Connect with us

Jamsai

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดหญิงเซียนเครื่องหอม เล่ม 6 ตอนที่ 4

กำลังคิดอยู่ ฉินเจี้ยนก็เคาะประตูเดินเข้ามา “นายท่านหลีกลับมาแล้ว”

หลีจวินรีบยืนขึ้น แล้วเดินมารับที่ประตูด้วยตนเอง “ท่านพ่อกลับมาแล้วหรือ ใต้เท้าจั่วเรียกท่านไปพบเพราะมีเรื่องอะไรหรือ” เขาหันหน้าไปสั่งฉินเจี้ยน “ยกน้ำชาให้นายท่าน”

รับน้ำชาที่หลีจวินเทให้มาแล้วก็ดื่มอึกๆ ไปครึ่งถ้วย นายท่านหลีจึงผ่อนลมหายใจออกมา

หลีจวินฉวยโอกาสถาม “เห็นท่านพ่อสีหน้าไม่ดี ใต้เท้าจั่วทำให้ท่านลำบากใจหรืออย่างไร”

“ทำให้ลำบากใจหรือ” เส้นเลือดบนหน้าผากนายท่านหลีเต้นตุบๆ “เขาคิดจะทำให้ตระกูลหลีตายต่างหาก!”

หลีจวินตัวสั่นกระตุก โบกมือไปทางหลีชิง

หลีชิงรีบพาทุกคนออกไปอย่างเงียบๆ ทันที

“ใต้เท้าจั่วเป็นสุนัขรับใช้ของอิงอ๋อง” หลีจวินเทน้ำให้บิดาจนเต็มถ้วย ปากก็พูดกล่อม “ย้ายเขามาที่ต้าเยี่ยก็เพื่อต่อกรกับตระกูลหลี ท่านพ่ออย่าได้โกรธไปเลย ถ้าท่านโกรธก็เท่ากับตกหลุมพรางของพวกเขาจริงๆ ทนอีกสักนิด พวกเราได้หลักฐานที่อิงอ๋องคิดกบฏมาแล้ว เชื่อว่าพวกเขาคงจะวางอำนาจได้อีกไม่นาน!” เห็นสีหน้านายท่านหลีผ่อนคลายลงจึงถามต่อไปว่า “ว่าแต่มีเรื่องอะไรหรือท่านพ่อ”

“เดินหนึ่งก้าวล้มหนึ่งก้าว หนึ่งปีมานี้ตระกูลหลีผ่านมาอย่างยากลำบาก ทุกวันนี้พ่อหวาดหวั่นเหมือนเดินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบางๆ” นายท่านหลีถอนหายใจยาว “ไม่รู้ว่าจะทนได้ถึงวันที่องค์รัชทายาทกลับมามีอำนาจอีกครั้งได้หรือไม่”

ในสายตาเศร้าสลดเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ชั่วพริบตาเขาราวกับแก่ลงไปหลายปี

“ท่านพ่อ…” หลีจวินเรียก “ก่อนฟ้าสางย่อมเป็นเวลาที่มืดมิดที่สุด พวกเราใกล้จะได้เห็นแสงรุ่งอรุณแล้ว” น้ำเสียงเคร่งเครียด เขาพูดทีละคำอย่างหนักแน่น “ท่านพ่อต้องเชื่อมั่น ต่อให้ตระกูลหลีจะล่มสลาย ขอเพียงพวกเรายังมีชีวิตอยู่ก็ต้องมีวันฟื้นคืนมาอีกครั้ง!”

ในดวงตาเศร้าสลดมีประกายแสงแวบผ่าน นายท่านหลีพยักหน้าอย่างหนักแน่น

ผ่านไปครู่ใหญ่เขาจึงพูดขึ้นว่า “ใต้เท้าจั่วคิดจะสร้างศาลเจ้าแม่กวนอินแห่งหนึ่งที่เขาฉี่หลิง อยากให้พ่อค้าทุกกลุ่มออกแรงช่วยเหลือ…”

“ก็แค่หาข้ออ้างให้บริจาคเงิน เขาต้องการเท่าใด พวกเราให้ไปก็พอ!” หลีจวินพูดอย่างโมโห

สักวันเขาจะทำให้พวกเขาต้องคายออกมาเป็นเท่าตัว!

