Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน Psychic ปริศนาลับ สัมผัสวิญญาณ เล่ม 4 บทที่ 144 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง Psychic ปริศนาลับ สัมผัสวิญญาณ เล่ม 4

ผู้เขียน : 风流书呆 (Feng Liu Shu Dai)

แปลโดย : ปราณหยก

ผลงานเรื่อง : 灵媒 (Ling Mei)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

Trigger Warning

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง ปัญหาในครอบครัว

มีการกล่าวถึงอาการป่วยทางจิต การทำร้ายเด็ก การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

การบังคับหรือโน้มน้าวให้ทำบางอย่างโดยไม่เต็มใจ การข่มขืน

การฆ่าตัวตาย และการใคร่เด็ก ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

บทที่ 144 สร้างปาฏิหาริย์

ติงอวี่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าระยะทางการขับรถแค่หนึ่งชั่วโมงจะเป็นเวลาที่แสนยาวนานขนาดนี้ นานจนใครบางคนสามารถก้าวข้ามวัยหนุ่มสาวไปเป็นวัยกลางคน และก้าวข้ามวัยกลางคนไปเป็นคนชรา ก่อนตายจากไปอย่างเงียบๆ ชายหนุ่มมองเส้นทางข้างหน้าสลับกับมือถือที่วางอยู่บนเรือนไมล์ด้วยความกลัวว่าเสียงเรียกเข้าเร่งเร้านั้นจะนำมาซึ่งข่าวที่ทำให้ตัวเองต้องพังทลาย

ทุกครั้งที่เสียงมือถือดัง ติงอวี่จะรู้สึกหวาดผวากลัวจนหายใจไม่ออก แต่กลับไม่กล้าไม่รับสาย

“ประธานติงคะ เราโพสต์แถลงการณ์ขอโทษแล้ว และคนทั้งบริษัทก็แชร์หมดแล้วด้วย เราลบถ้อยแถลงในทางลบทั้งหมดทิ้ง เอาคำสืบค้นออก ฉันเรียบเรียงจดหมายขอโทษให้คุณและส่งไปให้เรียบร้อยแล้ว คุณเห็นหรือยังคะ” ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์รายงานเสียงสั่น

“ท่าทีของคนข้างนอกเป็นยังไงบ้าง” ติงอวี่ดึงเนกไท ถามเสียงแหบ

“คนข้างนอกบอกว่าองค์กรเราถูกฟั่นจยาหลัวลักพาตัว ได้แต่ทำตาปริบๆ ค่ะ” ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์เลือกคำวิจารณ์ที่ซอฟต์ที่สุดมาพูด

“ลักพาตัวพ่องน่ะสิ! เธอไล่ตอบชาวเน็ตไปทีละอันเลยว่าองค์กรของเรากับฟั่นจยาหลัวมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเป็นพิเศษ ต่อไปยังจะได้ร่วมงานกันอีกมาก ไม่มีความขัดแย้งหรือเป็นอริต่อกัน! ข่ายเสวียนกับฟั่นจยาหลัวสนิทกันมาก เหมือนพี่น้องแท้ๆ! ถ้าใครขืนเล่นงานฟั่นจยาหลัวอีกเท่ากับเป็นศัตรูกับข่ายเสวียนกรุ๊ป เราจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด! โพสต์ไปแบบนี้ ให้พวกแอนตี้กับพวกเกรียนหุบปากให้หมด!”

“ค่ะๆ ฉันจะจ้างมือโพสต์ให้ช่วยแก้ข่าวให้คุณฟั่นจยาหลัว ส่วนจดหมายขอโทษ…”

“คุณอ่านให้ผมฟัง แล้วผมจะบอกว่าต้องแก้ยังไง ตอนนี้ผมกำลังขับรถ ไม่สะดวกดูมือถือ” หัวใจของติงอวี่รัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ ปวดหนึบจนเขาหายใจไม่ออก เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่กำลังผ่านไปอย่างรวดเร็วตอนนี้ไม่ใช่แค่เวลา แต่ยังมีชีวิตของข่ายเสวียนด้วย ถนนสายที่เขากำลังเร่งเครื่องอยู่ตอนนี้อาจเป็นถนนแห่งความหวัง และอาจเป็นถนนสายสุดท้ายของเพื่อนรักที่ไม่มีวันได้เจอกันอีกตลอดกาล

