Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน Fantasy Farm ฟาร์มมหัศจรรย์พรรค์นี้ก็มีด้วย? เล่ม 3 บทที่ 63-64 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่าน เรื่อง Fantasy Farm ฟาร์มมหัศจรรย์พรรค์นี้ก็มีด้วย? เล่ม 3

ผู้เขียน : ซีจื่อซวี่ (西子绪)

แปลโดย : ธันวาตุลาคม

ผลงานเรื่อง : 幻想农场 (Huan Xiang Nong Chang)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

Trigger Warning

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

การบังคับหรือโน้มน้าวให้ทำบางอย่างโดยไม่เต็มใจ มีการบรรยายเกี่ยวกับการตายของสัตว์

มีการกล่าวถึงการทารุณกรรมเด็ก ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

  

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

  

บทที่ 63 ของขวัญวันเกิด

 

วันเกิดของลู่ชิงจิ่วคือเดือนมีนาคมในช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิ เมื่อทุกสิ่งกลับมาคึกคักดังเดิม โลกทั้งใบก็เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา ลู่ชิงจิ่วชอบฤดูใบไม้ผลิที่วุ่นวาย ชอบแสงแดดอันอบอุ่น ชอบลำธารที่กำลังละลาย ชอบกลิ่นหอมของพืชพรรณในทุ่งหญ้า ตอนที่คุณยายยังอยู่ เมื่อต้องฉลองวันเกิดให้ลู่ชิงจิ่ว เธอมักจะทำบะหมี่ไก่สูตรพิเศษให้กับลู่ชิงจิ่ว ฐานะครอบครัวพวกเขาไม่ค่อยดีและไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อเค้ก สำหรับลู่ชิงจิ่วบะหมี่ชามนั้นทำให้เขาพอใจมากแล้ว ในบะหมี่ไก่มักจะหั่นไข่แดงสามชิ้นใส่ไว้ด้วย ซึ่งลู่ชิงจิ่วกินหมดในสองคำ

ต่อมาเมื่อลู่ชิงจิ่วออกจากหมู่บ้านสุ่ยฝู่ เขาก็ไม่ได้ชิมรสฝีมือของคุณยายเป็นเวลานาน ชายหนุ่มจำได้ว่าตอนนั้นพ่อแม่ต้องการรับคุณยายออกไปด้วยกัน แต่ไม่ว่าอย่างไรคุณยายก็ไม่ยินยอม เธอยืนกรานที่จะอาศัยในหมู่บ้านอันห่างไกลแห่งนี้ ราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง

เช้าตรู่ของวันที่สามสิบ ลู่ชิงจิ่วตื่นนอนลุกขึ้นจากเตียง สิ่งแรกที่เขาทำหลังจากลืมตาก็คือหยิบกล่องไม้ที่วางอยู่ข้างเตียง

บนกล่องไม้มีตัวล็อกแบบตัวอักษรห้อยอยู่ ตัวอักษรบนตัวล็อกนี้จะเปลี่ยนไปทุกวัน วันนี้ลู่ชิงจิ่วตรวจสอบตัวล็อกตามปกติ ทว่าหลังจากเห็นข้อความบนตัวล็อกชัดๆ เขาก็ต้องแสดงสีหน้าประหลาดใจ

เขาเห็นตัวอักษรที่คุ้นเคยสามตัวจากตัวอักษรบนตัวล็อก มันคือลู่ ชิง จิ่ว ซึ่งเป็นชื่อของเขา ลู่ชิงจิ่วนึกถึงสิ่งที่ภิกษุเสวียนอวี้เคยพูดกับเขาได้ทันที ก่อนที่คุณยายจะเสียชีวิต เธอเก็บของขวัญชิ้นหนึ่งเอาไว้ และของขวัญนั้นน่าจะเป็นกล่องไม้ที่อยู่ตรงหน้าเขา

