Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน Psychic ปริศนาลับ สัมผัสวิญญาณ เล่ม 1 บทที่ 15 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง Psychic ปริศนาลับ สัมผัสวิญญาณ เล่ม 1

ผู้เขียน : 风流书呆 (Feng Liu Shu Dai)

แปลโดย : ปราณหยก

ผลงานเรื่อง 灵媒 (Ling Mei)ของเฟิงหลิวซูไต

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

Trigger Warning

สำหรับนักอ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

※ เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง, ปัญหาในครอบครัว, มีการกล่าวถึงอาการป่วยทางจิต, การทำร้ายเด็ก, การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ, การบังคับหรือโน้มน้าวให้ทำบางอย่างโดยไม่เต็มใจ, การข่มขืน, การฆ่าตัวตาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

※ Trigger ที่ระบุข้างต้นไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวละครหลักทั้งหมด

※ นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 15 คนแบบนี้ ถูกพวกคุณเรียกว่าร่างทรง

ถ้าเป็นคนปกติธรรมดามาเห็นภาพแบบนี้จะมีปฏิกิริยาอย่างไร ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องตกใจจนฉี่แตก สติหลุด สะอิดสะเอียน แตกตื่น หวาดกลัว ย่อมต้องมีบ้างไม่มากก็น้อย แต่นี่กลับเป็นอีกครั้งที่ฟั่นจยาหลัวใช้พฤติกรรมมายืนยันว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา ชายหนุ่มจ้องภาพถ่ายอยู่นาน ริมฝีปากสีแดงโค้งน้อยๆ อย่างไม่ค่อยใส่ใจ สายตาค่อยๆ ไล่มองภาพทุกใบก่อนเคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ เหมือนกำลังชมภาพวิวทิวทัศน์

ตอนเขาเจอกับภาพใบหน้าซีดขาวและร่างกายบิดเบี้ยวของคนตายพวกนี้ ลมหายใจไม่สับสนแม้แต่น้อย ในดวงตาลึกล้ำปราศระลอกคลื่นอย่างสิ้นเชิง

“ไม่รู้จักครับ” ชายหนุ่มสั่นศีรษะแล้วยื่นปลายนิ้วเรียวไปรวบภาพถ่ายมาซ้อนกันทีละใบๆ ภาพที่ถูกเขาวางเอาไว้บนสุดคือภาพของเกาอี้เจ๋อที่ตกตึกตาย ปลายนิ้วของเขาหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้าที่กะโหลกแตก มันสมองไหลจนเละเทะของเกาอี้เจ๋อ

คนธรรมดาที่ไหนจะกล้าทำอะไรแบบนี้ ถ้าเป็นคนธรรมดา การเอาปลายนิ้วมาวางบนหน้าคนตายที่ต่อให้เป็นแค่ภาพถ่ายหนึ่งใบ คงกลัวจนมีความรู้สึกเหมือนปลายนิ้วถูกงับ ต้องรีบขยับหนีอย่างรวดเร็ว

จวงเจินถูกฟั่นจยาหลัวทำให้โกรธจนขำ มีเพียงฆาตกรเลือดเย็นไร้ความรู้สึกที่สามารถมีจิตใจที่แข็งแกร่งปานนี้ จะบอกว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้หรือ คนคนนี้คิดจะหลอกใครกัน

“ไม่รู้จักแล้วคุณโพสต์คำเตือนเรื่องการตายทำไม” จวงเจินเคาะโต๊ะแรงๆ พูดด้วยน้ำเสียงบีบคั้น “อย่าบอกผมนะว่าคุณไม่รู้เรื่องอะไรเลย แล้วคุณได้ภาพสเก็ตช์การตายมายังไง คุณพูดเรื่องคนที่สอง คนที่สาม คนที่สี่ทำไม จะหลอกผีหรือไง”

