Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน Psychic ปริศนาลับ สัมผัสวิญญาณ เล่ม 7 บทที่ 260 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง Psychic ปริศนาลับ สัมผัสวิญญาณ เล่ม 7

ผู้เขียน : 风流书呆 (Feng Liu Shu Dai)

แปลโดย : ปราณหยก

ผลงานเรื่อง : 灵媒 (Ling Mei)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

Trigger Warning

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง ปัญหาในครอบครัว

อาการป่วยทางจิต การทำร้ายเด็ก การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

การบังคับหรือโน้มน้าวให้ทำบางอย่างโดยไม่เต็มใจ การข่มขืน

การฆ่าตัวตาย การใคร่เด็ก การกักขังหน่วงเหนี่ยว การทารุณสัตว์ การลักพาตัว

การทรมาน การฆาตกรรมและแยกชิ้นส่วนร่างกาย

การสังหารหมู่ และฉากนองเลือด ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

 

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

  

บทที่ 260 ปิดคดี ฟั่นจยาหลัวบริสุทธิ์

จางหยางไม่รู้เลยว่าความหิวและกระหายจะเป็นความรู้สึกที่ทรมานขนาดนี้ การสูญเสียพลังทำให้จิตวิญญาณของเขาพลอยอ่อนแรงตาม สมองของเขาสูญเสียความสามารถในการคิดใคร่ครวญไปอย่างสิ้นเชิง ถึงขั้นถดถอยไปเป็นสัตว์ป่าตัวหนึ่ง

สัญชาตญาณของสัตว์ป่าคืออะไร คือการหาอาหาร!

เพื่อให้ได้กิน ให้ได้ดื่ม เขาไม่แคร์อะไรทั้งนั้น!

จางหยางอ้าปากดื่มยาสีฟ้ารวดเดียวหมด ความรู้สึกที่ปากเจอกับความชุ่มฉ่ำเหมือนทะเลทรายอันแห้งผากมีฝนตกแบบไม่ทันให้ตั้งตัว ความรู้สึกนี้ทำให้เขาครางออกมาอย่างผ่อนคลาย ทว่าปริมาณยาหลอดนั้นน้อยเกินไป มันแค่ให้ความชุ่มชื้นกับผิวแห้งกร้านบนริมฝีปากเขาแล้วก็หายไปหมด

จางหยางจึงแหงนหน้าสูงกว่าเดิม อ้าปากกว้าง เขย่าแขนไม่หยุด พยายามเค้นเอายาหยดสุดท้ายออกมา ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่าใบหน้าตะกละตะกลามและบิดเบี้ยวของตัวเองถูกกล้องรูเข็มหลายตัวจับภาพไว้อย่างชัดเจน ภาพเหล่านั้นถูกซ่งรุ่ยแคป นำไปวางเปรียบเทียบกับหน้าของฆาตกรตัวจริงที่ก่อคดีสังหารโหดในคืนนั้นแล้วส่งเข้าไปในพื้นที่คอมเมนต์

พอเอาสองภาพมาเทียบกันชาวเน็ตต่างเชื่อคำพูดของฟั่นจยาหลัวอย่างไร้ข้อสงสัย

สีหน้าดุร้าย ใบหน้าตะกละตะกลาม ท่าทางอำมหิตเหมือนฆาตกรในคืนนั้นเป๊ะ! ในขณะที่ฟั่นจยาหลัวตัวจริงอยู่ข้างๆ สีหน้านิ่งสงบ ท่าทางเคร่งขรึม ประกายที่ฉายออกมาทางดวงตาคือความลึกล้ำและคาดเดาไม่ได้

ทั้งที่พวกเขามีใบหน้าเหมือนกัน แต่ตอนนี้นาทีนี้ที่พวกเขามายืนอยู่ด้วยกัน จิตวิญญาณที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทำให้ผิวนอกของพวกเขาไม่มีอะไรที่คล้ายคลึงกันเลย คนหนึ่งเหี้ยมโหดทารุณเหมือนผีร้ายหรือสัตว์ป่า ส่วนอีกคนนิ่งเฉยเหมือนสายน้ำหรือสายลม พวกเขาไม่ใช่คนเดียวกัน!