มือของลู่ชิงจิ่วสั่นเล็กน้อย เขาค่อยๆ บิดตัวล็อก ขยับตัวอักษรทั้งสามของลู่ชิงจิ่วให้อยู่ในแถวเดียวกัน ทันทีที่บิดตัวอักษรทั้งสามเรียบร้อย กล่องไม้ก็ส่งเสียงดังคลิก แล้วตัวล็อกอันแน่นหนาก็เปิดออก

ลู่ชิงจิ่วกลั้นหายใจด้วยความประหม่า เขาค่อยๆ คลายตัวล็อกแบบข้อความ จากนั้นจึงเปิดกล่องไม้มองสิ่งที่อยู่ภายใน

มันคือสมุดบันทึกเล่มหนาที่ดูค่อนข้างเก่าเล่มหนึ่ง

ลู่ชิงจิ่วยื่นมือออกมาหยิบสมุดบันทึก แต่กลับเห็นวัตถุสีดำชิ้นหนึ่งหลุดออกมาจากข้างในสมุด เขาชะงักก่อนจะหยิบมันขึ้นมา เมื่อของสิ่งนั้นอยู่ในมือ เขาก็พบว่าที่จริงแล้วมันคือเกล็ดสีดำชิ้นหนึ่งซึ่งมีส่วนคล้ายกับเกล็ดที่เขาเก็บมาเมื่อคืนนี้ หากแต่เกล็ดนี้เต็มไปด้วยร่องรอยขีดข่วน คล้ายกับเจ้าของเกล็ดนั้นได้รับบาดเจ็บสาหัส

ลู่ชิงจิ่วรู้สึกสับสนเล็กน้อย การคาดเดาครั้งก่อนของเขาได้รับการยืนยัน ดูเหมือนคุณยายของเขาจะรู้เรื่องเกี่ยวกับอมนุษย์จริงๆ ไม่เพียงแค่รู้เรื่อง แต่ยังคบค้าสมาคมกับพวกเขาด้วย ส่วนเกล็ดสีดำชิ้นนี้เป็นของไป๋เยวี่ยหูงั้นเหรอ หรือของเผ่าพันธุ์เดียวกันกับเขาล่ะ แล้วเผ่าพันธุ์ของไป๋เยวี่ยหูคือเผ่าอะไรกันแน่ มังกรใช่มั้ย อย่างไรก็ตามมังกรมีหลายประเภท แม้แต่ในคัมภีร์ซานไห่จิงก็มีอยู่ไม่น้อย…

ลู่ชิงจิ่วลังเล นำเกล็ดนี้ใส่ลงในกระเป๋าก่อนเปิดดูสมุดบันทึกที่อยู่ในมือ

สมุดบันทึกถูกเก็บไว้นานเกินไป กระดาษจึงกลายเป็นสีเหลืองเก่า หากแต่ตัวอักษรสวยงามบนนั้นยังคงเด่นชัด นี่คือลายมือคุณยายของลู่ชิงจิ่ว

พลิกหน้าแรกของสมุดบันทึก มีคำไม่กี่คำเขียนอยู่

 

‘มีน้ำในหมู่บ้านสุ่ยฝู่’

 

ลู่ชิงจิ่วขมวดคิ้วด้วยความฉงน ความจริงแล้วเขารู้สึกแปลกๆ กับชื่อของหมู่บ้าน เพราะส่วนใหญ่ชื่อของหมู่บ้านล้วนถูกกำหนดตามลักษณะบางประการของท้องถิ่น ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือถ้ามีคนนามสกุลหลี่หลายคน หมู่บ้านนี้ก็จะถูกเรียกว่าหมู่บ้านหลี่ แต่หมู่บ้านสุ่ยฝู่มีลำธารเพียงแห่งเดียวที่ไม่มีแม้กระทั่งปลา แล้วทำไมถึงเรียกว่าสุ่ยฝู่กัน