สายตาลึกล้ำของฟั่นจยาหลัวถอนจากภาพถ่ายและเคลื่อนไปมองจวงเจิน รอยยิ้มที่มุมปากโค้งตัวเล็กน้อยสื่อความหมายว่า ‘เรื่องนี้น่าสนใจมาก ผมชอบ’

จวงเจินขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน พูดเน้นทีละคำ “ให้ผมเดา คุณไม่ได้เข้าไปเกี่ยวพันกับคดีฆาตกรรมพวกนี้เอง แต่คุณติดต่อกับฆาตกรตัวจริงใช่มั้ย”

ไม่คอยให้ฟั่นจยาหลัวส่ายหน้าปฏิเสธ จวงเจินก็พูดต่ออย่างรวดเร็ว “คุณบังเอิญรู้แผนสังหารของฆาตกร แต่คุณมีความแค้นกับเกาอี้เจ๋อเพราะเขาทำลายคุณ คุณเลยอยากให้เขาตายๆ ไปซะ คุณตัดสินใจไม่แฉเรื่องฆาตกร ปล่อยให้เขาลงมือจนเกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง”

จวงเจินพูดด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจอย่างที่สุด “ฆาตกรฆ่าคนอยู่ด้านหน้า และเพื่อเป็นการตอบแทนที่เขาช่วยฆ่าเกาอี้เจ๋อ คุณเลยคอยช่วยเขาดึงความสนใจของมหาชน ป่วนการสืบหาความจริงของตำรวจอยู่ด้านหลัง ทำให้แผนของพวกคุณดำเนินไปได้อย่างสะดวกราบรื่น ภาพสเก็ตช์ของผู้ตายและคำเตือนของคุณ รวมไปถึงหลักฐานการไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุในตอนเริ่มต้นเป็นสิ่งที่คุณจัดเตรียมไว้ก่อนแล้ว ด้วยเหตุนี้ฆาตกรตัวจริงที่ได้รับการกลบเกลื่อนจากคุณถึงสามารถหนีการจับกุมไปได้แบบลอยนวล และตัวคุณสามารถถอยออกมาได้อย่างหมดจด”

ฟั่นจยาหลัวนิ่งฟัง ไม่คัดค้านสักคำ

จวงเจินเสริมรายละเอียดแผนฆาตกรรมเหมือนเห็นทุกสิ่งมาด้วยตาตัวเอง นี่เป็นวิธีการสอบสวนที่เขากับซ่งรุ่ยหารือกันไว้ล่วงหน้า พวกเขาเอาหลักฐานมาตั้งข้อสันนิษฐาน ร้อยเรียงเป็นเรื่องราวจนได้รายละเอียดทั้งหมดเพื่อล่อให้ฟั่นจยาหลัวเปิดปาก ระหว่างที่ฟังเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นนี้ฟั่นจยาหลัวจะต้องพยายามปฏิเสธและจวงเจินจะต้องตัดบทคำปฏิเสธของอีกฝ่ายครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อก่อกวนความคิด กระตุ้นประสาทของอีกฝ่าย ทำให้สมองของอีกฝ่ายสับสน และระหว่างการคัดค้านเรื่องที่ถูกแต่งขึ้น ฟั่นจยาหลัวย่อมต้องหยิบยกรายละเอียดบางอย่างขึ้นมายืนยันความบริสุทธิ์ของตน ซึ่งรายละเอียดพวกนี้อาจจะมีทั้งจริงและเท็จ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็จะเป็นเกณฑ์ที่ซ่งรุ่ยและจวงเจินต้องการ

เมื่อได้เกณฑ์นี้แล้ว เรื่องที่ว่าฟั่นจยาหลัวเป็นฆาตกรหรือไม่ก็จะเปิดเผย ไม่ว่าเขาจะโป้ปดมดเท็จอีกมากแค่ไหน ขอเพียงทางตำรวจอ่านเขาออก เขาย่อมไร้ทางหนี