“ถ้าง่ายอย่างนั้นก็ดีสิ…” นายท่านหลีส่ายหน้า “น่าเจ็บใจที่สุดคือใต้เท้าจั่วเอาแต่พูดว่าจะรักษาระเบียบของกลุ่มการค้า ไม่ให้บริจาคเงินวุ่นวายเด็ดขาด บอกว่าจะใช้อากรท้องที่มาสร้างกุศลยิ่งใหญ่ให้กับประโยชน์สุขนี้!”

“อากรท้องที่?” หลีจวินขมวดคิ้ว “ไม่นับเรื่องที่ทางการโกงกิน นับแค่ต้นทุนการสร้างศาลเจ้าแม่กวนอินแห่งหนึ่งอย่างน้อยต้องใช้กว่าแสนตำลึง อากรที่เหลือในท้องที่ล้วนมีตัวเลขเขียนลงไว้ ไหนต้องนำไปเลี้ยงดูทหารองครักษ์อีก เขาจะเอาเงินมากมายมาจากที่ใด”

“เล่ห์กลก็อยู่ที่ตรงนี้!” นายท่านหลีกัดฟันกรอดๆ “การสร้างศาลเจ้าแม่กวนอินมีกำหนดเวลาสามปี ใต้เท้าจั่วบอกว่าภายในสามปีนี้ทุกกลุ่มการค้าในต้าเยี่ย นอกจากอากรที่ต้องจ่ายเป็นประจำแล้ว ทุกปียังต้องจ่ายอากรสร้างคุณูปการอีกส่วน ใช้เป็นเงินทุนในการสร้างศาลเจ้าแม่กวนอิน และยังสัญญาว่าหลังจากสร้างศาลเจ้าแม่กวนอินเสร็จแล้ว จะสลักชื่อร้านค้าลงในป้ายสรรเสริญตามคุณูปการมากน้อย สืบทอดไปชั่วลูกชั่วหลาน…”

“อากรสร้างคุณูปการ” หลีจวินเลิกคิ้วขึ้น “มีวิธีเก็บอย่างไร มีพระราชโองการลงมาหรือไม่”

“ใต้เท้าจั่วบอกว่าในเมื่อเป็นอากรสร้างคุณูปการก็จะให้เหมือนกันทุกคนไม่ได้ ต้องเก็บตามความสามารถมากน้อยของทุกคนจึงจะยุติธรรม ในแต่ละกลุ่มก็จะมีกฎเกณฑ์ต่างกัน สำหรับกลุ่มเครื่องหอมนั้น อากรสร้างคุณูปการจะเก็บเปลี่ยนแปลงไปตามราคาเครื่องหอม เครื่องหอมที่ราคาต่ำกว่าหนึ่งตำลึงครึ่งจะเก็บเพิ่มสามในร้อยส่วน”

หลีจวินพยักหน้า “นี่ก็ไม่สูงมาก ร้านเครื่องหอมทั่วไปพอรับไหว”

“ที่สำคัญคือการเก็บที่เปลี่ยนแปลงไปตามราคาเครื่องหอมนี้ต่างหาก ราคาระหว่างหนึ่งตำลึงครึ่งถึงสามตำลึงเก็บเพิ่มสิบห้าในร้อยส่วน สามตำลึงถึงห้าตำลึงเก็บเพิ่มสามสิบในร้อยส่วน สูงกว่าห้าตำลึงเก็บเพิ่มสี่สิบในร้อยส่วน”

“สามสิบในร้อยส่วน!” หลีจวินพูดเสียงเข้ม “เขาบ้าไปแล้วหรือ มองไปทั่วแคว้นต้าโจวนี้ การค้าของกลุ่มใดบ้างจะมีกำไรสูงอย่างนี้” แล้วพูดอีกว่า “นี่ยังไม่นับอากรของทางราชสำนัก เครื่องหอมที่ทำออกมาเงินที่ขายได้ยังไม่พอจะจ่ายค่าอากรนี้เลย การค้าเช่นนี้ใครยังจะทำอีก!”

นายท่านหลีทุบกำปั้นลงบนโต๊ะ “เขาบ้าไปแล้ว เขาคิดจะบีบตระกูลหลีของพวกเราให้ตาย!”