หลังจากพลิกอ่านไปไม่กี่หน้า ในที่สุดลู่ชิงจิ่วก็ยืนยันได้ว่าสมุดบันทึกตรงหน้านี้น่าจะเป็นสมุดบันทึกของคุณยาย แต่สมุดบันทึกเล่มนี้ค่อนข้างยุ่งเหยิงและไม่ระบุเวลาที่แน่นอน ราวกับจดบันทึกเมื่อนึกขึ้นได้ ทว่าเมื่อพิจารณาจากคำอธิบายคร่าวๆ ในสมุดบันทึก เลยรู้ว่ามันถูกใช้ขีดเขียนตั้งแต่สมัยคุณยายยังสาวจนถึงตอนที่คุณยายลาโลกไปแล้ว คุณยายเก็บไว้ข้างกายตลอด

‘ฉันชอบที่นี่มาก ผู้เช่าบ้านก็ค่อนข้างน่าสนใจมาก แถมยังดูดีเลยทีเดียว ฮ่าๆ ฉันว่าเขาดูดีกว่าฉันมากเลยนะ’ คุณยายเขียนต่อ ‘เพียงแต่ว่ากินเยอะไปหน่อยและรู้สึกจะเลี้ยงไม่ค่อยไหว’

ลู่ชิงจิ่วชะงักค้าง เขารู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่สู้ดี

ไม่นาน เมื่อเขาเปิดหน้ากระดาษไปเรื่อยๆ ลางสังหรณ์ที่ไม่ดีของเขาก็เป็นจริง เนื้อหาในสมุดบันทึกบอกลู่ชิงจิ่วว่าคุณยายเหมือนจะพบเจอสิ่งเดียวกัน เธอได้พบกับผู้เช่าที่แสนงดงามและกินอาหารเก่งมาก แต่อารมณ์ของเขาแตกต่างจากไป๋เยวี่ยหูลิบลับ ทั้งอ่อนโยนและมีน้ำใจ อบอุ่นเหมือนดวงอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิ

‘ฉันชอบฤดูใบไม้ผลิจริงๆ’ ตอนนั้นเธอยังเยาว์วัย ไม่นานก็ตกหลุมรัก ‘เช่นเดียวกับเขา วันนี้อาหารกลางวันที่เขาทำอร่อยมาก ฉันถามเขาว่าเขาจะทำให้ฉันกินตลอดไปเลยได้มั้ย เขายิ้มและพยักหน้า’

เมื่อเห็นตัวอักษรที่แสนอบอุ่นนี้ ภายในใจลู่ชิงจิ่วกลับรู้สึกอึดอัดขึ้นมา เพราะในความทรงจำเขาไม่เคยเห็นตาเลย แม้แต่ชื่อตาก็เป็นเรื่องต้องห้ามในครอบครัวเช่นกัน ตอนที่ยังเด็กเขาเคยถามคุณยาย แต่คุณยายกลับบอกไม่ให้ถามอีก

‘เธอไม่มีคุณตา’ คุณยายพูด ‘จิ่วเอ๋อร์ผู้น่ารัก อย่าถามอะไรอีกเลยนะ’

ตั้งแต่นั้นมาลู่ชิงจิ่วก็ไม่เคยถามอีกเลย

ลู่ชิงจิ่วอ่านต่อไปและพบว่าด้านหลังของสมุดบันทึกถูกฉีกออกไปเสียส่วนใหญ่ ดูออกเลยว่าคุณยายมีอารมณ์คุกรุ่นอย่างมากตอนที่เธอฉีกส่วนนั้น เพราะเธอแทบจะฉีกสมุดบันทึกออกเป็นครึ่งเล่ม

‘ฉันรู้แล้ว’ คุณยายเขียนไว้ข้างหลังว่า ‘ฉันเต็มใจที่จะเลือกแบบนี้ เพราะอย่างน้อยฉันก็มีเขา แค่มีเขาก็เพียงพอแล้ว เดิมทีพวกเขาต้องการให้ฉันกลับมาเพราะว่าสิ่งนี้ ตระกูลลู่เหลือแค่ฉัน ฉันคนเดียว นี่คือความรับผิดชอบของฉัน’

ลู่ชิงจิ่วไม่เข้าใจความหมายของความรับผิดชอบนี้ แต่ในใจของเขาเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ เขารู้สึกว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับคุณยาย

หลังจากนั้นสมุดบันทึกก็ว่างเปล่าไปหลายหน้า ดูเหมือนว่าคุณยายจะเลิกสนใจการจดบันทึกแล้ว มีคำบางคำที่ทำให้ลู่ชิงจิ่วไม่สบายใจเป็นพิเศษ

 

‘เขาเปลี่ยนไป เป็นแบบนี้ได้ยังไง’

‘ทำไมเป็นอย่างนี้ ฉันไม่เข้าใจ’

‘พวกเขาส่งผู้เช่าบ้านรายใหม่มา แต่ฉันยอมรับไม่ได้’

‘ทำไมล่ะ ทำไม…ทำไม ทำไม ฉันไม่อยากยอมแพ้ ฉันไม่ต้องการที่จะยอมแพ้’

‘ฉันท้อง’

‘ทุกอย่างจบลงแล้ว’

 

ลู่ชิงจิ่วถือสมุดบันทึกไว้แน่น เธอตั้งครรภ์โดยที่ไม่ได้แต่งงาน ในอดีตมันเป็นอาชญากรรมร้ายแรง แต่โชคดีที่ครอบครัวลู่มีสถานะสูงในหมู่บ้านสุ่ยฝู่ ดังนั้นเธอจึงไม่ถูกขับไล่ออกไป แต่ไม่สามารถไปในสถานที่หรืองานที่เป็นทางการได้ บางครั้งก็ต้องเผชิญกับสายตาของชาวบ้าน หลังจากที่มารดาของลู่ชิงจิ่วเกิด คุณยายจึงส่งเธอออกจากหมู่บ้านสุ่ยฝู่ให้เธอได้ไปใช้ชีวิตและเติบโตข้างนอก ต่อมาพ่อแม่ของเขายุ่งกับงานจนไม่สามารถดูแลลู่ชิงจิ่วตัวน้อยได้ เขาจึงถูกส่งตัวไปหาคุณยายและใช้ชีวิตในวัยเด็กกับหญิงชราใจดีคนนี้

ตกลงเกิดอะไรขึ้นระหว่างคุณยายและผู้เช่าอันเป็นที่รักของเธอ ที่เธอบอกว่าเปลี่ยนไปหมายความว่ายังไง ลู่ชิงจิ่วรู้สึกราวกับว่าเขากำลังยืนอยู่หน้าปากหลุมสีดำ ถ้าก้าวไปข้างหน้า เขาก็จะตกลงไปในนั้น สติด้านเหตุผลของเขาบอกตัวเองว่าควรหยุด แต่ความอยากรู้อยากเห็นผลักดันให้เขาอ่านต่อ

ลู่ชิงจิ่วเปิดสมุดบันทึกไปที่สองสามหน้าสุดท้ายและเห็นย่อหน้าที่คุณยายทิ้งไว้ให้

 

‘ชิงจิ่ว เมื่อหลานได้อ่านสมุดบันทึกเล่มนี้ ยายก็คงจะจากไปแล้ว ยายอยากจะขอโทษหลาน การตายของพ่อแม่หลานมันไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่มีคนฆ่าพวกเขา เพียงแต่ว่าฆาตกรก็ถูกลงโทษตามสมควรแล้วแม้ไม่ใช่โดยสมัครใจ ได้โปรดอย่าโทษเขาเลย หมู่บ้านสุ่ยฝู่มีความลับมากมาย ยายไม่รู้ว่าหลานรู้มากน้อยแค่ไหนแล้ว แต่ถ้าเป็นไปได้ ยายก็ไม่อยากให้หลานรู้มากเกินไป’

 

ลู่ชิงจิ่วมองตัวอักษร รู้สึกว่าร่างกายตนเองเริ่มเย็นลงทุกที

 

