกสงัดในฤดูหนาว หมู่ดาวพร่างพราวเต็มผืนฟ้ากว้างใหญ่ สาดส่องจากเหนือหมู่เมฆลงมายังคฤหาสน์สกุลอวิ๋น ลอดผ่านหน...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน วาสนาคนเขลา บทที่สาม-บทที่สี่

บทที่สาม ในเวลาเดียวกันนี้ ณ ลานล่าสัตว์ที่เมืองเหลียวเฉิง ใต้เท้าเมิ่งผู้ช่วยนายอำเภอเมืองเหลียวเฉิงกำลังแอบใช้ผ้าเช็ดห...

jamsai.com