ไม่มีทางจำผิดเด็ดขาด! ฆาตกรคือจางหยางหลังเปลี่ยนหน้า!

ช่วงที่ชาวเน็ตได้ข้อสรุปนี้แบบมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ จางหยางที่ได้รับความชุ่มฉ่ำจากยาก็เปลี่ยนเป็นมีเนื้อหนังขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งภาพนี้บังเอิญไปซ้อนทับกับภาพสยองตอนคนร้ายกินหัวใจได้อย่างพอดิบพอดี

เวลานี้ชาวเน็ตต่างไม่มีความสงสัยในคำพูดของฟั่นจยาหลัวแม้แต่น้อย ฆาตกรที่ก่อคดีสังหารโหดติดต่อกันสามคดีคือจางหยาง! นอกจากเขาแล้วก็ไม่มีคนอื่นอีก! ทั้งสีหน้า แววตา ท่าทาง การเคลื่อนไหวของเขา ล้วนสร้างความหวาดกลัวยากจะลืม!

การที่จางหยางเปลี่ยนหน้าแล้วเปลี่ยนหน้าอีกทำให้ชาวเน็ตคิดโยงถึงเรื่องที่น่ากลัวกว่านี้

ชาวเน็ตคนหนึ่งพูดด้วยความตื่นกลัว

 

สวรรค์! ถึงการพูดแบบนี้จะฟังดูไม่ค่อยดี แต่ฉันรู้สึกว่าโชคดีมากจริงๆ ที่จางหยางใช้หน้าของอาจารย์ฟั่นตอนไปฆ่าคน เพราะอาจารย์ฟั่นมีความสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้ตัวเองได้ ในขณะที่คนอื่นทำไม่ได้! พวกเธอลองคิดดูสิว่าถ้าใบหน้าที่จางหยางใช้ตอนฆ่าคนเป็นใบหน้าของเสี่ยวซวนซวน แบบนั้นเสี่ยวซวนซวนของเราไม่ตายแล้วเหรอ

 

แฟนคลับของโอวหยางซวน “!!!”

แฟนคลับของดาราดังอีกหลายสิบคนที่เหลือ “!!!”

แม่งเอ๊ย! คนที่คิดแบบนี้ได้ต้องละเอียดรอบคอบเข้าขั้นน่ากลัวแบบสุดๆ เลยหรือเปล่า เรื่องทำนองนี้มีแต่อาจารย์ฟั่นที่รับไหว ถ้าไปเกิดกับคนอื่นคือพังไปทั้งชีวิตแน่! ต่อให้มีร้อยปากก็แก้ต่างไม่ได้!

ดาราจำนวนหลายสิบคนที่เป็นเจ้าของเรื่องตกใจจนเอ๋อ ไม่ต้องพูดถึงแฟนคลับ พวกเขาไม่เคยคิดไปทางนี้เลยจริงๆ ตอนนี้พอได้เห็นใบหน้าที่เริ่มอิ่มฟูขึ้นมาเล็กน้อยของจางหยาง ขนของพวกเขาก็ลุกเกรียวขึ้นมาทันที

 

อาจารย์ฟั่น คุณคือผู้มีพระคุณของไอดอลเรา! คุณคือขุนเขาใหญ่ที่ช่วยกันเภทภัยทั้งหลายให้! จางหยางเหมือนปีศาจจิ้งจอกไม่มีผิด ถ้าไม่กินหัวใจคนคือตาย โชคดีที่เขาเลือกดักคุณเป็นคนแรก แต่ดันมาตายคามือคุณเลยไม่มีโอกาสไปทำร้ายคนอื่น ถ้าเขาเลือกดักไอดอลของเรา ไอดอลเราต้องตายแหงแก๋! จางหยางก๊อปปี้หน้าไว้เยอะขนาดนั้นก็เพื่อปกปิดตัวจริงของตัวเองใช่หรือเปล่า เขาเตรียมจะดักคนหนึ่งแล้วไปดักอีกคนจนครบหมด กะว่าพอก่อคดีแล้วก็โยนความผิดให้คนอื่นรับไปแทน เขาเสียสติไปแล้วจริงๆ!