หลีจวินไม่พูดจา หัวคิ้วขมวดเป็นปม

ผ่านไปครู่ใหญ่นายท่านหลีจึงผ่อนลมหายใจออกมา “จวินเอ๋อร์ดูสิ มองไปทั่วแคว้นต้าโจว นอกจากน้ำหอมสังสารวัฏกับขี้ผึ้งเหลวกลิ่นดอกไม้ของตระกูลหลีแล้ว ยังมีเครื่องหอมของบ้านใดที่มีราคาเกินหนึ่งตำลึงครึ่งอีก เม็ดหอมเศร้าอาดูรของร้านอี้เหอก็ขายแค่หนึ่งตำลึง หากดูตามราคานี้ต้องจ่ายอากรเพียงสามในร้อยส่วนก็ยังพอรับได้ แม้จะไม่มีพระราชโองการ พวกพ่อค้าก็คงไม่รวมตัวกันเพื่อประท้วงไปถึงเบื้องบนหรอก” เขาเปลี่ยนประเด็นพูดไป “มีเพียงตระกูลหลีของพวกเรา ขี้ผึ้งเหลวกลิ่นดอกไม้ขายถึงสามตำลึง เฉลี่ยแล้วแต่ละขวดต้องรับภาระอากรสี่ร้อยห้าสิบอีแปะ น้ำหอมสังสารวัฏขายถึงห้าตำลึง แต่ละขวดต้องรับภาระอากรหนึ่งตำลึงครึ่ง ราคาที่ทำสัญญากับโรงธูปไป่เยี่ยก็เป็นราคาตายตัว น้ำหอมสังสารวัฏซื้อมาขวดละสามตำลึง ขายออกไปห้าตำลึง หักค่าใช้จ่ายหนึ่งตำลึงครึ่งนี้แล้วยังเหลืออีกครึ่งตำลึง แม้แต่อากรของราชสำนักยังไม่พอจ่ายเลย!”

“อากรสร้างคุณูปการนี้มีเพื่อจัดการตระกูลหลี!”

“จวินเอ๋อร์พูดไม่ผิด อากรสร้างคุณูปการนี้กำหนดขึ้นเพื่อจัดการตระกูลหลี!” นายท่านหลีเปลี่ยนประเด็นพูดไป “แต่เขาก็ทำได้อย่างไม่มีข้อบกพร่อง การสร้างศาลเจ้าแม่กวนอินเป็นกุศลใหญ่ในการสร้างประโยชน์สุขที่สืบทอดไปยาวนาน อากรของเขานี้เพิ่มได้อย่างมีเหตุผล พ่อค้าทั่วต้าเยี่ยไม่มีใครคัดค้านแน่ หากมีเพียงตระกูลหลีที่คัดค้านจะมีประโยชน์อะไร ดีไม่ดี เขาอาจจะสวมหมวกให้เราว่าเย่อหยิ่ง ขัดขวางความเจริญในท้องที่จนไม่ให้ความร่วมมือ” เขาถอนหายใจยาว “ทั้งที่รู้ว่าถูกเขาป้ายสี แต่ตระกูลหลีกลับไม่อาจขัดขืนได้!”

“ถึงอย่างนั้นก็ปล่อยให้เขาฆ่าแกงเช่นนี้ไม่ได้!” หลีจวินตบโต๊ะดังปัง

นายท่านหลีสะดุ้ง ความเหี่ยวเฉาหายไปจนสิ้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหลีจวิน “จวินเอ๋อร์มีแผนดีหรือไม่” แล้วส่ายหน้าอีกครั้ง “จวินเอ๋อร์อย่าคิดต่อต้านเลย ต่อสู้กับทางการ ต่อให้กิจการทางบ้านใหญ่โตเพียงใด พวกเราก็เป็นเพียงเอาไข่ไปกระทบหินเท่านั้น!”

ผลประโยชน์ล้วนต้องมีบารมี หากไม่มีบารมีแล้ว ผลประโยชน์จะมาจากที่ใด

ไม่มีการคุ้มครองขององค์รัชทายาท บารมีของตระกูลหลีในตอนนี้ก็เทียบกับคนอื่นมิได้เลย

“ท่านพ่อพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูก…” คิดดูสักครู่ หลีจวินจึงพูดว่า “เขาอยากจะอุดปากพวกพ่อค้า ข้าก็จะทำให้คนเหล่านี้ออกหน้ามาช่วยพูดให้ตระกูลหลี!” เขาลังเลสักครู่ “พวกเราเป็นพ่อค้า ที่ว่าผลประโยชน์ไม่พอก็ไม่ทำ ในเมื่อการค้าขายนี้ไม่ได้กำไร พวกเราก็ไม่ต้องทำ!”