เหงื่อเย็นๆ ไหลรินลงมาจากหน้าผากของเขา ทว่าติงอวี่ยังคงรับฟังคำพูดของผู้จัดการอย่างเอาจริงเอาจัง เขาขัดเกลาจดหมายขอโทษที่เธอเขียนเป็นคำๆ เป็นประโยคๆ แก้แล้วแก้อีก จนแสดงถึงความจริงใจมากพอ ติงอวี่เกิดมารวยแต่ไม่ใช่เพลย์บอย เวลาที่ต้องเอาเรื่องคน เขาจะเหี้ยมโหด ไร้ความปรานี แต่เวลาขอร้องคน เขาสามารถทำตัวนอบน้อมได้

พอแก้จดหมายขอโทษเสร็จ ติงอวี่ก็ให้ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์รีบโพสต์ออกไป จากนั้นก็กำชับเธออย่างระมัดระวังว่า “ดูแลเรื่องคอมเมนต์ให้ดี อย่าให้ชาวเน็ตมองว่าข่ายเสวียนกรุ๊ปกับฟั่นจยาหลัวเป็นศัตรูกันจนกลายเป็นการปะทะและความขัดแย้ง ถ้าพวกเธอไม่อยากให้หุ้นของบริษัทร่วงก็ขอโทษและช่วยฟั่นจยาหลัวแก้ตัวให้ดีๆ เข้าใจมั้ย”

“เข้าใจแล้วค่ะ แสดงว่าฟั่นจยาหลัวรักษาโรคของประธานฟั่นได้ใช่มั้ยคะ” ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ถามอย่างระมัดระวัง

ติงอวี่เงียบไปพักใหญ่ก่อนพูดเสียงสั่น “…ใช่!” แทนที่จะบอกว่านี่คือคำตอบจากเขา ไม่สู้บอกว่าเขากำลังภาวนาอยู่ดีกว่า ความหวังน้อยนิดที่ยังคงเหลืออยู่ในใจทำให้ติงอวี่ยืนหยัดเข้มแข็งได้อย่างไร้ขีดจำกัด

“โอเคค่ะ ฉันจะไปดูแลเรื่องคอมเมนต์เดี๋ยวนี้” ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ตัดสายไป

อยู่ดีๆ ข่ายเสวียนกรุ๊ปที่เดิมทีโจมตีฟั่นจยาหลัวแบบเอาเป็นเอาตายก็เริ่มหันมาเล่นงานแอนตี้กับพวกเกรียนที่เล่นงานฟั่นจยาหลัวแทน ปรากฏการณ์นี้ทำให้ชาวเน็ตทุกคนเหวอ รายงานความคืบหน้าของคดีที่ตำรวจโพสต์ ภาพถ่ายที่นักข่าวนำออกมาแฉว่าฟั่นข่าวเสวียนกำลังป่วยหนักพร้อมกับใบรับรองแพทย์ทำให้ข้อกังขาที่หาสาเหตุไม่ได้นี้แจ่มชัดขึ้นมา

 

‘คำทำนายของฟั่นจยาหลัวต้องเป็นจริงแล้วแน่ๆ ตอนนี้ชีวิตของฟั่นข่ายเสวียนขึ้นอยู่กับเขา ข่ายเสวียนกรุ๊ปจะต้องประจบเขาสุดชีวิต! แค่ไม่กี่ชั่วโมงก็แก่ลงไปหลายสิบปี แสดงว่านี่ต้องเป็นโรคร้าย ไม่ใช่การวางยาพิษแน่’

‘พูดได้ว่าต่อให้ปากแข็งก็ฝืนชะตาไม่ได้หรอก!’

‘ขอชาบูท่านเทพฟั่น!’

‘ฟั่นจยาหลัว ราชาวาจาประกาศิต!’

