Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน Fantasy Farm ฟาร์มมหัศจรรย์พรรค์นี้ก็มีด้วย? เล่ม 1 บทที่ 4 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง Fantasy Farm ฟาร์มมหัศจรรย์พรรค์นี้ก็มีด้วย? เล่ม 1

ผู้เขียน : ซีจื่อซวี่ (西子绪)

แปลโดย : ธันวาตุลาคม

ผลงานเรื่อง : 幻想农场 (Huan Xiang Nong Chang)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

Trigger Warning

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

การบังคับหรือโน้มน้าวให้ทำบางอย่างโดยไม่เต็มใจ มีการบรรยายเกี่ยวกับการตายของสัตว์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

 

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

  

บทที่ 4 ไป๋เยวี่ยหู

 

ปกติทุกห้องที่ต้องการใช้งานภายในบ้านได้รับการทำความสะอาดดูแลเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่เพียงไม่กี่ห้องที่ลู่ชิงจิ่วยังไม่ได้จัดการ ห้องเหล่านั้นไม่ได้รับการบำรุงรักษามานาน หลังคาแตกหักไปบางส่วน เขาคิดว่าถ้ามีเวลาว่างค่อยหาคนมาซ่อมแซมบ้านทั้งหลังนี้เสียหน่อย

ลู่ชิงจิ่วมาถึงที่นี่ก็แทบจะถูกเตียงดูด สิ่งกวนใจที่ทำให้นอนไม่หลับในอดีตหายวับไปไม่เห็นเงา

ต่างจังหวัดอากาศดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาเช้าตรู่ ลู่ชิงจิ่วตื่นนอนตอนประมาณเจ็ดโมงกว่าๆ หลังจากกินอาหารเช้าอย่างง่ายแล้ว ชายหนุ่มก็นำถั่วที่แช่ไว้ตั้งแต่เมื่อคืนออกมา เขาถือถุงถั่วใบใหญ่เดินไปยังเครื่องโม่ขนาดใหญ่ที่ต้นหมู่บ้าน

วันนี้เขากับอิ่นสวินคุยกันไว้ว่าจะโม่ถั่วกินเต้าฮวย ถั่วพวกนี้อิ่นสวินเป็นคนนำมาจากบ้านของตัวเองเมื่อวาน

ผู้คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่รู้ข่าวว่าลู่ชิงจิ่วกลับมาจากเมืองใหญ่กันหมดแล้ว ชาวบ้านบนถนนเส้นนี้จึงพากันทักทายลู่ชิงจิ่วอย่างครึกครื้นด้วยท่าทางเป็นมิตร ดูชอบอกชอบใจนักศึกษาที่กลับมาจากในเมืองคนนี้ ลู่ชิงจิ่วก็ทักทายกลับ เขายังต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อีกนาน สร้างความสัมพันธ์ดีๆ กับชาวบ้านไว้ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร

เมื่อมาถึงเครื่องโม่ อิ่นสวินได้นั่งรอที่ข้างเครื่องโม่อยู่ก่อนแล้ว ในมือถือเมล็ดทานตะวันคั่วเอาไว้กิน พอเห็นลู่ชิงจิ่วมาถึง เขาจึงลุกขึ้นพลางเอ่ยทักทายว่า “มาแล้วเหรอ”

“อื้อ” ลู่ชิงจิ่วตอบ “นายมาเร็วจัง”

“เมื่อวานหน้าฉันบวมมาก เลยนอนไม่ค่อยหลับ” อิ่นสวินบอก “ตอนเช้าตื่นมา ใบหน้าถึงค่อยดีขึ้นหน่อย”

ลู่ชิงจิ่วมองอิ่นสวิน เห็นใบหน้าเพื่อนบวมน้อยลงก็รู้สึกวางใจ “นายมาใส่ถั่วนี่มา ฉันจะโม่เอง”

“ได้” อิ่นสวินไม่ขัดลู่ชิงจิ่ว

สองคนแบ่งงานกันทำ จึงบดถั่วได้อย่างรวดเร็ว

เครื่องโม่นี้อยู่ในหมู่บ้านมาหลายสิบปีแล้ว ตอนลู่ชิงจิ่วยังเป็นเด็ก จำได้ว่าเคยปีนขึ้นไปเล่นบนเครื่องจนถูกคุณยายกระชากกลับลงมาตีก้น ตอนเด็กเขาผอมมาก วิ่งเล่นกับกลุ่มเพื่อนไปทั่วทั้งภูเขาแทบจะทุกซอกทุกมุม เพียงแต่ตอนนี้เพื่อนสมัยเด็กในหมู่บ้านพากันย้ายออกไปเกือบหมด เหลือแค่อิ่นสวินที่คบกันมาตั้งแต่เด็กที่ยังอาศัยอยู่ที่นี่

บ้านอิ่นสวินปลูกถั่วเอง คุณภาพจัดว่าดีมาก ถั่วที่บดออกมาทั้งขาวทั้งละเอียด ส่งกลิ่นหอมฉุย หากนำกลับไปต้ม ใส่น้ำพะโล้ลงไปด้วย รอจนกระทั่งน้ำเต้าหู้กลั่นตัวเป็นวุ้น ถึงจะจัดได้ว่าเต้าฮวยปรุงเสร็จเรียบร้อย