“ไม่ทำ?” นายท่านหลีสงสัยไม่คลาย “ตอนนี้ร้านหลีจี้ยืนหยัดได้ด้วยเครื่องหอมสองชนิดนี้ จะไม่ทำได้อย่างไร” แล้วพูดอีกว่า “ใต้เท้าจั่วอยากให้พวกเราหยุดทำเครื่องหอมในทันที จวินเอ๋อร์ทำอย่างนี้ไม่ตรงตามใจของเขาหรือ”

“นี่เป็นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น…” หลีจวินส่ายหน้า “อากรสร้างคุณูปการวางแผนไว้อย่างรอบคอบเช่นนี้ แต่ใต้เท้าจั่วลืมไปจุดหนึ่ง”

แสงสว่างวาบขึ้นตรงหน้า นายท่านหลีเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ แต่ก็คล้ายยังไม่มั่นใจ เขาจึงโน้มตัวไปข้างหน้า “อะไรหรือ”

“กลุ่มคนที่ใช้น้ำหอมสังสารวัฏ”

“กลุ่มคนที่ใช้?” นายท่านหลีขมวดคิ้ว ทันใดนั้นดวงตาก็เปล่งประกาย “จวินเอ๋อร์พูดถูก คนมีชื่อเสียงในต้าเยี่ยนี้ ต้องมีคนที่มีอำนาจเหนือฟ้าอยู่บ้าง” ในดวงตาเขาฉายความดุดัน “ดี เช่นนั้นพวกเราก็หยุดทำเครื่องหอม ปล่อยให้เป็นไปตามที่จั่วเฟิงต้องการ!”

หลีจวินพยักหน้า “แต่ว่าท่านพ่อต้องมีการเตรียมการ การค้าของตระกูลหลีต้องซบเซาไประยะหนึ่ง” หลายเดือนมานี้เครื่องหอมอื่นของตระกูลหลีแทบจะหยุดทำไปหมดแล้ว เพียงอาศัยน้ำหอมสังสารวัฏกับขี้ผึ้งเหลวกลิ่นดอกไม้มาคอยพยุงเอาไว้

นายท่านหลีสีหน้าสลด “จวินเอ๋อร์ยังต้องคิดหาวิธีจัดการเครื่องหอมในคลังเหล่านั้นด้วย”

“มีสินค้าเก็บไว้ทั้งหมดเท่าใด” หลีจวินเพิ่งกลับมา ยังไม่ทันได้ตรวจสมุดบัญชี

“คำนวณถึงปลายเดือนที่แล้วก็มีเก็บไว้สามล้านแปดแสนหกหมื่นเม็ด”

“มากอย่างนี้เชียวหรือ” หลีจวินหัวคิ้วขมวดขึ้นมา

“ใช่แล้ว” นายท่านหลีพยักหน้า “มีเม็ดกันชื้นอยู่ ถึงเครื่องหอมจะไม่เป็นไรไปชั่วระยะหนึ่ง แต่มีสินค้าเก็บในคลังจำนวนมากเช่นนี้ กองเอาไว้อย่างนี้วันแล้ววันเล่า ทุกวันพ่อคิดขึ้นมาหัวใจก็เจ็บเหมือนถูกเข็มแทง!” เขาเอามือตบโต๊ะอย่างแรง น้ำเสียงไร้เรี่ยวแรงอย่างมาก

“ท่านพ่อ…” หลีจวินเรียกเสียงเบา

นายท่านหลีเงยหน้าขึ้นทันใด “จวินเอ๋อร์ไปเชิญแม่นางไป๋มาช่วยปรับแก้เม็ดหอมเหล่านั้นได้หรือไม่”

เขาอยากจะขอร้องนานแล้ว แต่ทุกครั้งที่คิดถึงท่าทางของนางที่ไม่ใส่ใจเกียรติยศหรือการดูหมิ่น มีเพียงท่าทีนิ่งเงียบเฉยชา นายท่านหลีก็เกิดความหวาดหวั่น เขาอยู่มาจนอายุปูนนี้ ผ่านการต่อสู้มาหลายครั้ง แต่พอเผชิญหน้ากับหญิงสาวคนนี้แล้วเขากลับไม่เคยได้เปรียบอะไรเลย นางไม่ใช่คนที่จะเอายศถาบรรดาศักดิ์อะไรมาซื้อตัวไปได้ง่ายๆ และยิ่งไม่ใช่คนที่จะก้มหัวให้กับคนที่มีบารมี