 

สมองของชาวเน็ตคนนี้แต่งเสริมให้ภาพลักษณ์น่ากลัวของจางหยางยิ่งเพอร์เฟ็กต์ แถมหาแรงจูงใจในการฆ่าคนให้แบบเสร็จสรรพ

หลายคนเชื่อไปในทางนี้เลยเข้าคิวกันมาขอบคุณผู้มีพระคุณแทนไอดอลของตน ก่อนหน้านี้ฟั่นจยาหลัวถูกด่าแบบสาดเสียเทเสีย ตอนนี้เขากลับได้รับการยกย่องจนเลิศลอย เมื่อเข้าไปในเวยป๋อของเขา ทั้งจอแทบจะเต็มไปด้วยคำว่า ‘ขอโทษค่ะ’ จำนวนแฟนคลับของเขาเพิ่มจากหนึ่งร้อยห้าสิบล้านเป็นเกือบสองร้อยล้าน

นี่คือตัวเลขที่ทุบทำลายสถิติโลกอย่างแท้จริง

ดาราจำนวนหลายสิบคนต่างล็อกอินเข้าเวยป๋อเพื่อกล่าวคำขอบคุณฟั่นจยาหลัวอย่างจริงใจและประกาศเลิกสัญญากับบริษัทธุรกิจบันเทิงสกุลจาง ตอนเกิดเรื่องของซูเฟิงซี สกุลจางได้รับการปกป้องจากเบื้องบนเลยสั่นคลอนแค่ชั่วระยะหนึ่งจากนั้นก็เริ่มมีความก้าวหน้าอย่างมั่นคง พวกเขาจึงเข้าใจว่าตัวเองเลือกทางเดินถูก มาวันนี้ถึงเพิ่งเห็นว่านี่มันใช่ทางบ้าอะไร นี่มันหลุมไฟชัดๆ!

จางหยางกับซูเฟิงซีนั้นไม่ต่างกันคือพวกเขาต่างเป็นสัตว์ประหลาด! และไม่แน่ว่าทุกคนในสกุลจางอาจจะเป็นสัตว์ประหลาดด้วย!

ไลฟ์ยังไม่จบ หุ้นของกลุ่มธุรกิจสกุลจางก็ดิ่งลงเหว

แต่คลื่นลมที่แรงกว่า คลื่นทะเลที่หนักกว่ายังก่อหวอดอยู่ภายใต้ความสงบเงียบ เนื่องจากฟั่นจยาหลัวไม่ได้หยุดอยู่แค่การแฉความผิดของจางหยาง แต่เขายังทำลายแต้มต่อที่จางหยางใช้เพื่อให้ได้เป็นศูนย์กลางของอำนาจด้วย ยาที่อีกฝ่ายวิจัยคือยาพิษ ทันทีที่เบื้องบนรู้เรื่องนี้ จุดจบของสกุลจางย่อมมาถึง

จางหยางถูกความหิวโหยเข้าครอบงำ ยาหลอดเดียวไม่สามารถเติมเต็มความหิวโหยทางกายกับความสั่นคลอนทางวิญญาณได้ ตรงกันข้ามมันยิ่งกระตุ้นความปรารถนาที่ฝังลึกถึงกระดูกขึ้นมา ทุกเซลล์ในตัวเขาต่างร่ำร้องว่าฉันต้องการพลัง! มากกว่านี้ เยอะกว่านี้ ฉันต้องการพลังมหาศาล!

จางหยางยังคงใช้หน้าของฟั่นจยาหลัว แต่สีหน้าบิดเบี้ยวจนน่ากลัวนั้นทำให้ไม่มีใครเข้าใจผิด จางหยางหมอบเหมือนสุนัขเพื่อมุดศีรษะเข้าไปในช่องสินค้า เลียน้ำยาที่ไหลออกมาจากขวดแก้วแตกๆ จนลิ้นถูกเศษแก้วบาด เลือดไหลโชก แต่มันไม่ได้ช่วยเรียกสติเขากลับมาเลยแม้แต่น้อย

