Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่านนิยายวาย ปราชญ์กู้บัลลังก์ บทที่ 5.1 #นิยายวาย

มุมปากของหลี่จื้อเฟิงกระตุกเล็กน้อย แต่เขายังคงบังคับรถแล่นต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนแรกโหยวเหมี่ยวคิดว่าหลี่จื้อเฟิงจะพูดทำนอง ‘อย่าเล่นเหลวไหล’ คิดไม่ถึงว่าหลี่จื้อเฟิงกลับไม่สนใจเลยสักนิด โหยวเหมี่ยวถามอย่างลังเลว่า “นี่ เจ้าไม่กลัวรถคว่ำเลยหรือ”

“ไม่กลัว” มุมปากของหลี่จื้อเฟิงหยักยิ้มนิดๆ “ข้ายังได้ยิน”

โหยวเหมี่ยวปล่อยมือ นิ้วเลื่อนมาอุดสองหูของหลี่จื้อเฟิงแทนแล้วถามว่า “อย่างนี้เล่า”

“อย่างนี้ดวงตาก็มองเห็นแล้ว”

“ชิ…!”

หลี่จื้อเฟิงหัวเราะดังฮ่าๆ แต่โหยวเหมี่ยวกลับตกตะลึง เพราะตั้งแต่รู้จักหลี่จื้อเฟิงมา นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นอีกฝ่ายหัวเราะเบิกบานขนาดนี้ ดังนั้นจึงเผลอมองตาค้าง รอยยิ้มของหลี่จื้อเฟิงงดงามมาก เมื่ออยู่ภายใต้แสงตะวันเช่นนี้ยิ่งดูน่าหลงใหลชวนมอง โหยวเหมี่ยวมองแล้วอดกลืนน้ำลายไม่ได้

หลี่จื้อเฟิงหันมามอง รอยยิ้มค่อยๆ จืดจางลง โหยวเหมี่ยวโคลงศีรษะแล้วยิ้มตามนิดๆ คิดในใจว่าคนผู้นี้รูปงามมากจริงๆ…ไม่ใช่ ที่จริงยังไม่ถึงขั้นรูปงาม เพราะตรงคิ้วมีรอยแผลเป็น ลำคอมีรอยสัก รูปร่างหน้าตาก็ไม่ได้งามสง่าอย่างพวกคุณชายลูกผู้ดีมีตระกูล ผิวพรรณค่อนข้างคล้ำและหยาบกร้าน ดวงตาสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าด้านข้างซูบผอม สันจมูกโด่งได้รูป ทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดความรู้สึกอย่างหนึ่ง

กระทั่งรอยแผลเป็นจากดาบที่ฟันเฉือนคิ้วซ้ายยังดูดีอย่างบอกไม่ถูก

“รอยแผลเป็นตรงคิ้วเจ้าเป็นฝีมือหลี่เหยียนหรือ” โหยวเหมี่ยวถาม

“ไม่ใช่” หลี่จื้อเฟิงไม่ได้หันกลับไปดูทาง ยังคงมองสบตาโหยวเหมี่ยวพร้อมตอบเสียงเบาว่า “แผลนี้ได้มาจากตอนออกรบเมื่อก่อน แผลธนู”

หลี่จื้อเฟิงตอบแล้วโน้มตัวลงมาจุมพิตกลีบปากของโหยวเหมี่ยวเบาๆ

หัวใจของโหยวเหมี่ยวพลันเต้นรัวแรง ราวกับอะไรบางอย่างลุกไหม้ขึ้นมา และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขากับหลี่จื้อเฟิงจุมพิตกัน หลี่จื้อเฟิงเป็นของเขา อยากจุมพิตก็จุมพิต สั่งให้คนผู้นี้ทำอะไรก็ต้องทำเช่นนั้น ปกติแล้วเขามักจะเอนพิงอีกฝ่ายต่างหมอน เรียกใช้งานทำนู่นทำนี่ไม่เคยรู้สึกอะไร แต่เวลานี้กลับรู้สึกแตกต่างออกไป