ทนทุกข์ใจมานานมากแล้ว เขาก็ยังหาจุดอ่อนอะไรของมู่หวั่นชิวที่จะให้เขาใช้งานไม่ได้เลย และด้วยเหตุนี้แม้มีใจอยากขอให้นางช่วยปรับแก้เม็ดหอมให้ตระกูลหลี แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปาก กลัวว่าหากทำเสียเรื่องก็จะไม่มีทางย้อนกลับได้

หลีจวินกลับมาแล้ว นายท่านหลีจึงตัดสินใจเอาปัญหายุ่งยากนี้ผลักให้แก่บุตรชาย

“ให้แม่นางไป๋ปรับแก้” หลีจวินไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน เขาจึงตกใจมาก

“นอกจากนางแล้วก็ไม่มีใครช่วยสินค้าชุดนี้ได้อีก…” นายท่านหลีสีหน้าสลดลง แสดงละครเศร้าต่อหน้าบุตรชาย “เม็ดหอมสามล้านกว่าเม็ดเชียวนะ หากช่วยกลับมาไม่ได้ รากฐานตระกูลหลีคงต้องล่มสลายแน่นอน!”

หลีจวินพยักหน้าอย่างเด็ดขาด “ไม่ได้!”

“จวินเอ๋อร์…” นายท่านหลีหน้าบึ้งตึง

หลีจวินมองหน้าบิดาอย่างจริงจัง “นี่ไม่ใช่เม็ดหอมบุปผาสวรรค์ก่อนหน้านี้ที่จะบอกว่าแก้ก็แก้ได้ มีถึงสามล้านกว่าเม็ดและชนิดก็ปนเปกันไป จุดอ่อนสูตรลับของกู่ฉินเดิมทีก็มีน้อยอยู่แล้ว จะปรับแก้สักชนิดยังไม่ใช่เรื่องง่ายเลย นับประสาอะไรกับเม็ดหอมมากมายหลากชนิดเช่นนี้”

ที่สำคัญยิ่งกว่าคือหากเรื่องนี้ถูกอิงอ๋องล่วงรู้เข้า อิงอ๋องย่อมไม่มีทางปล่อยให้มู่หวั่นชิวมีชีวิตรอดไปได้เด็ดขาด!

คิดถึงความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในใจตอนที่ได้ยินข่าวว่ามู่หวั่นชิวถูกลอบฆ่า สายตาของเขาก็มีความมุ่งมั่นเพิ่มมากขึ้น

เขายอมให้เม็ดหอมของตระกูลหลีชุดนี้เสียไป แต่จะผลักนางไปสู่อันตรายไม่ได้!

เงินทองยศศักดิ์เป็นของนอกกาย รวมไปถึงทรัพย์สินบารมีของตระกูลหลีด้วย เสียไปแล้วก็สร้างใหม่ได้ มีแค่ชีวิตที่มีเพียงครั้งเดียว

“จวินเอ๋อร์!” น้ำเสียงนายท่านหลีฉายความฉุนเฉียวรางๆ

“ลูกกลัวว่ารอจนนางปรับแก้เสร็จ เม็ดหอมชุดนี้คงหมดประสิทธิภาพไปแล้ว” เห็นบิดาโมโหจริงๆ หลีจวินจึงพูดด้วยรอยยิ้ม “คิดจะช่วยกู้เม็ดหอมเหล่านี้ ดีที่สุดคือคิดหาวิธีขายออกไป”

“ขายออกไป?” นายท่านหลีถลึงตาใส่ “จวินเอ๋อร์ก็เห็นแล้ว มีเครื่องหอมของร้านอี้เหอเป็นตัวเปรียบเทียบอยู่ตรงนั้น สินค้าของพวกเรากองทิ้งไว้อีกสิบปีก็อย่าคิดจะขายออกไปได้เลย!”

“ถึงแม้เครื่องหอมของร้านอี้เหอจะดี แต่คุณภาพเครื่องหอมของพวกเราก็ถือเป็นชั้นเลิศเช่นกัน” หลีจวินพูดอย่างเด็ดขาด “แค่เพียงสถานการณ์บีบบังคับ มีคนคอยข่มขู่ยุยงอยู่เบื้องหลังจึงขายออกไปไม่ได้แม้แต่เม็ดเดียว”

“จวินเอ๋อร์คิดจะรอให้องค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์แล้วค่อยขายออกไปหรือ” นายท่านหลีพูดประชด “ถ้าองค์รัชทายาททรงถูกถอดไปเลย ตระกูลของพวกเราไม่ต้องรอความตายหรือ”