 

ดูเหมือนชาวเน็ตจะเดาเรื่องจริงได้เลยพากันย้ายม้านั่งมานั่งคอยชมตอนต่อไป ถ้าฟั่นจยาหลัวสามารถทำให้คนเป็นโรคร้ายแรงถึงตายกลับมาแข็งแรงได้ก็ไม่ต้องสงสัยแล้วว่าต้องเป็นเทพเจ้า!

หุ้นของบริษัทสเตลล่าร์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์เริ่มพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉาเสี่ยวเฟิงที่ชินกับชีวิตขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้แล้วนั่งทอดหุ่ยกินกาแฟอยู่ในห้องทำงานอย่างสบายใจพลางโม้กับผู้ช่วยสองคน “พวกเธอดูสิ ดู ฉันบอกแล้วว่าไม่ต้องเปลืองเงินไปถอดคำสืบค้น ไม่ต้องจ้างมือโพสต์ไปแก้ตัวให้อาจารย์ฟั่น เขาเคลียร์ทุกอย่างเองได้แน่นอน! โย่ ประธานติงโพสต์จดหมายขอโทษเหรอ ไหน ขอฉันดูหน่อยซิ ฮ่าๆๆ ท่าทางพินอบพิเทาแบบนี้ตรงตามแบบแผนเป๊ะ ฉันขอกดไลค์ให้ประธานติงหน่อย!”

ระหว่างที่กระแสคอมเมนต์กำลังตีกลับ ติงอวี่ได้มาถึงคอนโดฯ มูนไลต์เบย์การ์เด้นแล้ว เขาตรงดิ่งไปยังตึกหนึ่ง ขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้นสิบแปด ขณะที่กดกริ่งประตูเหงื่อเย็นๆ พลันไหลออกมา เสียงหัวใจเต้นกระหน่ำรัวเร็วยิ่งกว่ากริ่งประตู

“ฟั่นจยาหลัว อาจารย์ฟั่น ได้โปรดช่วยข่ายเสวียนด้วย!” ประตูเพิ่งเปิด ติงอวี่ก็โค้งตัวเก้าสิบองศา ในน้ำเสียงแหบแห้งไม่มีความรู้สึกเสียหน้าแต่เต็มไปด้วยความร้อนรนและจริงใจ เพื่อช่วยเพื่อนสนิท เขายอมเสียเกียรติทุกอย่าง ความปากแข็งหัวแข็งล้วนไร้ประโยชน์ ลองว่าดวงไม่แข็งแล้วจะมีประโยชน์อะไร!

ทว่าคนที่มาเปิดประตูกลับไม่ใช่ฟั่นจยาหลัวแต่เป็นซ่งรุ่ย เขามองลอนผมสองปอยบนกระหม่อมของติงอวี่อย่างสนอกสนใจ หลังทำการวิเคราะห์สภาพจิตใจของฝ่ายตรงข้ามอย่างรวดเร็วแล้วชายหนุ่มก็กวักมือไปทางระเบียง “ติงอวี่ เพื่อนของฟั่นข่ายเสวียน คนที่ให้คุณทำนายดวงให้ในงานเลี้ยงครั้งก่อน”

“ครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้” ฟั่นจยาหลัวยัดแมลงสองตัวเข้าไปในตู้ปลาแล้วตบศีรษะของตุ๊กตาสีเหลืองตัวน้อย ก่อนเดินมาเปลี่ยนรองเท้าที่โถงหน้าประตู น้ำเสียงนุ่มนวลสุภาพมาก “ขอโทษที่ให้คอยนะครับ”

ไม่มีการเยาะหยันอย่างโอ้อวดลำพอง ไม่มีการสร้างความลำบากใจให้แบบคนที่อยู่เหนือกว่า และยิ่งไม่มีทิ้งหินลงบ่อจงใจหยามเกียรติอีกฝ่าย ชายหนุ่มเดินออกจากห้องมาตามปกติ เตรียมพร้อมจะไปช่วยฟั่นข่ายเสวียนที่โรงพยาบาล

ติงอวี่แบกกิ่งต้นจิงมาขอขมา และขอให้อีกฝ่ายช่วยคน แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือเขาเตรียมจะมาโดนเหยียบย่ำ แต่คนต่ำช้าในจินตนาการของเขากลับไม่แสดงท่าทีเหนือกว่า อีกฝ่ายไม่พูดอวยตัวเองสักประโยคระหว่างกดลิฟต์ลงไปชั้นล่าง