แต่ตอนนี้แม้จวงเจินจะดูบีบคั้น พูดจามั่นอกมั่นใจ แต่ความจริงเขาไม่มีความมั่นใจเลย เนื่องจากฟั่นจยาหลัวไม่เอ่ยค้านสักประโยค เพียงรับฟังนิ่ง และในช่วงที่เว้นจังหวะ อีกฝ่ายยังพยักพเยิดหน้าน้อยๆ เป็นเชิงบอกให้จวงเจินพูดต่อ คล้ายกำลังรับฟังเรื่องของคนอื่น ไม่ได้ฟังข้อกล่าวหาร้ายแรงซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับตน

พวกหลิวเทาที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องสังเกตการณ์ร้อนใจจนแทบบ้า ซ่งรุ่ยที่ดูนิ่งๆ ก็เริ่มขมวดหัวคิ้วเช่นเดียวกัน แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ ถึงพวกเขาจะเดาได้ว่าเบื้องหลังของฟั่นจยาหลัวมีคนแบบนี้อยู่ แต่พอสืบค้นเครือข่ายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภูมิหลังทางสังคมของอีกฝ่ายกลับไม่พบอะไรเลย ไม่อย่างนั้นคดีคงไม่หยุดนิ่งอยู่ที่เดิม

ฟั่นจยาหลัวไม่เหมือนผู้ป่วยภาวะเมเนียที่สามารถหลุดการควบคุมทางอารมณ์ได้ง่ายๆ ตามแบบที่มีการบันทึกไว้ในข้อมูล ตรงกันข้าม เกรงว่าจิตใจของเขาจะแข็งแกร่งกว่าเหล็ก เยือกเย็นกว่าแม่น้ำที่กลายเป็นน้ำแข็งด้วยซ้ำ ถ้าอยากเจาะกลไกการป้องกันทางจิตของเขาเพื่อหาตัวฆาตกรที่อยู่เบื้องหลัง ย่อมยากพอๆ กับเอาค้อนตอกตะปูอันเล็กไปเจาะฝายขนาดใหญ่

จวงเจินเน้นเสียงพูดเนิบนาบทีละคำ “คุณคิดว่าตัวเองไม่ได้ร่วมลงมือฆ่า แล้วจะถอนตัวออกจากเรื่องนี้ได้อย่างหมดจดหรือ ผิดแล้ว! ทันทีที่พวกเราจับฆาตกรได้ คุณก็ต้องติดคุกเหมือนกัน! รู้มั้ยว่าเวลานี้คุณมีความผิดฐานปกป้องฆาตกร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี! ตัวคุณในอดีตเคยเป็นคุณชายสกุลฟั่น ดาราไอดอลในวงการบันเทิง แต่ตัวคุณในอนาคตจะเป็นนักโทษคนหนึ่ง เป็นหนูที่ถูกทุกคนตะโกนไล่ตีอยู่ตามถนน! ถ้าตอนนี้คุณรับสารภาพและบอกมาว่าฆาตกรเป็นใคร พวกเราจะขอให้ศาลลดโทษคดีอาญาของคุณให้ แต่ถ้าคุณยังดื้อด้านอยู่ โทษของคุณจะหนักขึ้น แล้วอีกสามปีให้หลังคุณจะอยู่ยังไง ฐานะชื่อเสียงยังสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ที่ไหนสักแห่ง แต่การมีมลทินในคดีฆาตกรรมจะมีไปตลอดชีวิต! คุณคิดดูดีๆ!”