ท่าทางเหมือนสัตว์ป่าของจางหยางทำให้ผู้รับผิดชอบต้องสะกดกลั้นอารมณ์อย่างเต็มที่ มือทั้งสองข้างที่ไพล่อยู่ด้านหลังจับกันแน่นและสั่นครั้งแล้วครั้งเล่า เนื่องจากเขาเพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองได้ร่วงลงไปสู่หุบเหวลึกที่ไม่มีวันได้ย้อนคืน

ระหว่างที่ผู้รับผิดชอบกำลังข่มกลั้นความหวาดกลัวในใจอย่างเต็มที่ ฟั่นจยาหลัวก็หลุบตามองจางหยาง พูดเสียงเนิบ “นี่คือจุดจบของการแสวงหาพลังอย่างหน้ามืดตามัว”

จุดจบของการแสวงหาพลังอย่างหน้ามืดตามัวคืออะไร คือการหลุดไปเป็นปีศาจครึ่งคนครึ่งผี เป็นทาสของยาอย่างไม่มีทางไถ่ถอน ทาสจะถามหาอิสระ ความแข็งแกร่ง ความเจริญก้าวหน้าอะไร จุดจบของทาสคือการถูกใช้แล้วทิ้ง!

ผู้รับผิดชอบคิดโยงไปถึงการทดลองแล้วตระหนักได้ทันทีว่าถ้ายานี้มีฤทธิ์ทำให้คนเสพติด กลุ่มคนที่เข้าร่วมการทดลองจะต้องถูกเบื้องบนวางตัวเป็นหมากทิ้ง ถึงยังจะใช้งาน แต่จะไม่ใส่ใจฟูมฟักหรือให้การสนับสนุนเหมือนการใช้ดาบเล่มหนึ่ง พวกเขาจะถูกใช้ให้เป็นแนวหน้าบุกตะลุย รับคมดาบ ปิดปากแล้วถูกโยนทิ้ง

ผู้รับผิดชอบคิด เหงื่อกาฬแตกพลั่ก จบกัน! หมดกัน!

ทันทีที่เขาคิดมาถึงตรงนี้ หัวหน้าหลินกับผู้ใหญ่อีกหลายคนก็รีบเดินเข้ามาในห้องสังเกตการณ์ มุมปากกระตุกยิ้มเล็กน้อย แต่ดวงตากลับฉายแววตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก

ผู้ใหญ่หลายคนโอภาปราศรัยกับหัวหน้าเหยียนแล้วมองไปอีกด้านของกระจก ถามเสียงขรึม “สภาพของจางหยางเป็นยังไงบ้าง”

หัวหน้าเหยียนปรายตามองซ่งรุ่ยแวบหนึ่ง

ซ่งรุ่ยชูสมุดโน้ตในมือ “ตอนนี้เขาไม่เหลือสติแล้ว การอดอาหารห้าวันทำให้กลไกของร่างกายเข้าสู่ภาวะเสื่อมถอย ยาสองหลอดไม่เพียงพอที่จะเติมพละกำลังให้เขา นอกจากยาเขาอาจต้องการหัวใจกับเลือดและเนื้อของคนเป็นๆ เพื่อเสริมสร้างอย่างอื่นด้วย”

ฟังมาถึงตรงนี้หนังหน้าของผู้ใหญ่หลายคนถึงกับสั่นอย่างอดไม่อยู่ ถ้าบอกว่านี่คือผลข้างเคียงของยา ถ้าอย่างนั้นกองกำลังจำนวนสองพันคนที่พวกเขาตั้งใจบ่มเพาะออกมาจะเป็นอาวุธสงครามที่ทรงประสิทธิภาพหรือปีศาจกินคนกันแน่

ถ้าเป็นอย่างหลังพวกเขาไม่กล้าคิดถึงความร้ายแรงของผลที่จะตามมาเลย!