เงาแผ่นหลังหยัดตรงของชายหนุ่มทำให้ความอัดอั้นในอกของติงอวี่หายไปในชั่วพริบตา เขาเริ่มสงสัยว่าตัวเองมาทำอะไร มาขอร้องคนจริงหรือ เพราะอะไรพออยู่ต่อหน้าชายหนุ่ม ความนอบน้อมถ่อมตนในความคิดเขาถึงกลายเป็นความเสแสร้ง และตอนยืนอยู่หลังชายหนุ่ม ติงอวี่สัมผัสได้ถึงพลังอันนิ่งสงบที่ฟั่นจยาหลัวแผ่ออกมา มันทำให้กระดูกสันหลังของติงอวี่ค้อมลงช้าๆ อย่างรู้สึกต่ำต้อยแบบไม่เคยเป็น และไร้ค่าจนสู้หน้าอีกฝ่ายไม่ได้

“จู่ๆ ก็รู้สึกถึงความแตกต่างใช่มั้ย” ซ่งรุ่ยที่เดินตามหลังออกจากห้องมากระซิบที่ข้างหูติงอวี่ ดวงตาฉายแววเยาะหยันอย่างเปิดเผย

ติงอวี่หน้าแดงรู้สึกแย่กว่าเก่า เหมือนเขาจะมองฟั่นจยาหลัวผิดไปตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า การที่อีกฝ่ายขอบ้านเก่าสกุลฟั่นจากข่ายเสวียนเพราะเงินจริงหรือ เพื่อเอาคืนสกุลฟั่น ให้ตัวเองได้ลืมตาอ้าปาก ล้างมลทินจริงหรือ ทำไมคำพูดรุนแรงพวกนี้ถึงไม่เข้ากับคนคนนี้เลย

เมื่อประตูลิฟต์เปิด ติงอวี่ไม่มีเวลาให้ขบคิดต่อ เขารีบตามหลังฟั่นจยาหลัวไปพูดด้วยน้ำเสียงขมขื่น “ตอนนี้ข่ายเสวียนอาการหนักมาก คุณช่วยเขาได้ใช่มั้ย”

ฟั่นจยาหลัวผินหน้ามามองติงอวี่อย่างละเอียด น้ำเสียงจริงจัง “ตอนแรกผมมีความมั่นใจแค่ห้าสิบถึงหกสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้ผมอาจต้องประเมินใหม่”

เหงื่อเย็นๆ บนหน้าผากติงอวี่เริ่มผุดพรายขึ้นมาอีกครั้ง “ประเมินใหม่? หมายความว่ายังไง สูงขึ้นหรือต่ำลง?”

โชคดีที่ฟั่นจยาหลัวไม่ได้ชอบแกล้งคน เขาจึงตอบตามตรงว่า “สูงขึ้นครับ”

เข่าของติงอวี่สั่นน้อยๆ เกือบคุกเข่าให้ชายหนุ่ม ไม่รู้ทำไมตอนเห็นคนคนนี้ความรุ่มร้อนในใจถึงลดน้อยลงอย่างไม่ทันรู้ตัว ถ้าใช้ภาษาของแฟนคลับมาบรรยายคือฟั่นจยาหลัวมีพลังในการปลอบประโลมจิตใจผู้คน พอมองเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทอันลึกซึ้งของอีกฝ่าย และได้สัมผัสถึงดวงจิตศักดิ์สิทธิ์ของฟั่นจยาหลัวเพียงบางเบา คุณจะได้รับความกล้าหาญและพลังในการลุกขึ้นสู้อีกครั้ง เชื่อเขาไว้ ไม่พลาด!

ก่อนหน้านี้ติงอวี่ลบข้อความที่เตือนให้เพื่อนสนิทไปหาหมอพลางหัวเราะเสียงเย็น แต่ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าเซ้นส์ของชาวเน็ตถูกต้อง การเชื่อฟั่นจยาหลัวทำให้คุณมีพลัง!