น้ำเต้าหู้ในหม้อเปลี่ยนเป็นน้ำสีครีมทั้งหมด อิ่นสวินนำกากถั่วเก็บใส่ถุง มันเหมาะสำหรับนำไปเลี้ยงหมู และจะได้ไม่เสียเปล่าอีกด้วย

ทั้งสองคนเดินตามกันไป อิ่นสวินหอบกากถั่ว ลู่ชิงจิ่วถือน้ำเต้าหู้ จนเดินกลับมาถึงบ้าน

“ฉันไปให้อาหารหมูเลยนะ” อิ่นสวินบอกพลางยกของในมือขึ้น

“ไปเถอะ” ลู่ชิงจิ่วนิ่งคิด แล้วเอ่ยขึ้นว่า “จริงสิ เมื่อวานลูกชายของเพื่อนบ้านตั้งชื่อให้หมูป่าสองตัวนั้น”

อิ่นสวินถาม “หลี่เสี่ยวอวี๋? เขาตั้งชื่อหมูป่าว่าอะไร”

“ตัวใหญ่ชื่อเสี่ยวฮวา ตัวเล็กชื่อเสี่ยวเฮย” ลู่ชิงจิ่วตอบ

“ทำไมให้ชื่อเสี่ยวฮวา!” อิ่นสวินร้อง “นายจะตอกย้ำเรื่องปวดใจของฉันรึไง!”

“เด็กตั้งให้ต่างหากเล่า ฉันจะไปเถียงกับเด็กได้ไง” ลู่ชิงจิ่วอธิบายให้อิ่นสวินฟังอย่างช่วยไม่ได้

“อ้อ” เมื่อฟังจบ อิ่นสวินก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีก เพียงแค่เอ่ยเสริมด้วยสีหน้าย้อนแย้ง “ถ้างั้นตัวใหญ่ต้องอร่อยกว่าตัวเล็กแน่ๆ เลย…”

ลู่ชิงจิ่ว “…” ได้โปรดหุบปากเถอะน่า

ขณะที่อิ่นสวินให้อาหารหมู ลู่ชิงจิ่วก็นำน้ำเต้าหู้เทลงในหม้อแล้วจุดไฟ เขาเร่งไฟแรงในช่วงแรกก่อนจะค่อยๆ ผ่อนลง ต้มไปพลางเติมน้ำเกลือไปพลาง แล้วใช้ช้อนคน การทำเต้าฮวยเป็นงานที่อาศัยความชำนาญ แม่พิมพ์เต้าฮวยเก่ามากแล้ว ถ้ากดน้ำหนักเบาเกินไป ก็ไม่สามารถปั๊มให้เป็นชิ้นได้ เมื่อก่อนลู่ชิงจิ่วเคยทำเต้าฮวยที่บ้าน จึงนับว่ามีประสบการณ์ น้ำเต้าหู้ในหม้อค่อยๆ เริ่มเปลี่ยนรูปร่างเป็นชิ้น

กำลังทำเต้าฮวยอยู่ดีๆ จู่ๆ เสียงร้องของอิ่นสวินก็ดังมาจากในสวน “ชิงจิ่ว! มีคนมาหา!”

“ใคร” ลู่ชิงจิ่วถาม “ใครมาหาฉัน”

“นายออกมาดูก็รู้” อิ่นสวินตอบ

ลู่ชิงจิ่วหรี่ไฟ หมุนตัวเดินไปที่ลานบ้าน เห็นอิ่นสวินยืนอยู่ก่อนแล้ว ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของเขากลับเป็นคนที่ยืนอยู่ข้างๆ อิ่นสวินต่างหาก

“สะ…สวัสดี” ลู่ชิงจิ่วอยากเอ่ยทักทายชายหนุ่มต่อ แต่ในมือดันถือทัพพีอยู่พอดี จึงได้แต่โบกทัพพีในมือไปมาอย่างเก้ๆ กังๆ

“สวัสดี” ชายหนุ่มเปิดปาก เสียงของเขาแผ่วเบา แต่ได้ยินชัดเจน

“นายมีอะไรหรือเปล่า” ถูกชายหนุ่มจ้องมองเช่นนี้ ลู่ชิงจิ่วรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ชายหนุ่มหน้าตาดีมากจริงๆ ทว่ายังคงมีท่าทีเกียจคร้านเหมือนที่เจอกันเมื่อไม่กี่วันก่อน ดวงตาเรียวเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ จมูกโด่ง ความงามดั่งรูปภาพชั้นเอกแผ่กระจายทั่วทั้งร่าง

“ฉันบอกแล้วไงว่าจะมาหา” ชายหนุ่มบอก “ฉันมาแล้ว”

ลู่ชิงจิ่ว “…”