จวงเจินยันสองมือไว้บนโต๊ะ ก้มตัวต่ำเพื่อใช้สายตาคมปลาบจดจ้องฟั่นจยาหลัว

ฟั่นจยาหลัวหลุบตารับฟัง สีหน้าไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ แต่ปลายนิ้วกลับเขี่ยภาพถ่ายพวกนั้นเล่น เขาปัดรูปถ่ายของเกาอี้เจ๋อกับหวังเหว่ยไปด้านขวา โดยให้รูปของเกาอี้เจ๋ออยู่ด้านบน หวังเหว่ยอยู่ด้านล่าง ขอบมุมตรงกันเป๊ะ จากนั้นปัดรูปของจ้าวไคกับเหมาเสี่ยวหมิงไปด้านซ้าย โดยรูปสองใบอยู่ในระนาบเดียวกับรูปของหวังเหว่ย ส่วนตำแหน่งระนาบเดียวกับภาพของเกาอี้เจ๋อที่อยู่ด้านบนนั้นกลับว่างเปล่า

พอวางเสร็จ เขาก็รื้อภาพทั้งหมด และจัดวางตามตำแหน่งใหม่อีกครั้ง เสร็จแล้วก็ทำใหม่เป็นรอบที่สอง รอบที่สาม…เห็นได้ว่าตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกเบื่อแล้ว ก็จริง เมื่อไม่เครียด ไม่ลน ไม่กลัว ย่อมต้องเบื่อและเหนื่อยหน่าย

การเผชิญหน้ากับฟั่นจยาหลัวที่เป็นแบบนี้นอกจากแค้นใจจนต้องขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแล้ว จวงเจินก็ทำอะไรไม่ได้อีก ความสามารถในการควบคุมตัวเองที่เขาภาคภูมิใจกับมันมาโดยตลอดเริ่มปรากฏร่องรอยของการพังทลาย ชายหนุ่มตบโต๊ะอย่างแรง ตวาดเสียงต่ำ “ตกลงคุณเป็นอะไรกับฆาตกร คุณรู้แผนสังหารของเขาได้ยังไง ถ้าพูดมาให้ชัดพวกเราอาจช่วยลดโทษให้ แต่ถ้าพูดไม่ชัด คุณก็รอติดคุกได้เลย! ผมรับประกันได้เลยว่าพอเรื่องที่คุณติดคุกว่อนไปทั่วเน็ต คุณจะได้ชื่อเสียงของจริง และไม่มีวันกลับตัวได้อีกเลย!”

ดูเหมือนประโยคสุดท้ายจะไปกระทบถูกเส้นประสาทตรงไหนสักแห่งของฟั่นจยาหลัว นิ้วทั้งห้าของเขาจึงค่อยๆ รวบรวมภาพถ่ายทั้งหมดเข้าด้วยกันเบาๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นมองสบตากับจวงเจิน ใบหน้าของฟั่นจยาหลัวขาวเผือดอย่างยิ่ง ริมฝีปากแดงสดเหมือนเลือด แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดกลับยังคงเป็นดวงตาคู่นั้น ดวงตาสีดำกระจ่างใส ดำสนิทจนเกือบจะดูดวิญญาณได้

รอยยิ้มเอื่อยเฉื่อยไม่แยแสต่อสิ่งใดหายไปจากใบหน้าของเขา ชายหนุ่มโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย เข้าใกล้จวงเจินจนลมหายใจสอดประสานเข้ากับลมหายใจของฝ่ายตรงข้าม เขาเอ่ยทีละคำ ทีละประโยค “คุณถามผมว่ารู้ได้ยังไงเหรอ ได้ ผมจะบอกให้ ผมเห็น”

คำพูดประโยคเดียวนี้ทำให้พวกจวงเจิน หลัวหง หลิวเทา ซ่งรุ่ยต่างหยุดหายใจ เพราะหลังจากประมือกันมาหลายครั้ง คู่ต่อสู้ที่เข้าใจว่าเล่นงานได้ยากที่สุดกลับรับสารภาพออกมาเองแบบไม่ทันได้ตั้งตัว เพราะอะไร หรือมันไปโดนตรงไหนของกลไกการป้องกันทางจิตของเขา?