“ข่ายเสวียนจะปลอดภัยใช่มั้ย” ติงอวี่มองเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่มตรงๆ

“เขาจะปลอดภัยครับ”

น้ำเสียงหนักแน่นของฟั่นจยาหลัวทำให้หัวใจที่เจ็บจนชาของติงอวี่ได้รับความช่วยเหลือ ทว่าจังหวะนี้เองผู้ช่วยที่อยู่ที่โรงพยาบาลก็โทรมา เขาตะโกนเสียงสะอื้น “ประธานติงครับ ประธานฟั่นไม่ไหวแล้ว!”

ประตูลิฟต์เปิด ติงอวี่แทบจะซุนหัวออกไป เขาเดินโซซัดโซเซพลางใช้มือยันผนัง ถามเสียงเร่งร้อน “อะไรเรียกว่าไม่ไหว เกิดเรื่องอะไรขึ้น”

“เมื่อกี้หัวใจประธานฟั่นหยุดเต้น ตอนนี้หมอเข็นเขาเข้าไปในห้องผ่าตัดเพื่อเร่งทำซีพีอาร์ มีเอกสารยอมรับความเสี่ยง แต่คุณนายไม่ยอมเซ็น เอาแต่ร้องไห้จนเกือบเป็นลม”

มีเสียงร้องไห้ของผู้หญิงกับเสียงโหวกเหวกโวยวายของผู้คนดังอยู่ในสายจริงๆ อารมณ์เศร้าเสียใจแทรกอยู่ท่ามกลางความโกลาหล ล่วงเข้าสู่โสตประสาทของติงอวี่ทำให้เขาหน้ามืดตาลาย ชายหนุ่มตวาดเบาๆ “บอกหมอว่าไม่ว่ายังไงก็ห้ามยอมแพ้ ต้องช่วยข่ายเสวียนกลับมาให้ได้! ฉันจ่ายเอง ฉันมีเงิน!”

หลังวางสายติงอวี่หันมามองฟั่นจยาหลัวด้วยดวงตาแดงก่ำ เขาเอ่ยถาม “คุณบอกว่าเขาจะปลอดภัยไม่ใช่เหรอ ตอนนี้เขาเข้าห้องผ่าตัดไปแล้ว มีเอกสารยอมรับความเสี่ยงมาด้วย! เขา…เขาจะรอดมั้ย” ความหวังเดียวที่อยู่ตรงหน้าทำให้ติงอวี่ต้องพยายามควบคุมอารมณ์รุนแรงของตัวเองไว้ น้ำเสียงเกรี้ยวกราดค่อยๆ เปลี่ยนเป็นทำอะไรไม่ถูก และเริ่มรู้สึกต่ำต้อย

“เขาจะรอดมั้ย” ชายหนุ่มพยายามถามซ้ำอีกครั้ง

“รอดสิ ตอนนี้คุณโทรหาทนายของฟั่นข่ายเสวียน ให้เขาโทรหาข่งจิ้งบอกว่าพินัยกรรมยังไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าฟั่นข่ายเสวียนตายตอนนี้สมบัติของเขาต้องถูกแบ่งให้ทายาทตามกฎหมายตามลำดับ สายนี้จะช่วยให้ฟั่นข่ายเสวียนอยู่ต่อได้อีกสักพัก” ฟั่นจยาหลัวเดินออกไปข้างนอกพลางสั่งด้วยน้ำเสียงไม่เร็วไม่ช้า

ตอนฟั่นข่ายเสวียนล้มป่วยใหม่ๆ ข่งจิ้งโพสต์ลงอินเตอร์เน็ตกล่าวหาว่าฟั่นจยาหลัววางยาพิษ และบอกว่าฟั่นจยาหลัวกับฟั่นลั่วซานร่วมมือกันเพื่อทำร้ายลูกชายเธอ ยังไม่ทันที่ฟั่นจยาหลัวจะได้โพสต์แก้ตัว ฟั่นลั่วซานก็กระโดดออกมาบอกว่าข่งจิ้งบีบให้ลูกชายคนโตทำพินัยกรรมเพื่อจะได้มรดกก้อนโต เธอต่างหากที่มีเหตุผลในการทำร้ายฟั่นข่ายเสวียนมากที่สุด สองสามีภรรยาสาดโคลนกันในโลกไซเบอร์อย่างรุนแรง เผยให้เห็นโฉมหน้าโลภโมโทสันของตัวเองแบบโจ่งแจ้ง