‘ตระกูลลู่ของเรามีสายเลือดพิเศษ เราเกิดมาเพื่อเป็นผู้ปกครองหมู่บ้านสุ่ยฝู่ เพียงแต่สายเลือดของตระกูลลู่นั้นบอบบางและไม่รู้ว่าจะถูกตัดขาดเมื่อไร ยายดีใจมากที่หลานออกไปจากหมู่บ้านสุ่ยฝู่และหวังว่าหลานจะไม่กลับมาอีก ปล่อยให้ทุกอย่างสิ้นสุดลงซะ แต่ยายยังคงกังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังยายจากไปแล้ว หลานจะสับสนมั้ยหากกลับมาที่นี่ ดังนั้นยายจึงฝากสมุดบันทึกเล่มนี้ไว้ หวังว่าหลานจะไม่ต้องเปิดมัน และไม่เห็นมัน‘

 

แต่เห็นได้ชัดว่าคำอธิษฐานของคุณยายไม่เป็นผล โชคชะตานำพาให้ลู่ชิงจิ่วกลับมายังหมู่บ้านที่ห่างไกลแห่งนี้

ลู่ชิงจิ่วสำลักในคอและอ่านต่อไป

 

‘แต่ถ้าหลานเห็นมันก็อาจจะไม่ใช่เรื่องเลวร้าย หลานมีทางเดินของตัวเอง ยายจะตัดสินใจแทนหลานไม่ได้ สุ่ยฝู่เป็นสถานที่ที่พิเศษมาก นอกจากจะเชื่อมต่อโลกทั้งสองเข้าด้วยกันแล้ว ตระกูลลู่เองก็รักษาที่แห่งนี้ไว้เป็นพันๆ ปี เราไม่ได้เฝ้าหมู่บ้านแต่เป็นผู้คน ชิงจิ่ว หลานเจอผู้เช่ารายใหม่แล้วใช่มั้ย เขาคือคนที่หลานต้องปกป้อง ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ หมู่บ้านสุ่ยฝู่ก็จะสามารถคงอยู่ต่อไปได้ หากเขาตายหรือเกิดอุบัติเหตุใดๆ จะมีผลร้ายแรงตามมา หลานห้ามมีความรู้สึกต่อผู้เช่าเด็ดขาด มันเป็นเรื่องผิดมหันต์ มันมีราคาที่ตระกูลลู่ต้องจ่ายอย่างหนักสำหรับสิ่งนี้’

 

ลู่ชิงจิ่วครุ่นคิด คุณยายของเขาจะรู้สึกอย่างไรตอนที่เธอเขียนข้อความเหล่านี้ เธอคิดถึงคนที่เคยรักมากใช่มั้ย แต่นี่มันขัดแย้งกันชัดๆ หากต้องการใช้แรงทั้งหมดเพื่อปกป้องคนคนหนึ่ง จะให้ไม่มีความรู้สึกต่อเขาได้ยังไงกัน มนุษย์ที่ไม่มีความรู้สึกยังนับว่าเป็นมนุษย์อยู่งั้นเหรอ นอกจากนี้เห็นได้ชัดว่าพวกเขาอ่อนแอมาก ทำไมพวกเขาถึงต้องปกป้องผู้เช่าที่มีพลังอำนาจมากด้วย เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ

เห็นได้ชัดว่าคุณยายไม่สามารถให้คำตอบที่ครบถ้วนได้เช่นกัน เธอทิ้งข้อความไว้หนึ่งประโยค ‘ชิงจิ่ว ยายรักหลาน ถ้าเจอเรื่องแย่ก็ให้ดูของที่อยู่ในกล่องใบนี้นะ’ หลังจากบรรทัดนี้บันทึกก็หยุดลงกะทันหัน

ย่อหน้าสุดท้ายถูกขีดเขียนอย่างลวกๆ สังเกตได้ว่าคนเขียนย่อหน้านี้อาการแย่ลง นี่คงเป็นคำพูดสุดท้ายของคุณยาย

ลู่ชิงจิ่วใช้นิ้วลูบกระดาษ สัมผัสได้ถึงความหยาบของมัน เขาเกือบจะเข้าใจความหมายของคุณยายแล้ว มีบางจุดที่ยังไม่เข้าใจ แต่มันก็ไม่สำคัญอีกต่อไป เขาแนบสมุดบันทึกเข้ากับหน้าอกแน่น ก่อนลุกขึ้นไปหาไป๋เยวี่ยหู