เขาจำได้ว่าชายคนนี้ชื่อไป๋เยวี่ยหู ทั้งยังจำคำพูดที่ชายหนุ่มเอ่ยเมื่อตอนที่พวกเขาสองคนเจอกันในตลาดได้ เพียงแต่ไม่คิดว่าเขาจะมาหาที่บ้านจริงๆ

“อะไรกัน นายลืมเหรอ” ไป๋เยวี่ยหูจ้องตาลู่ชิงจิ่ว

“มะ…ไม่ได้ลืม” ลู่ชิงจิ่วเอ่ย “มา ไหนๆ ก็มาแล้ว กินเต้าฮวยมั้ย”

ไป๋เยวี่ยหู “เต้าฮวยคืออะไร”

ลู่ชิงจิ่ว “ของที่อร่อย…นายมีกระเป๋าเดินทางหรือเปล่า เอาเข้าไปวางในบ้านก่อนมั้ย”

ไป๋เยวี่ยหูพยักหน้า

ลู่ชิงจิ่วพาเขาไปยังห้องรับแขกที่เพิ่งทำความสะอาด พอเห็นไป๋เยวี่ยหูเข้าไปแล้ว เขาถึงค่อยรู้สึกเบาใจลงมาหน่อย

อิ่นสวินยืนช็อกอยู่ข้างๆ เอื้อมมือมาดึงลู่ชิงจิ่วเข้าไปหา ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว “เฮ้ย นายยอมให้คนเข้าบ้านอย่างนี้เลยเรอะ”

“เขาเป็นคนดีน่า” ลู่ชิงจิ่วตอบ

“นายรู้ได้ไง” อิ่นสวินถลึงตา

ลู่ชิงจิ่วพูดขึ้น “เพราะเขาหน้าตาดี”

อิ่นสวิน “…”

ลู่ชิงจิ่วพูดติดตลก ความจริงแล้วที่เขากล้าให้ไป๋เยวี่ยหูเข้าบ้าน เป็นเพราะอีกฝ่ายให้ถุงผ้าถุงนั้น หางตุ๊กแกในถุงช่วยยืนยันการคาดเดาบางอย่างของลู่ชิงจิ่ว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในคืนนั้นไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงต่างหาก ถ้าไม่ได้ผู้ชายคนนี้ เขาคงกลายเป็นอาหารของตุ๊กแกยักษ์นั่นแล้ว

“นายไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอกน่า ฉันเป็นผู้ชายนะ จะมีเรื่องอะไรได้” ลู่ชิงจิ่วตบบ่าอิ่นสวิน ปลอบโยนเพื่อนสนิทของตน

อิ่นสวินเหลือบมองลู่ชิงจิ่ว แล้วหันกลับไปมองผู้ชายที่อยู่ในบ้านอีกครั้ง ก่อนจะพึมพำ “ผู้ชายแล้วยังไง สมัยนี้ผู้ชายเองก็ใช่จะปลอดภัย คนที่ไม่ปลอดภัยไม่ได้มีแค่นายสักหน่อย…”

ลู่ชิงจิ่วอึ้ง “…นายหมายความว่าไง”

อิ่นสวิน “นายฟังผิดแล้ว ฉันไม่ได้พูดอะไร”

“ฉันขี้เกียจพูดกับนายละ เต้าฮวยอยู่ในหม้อนะ นายไปหั่นเนื้อหมูเถอะ อีกสักพักฉันจะผัดหมูสามชั้นกลับกระทะ*” ลู่ชิงจิ่วดึงอิ่นสวินกลับเข้าครัว

เนื้อหมูนี้อิ่นสวินซื้อมาตั้งแต่เช้าตรู่ เป็นหมูสามชั้นสดใหม่ นำมาผัดหมูสามชั้นกลับกระทะจะได้กลิ่นหอมมาก ลู่ชิงจิ่วต้มเต้าฮวยเสร็จเรียบร้อย จึงเฉือนหมูสามชั้นเป็นขนาดกว้างเท่ากับสามนิ้ว เร่งไฟให้น้ำมันร้อน ก่อนใส่ต้นหอมกับเต้าเจี้ยว เมื่อเนื้อกับน้ำมันคลุกเคล้าเข้ากัน เนื้อก็ส่งกลิ่นหอมฉุยอันเป็นเอกลักษณ์ ส่วนของมันหมูสีขาวถูกผัดเอาน้ำมันออก จนเปลี่ยนสีเป็นสีทองน่าเย้ายวน หมูสามชั้นทั้งแผ่นม้วนเข้าหากัน แม้ยังไม่ได้ชิม แต่ก็รู้ได้ว่ารสชาติต้องดีแน่ๆ

อิ่นสวินหยิบตะเกียบคีบหมูขึ้นมาหนึ่งชิ้นอย่างอดใจไม่ไหว เคี้ยวกรุบอยู่สองครั้งแล้วถอนหายใจ “อร่อยจริงๆ เนื้อนี่หอมชะมัดเลย”