คนทั้งโลกต่างรู้ว่าถ้าฟั่นข่ายเสวียนตายเขาจะทิ้งมรดกไว้หลายหมื่นล้าน ข่งจิ้งย่อมเป็นผู้ชนะในตอนสุดท้าย

ก่อนหน้านี้ติงอวี่ไม่เคยแคลงใจในตัวข่งจิ้ง ประกอบกับหลังจากเพื่อนสนิทล้มป่วย ข่งจิ้งเสียใจ สิ้นหวัง และยอมรับไม่ได้จริงๆ แววเลื่อนลอยและทำอะไรไม่ถูกในดวงตาของเธอไม่สามารถเป็นเท็จ เวลานี้เพื่อนสนิทอยู่บนเตียงผ่าตัดแล้ว กำลังถูกหมอทั้งกลุ่มรุมทำซีพีอาร์ การโทรหาข่งจิ้งเพื่อให้เธอรู้ว่าพินัยกรรมไม่มีผลทางกฎหมายมันจะไปมีประโยชน์อะไร หรือข่งจิ้งซึ่งอยู่อีกฟากของประตูที่ปิดสนิทจะสามารถช่วยเพื่อนรักกลับออกมาได้เหรอ เรื่องที่หมอทำไม่ได้ แล้วข่งจิ้งจะทำได้ยังไง

ก้อนสงสัยมากมายวนเวียนอยู่ในสมองของติงอวี่ แต่เขากลับไม่ได้เอ่ยถาม รีบโทรไปหาทนาย ทนายคนนั้นเป็นทนายคนสำคัญของข่ายเสวียนกรุ๊ป ยังต้องอาศัยติงอวี่ในการทำมาหากิน อีกฝ่ายจึงให้ความร่วมมือกับชายหนุ่มเต็มที่

“ผมจะโทรหาคุณนายฟั่นเดี๋ยวนี้ครับ”

“เสร็จแล้วแจ้งผมด้วย” ติงอวี่รีบเดินไปเปิดประตูที่นั่งข้างคนขับให้ฟั่นจยาหลัว

แต่ฟั่นจยาหลัวกลับโบกมือปฏิเสธ เขาเปิดประตูเบาะหลังให้ ดร. ซ่งขึ้นไปก่อน เสร็จแล้วตัวเองค่อยขึ้นไป เนื่องจากเขาไม่ชอบนั่งกับคนแปลกหน้า

ซ่งรุ่ยกำหมัดปิดปากหันหน้าไปมองนอกหน้าต่างเพื่อกลบเกลื่อนประกายดีใจจางๆ ที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาบนกระจก

ติงอวี่ไม่ได้สังเกตเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ หลังขึ้นรถเขาก็รีบสตาร์ตเครื่อง รถเพิ่งจะแล่นไปบนถนน ทนายก็โทรมาบอกว่าจัดการธุระเรียบร้อยแล้ว

“ข่งจิ้งมีปฏิกิริยายังไง” น้ำเสียงของติงอวี่ไม่ดีอย่างมาก

“เธอร้อนใจมากครับ ถามผมเป็นชุดว่ามีวิธีแก้หรือเปล่า ผมบอกว่าประธานฟั่นต้องรอดแล้วเชิญเจ้าหน้าที่รัฐมาที่ห้องพักผู้ป่วยเพื่อเป็นประจักษ์พยานในสถานที่จริงและบันทึกภาพไว้ เมื่อนั้นพินัยกรรมจึงจะมีผลตามกฎหมาย พอฟังมาถึงตรงนี้เธอก็ไม่พูดอะไรเลยสักประโยค แค่วางสาย”