ระหว่างที่พวกผู้ใหญ่กำลังอกสั่นขวัญหาย มือถือของหัวหน้าเหยียนก็ดังขึ้น เป็นสายจากเบื้องบน

หมายเลขที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้ทุกคนพากันเงียบกริบ

หัวหน้าเหยียนถือมือถือเดินออกจากห้องสังเกตการณ์ไปอย่างรีบร้อน ผ่านไปหลายนาทีถึงย้อนกลับมา พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ท่านผู้นำมีคำสั่งให้ผมทำคดีของจางหยาง ให้ยุติการทดลองนี้ทันที ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทดลองจะต้องได้รับการสอบสวน หัวหน้าหลิน คุณไปกับพวกเขาด้วยนะครับ”

หัวหน้าเหยียนชี้ไปที่ทหารสองนายที่ตามหลังตนมา

หัวหน้าหลินกำหมัดทันทีก่อนคลายออกช้าๆ เขาอธิบาย “หัวหน้าเหยียน เราระงับการทดลองนานแล้ว ผู้ที่รับการทดลองทุกคนไม่มีอาการแบบจางหยาง เขาเป็นอมนุษย์ ความเปลี่ยนแปลงของเขาไม่เกี่ยวข้องกับยาของเรา”

หัวหน้าเหยียนโบกมือให้ลูกน้องพาหัวหน้าหลินไป

แม้หัวหน้าหลินจะไม่ได้เต็มใจและยังอยากพูดแก้ตัวอีกสองสามประโยค แต่ซ่งรุ่ยส่ายหน้า “การตอบสนองต่อการทดลองของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าไม่เลิกยาสองถึงสามปีคุณจะแน่ใจได้ยังไงว่ายาไม่มีผลข้างเคียง ถึงผมจะไม่เข้าใจโครงสร้างของมัน แต่ผมพอจะเดารูปแบบการทำงานของมันได้ว่ามันน่าจะเหมือนสารช่วยในการเผาไหม้ที่กระตุ้นให้ร่างกายมีการเผาผลาญเพื่อปล่อยพลังออกมา สารช่วยในการเผาไหม้ที่ทำมาจากส่วนประกอบที่ไม่เหมือนกันย่อมให้ผลลัพธ์แตกต่างกัน

ถ้าเอาไปวางไว้บนขอนไม้เปียก มันจะเผาไหม้ช้า ถ้าเอาไปวางบนขอนไม้แห้ง มันจะเผาไหม้เร็ว ถ้าเอาไปวางบนน้ำมันเชื้อเพลิง มันจะไหม้จนไม่เหลือซาก คนที่เข้ารับการทดลอง บางคนเป็นขอนไม้เปียก บางคนเป็นขอนไม้แห้ง บางคนเป็นเหมือนจางหยางคือเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ปฏิกิริยาตอบสนองย่อมไม่เหมือนกัน แม้แต่เรื่องพวกนี้คุณยังคิดไปไม่ถึง แล้วจะทำการทดลองอะไร ชีวิตของคนสองพันกว่าถูกคุณเห็นเป็นของเล่น คุณไม่มีทางปัดความรับผิดชอบนี้พ้น”

วาจาของซ่งรุ่ยคือการตอกหัวหน้าหลินให้ตาย

หัวหน้าหลินจ้องเขาด้วยอาการขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่กลับถูกทหารสองนายออกแรงผลักหนึ่งครั้ง จนต้องออกไปจากห้องสังเกตการณ์แบบทุลักทุเล

ผู้รับผิดชอบไม่ได้เข้าร่วมการทดลองอย่างเปิดเผย แต่แอบใช้ยาเป็นการส่วนตัว ด้วยเหตุนี้จึงรอดพ้นการถูกคุมตัว แต่เขารู้ว่านี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นของความทรมาน เพราะทันทีที่ยุติการทดลองจะไม่มีการผลิตยาออกมาอีก และเมื่ออาการขาดยากำเริบ เขาจะตกอยู่ในสภาพของคนบ้าแบบเต็มตัว!

เขาจะเป็นเหมือนจางหยางที่เที่ยวฆ่าคนไปทั่ว จากนั้นก็ถูกสอบสวน ถูกล้อมจับ และถูกยิงเป้า!