“นายยกออกไปเลย ฉันจะทำซุปผักกาดใส่ไข่” ลู่ชิงจิ่วปาดเหงื่อใต้คางของตน เอ่ยต่อ “เอาข้าวกับเต้าฮวยออกไปด้วยนะ เดี๋ยวฉันจะทำเครื่องปรุงเต้าฮวย”

“โอเค” อิ่นสวินทำตามอย่างมีความสุข

ลู่ชิงจิ่วจัดการกับของที่เหลืออยู่ ส่วนทางด้านนอก คนสองคนนั่งข้างหน้าโต๊ะอย่างว่าง่ายพลางมองมาที่เขาด้วยสายตารอคอย อิ่นสวินหยุดนิ่ง ลู่ชิงจิ่วสัมผัสได้ถึงความคาดหวังจากสีหน้าของไป๋เยวี่ยหู

ลู่ชิงจิ่ววางของในมือลงบนโต๊ะพลางพูดว่า “กินสิ”

ได้ยินดังนั้น อิ่นสวินและไป๋เยวี่ยหูที่อยู่ข้างๆ ต่างพากันหยิบตะเกียบขึ้น เอื้อมมือคีบเนื้อหมูอย่างรวดเร็ว ลู่ชิงจิ่วเองก็หยิบตะเกียบมาคีบหมูสามชั้นกลับกระทะ ชิมแล้วรู้สึกว่ารสชาติไม่เลวเลยทีเดียว ความจริงทักษะการทำอาหารของเขาจัดว่าธรรมดา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะส่วนผสมหรือเปล่า หมูสามชั้นกลับกระทะที่ทำออกมาถึงได้มีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ มันหมูจากหมูสามชั้นเมื่อผัดออกมาแล้วไม่มีความเลี่ยนเลยแม้แต่น้อย กลับกัน มันทั้งเหนียวทั้งกรอบ ส่งกลิ่นหอมเป็นที่สุด

ลู่ชิงจิ่วลองชิมเต้าฮวยดูนิดหนึ่ง รู้สึกประสบความสำเร็จในการทำเป็นอย่างมาก นุ่มแต่ได้รูปทรง เหยาะเครื่องปรุงสูตรพิเศษที่เตรียมมาแล้วเข้ากันได้เป็นอย่างดีเมื่อกินพร้อมข้าว ลู่ชิงจิ่วสามารถกินชามใหญ่คนเดียวได้หมด

เขากินข้าวไปได้สองจานก็รู้สึกอิ่ม อิ่นสวินก็กินในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน ทว่าไป๋เยวี่ยหูกลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดกิน และที่น่าประหลาดใจที่สุดคือกิริยาท่าทางสง่างามขณะกินอาหารของอีกฝ่าย เหมือนไม่ได้กำลังกินอาหารทำเองที่บ้าน แต่เป็นอาหารต่างชาติที่ถูกปรุงมาอย่างประณีต

อิ่นสวินลูบพุงตัวเองพลางพูด “ฉันอิ่มแล้ว”

“ฉันก็อิ่มเหมือนกัน” ลู่ชิงจิ่วบอก “เยวี่ยหู เดี๋ยวนายล้างจานนะ”

ไป๋เยวี่ยหูได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับอย่างเป็นธรรมชาติ คล้ายกับได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวใหญ่นี้แล้ว

ลู่ชิงจิ่วไม่ได้รู้สึกว่าการให้เขาล้างจานจะไม่ถูกไม่ควรตรงไหน แม้จะไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้อยากอยู่ที่นี่ แต่ในเมื่อเข้ามาอยู่แล้ว เขาก็จำเป็นต้องคุ้นชินกับเรื่องพวกนี้

เมื่ออิ่นสวินกินอิ่มแล้ว ก็ลุกขึ้นเตรียมกลับ บอกว่าจะกลับบ้านไปนอนสักงีบ

ส่วนไป๋เยวี่ยหูก็เก็บจานชามและตะเกียบพร้อมกับพับแขนเสื้อ เดินตรงไปยังห้องครัว ลู่ชิงจิ่วเองก็คิดว่าจะนอนพักสักครู่ จึงยกม้านั่งตัวหนึ่งออกไปที่ลานบ้าน ตั้งท่าจะนอนอาบแดด ดวงอาทิตย์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิร้อนน้อยกว่าในฤดูร้อนมาก แดดทะลุผ่านกลุ่มก้อนเมฆ ตกกระทบลงบนร่างกายสร้างความอบอุ่นไปทั่ว

 

ขณะที่ลู่ชิงจิ่วผู้นั่งอยู่บนม้านั่งกำลังจะผล็อยหลับ เขากลับรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างหยดลงบนใบหน้า ทำเอาชายหนุ่มตกใจตื่นขึ้นมากะทันหัน ไม่รู้ว่าดวงอาทิตย์ที่สว่างจ้าหายไปตั้งแต่ตอนไหน ทิ้งไว้เพียงกลุ่มก้อนเมฆสีดำ หยาดฝนเม็ดเล็กๆ โปรยปรายจากเมฆนั้น ตกเปาะแปะลงบนแก้มของเขา