“ท่านพ่อคลายโกรธลงด้วย…” หลีจวินโน้มตัวไปเทน้ำชาให้บิดา “ท่านลืมเรื่องเมื่อวานที่ลูกบอกท่านไปแล้วหรือ ลูกช่วยองค์รัชทายาทแคว้นเฉินมา ช่วยให้เขาขึ้นครองราชย์ได้อย่างราบรื่น เขาได้สาบานเป็นพี่น้องกับลูกแล้ว”

นายท่านหลีดวงตาเปล่งประกาย “จวินเอ๋อร์คิดจะขายสินค้าชุดนี้ไปที่แคว้นเฉินหรือ”

“ลูกคิดจะลองดู…” หลีจวินพยักหน้า “ก่อนกลับมาลูกเคยพูดถึงความลำบากของตระกูลหลีให้ฮ่องเต้แคว้นเฉินฟัง เขารับปากจะให้พวกเราตั้งสาขาที่แคว้นเฉิน เครื่องหอมของพวกเราชุดนี้ล้วนออกมาจากมือของกู่ฉิน ถือเป็นของชั้นเลิศเช่นกัน ในเมื่อขายที่ต้าโจวไม่ได้ก็ขนไปที่แคว้นเฉิน ใช้เป็นทุนในการเปิดสาขาเสียเลย”

ที่เขายอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายไปช่วยฮ่องเต้แคว้นเฉินนั้น ก็เพื่อจะได้ไม่ผลักมู่หวั่นชิวไปอยู่ใต้คมดาบของอิงอ๋อง น้ำใจที่มีนี้ เขาจะยอมปล่อยไปได้อย่างไร

“เช่นนี้ก็ยิ่งดี…” นายท่านหลีพยักหน้า “บุญคุณช่วยชีวิตใหญ่เทียมฟ้า เรื่องเล็กแค่นี้ฮ่องเต้แคว้นเฉินคงไม่นั่งนิ่งดูดายแน่นอน!”

พูดคุยรายละเอียดกันอีกนิด นายท่านหลีจึงลุกเดินออกไป

หลีจวินเดินมาส่งเขาออกนอกประตูด้วยตนเอง พอหันหน้ากลับมาก็พบฉินเจี้ยนยืนอยู่ด้านหลังจึงถามว่า “มีเรื่องอะไร”

“แม่นางไป๋มารอท่านนานแล้วขอรับ เห็นท่านกับนายท่านกำลังปรึกษางานลับอยู่ บ่าวจึงไม่กล้ารบกวน”

หลีจวินดวงตาเปล่งประกาย “นางอยู่ที่ใด”

“เรือนถานเซียงขอรับ”

หลีจวินก้าวเท้าเดินไปทันที เดินไปไม่กี่ก้าวก็หมุนตัวย้อนกลับมาหยิบสัญญาบนหัวโต๊ะนั้นขึ้นมา

Comments

comments

Continue Reading

More in ทดลองอ่าน

บทความยอดนิยม

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน นิยายเรื่องนี้ข้าไม่ได้เขียน! บทนำ

บทนำ  หลินหว่านฝันอีกแล้ว เรื่องราวในความฝันเกี่ยวข้องกับจุดจบของหลี่หลิงหว่านตัวประกอบหญิงในนิยายเรื่อง ‘น้องสาวขุนนางท...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน นิยายเรื่องนี้ข้าไม่ได้เขียน! บทที่ 1

บทที่หนึ่ง  หลินหว่าน อืม ตอนนี้ควรเรียกว่าหลี่หลิงหว่านแล้วกระมัง สองแขนของนางกอดเข่าขมวดคิ้วงามนั่งอยู่บนตั่งไม้ข้างหน...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน นิยายเรื่องนี้ข้าไม่ได้เขียน! บทที่ 2

บทที่สอง  สายตาของหลี่หลิงหว่านกับหลี่เหวยหยวนประสานกันท่ามกลางหิมะโปรยปราย เพียงสบตาครั้งเดียวหลี่หลิงหว่านก็รู้สึกสั่น...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน นิยายเรื่องนี้ข้าไม่ได้เขียน! บทที่ 8-9

บทที่แปด  ยามที่เสี่ยวซานถือกล่องอาหารกลับไปถึงเรือนอี๋เหอ หลี่หลิงหว่านยังคงนอนหลับอยู่ เสี่ยวอวี้กำลังนั่งดูแลอยู่บนเก...

jamsai.com