หลี่จื้อเฟิงจุมพิตเขาแล้วก็หันไปตั้งใจดูทางข้างหน้าต่อ โหยวเหมี่ยวสังเกตเห็นว่าแก้มของอีกฝ่ายมีสีแดงเรื่อนิดๆ ก็ลอบยิ้ม เอนพิงแผงอกแกร่งโดยไม่ได้พูดอะไร หลี่จื้อเฟิงละมือข้างหนึ่งมาโอบกอดเขา ส่วนมืออีกข้างคอยบังคับรถม้า แม้ว่ายังไม่ถึงสิ้นปี แต่แสงตะวันที่สาดส่องลงมาในเหมันตฤดูก็ทำให้อารมณ์ดีมาก สายลมพัดไม่แรงนัก โหยวเหมี่ยวจึงนั่งตากแดดพลิกหนังสืออ่านอย่างเกียจคร้าน

เดิมคำนวณว่าคงถึงปราสาทเขาเจียงปัวตอนพลบค่ำวันนี้ แต่หลังจากขับเลี้ยวอ้อมวกไปมาจนพ้นจากเส้นทางหลวงก็เริ่มหลงทาง โหยวเหมี่ยวยืนเทียบแผนที่ที่เขียนบนแผ่นหนังอยู่ตรงทางแยก พูดพึมพำว่า “ไม่ถูก เมื่อครู่นี้เราเห็นป้ายหินบอกเขตเมืองหยางโยวจริงๆ”

หลี่จื้อเฟิงก้มหน้าลงมองท่ามกลางลำแสงสุดท้ายของอาทิตย์อัสดง

“เลียบชานเมืองลงใต้…”

ท้องฟ้าเริ่มมืด ฝูงนกกาแผดเสียงร้อง ท้องฟ้าในช่วงเหมันต์ค่อนข้างมืดเร็ว อีกทั้งที่นี่ยังเป็นสถานที่รกร้างเปล่าเปลี่ยว ข้างทางไม่มีบ้านเรือนสักหลัง มีเพียงฟางข้าวกองโตที่วางเรียงบนพื้น

Comments

comments

Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

More in everY

บทความยอดนิยม

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน นิยายเรื่องนี้ข้าไม่ได้เขียน! เล่ม 3 บทที่ 3-4

บทที่สาม เส้นทางในยามกลางคืนยากจะเดินแล้วก็ยากจะแยกแยะ หลี่หลิงหว่านอาศัยภาพของแผนที่จวนสกุลหลี่ที่เคยวาดขึ้นมาช่วงแรกใน...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน นิยายเรื่องนี้ข้าไม่ได้เขียน! เล่ม 3 บทที่ 1-2

บทที่หนึ่ง ตลอดเส้นทางที่หลี่หลิงหว่านวิ่งหนีมาเรียกได้ว่าลนลานจนทำอะไรไม่ถูกจริงๆ ท่ามกลางความลนลานนางก็วิ่งหนีไปเรื่อย...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน นิยายเรื่องนี้ข้าไม่ได้เขียน! บทที่ 12-13

บทที่สิบสอง แม้ท้องฟ้าจะมืดจนมองเห็นสีหน้าของเขาได้ไม่ชัด แต่หลี่หลิงหว่านก็รู้สึกว่าตนเองสามารถจินตนาการสีหน้าของเขาออก...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน นิยายเรื่องนี้ข้าไม่ได้เขียน! บทที่ 14

บทที่สิบสี่  ระหว่างที่รอเสี่ยวซานกลับมา หลี่หลิงหว่านก็ลุกขึ้นเดินไปมาจนทั่วห้อง เอาแต่นั่งยองๆ อยู่นานจนขารู้สึกชาราวก...

jamsai.com