“ข่ายเสวียนยังยื้อชีวิตอยู่ในห้องฉุกเฉิน แม้แต่เอกสารยอมรับความเสี่ยงก็มีมาแล้ว เธอยังจะมีใจมาถามคุณเรื่องนี้อีก ดูท่าเมื่อก่อนผมจะมองเธอในแง่ดีเกินไปจริงๆ โอเค เรื่องนี้คุณทำดีมาก อีกเดี๋ยวผมจะเพิ่มค่าเหนื่อยให้คุณ” ติงอวี่วางสาย เขากัดฟันกรอด “อาจารย์ฟั่นครับ ข่งจิ้งเป็นคนทำร้ายข่ายเสวียนใช่มั้ย”

“จะเรียกว่าฆาตกรรมก็ไม่ได้ เพราะเธอแค่เอาของที่เคยเป็นของเธอคืน” เสียงกังวานของชายหนุ่มดังก้องอยู่ภายในห้องโดยสาร เหมือนเป็นเสียงที่ดังมาจากอีกมิติหนึ่ง ให้ความรู้สึกไม่มีตัวตนจนเกือบเป็นภาพมายา

“อะไรนะ” ติงอวี่ไม่เข้าใจว่าเขากำลังพูดอะไร แต่เรื่องนี้ยังไม่สำคัญ เพราะเรื่องสำคัญคือผู้ช่วยของเขาโทรมาอีกครั้ง น้ำเสียงยังคงสะอึกสะอื้นเหมือนเดิม แต่กลับเต็มไปด้วยอารมณ์ดีใจจนน้ำตาไหล

“ประธานติงครับ ประธานฟั่นพ้นขีดอันตรายแล้ว!”

“จริงเหรอ” ติงอวี่ไม่กล้าเชื่อหูตัวเอง พอฟั่นจยาหลัวให้โทรหาทนาย เพื่อนสนิทก็อาการดีขึ้นอีกครั้ง คำทำนายของเขาเป็นจริง! ชายหนุ่มไม่ใช่พวกต้มตุ๋นแต่เป็นร่างทรงวิญญาณคนหนึ่ง! ทุกประโยคที่เขาพูดออกมาต่อหน้าสาธารณชนล้วนเป็นเรื่องจริง รวมไปถึงอำนาจลี้ลับที่เขาแสดงในรายการก็เป็นของจริง! น่าสงสารคนอย่างพวกเขาที่เห็นอยู่คาตาแต่กลับไม่ยอมเชื่อว่าเรื่องพวกนี้มีอยู่จริง

การที่คนซึ่งมีความพิเศษไร้พื้นที่บนโลกที่พวกเขาควรได้รับอะไรมากมาย เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและน่าขำเอามากๆ!

ติงอวี่มองฟั่นจยาหลัวด้วยแววตาสับสนแวบหนึ่งก่อนย้ำกับผู้ช่วยอีกครั้ง “ช่วยข่ายเสวียนกลับมาได้แล้วจริงเหรอ”

“ช่วยกลับมาได้แล้วครับ! ช่วงนั้นเสียวไส้มากจริงๆ! หมอบอกว่าลมหายใจกับหัวใจของประธานฟั่นหยุดนิ่งไปแล้ว คลื่นสมองก็หาย พวกเขาเตรียมออกประกาศการเสียชีวิตของประธานฟั่น แต่เมื่อกี้ลมหายใจกับหัวใจของประธานฟั่นกลับมาพร้อมกัน นี่เป็นปาฏิหาริย์จริงๆ!”

แต่ติงอวี่รู้ว่านี่ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แต่เป็นวิถีของโชคชะตาซึ่งฟั่นจยาหลัวมองเห็นล่วงหน้า เขารู้ว่าจะช่วยข่ายเสวียนกลับมายังไง แค่โทรไปพูดไม่กี่ประโยค ข่ายเสวียนก็รอดออกมาจากประตูผี

ติงอวี่ฝืนสะกดความยินดีและตื้นตันที่อัดแน่นอยู่เต็มหัวใจเอาไว้เพื่อถามอย่างใจเย็นว่า “เมื่อกี้ข่งจิ้งทำอะไรบ้าง”

“เมื่อกี้เธอสวดมนต์ให้ประธานฟั่น บอกว่าประธานฟั่นจะต้องปลอดภัย ผลคือประธานฟั่นปลอดภัยจริงๆ พวกเขาสองคนแม่ลูกอาจสื่อจิตถึงกันได้นะครับ!”