ฝนจะตกแล้วเหรอ ลู่ชิงจิ่วยกมือขึ้นลูบปลายจมูกของตน สัมผัสได้ถึงความเปียกชื้น เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินตรงเข้าบ้าน ทว่ากลับได้ยินเสียงแปลกๆ เข้า…ตึง ตึง ตึง ราวกับมีคนกำลังใช้หินหนักๆ ทุบสิ่งของบางอย่าง ของสิ่งนั้นน่าจะเป็นเนื้อบางชนิด เพราะลู่ชิงจิ่วได้ยินเสียงเหนียวหนืดของเนื้อหลังจากถูกทุบได้อย่างชัดเจน

ลู่ชิงจิ่วขยับก้าวเท้าช้าๆ อ้อมไปทางมุมผนัง มองเห็นลานด้านหลังปกคลุมด้วยกลุ่มหมอกท่ามกลางสายฝน ชายคนหนึ่งยืนหันหลังมาทางเขา ในมือถือหินก้อนใหญ่ที่มีคราบเลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นอยู่บนนั้น อีกฝ่ายเอี้ยวตัว ออกแรงทุบสิ่งที่อยู่ตรงหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ลู่ชิงจิ่วจะยืนอยู่ห่าง แต่ก็มองเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายกำลังทุบอะไร มันคือร่างของมนุษย์ที่ถูกทำร้ายสาหัสจนเนื้อฉีกขาด ใบหน้าของคนคนนั้นเขาเห็นได้ไม่ถนัดนัก เส้นผมยาวสยายผสมปนเปกับชิ้นเนื้อที่โดนทุบ ไม่มีทางที่บุคคลนี้จะยังมีชีวิตอยู่

เมื่อเห็นภาพอันน่าสะพรึงกลัวเข้า ลู่ชิงจิ่วถึงกับหยุดหายใจไปชั่วขณะ ก่อนตะโกนสุดเสียง “นายทำอะไรน่ะ!”

การกระทำของชายคนนั้นหยุดชะงัก เห็นได้ชัดว่าเขาได้ยินเสียงตะโกนของลู่ชิงจิ่ว เขาค่อยๆ หันมา ลู่ชิงจิ่วจึงมองเห็นใบหน้าของชายหนุ่ม นั่นมันแทบไม่ใช่ใบหน้าของมนุษย์ด้วยซ้ำ ด้านบนปกคลุมด้วยกลุ่มผมหนาสีดำ มองเห็นอวัยวะทั้งห้าบนใบหน้าได้แค่เลือนราง พอชายหนุ่มมองเห็นลู่ชิงจิ่วก็ส่งเสียงร้องคำรามโหยหวน ก่อนผมสีดำจะยาวขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายร่างที่ชโลมไปด้วยเลือดของชายหนุ่มก็ถูกผมห่อทั้งร่าง

ตุ๊บ! มีเสียงของหนักหล่นลงน้ำดังขึ้น เหมือนเป็นเสียงเรียกสติลู่ชิงจิ่ว ปลุกเขาจากภวังค์ในชั่วพริบตา เขาพบว่าตัวเองยังคงนอนอยู่บนม้านั่งตัวยาว โดยมีไป๋เยวี่ยหูที่ล้างจานเสร็จเรียบร้อยยืนอยู่ข้างกาย ชายหนุ่มมองมาที่เขาด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก

“เหมือนฉันจะฝันแหละ” ลู่ชิงจิ่วพึมพำ

“ใช่” ไป๋เยวี่ยหูตอบ “นายฝัน”

ลู่ชิงจิ่วเอ่ย “ฝันว่ามีคนตายที่บ่อน้ำในลานหลังบ้าน”

ไป๋เยวี่ยหูมองเขาโดยไม่พูดอะไร

ลู่ชิงจิ่วถาม “มีคนตายจริงๆ หรือเปล่า”

ไป๋เยวี่ยหูนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง ไม่ตอบแต่ถามกลับ “งั้นนายกลับมาที่นี่เพื่ออะไรล่ะ”

ลู่ชิงจิ่วขมวดคิ้ว “ฉันแค่รู้สึกว่าอยู่ในเมืองใหญ่มันเหนื่อยมาก เลยอยากกลับมา”

ไป๋เยวี่ยหูถาม “แค่นี้น่ะเหรอ”

ลู่ชิงจิ่วเงียบ ที่จริงแล้วเขาไม่อยากเอ่ยถึงสาเหตุที่กลับมาที่นี่ เพราะมันเหลือเชื่อเกินไป เหลือเชื่อจนหากพูดออกไปคงเป็นแค่มุกตลก

ลู่ชิงจิ่วไม่พูด ไป๋เยวี่ยหูก็ไม่ถาม เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า เอ่ยแค่ว่าฝนใกล้จะตกแล้ว ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านไป

ลู่ชิงจิ่วมองไปรอบๆ ลานบ้าน พลันรู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาถึงกระดูก

เขาลุกขึ้นยืน เดินไปยังตำแหน่งของลานหลังบ้าน เห็นแต่บ่อน้ำสีดำตั้งตระหง่านในลานกว้าง ลู่ชิงจิ่วมองเห็นดังนั้นก็พยักหน้ากับตัวเองแล้วเดินกลับเข้าบ้านไป

เป็นไปตามที่ไป๋เยวี่ยหูบอก เพียงครู่เดียวก็มีเม็ดฝนโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า

ฝนในฤดูใบไม้ผลิมีค่าดั่งน้ำมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเกษตรกร ลู่ชิงจิ่วมองเม็ดฝนชโลมอาบสิ่งของต่างๆ รู้สึกเหมือนตัวเองได้บรรลุธรรมบางอย่าง

แต่ไป๋เยวี่ยหูที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เขาเอื้อมมือมาหาลู่ชิงจิ่วพลางบอกว่า “ส่งเมล็ดแตงโมให้ฉันหน่อย”

ลู่ชิงจิ่วส่งเสียงรับ แบ่งเมล็ดแตงโมให้ไป๋เยวี่ยหูครึ่งหนึ่ง

ไป๋เยวี่ยหูถาม “ลานที่นายเพิ่งเห็นน่ะ นายคิดว่ายังไงบ้าง”

ลู่ชิงจิ่วตอบ “ยังไม่ถึงเวลา”

ไป๋เยวี่ยหูหรี่ตา “นายจะรอจนถึงเมื่อไหร่”

ลู่ชิงจิ่ว “ฤดูร้อน!”

ไป๋เยวี่ยหู “รอถึงฤดูร้อนแล้วยังไง” เขาอยากจะบอกเหลือเกินว่าไม่ว่าจะฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อน สิ่งที่อยู่ในบ่อน้ำมันก็ออกมาได้ทั้งนั้น ได้แต่ฟังลู่ชิงจิ่วถอนหายใจยาวๆ “นายไม่เข้าใจหรือไง ต้องฤดูร้อนถึงจะปลูกแตงโม องุ่น หรืออะไรพวกนั้นได้ ลานนั่นเล็กเกินไป ปลูกได้แค่พวกพืชไม้เถาวัลย์”

ไป๋เยวี่ยหู “…นายคิดแค่เรื่องปรับปรุงลานบ้านงั้นเหรอ”

ลู่ชิงจิ่วงุนงง “ไม่งั้นจะอะไรล่ะ”

ไป๋เยวี่ยหู “…” ชายหนุ่มกินเมล็ดแตงโมต่อไปเงียบๆ

ลู่ชิงจิ่วลูบใต้คาง กวาดเปลือกเมล็ดแตงโมลงถังขยะที่อยู่ด้านข้าง ก่อนถอนหายใจ “ฉันล้อเล่นน่า ก็ต้องแจ้งความก่อนมั้ย ต้องมีอะไรอยู่ในบ่อน้ำนั่นแน่ๆ”

ไป๋เยวี่ยหูตอบ “อื้ม”

ทั้งสองคนเงียบกันไปพักหนึ่ง ลู่ชิงจิ่วรวบรวมความกล้าแล้วหันไปหาไป๋เยวี่ยหู “ฉันมีอีกคำถาม…”

“ฉันคือจิ้งจอก” ไม่รอให้ลู่ชิงจิ่วได้เอ่ยคำถาม ไป๋เยวี่ยหูก็พูดขึ้นอย่างจริงจัง “ปีศาจที่มนุษย์อย่างพวกนายชื่นชอบมากที่สุดยังไงล่ะ!”

ลู่ชิงจิ่ว “…” ยังไม่ทันได้ถามเลยนะ

ไม่รู้ว่าสีหน้าท่าทางของลู่ชิงจิ่วทำให้ไป๋เยวี่ยหูเข้าใจอะไรผิด เขาปัดกายแล้วลุกขึ้นยืนหันหลังให้ลู่ชิงจิ่ว “ฉันคือจิ้งจอกจริงๆ” จบประโยค หางขนาดใหญ่ที่มีขนปุกปุยหลายหางก็โผล่ออกมาจากใต้เสื้อผ้าของไป๋เยวี่ยหู

ขนบนหางเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ทั้งนุ่มทั้งละมุน มองดูแล้วน่าสัมผัสมาก ลู่ชิงจิ่วรู้สึกคันไม้คันมือ แต่ไม่กล้ายื่นออกไปจับ ได้แต่พูดว่า “อ่า ฉันรู้แล้ว”

และไม่รู้ว่าลู่ชิงจิ่วรู้สึกไปเองหรือเปล่า พอเขาพูดประโยคนี้จบ ไป๋เยวี่ยหูดูผ่อนคลายลงมาก ราวกับได้ปลดปล่อยอะไรสักอย่าง

ทำไมจิ้งจอกตัวนี้ถึงเปิดเผยตัวตนออกมาโต้งๆ ขนาดนี้ ไม่กลัวว่าจะทำเขาตกใจหรือไง ขณะที่ลู่ชิงจิ่วรู้สึกอ้างว้างและประหลาดใจในเวลาเดียวกัน เขาก็คิดอยู่ตลอดว่าลักษณะท่าทางของไป๋เยวี่ยหูค่อนข้างแปลก เหมือนกับ…กลัวว่าเขาจะไม่เชื่อว่าชายหนุ่มเป็นปีศาจจิ้งจอกอย่างไรอย่างนั้น