ผู้รับผิดชอบหลับตา ตอนมองไปที่จางหยางอีกครั้ง สายตาก็เต็มไปด้วยความโกรธแค้น

หัวหน้าเหยียนโบกมือให้ลูกน้อง “ความจริงของคดีสังหารโหดทั้งสามคดีกระจ่างชัดแล้ว ให้ทางแพลตฟอร์มยุติการไลฟ์ เอายาให้จางหยางอีกสองสามหลอด ให้เขากลับมามีสติ เราจะดำเนินการสอบสวนเขาทันที ผู้ร่วมการทดลองที่เคยใช้ยาต้องถูกควบคุมตัวทันที อย่าปล่อยให้พวกเขาไปเป็นภัยของสังคม บริษัทของสกุลจางทั้งหมดต้องถูกปิดเพื่อดำเนินการตรวจสอบ”

ทหารหลายนายรับคำ เตรียมแยกย้าย

ทว่าซ่งรุ่ยพูดเสริม “ประสิทธิภาพของยาตัวนี้น่าทึ่งมาก นับตั้งแต่โบราณมาจนถึงปัจจุบันจำนวนของคนที่แสวงหาพลังอย่างหน้ามืดตามัวนั้นมีไม่น้อย ฉากหน้าคนที่เข้าร่วมการทดลองมีสองพันกว่า แต่เบื้องหลังสกุลจางใช้มันเพื่อซื้อใจคนมากมาย หัวหน้าเหยียนเคยคิดหรือเปล่าครับว่าอันตรายแฝงที่ร้ายแรงที่สุดไม่ใช่กลุ่มคนที่เข้าร่วมการทดลอง แต่เป็นคนที่แอบใช้ยาอยู่ในความมืดจนติดมัน”

ซ่งรุ่ยตบไหล่ผู้รับผิดชอบ ถามด้วยน้ำเสียงคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ผู้ช่วยจาง คุณว่าผมพูดถูกหรือเปล่าครับ”

ผู้รับผิดชอบเข่าอ่อน เกือบล้มลงไปคุกเข่าเดี๋ยวนั้น

หัวหน้าเหยียนส่งสายตาให้ลูกน้อง คนในทีมสืบสวนทั้งหมดจึงถูกจับกุมเพื่อส่งไปดำเนินการสอบสวนแบบลับๆ คอยให้จางหยางได้สติ ภาครัฐจะต้องให้เขาคายรายชื่อคนที่ใช้ยาทั้งหมดออกมา นี่คือปีศาจกินคน! จะปล่อยไปไม่ได้เด็ดขาด!

อันที่จริงการกินคนเป็นแค่ฉากละครที่จางหยางเซ็ตไว้เล่นงานฟั่นจยาหลัว อาการหลังเลิกยาไม่ได้หนักถึงขั้นนั้น

จางหยางไม่เคยคิดฝันว่าตัวเองไม่เพียงไม่สามารถเล่นงานฟั่นจยาหลัวได้ แต่ยังต้องสังเวยอีกฝ่ายด้วยเส้นสายที่ตัวเองสู้อุตส่าห์ถักทอขึ้นมาอีก

เวลานี้ทีมสืบสวนที่มีผู้คนมากมายและท่าทีหยิ่งผยองถูกทำลายหมดแล้ว แค่ใช้การไลฟ์กับตู้จำหน่ายสินค้าหนึ่งเครื่อง ฟั่นจยาหลัวก็ทำลายจางหยางไปพร้อมๆ กับความยิ่งใหญ่ของสกุลจาง รวมไปถึงเครือข่ายที่พวกเขาสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากได้

“ตีให้ตายผมก็คิดไม่ถึงว่าเจ้าของเล่นนี่จะใช้งานแบบนี้ได้! การที่จางหยางมาหาเรื่องพวกคุณเป็นคราวซวยของเขาแท้ๆ” หัวหน้าเหยียนชี้ไปที่ตู้จำหน่ายสินค้ารูปการ์ตูนเครื่องนั้น ถอนหายใจเฮือกใหญ่

ซ่งรุ่ยหัวเราะเบาๆ “การวางแผนเล่นกับใจคนเป็นความชำนาญของผม การเผชิญหน้าเป็นความชำนาญของอาจารย์ฟั่น เราแค่ทำตามหน้าที่ของตัวเอง”

หัวหน้าเหยียนชูนิ้วโป้ง กล่าวชมออกมาจากใจจริง “พวกคุณทำงานประสานกันได้เด็ดดวงมาก! การมีที่ปรึกษาชั้นเยี่ยมแบบพวกคุณคือความโชคดีของผม”