“สื่อจิตถึงกัน? หึ!” ติงอวี่หัวเราะเสียงเย็น ออกคำสั่ง “นายอยู่ที่โรงพยาบาลต่อไปนะ ห้ามออกจากห้องพักผู้ป่วยแม้แต่ครึ่งก้าว ฉันจะไปเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าข่ายเสวียนจะเป็นอะไร จะเรื่องใหญ่เรื่องเล็ก นายต้องรายงานฉันทันที!” หลังตัดสาย ติงอวี่หันไปมองฟั่นจยาหลัว ใบหน้าเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและยำเกรง “อาจารย์ฟั่นครับ ก้าวต่อไปพวกเราจะทำยังไง”

“ถ้าคุณอยากให้อาการของฟั่นข่ายเสวียนดีกว่านี้ก็ให้ทนายโทรหาข่งจิ้งอีกที ถามเธอว่าสะดวกให้เจ้าหน้าที่รัฐไปเป็นประจักษ์พยานที่ห้องพักผู้ป่วยตอนไหน” ฟั่นจยาหลัวแนะด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท

“ครับๆ ทราบแล้ว ผมจะโทรหาทนายเดี๋ยวนี้” ติงอวี่รับคำ

ทนายเริ่มเร่งข่งจิ้ง ในขณะที่หมอบอกว่าตอนนี้อาการของฟั่นข่ายเสวียนแย่มาก ต้องอยู่ในห้องไอซียูและห้ามเยี่ยม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทำพินัยกรรมให้ถูกต้องตามกฎหมาย

รถของติงอวี่วิ่งมาได้ครึ่งทาง ผู้ช่วยก็โทรมาอีก น้ำเสียงกระตือรือร้น “ประธานติงครับ มหัศจรรย์มาก! อัตราการทำงานของร่างกายทุกส่วนของประธานฟั่นกลับมาหมดแล้ว! หมอบอกว่าประธานฟั่นได้สร้างปาฏิหาริย์ทางการแพทย์! สวรรค์ เขาจะหาย เขาจะหายดีแน่นอน!”

ติงอวี่รับคำ แต่ในใจกลับลอบพูดว่าไม่ได้มีปาฏิหาริย์ทางการแพทย์อะไรหรอก และยิ่งไม่ใช่เทพองค์ไหนช่วยด้วย แต่เป็นคนที่นั่งอยู่หลังฉันต่างหาก จริงๆ แล้วฟั่นจยาหลัวเป็นอะไรกันแน่ ทำไมเหมือนจะรู้ไปหมดทุกอย่าง

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

ติดตามบทต่อไป ได้ในวันที่ 19 .. 65

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ธาราวสันต์ บุษบันจันทรา บทที่ 1-บทที่ 2

บทที่หนึ่ง  ริมเกาะไป๋ลู่ ไถเฉิงปลายฤดูใบไม้ผลิ เป็นอีกปีที่แถบเจียงหนาน งดงาม ดอกซิ่งโปรยปรายดุจสายฝน ดอกหลีผลิบานดุจปุ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ธาราวสันต์ บุษบันจันทรา บทที่ 3-บทที่ 4

บทที่สาม หลี่มู่มองสบตานางอยู่ครู่หนึ่ง เขาดึงมือตนเองกลับพลางลุกขึ้นมานั่ง เกาลั่วเสินก็ไม่เข้าใจตนเอง เหตุใดตนจึงบุ่มบ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ธาราวสันต์ บุษบันจันทรา บทที่ 5-บทที่ 6

บทที่ห้า  เดือนสามปลายฤดูใบไม้ผลิ นอกเมืองเจี้ยนคังแดดร่มลมเย็น ต้นหญ้าเขียวขจี นกโผบิน เกาลั่วเสินนั่งอยู่ในรถเทียมวัว ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ธาราวสันต์ บุษบันจันทรา บทที่ 7-บทที่ 8

บทที่เจ็ด  เมืองตันหยางตั้งอยู่ทางใต้ของเมืองหลวงเจี้ยนคัง ทั้งสองเมืองอยู่ห่างกันไม่ถึงร้อยหลี่ คูเมืองและกำแพงเมืองแม้...

jamsai.com