อ่า แต่เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องแกล้งทำว่าตัวเองเป็นปีศาจจิ้งจอกนี่นะ ลู่ชิงจิ่วอธิบายกับตัวเอง

บางทีสายตากระหายอยากของลู่ชิงจิ่วที่มองหางสีขาวปุกปุยอาจจะชัดเจนเกินไป ไป๋เยวี่ยหูเลยขมวดคิ้วเหลือบมองลู่ชิงจิ่ว ก่อนจะพูดว่า “จับดูได้”

ลู่ชิงจิ่วส่งเสียงอือ แต่ไม่ได้มีปฏิกิริยาใดๆ

“ลองจับได้” ไป๋เยวี่ยหูย้ำอีกรอบ หางขนปุยสีขาวเหล่านั้นสั่นไหวน้อยๆ

ลู่ชิงจิ่วได้ยินประโยคนี้ก็ส่งมือออกไปวางบนหางทันที หลังจากที่สัมผัสหางปุกปุยนั่นแล้ว เขาถึงกับได้ยินเสียงร้องยินดีปรีดาจากจิตวิญญาณของตนเองเลยด้วยซ้ำ หางใหญ่นั่นมีขนปุยและเป็นประกาย ให้สัมผัสเหมือนเส้นไหมนุ่มๆ…ลู่ชิงจิ่วใช้มือบีบแน่นๆ สักพักถึงลดมือกลับอย่างหักห้ามใจ “ขอบคุณครับพี่ไป๋” นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้จับหางปีศาจจิ้งจอก และอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายด้วยเช่นกัน

ไป๋เยวี่ยหูเห็นใบหน้าเปี่ยมสุขของลู่ชิงจิ่วแล้วก็พยักหน้า ก่อนจะลุกเดินกลับเข้าห้องไป

แต่ลู่ชิงจิ่วกลับไม่ขยับ ความจริงแล้วเขาเคยเจอสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดเกินต้านทานมาแล้วหลายประเภท

นานวันเข้า เขาก็ค่อยๆ คุ้นชินกับมัน หากเปลี่ยนเป็นคนธรรมดา มาเจอไป๋เยวี่ยหูที่พอมาถึงก็เปิดเผยตัวตนซะขนาดนี้ เกรงว่าคงตกใจจนเกือบตาย

แต่ถ้าพูดตามความเป็นจริง ปีศาจที่มีร่างคนและดูสุขุมอย่างไป๋เยวี่ยหู ลู่ชิงจิ่วเพิ่งจะเคยเจอเป็นครั้งแรก ที่เขาเคยเจอเมื่อก่อนนั้น ส่วนใหญ่เป็นพวกขาดสติสัมปชัญญะ ยกตัวอย่างเช่น ที่บริเวณทางเข้าบริษัทมีต้นไม้ใหญ่ที่สามารถเอ่ยทวนคำซุบซิบนินทาของคนได้…

หลังจากความฝันเมื่อครู่ ตอนนี้ลู่ชิงจิ่วมั่นใจว่าในลานหลังบ้านของตนต้องมีสิ่งของสกปรกอยู่แน่ๆ เขายกมือถือโทรหาตำรวจ

แน่นอนว่าเขาไม่ได้พูดถึงความฝันของตัวเอง แค่บอกว่าเหมือนจะมีอะไรบางอย่างอยู่ในบ่อน้ำ สงสัยว่ามีใครไม่ทันระวัง ตกลงไปในนั้นหรือเปล่า

ตำรวจได้ยินดังนั้นก็บอกว่าจะรีบมาตรวจสอบ ให้ลู่ชิงจิ่วดูแลสถานที่เกิดเหตุให้ดี หมู่บ้านนี้ไม่มีตำรวจ เขาต้องขับรถมาจากในเมือง กว่าจะมาถึงที่นี่ ท้องฟ้าก็น่าจะเปลี่ยนเป็นสีดำแล้ว

ลู่ชิงจิ่วเข้าครัวไปเตรียมแป้ง ตอกไข่หลายฟองทำแพนเค้ก และต้มโจ๊กมันหวานอีกหนึ่งหม้อ กับแตงกวาสองลูก เป็นการเตรียมอาหารเย็นอย่างง่าย

ทั้งสามคนนั่งรับประทานอาหารเย็นข้างบ่อน้ำ อิ่นสวินรู้สึกสับสน จึงเอ่ยขึ้นว่า “นี่พวกนายทำอะไรกันน่ะ ทำไมต้องเฝ้าปากบ่อด้วย ในบ่อนั่นมีอะไรน่าสนใจเรอะ”

ลู่ชิงจิ่ว “มีผี”