“คุณชมเกินไปแล้ว” ซ่งรุ่ยโบกมืออย่างถ่อมตน เขามองไปทางฟั่นจยาหลัวที่อยู่ในห้องสอบสวน

ชายหนุ่มยังยืนอยู่ข้างจางหยาง มองดูท่าทางเหมือนสัตว์ป่าของอีกฝ่ายเงียบๆ

จางหยางเลียยาที่กระเซ็นติดอยู่ในเครื่องเสร็จแล้ว แววบ้าคลั่งเริ่มจางหายไปจากสองตาแดงฉาน เขาพลิกตัวกุมท้อง เริ่มหอบหายใจฮืดฮาด เขายังรู้สึกทรมานมาก ในชั้นผิวหนังเหมือนมีมดแมลงไต่อยู่มากมายจนคันคะเยอ แทบอยากใช้มือเกาให้ถลอก ฉีกเนื้อออกมา

ฟั่นจยาหลัวก้มตัวมองอีกฝ่าย เอ่ยถามเสียงเบา “ทำไมคุณถึงวางแผนทำร้ายผม” เขาอยากมั่นใจว่าสกุลจางไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีวัตถุโบราณจริงๆ

คำพูดไม่กี่คำสั้นๆ นี้มีสนามแม่เหล็กสุดแกร่งของฟั่นจยาหลัวอยู่ สองตาของจางหยางพร่ามัวอยู่ชั่วขณะหนึ่ง เขาพูดด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม “เพื่อแก้แค้นให้เธอ!”

“แก้แค้นให้ใคร” ฟั่นจยาหลัวชะงัก

“ซูเฟิงซี!” การพูดชื่อคนรักทำให้จางหยางได้สติทันที

ฟั่นจยาหลัวเอียงศีรษะคิดอยู่หนึ่งถึงสองวินาทีกว่าจะนึกออก

ถึงฟั่นจยาหลัวจะไม่ได้พูดสักประโยค แต่ปฏิกิริยาของเขาฟ้องชัดว่าถ้าจางหยางไม่พูดถึง เขาก็เกือบลืมซูเฟิงซีไปแล้ว

คนที่ถูกฟั่นจยาหลัวฆ่าด้วยวิธีอำมหิตแบบนั้น ถูกเขาลืมทิ้งไปจากสมองได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ ไม่กี่เดือน ถ้าคนรอบตัวไม่พูดถึง ฟั่นจยาหลัวไม่มีทางนึกออก ทั้งที่เขาทั้งเหยียบย่ำทั้งเอาเปรียบซูเฟิงซี แต่เขายังคงลืมเธอได้ บางทีในใจเขาเรื่องนี้อาจเล็กน้อยพอๆ กับรอยถูกยุงกัด

แค่ตบยุงตายก็จบ ใครจะไปนึกถึงบ่อยๆ

หลังประจักษ์ว่าซูเฟิงซีเป็นอะไรสำหรับฟั่นจยาหลัว หัวใจของจางหยางก็แตกสลาย ความโกรธแค้นที่ไร้หนทางระบายสาดซัดเหมือนคลื่นทะเล แต่คนที่เจ็บกลับเป็นตัวเขาเอง ไม่ได้สะเทือนไปถึงคนตรงหน้านี้เลย

จางหยางเริ่มหัวเราะเบาๆ ระหว่างที่หัวเราะ น้ำตาเลือดสองสายก็ไหลริน ชายหนุ่มงึมงำ “คุณรู้มั้ยว่าจนตายเธอก็ยังท่องชื่อคุณ เธอพูดถึงวาฬยักษ์บ่อยจนติดปาก เพราะวาฬยักษ์คือคุณ คุณคือฝันร้ายของเธอ ผมเพียรกล่อมให้เธอคิดให้ตก แต่ผมกลับทำผิดซ้ำรอยเธอ”