ไป๋เยวี่ยหูยังคงนอนหลับอยู่ เขานอนอยู่บนเตียงโดยที่แก้มฝังอยู่ในผ้าปูที่นอนผืนอ่อนนุ่ม ผมสีดำยาวถูกพาดสยายเหมือนผ้าไหมบนผ้าปูที่นอนสีขาว ใบหน้าของเขางดงามราวกับภาพวาด

มนุษย์เป็นสัตว์ตื้นเขิน แต่ไหนแต่ไรก็มักจะชื่นชอบร่างกายอันประณีตงดงาม

ลู่ชิงจิ่วนั่งลงข้างไป๋เยวี่ยหู การเคลื่อนไหวของเขาเป็นไปอย่างแผ่วเบา แต่ไป๋เยวี่ยหูลืมตาขึ้น นัยน์ตาฉายแววง่วงงุนและไม่ได้ระวังตัวใดๆ เขาพูดว่า “ว่าไง”

ลู่ชิงจิ่วพูด “ฉันมีอะไรจะถามนาย”

สายตาของไป๋เยวี่ยหูมองไปยังกล่องที่ลู่ชิงจิ่วถืออยู่ “นายเปิดมันแล้ว?”

ลู่ชิงจิ่วตอบ “ใช่”

ไป๋เยวี่ยหูเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นก็ถามมา”

ลู่ชิงจิ่วลังเลเล็กน้อย “นายรู้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณยายของฉัน”

ไป๋เยวี่ยหูตอบ “รู้บ้างนิดหน่อย”

ลู่ชิงจิ่วเริ่มประหม่าขึ้นมาทันที “แค่ไหน”

“เธอคือคุณยายของนาย” ไป๋เยวี่ยหูพูด “ตระกูลลู่ที่เคยปกป้องหมู่บ้านสุ่ยฝู่”

ลู่ชิงจิ่ว “อะไรอีกล่ะ”

ไป๋เยวี่ยหูตอบ “คนรักของเธอประสบภัยพิบัติและถูกคุมขัง” น้ำเสียงของเขาเบาลง แต่สิ่งที่เขาพูดทำให้ร่างกายของลู่ชิงจิ่วสั่นน้อยๆ

“นาย…นายรู้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้นกับอดีตคนรักของคุณยาย” ลู่ชิงจิ่วถามต่อ

“ไม่รู้” ไป๋เยวี่ยหูเอ่ย “เรื่องนี้ถูกเก็บเป็นความลับ ชิงจิ่ว เกิดอะไรขึ้น”

ลู่ชิงจิ่วยิ้มขมขื่น “เขากินพ่อแม่ของฉัน”

ไป๋เยวี่ยหูขมวดคิ้วเล็กน้อย “เป็นไปไม่ได้”

ลู่ชิงจิ่ว “ทำไมจะเป็นไปไม่ได้”

ไป๋เยวี่ยหู “ถ้าเขาจะกิน ก็น่าจะกินคุณยายของนายก่อน เขาจะไปกินพ่อแม่ของนายทำไม”

ลู่ชิงจิ่ว “หมายความว่ายังไง ทำไมนายถึงพูดแบบนี้” เขาไม่เข้าใจตรรกะของไป๋เยวี่ยหู

ไป๋เยวี่ยหูนั่งตัวตรงและค่อยๆ ขยับเข้าใกล้ลู่ชิงจิ่ว ในแววตาคล้ายกำลังมีดวงไฟลุกโชน ทำเอาลู่ชิงจิ่วคิดจะถอยห่าง ทว่าไป๋เยวี่ยหูคว้าแขนเขาเอาไว้และเอ่ยช้าๆ ว่า “นายกลัวอะไร”

ลำคอของลู่ชิงจิ่วขยับเล็กน้อย “ฉันแค่…ไม่เข้าใจสิ่งที่นายพูดถึง”