คำถามนี้สร้างความลำบากใจให้จวงเจินกับซ่งรุ่ยอย่างลึกซึ้ง แต่ตอนนี้พวกเขาไม่มีเวลาขบคิด ทำได้เพียงรับฟังสิ่งที่ฟั่นจยาหลัวจะพูดต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ เนื่องจากความจริงของคดีฆาตกรรมต่อเนื่องจะสามารถเปิดโปงได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวตอนนี้!

“คุณเห็นได้ยังไง ฆาตกรเป็นใคร” จวงเจินกระตุ้น

“ผมไม่รู้ว่าฆาตกรเป็นใคร” ฟั่นจยาหลัวจ้องจวงเจินสองวินาทีแล้วยิ้มบางๆ

เส้นประสาทของจวงเจินขาดผึง จากที่คิดว่าสบายใจได้แล้วแต่กลับถูกถ้อยคำที่พลิกกลับหนึ่งร้อยแปดสิบองศานี้ทำเอาขาดสะบั้น เส้นเลือดที่ข้างคอเขาเต้นตุบๆ อย่างรวดเร็ว พอเปิดปากอีกครั้งก็เหมือนจะพ่นไฟออกมาได้ “ฟั่นจยาหลัว คุณกำลังปั่นหัวผมเหรอ”

“ผมจะปั่นหัวคุณไปทำไม มันสนุกนักเหรอ” ถึงจะพูดแบบนี้แต่รอยยิ้มที่มุมปากของฟั่นจยาหลัวกลับกดลึกขึ้นเรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่ากำลังสนุกมาก

แต่พอเห็นจวงเจินใกล้จะถึงจุดระเบิด ฟั่นจยาหลัวกลับยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีกครั้ง อีกนิดเดียวปลายจมูกก็จะชนกับปลายจมูกของอีกฝ่าย เขาพูดเสียงเบาว่า “ผมต้องใช้ตามองอยู่แล้ว แต่มันเป็นแค่เงาเลือนๆ เป็นช่วงๆ ภาพไม่ชัด แล้วจะบอกได้ยังไงว่าฆาตกรเป็นใคร ไม่รู้ว่าคุณเคยได้ยินเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่ว่าบนโลกมีคนจำพวกหนึ่ง พวกเขาไม่จำเป็นต้องประสบพบเจอเหตุการณ์ด้วยตัวเอง แค่ใช้จิตหรือความคิดก็สามารถรู้เรื่องต่างๆ ได้มากมาย ดวงตาของพวกเขาสามารถมองทะลุ กระจ่างแจ้งในปัจจุบันและอ่านอนาคตได้ พวกเขาสามารถเห็นทุกสิ่งที่คุณเห็นผ่านดวงตาของคุณ ได้รับรสผ่านทางลิ้นของคุณ ถึงขั้นล่วงรู้ความคิดที่คุณกำลังคิด”

ฟั่นจยาหลัวแลบลิ้นสีชมพูออกมาเลียริมฝีปากสีแดงสดของตัวเองเบาๆ ดวงตาสีดำสนิทเปลี่ยนเป็นมืดหม่นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ และนั่นทำให้เขาดูคล้ายปีศาจ

คำพูดของเขาไร้ตรรกะและรูปแบบ ความคิดไม่ชัดเจน ทำให้คนอื่นไม่เข้าใจว่าเขาต้องการสื่ออะไร แต่ทุกคนไม่สามารถหยุดมองเขา หยุดฟังเขา หรือกระทั่งหยุดคิดเรื่องเขาได้ เมื่อเขาเปิดเผยด้านที่เป็นจริงอย่างที่สุดออกมา ไม่มีใครสามารถต่อต้านเสน่ห์อันดึงดูดวิญญาณเช่นนี้ได้