อิ่นสวินกัดแผ่นแป้ง พูดเสียงอู้อี้ “ถ้ามีผี นายก็แจ้งความไม่ได้มั้ย พวกนายได้คิดจุดนี้หรือเปล่า”

ลู่ชิงจิ่วตอบ “มีผีก็ต้องมีสาเหตุสิ ศพของผีนั่นอาจจะอยู่ในบ่อน้ำก็ได้”

อิ่นสวิน “…” เขารู้สึกเหมือนแผ่นแป้งในปากมีรสชาติอื่นเจือปน…เขาจึงวางแผ่นแป้งในมือลงเงียบๆ

ใกล้จะสี่ทุ่ม เสียงไซเรนรถตำรวจดังมาจากทางเข้าหมู่บ้าน เสียงไซเรนดังมาตลอดทางจนถึงประตูบ้านลู่ชิงจิ่ว ตำรวจสองนายลงมาจากรถ

“คุณคือคนที่แจ้งความหรือเปล่า” ตำรวจหนุ่มเอ่ยขึ้นหลังเคาะประตูบ้าน

“ใช่ครับ” ลู่ชิงจิ่วตอบ

“คุณแจ้งว่ามีคนตกลงไปในบ่อน้ำบ้านคุณ?” ตำรวจถาม “คุณแน่ใจมั้ย”

“ผมแจ้งความเพราะว่าไม่แน่ใจครับ” ลู่ชิงจิ่วบอก “ผมได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรตกลงไปในบ่อ”

ตำรวจสองนายสบตากัน คนที่ดูมีอายุกว่าเอ่ยขึ้น “พาผมไปดูก่อนละกัน”

พวกเขาจึงพากันกลับเข้าไปที่ลานหลังบ้าน นายตำรวจหนุ่มใช้ไฟฉายส่องไปยังด้านในบ่อน้ำ เขาขมวดคิ้ว พึมพำกับตัวเอง “เหมือนมีอะไรลอยอยู่ในนี้จริงๆ”

นายตำรวจที่อายุมากกว่าไม่ได้ตอบ เมื่อมองสำรวจอย่างละเอียดแล้ว เขาก็คว้าเชือกออกมาจากกระเป๋า บนเชือกนั้นมีตะขออยู่หนึ่งอัน เขาโยนเชือกลงไปในบ่อ จากนั้นก็ออกแรงแกว่งเชือกในน้ำ “เกี่ยวได้แล้ว”

“ดึงขึ้นมาได้มั้ยครับ” ตำรวจหนุ่มถาม

“เดี๋ยวลองดู” นายตำรวจอาวุโสพยายามใช้แรง ทว่าดูเหมือนสิ่งที่อยู่ในน้ำจะมีน้ำหนักมากเกินไป ไม่มีทางที่จะเกี่ยวขึ้นมาได้ เขาส่ายศีรษะ ท่าทางดูเคร่งขรึมขึ้นมา “ไม่ได้ มันหนักมาก”

“คงไม่ใช่คนจริงๆ หรอกนะครับ” ตำรวจหนุ่มเริ่มจะกังวล

“ฉันจะโทรไปที่สถานี ให้พวกเขาส่งคนกับเครื่องมือมาช่วยยืนยัน” ท่าทีของนายตำรวจที่เหลือบมองลู่ชิงจิ่วดูแฝงนัย เขาเอ่ย “อาจจะเป็นคนจริงๆ”

เจอสายตาระแวงสงสัยจากนายตำรวจเข้า ลู่ชิงจิ่วจึงคิดในใจว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมองเขา เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลยสักนิด แน่ล่ะ ต่อให้เขาพูดอะไร ตำรวจก็คงไม่เชื่อ แม้ว่าเขาจะเป็นคนโทรแจ้งความว่ามีคนตกลงไปในบ่อน้ำก็ตาม

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

ติดตามบทต่อไป ได้ในวันที่ 12 .. 65

 

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดสามีของกุลสตรีอันดับหนึ่ง บทที่ 1-บทที่ 2

บทที่ 1 ปีที่ยี่สิบสองในการครองราชย์ของฮ่องเต้เจี้ยนอู่ ปีใหม่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ข้างนอกยังหนาวอยู่มาก ฤดูหนาวนี้ยาวนานและ...

ดุจรักดั่งห้วงดาราพร่างพราย

ทดลองอ่าน ดุจรักดั่งห้วงดาราพร่างพราย เล่ม 1 บทที่ 5

บทที่ 5 โดยมากความกลัวของมนุษย์เกิดจากความไม่รู้ ก่อนหน้านี้สาเหตุเกินครึ่งที่อวี๋ไฉ่หลิงวิตกกับผลได้ผลเสียจนอมทุกข์ ก็เ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดสามีของกุลสตรีอันดับหนึ่ง บทที่ 3-บทที่ 4

บทที่ 3 ภายในโถงหลัก เรือนส่วนหน้า สาวใช้ก้มหน้ายกน้ำชาเดินเข้ามา ท่านหญิงชิ่งฝูปั้นหน้าเครียด อดทนอยู่นาน แล้วพูดว่า "ฮ...

jamsai.com