ไป๋เยวี่ยหูพูด “เผ่าพันธุ์ของพวกเรานอกจากการเผชิญหน้ากับศัตรูแล้ว พวกเราล้วนชื่นชอบสิ่งที่กินลงไปทั้งหมด คุณยายของนายอยู่เคียงข้างเขาในตอนนั้น ถ้าเขาจะกิน ก็น่าจะกินคุณยายของนายก่อน”

ลู่ชิงจิ่ว “…แต่ความจริงก็คือเขากินพ่อแม่ของฉัน”

ไป๋เยวี่ยหู “บางทีมันอาจจะไม่ใช่ความต้องการของเขา”

ลู่ชิงจิ่ว “พวกนายถูกบังคับได้ด้วยเหรอ”

ไป๋เยวี่ยหูตอบ “พวกเราไม่ได้ถูกบังคับ แต่อาจจะถูกทำให้มีมลทิน” เขาว่าต่อ “นอกหมู่บ้านสุ่ยฝู่ ทุกที่ล้วนถือเป็นต่างแดน”

ลู่ชิงจิ่วต้องการเป็นอิสระจากการกอบกุมของไป๋เยวี่ยหู หากแต่รู้สึกว่ามือของไป๋เยวี่ยหูนั้นราวกับเหล็กหล่อที่จับแขนของเขาแน่นจนแทบจะขยับตัวไม่ได้ ในที่สุดชายหนุ่มก็ยอมแพ้ เขาก้มศีรษะและนั่งลงข้างๆ ไป๋เยวี่ยหู ในมือถือกล่องไม้สีดำไว้แน่น “นายรู้มั้ยว่าทำไมฉันถึงอยากกลับหมู่บ้านสุ่ยฝู่”

ไป๋เยวี่ยหูสังเกตท่าทางของลู่ชิงจิ่วก่อนตอบว่า “เพราะพ่อแม่ของนาย?”

“ใช่” ลู่ชิงจิ่วเอ่ย “มีคนบอกฉันว่าพ่อแม่ไม่ได้ตายโดยบังเอิญ” เขามองไป๋เยวี่ยหู “และเขาพูดถูก”

ไป๋เยวี่ยหู “ใครบอกนาย”

ลู่ชิงจิ่วตอบ “เหล่าซู่”

ไป๋เยวี่ยหูขมวดคิ้ว

ลู่ชิงจิ่วอธิบาย “เขาบอกว่าพ่อแม่ของฉันไม่ควรตาย การตายในหมู่บ้านสุ่ยฝู่นั้นมีคนลงมือทำ ไม่ใช่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ”

ไป๋เยวี่ยหูถาม “นายเชื่อเหรอ”

“ตอนมาที่นี่ฉันก็ไม่เชื่อ แต่ตอนนี้ฉันเชื่อแล้ว” ลู่ชิงจิ่วตอบ “เขาพูดถูก พ่อแม่ของฉันไม่ได้ตายเพราะดินถล่ม แต่เพราะถูกจับกินต่างหาก”

มิน่าล่ะ อิ่นสวินเทพภูเขาถึงไม่พบศพพ่อแม่ของเขา เจอแต่สิ่งของที่ทิ้งเอาไว้ต่างหน้า เขาน่าจะรู้…นี่มันไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่พวกเขาถูกอะไรบางอย่างกินเข้าไป

ลู่ชิงจิ่วมองไป๋เยวี่ยหู นัยน์ตาเอ่อคลอด้วยน้ำตา เขานึกถึงความสิ้นหวังในสมุดบันทึกของคุณยาย คิดถึงภาพตอนที่เขาจัดการงานศพของบิดามารดาก่อนจะถามต่อ “นายจะกินฉันมั้ย”

ไป๋เยวี่ยหูอ้าปากน้อยๆ เขารู้ว่าคำตอบที่ดีที่สุดในตอนนี้คือตอบปฏิเสธ แต่จิตวิญญาณกำลังบอกความปรารถนาที่เขามีต่อลู่ชิงจิ่ว และความปรารถนานี้ทำให้เขาลังเล ชายหนุ่มทำได้เพียงมองแสงสว่างในแววตาของลู่ชิงจิ่วค่อยๆ มอดลง