ตอนแรกจางหยางแหงนหน้าถลึงตาใส่ฟั่นจยาหลัว แต่ตอนนี้เขากลับทิ้งตัวลงนอนอย่างหมดแรง หลับตา “ในที่สุดผมก็เข้าใจสถานการณ์ที่เธอเล่าให้ผมฟังว่ามันเป็นเรื่องที่ทำอะไรไม่ได้แบบไหน วาฬยักษ์ตัวใหญ่ชนิดปิดฟ้าบังตะวันซึ่งว่ายอยู่กลางทะเลลึกตัวหนึ่ง ในขณะที่พวกเราเป็นเพียงกุ้งตาบอดที่ได้แต่โยนตัวไปตามคลื่นซึ่งวาฬยักษ์สร้างขึ้น เราไม่มีอำนาจควบคุมชีวิตตัวเองด้วยซ้ำ เราเป็นแค่กุ้งตาบอด เป็นเครื่องเคียงถุงใหญ่ที่แถมให้เวลาไปซื้ออาหารทะเล คนอย่างเราจะนับว่าเป็นตัวอะไร ฮ่าๆๆ…”

จางหยางหัวเราะแบบคนเสียสติอยู่พักหนึ่งค่อยเอ่ย “ฟั่นจยาหลัว ช่วยฆ่าคนคนหนึ่งให้ผมหน่อย ผมจะให้…ทั้งหมดกับคุณ”

เขาละคำว่ามุกมัจฉาไว้ แต่ฟั่นจยาหลัวรู้ว่าสิ่งที่เขาบอกหมายถึงอะไรจึงนั่งยองๆ เพื่อดึงเอาป้ายหยกขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันหกอันออกมาจากสมองของอีกฝ่ายอย่างไม่เปลืองแรง ฟั่นจยาหลัวทำแบบหลบๆ เลยไม่มีใครสังเกตเห็น

“ทำไมคุณถึงเอาพวกมันออกมาจากตัวคนอื่นได้” ฟั่นจยาหลัวใช้กระแสจิตถาม เนื่องจากเรื่องนี้จะมีแค่เขาที่ทำได้

จางหยางอ้าปากอยากบอก แต่จิตวิญญาณถูกจองจำไว้ มีใครบางคนไม่ยอมให้เขาตอบ ชายหนุ่มกลอกตาเล็กน้อยก่อนพูดประเด็นก่อนหน้านี้อีกครั้ง “ฟั่นจยาหลัว ช่วยฆ่าคนคนหนึ่งให้ผมหน่อย บาปของเขาหนักกว่าผม หนักกว่าซูเฟิงซีมาก ผมจะบอกที่อยู่ให้ คุณไปฆ่าเขาที! พอไปถึงที่ที่เขาอยู่ คุณจะรู้เรื่องทั้งหมด”

จางหยางพรั่งพรูที่อยู่ออกมาแล้วหมดสติไป ความไม่ยอมจำนนบนหน้าค่อยบิดผันเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

ติดตามบทต่อไป ได้ในวันที่ 10 .. 65

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ธาราวสันต์ บุษบันจันทรา บทที่ 1-บทที่ 2

บทที่หนึ่ง  ริมเกาะไป๋ลู่ ไถเฉิงปลายฤดูใบไม้ผลิ เป็นอีกปีที่แถบเจียงหนาน งดงาม ดอกซิ่งโปรยปรายดุจสายฝน ดอกหลีผลิบานดุจปุ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ธาราวสันต์ บุษบันจันทรา บทที่ 3-บทที่ 4

บทที่สาม หลี่มู่มองสบตานางอยู่ครู่หนึ่ง เขาดึงมือตนเองกลับพลางลุกขึ้นมานั่ง เกาลั่วเสินก็ไม่เข้าใจตนเอง เหตุใดตนจึงบุ่มบ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ธาราวสันต์ บุษบันจันทรา บทที่ 5-บทที่ 6

บทที่ห้า  เดือนสามปลายฤดูใบไม้ผลิ นอกเมืองเจี้ยนคังแดดร่มลมเย็น ต้นหญ้าเขียวขจี นกโผบิน เกาลั่วเสินนั่งอยู่ในรถเทียมวัว ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ธาราวสันต์ บุษบันจันทรา บทที่ 7-บทที่ 8

บทที่เจ็ด  เมืองตันหยางตั้งอยู่ทางใต้ของเมืองหลวงเจี้ยนคัง ทั้งสองเมืองอยู่ห่างกันไม่ถึงร้อยหลี่ คูเมืองและกำแพงเมืองแม้...

jamsai.com