จวงเจินถูกลมหายใจของฝ่ายตรงข้ามเป่ารด จะเดินหน้าก็ไม่ได้ จะถอยหลังก็ไม่ได้ เหมือนร่างกายติดอยู่ในสนามแม่เหล็กที่มองไม่เห็น ทำได้เพียงยืนหยัดอยู่ที่เดิม สีหน้าของจวงเจินยังคงเย็นชาแข็งกระด้าง สองตาคมปลาบ แต่ขนลุกเกรียวขึ้นมานิดๆ ตั้งแต่ข้างแก้มลามไปถึงต้นคอ เผยให้เห็นความรู้สึกตื่นตัว สับสน แบบที่เขาไม่สามารถควบคุม

ฟั่นจยาหลัวขยับเข้ามาใกล้อีกครั้งจนปลายจมูกเกือบโดนปลายจมูกของจวงเจิน เขาจึงเบี่ยงศีรษะเล็กน้อย ส่งยิ้มให้อีกฝ่ายพลางพูดต่อ “ขอเพียงผมต้องการ ความรู้สึกของคุณย่อมกลายเป็นความรู้สึกของผม ความคิดของคุณจะกลายเป็นความคิดของผม อดีตของคุณจะกลายเป็นอดีตของผม ปัจจุบันของคุณจะกลายเป็นปัจจุบันของผม อนาคตของคุณจะกลายเป็นอนาคตของผม คุณมีหกประสาท ได้แก่ จักษุประสาท ฆานประสาท ชิวหาประสาท โสตประสาท กายประสาท และจิตสำนึก ส่วนผมมีแปดคือนอกเหนือจากประสาททั้งหกแล้ว ผมยังมีมนัสสติ* กับอาลยวิญญาณ** ที่มากกว่าคุณ คุณสามารถใช้ร่างกายทำความเข้าใจกับโลกใบนี้ แต่ผมสามารถใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมดรวมไปถึงจิตสำนึกของผมไปสืบค้นเรื่องที่ไม่รู้ได้ทุกอย่าง ทุกอย่างบนโลกล้วนเป็นสื่อของผม”

ฟั่นจยาหลัวขยับถอยช้าๆ และในเวลาเดียวกัน สนามแม่เหล็กที่มองไม่เห็นก็ถอยห่างออกไปพร้อมกัน ในฐานะสิ่งที่ถูกสนามแม่เหล็กควบคุม ความรู้สึกนี้มหัศจรรย์ยิ่งกว่ามหัศจรรย์ ผมของจวงเจินถึงกับตั้งขึ้น

ริมฝีปากสีแดงของฟั่นจยาหลัวเผยอขึ้นเล็กน้อย พูดเสียงเนิบ “คนแบบผมนี้ เหมือนจะถูกโลกภายนอกเรียกกันว่า…ร่างทรงวิญญาณ”

 

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ใน Psychic ปริศนาลับ สัมผัสวิญญาณ เล่ม 1 ฉบับเต็ม

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

Jamsai Book Festival

Jamsai

Jamsai Book Festival : Reshape Your Happiness เริ่มตั้งแต่ วันที่ 15-31 ตุลาคม 2564 ช้อปที่ไหนแจ่มใสได้ทุกที่

     ช่วงเวลาแห่งความสุขในการช้อปหนังสือใกล้มาถึงแล้วค่า Jamsai Book Festival สำหรับครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 31...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน อี๋เหนียงห้าขององค์หญิง บทที่ 3-บทที่ 4

บทที่ 3 เสียงวิ่งดังตึงๆๆ เมื่อมาถึงหน้าห้อง ผู้มาใหม่ก็หยุดปัดหิมะบนร่างก่อนอย่างตั้งใจ ถึงค่อยก้าวเข้าไปข้างในแล้วตะโก...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน อี๋เหนียงห้าขององค์หญิง บทที่ 5-บทที่ 6

บทที่ 5 ความคิดของจือจือไม่ได้จดจ่ออยู่กับเซี่ยงชิงจวีนานนัก เพราะนางเหลือบไปเห็นบิดาเสียก่อน หลินผู้พ่อหน้าตาซีดเผือด ร...

jamsai.com