“นายตอบไม่ได้เหรอ” ลู่ชิงจิ่วถาม

ไป๋เยวี่ยหูรู้สึกว่าหัวใจถูกบีบรัด ความรู้สึกนี้นี่มันน่าอัศจรรย์แบบนี้เอง หัวใจของเขาไม่ได้รับบาดเจ็บแต่ทำไมมันถึงรู้สึกเจ็บ เขาตอบ “ฉันไม่รู้”

ลู่ชิงจิ่วยิ้มขมขื่น

ไป๋เยวี่ยหูเอ่ย “แต่ฉันจะพยายามยับยั้งมันไว้” เขาคว้ามือของลู่ชิงจิ่วแล้วดมที่นิ้วของชายหนุ่มอย่างระมัดระวัง ริมฝีปากไล้ผ่านผิวหนังบนหลังมือ สัมผัสอุณหภูมิของมนุษย์แล้วพูดว่า “มันยากที่ฉันจะอธิบายความรู้สึกนี้ให้นายฟัง มันเหมือนกับ…เค้กน่าอร่อยชิ้นใหญ่เดินผ่านไปผ่านมาอยู่ตรงหน้านาย นายชอบเค้กชิ้นนั้นมาก อยากจะกินมันลงไป แต่ก็รู้ว่าถ้ากินไปแล้วจะไม่มีมันอีก นายก็เลยต้องอดทนต่อไป”

ที่จริงลู่ชิงจิ่วรู้สึกหดหู่เล็กน้อย แต่เขาก็ขบขันกับคำอุปมาอุปไมยของไป๋เยวี่ยหู “แต่ฉันไม่ใช่เค้กนะ”

ไป๋เยวี่ยหู “ใช่ นายน่าดึงดูดยิ่งกว่าเค้กซะอีก”

ลู่ชิงจิ่วตอบ “นี่คือนายกำลังชมคุณภาพเนื้อของฉันใช่มั้ย”

ไป๋เยวี่ยหู “ช่างมันเถอะ”

ลู่ชิงจิ่วหัวเราะขึ้นมาเสียงดัง ชายหนุ่มหัวเราะจนน้ำตาไหล “อมนุษย์ที่กินพ่อแม่ของฉันตอนนี้อยู่ที่ไหน เขารู้หรือเปล่าว่าคุณยายของฉันจากไปแล้ว”

“ฉันพานายไปดูมาแล้วไง” ไป๋เยวี่ยหูตอบ “จำเรื่องสยองขวัญของพวกเราได้มั้ย มังกรที่นายเห็นคือมังกรที่กินพ่อแม่ของนาย ใช่แล้ว พวกเขาพูดกันอย่างนั้น ฉันไม่เชื่อ ไม่รู้ว่าทำไมมังกรตัวนั้นถึงไม่โต้แย้งเพื่อตัวเอง” ดูเหมือนไป๋เยวี่ยหูจะแน่ใจว่ามังกรตัวนั้นไม่ได้กินพ่อแม่ของลู่ชิงจิ่ว ทว่าคำพูดนี้ช่างแตกต่างจากที่คุณยายของเขาบอก ลู่ชิงจิ่วเองก็ไม่รู้ว่าใครพูดความจริง

“ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีนิดหน่อย” ลู่ชิงจิ่วบอก “ฉันไม่คิดว่านี่จะเป็นของขวัญวันเกิด” ช่างเป็นความจริงที่หนักหน่วงเสียเหลือเกิน

ไป๋เยวี่ยหู “อย่ารู้สึกแย่เลยนะ” เขายกมือขึ้นลูบหลังคอของลู่ชิงจิ่วเบาๆ เหมือนกับที่ลู่ชิงจิ่วทำเมื่อต้องการปลอบประโลมจิ้งจอกน้อย

ลู่ชิงจิ่วแอบรู้สึกจั๊กจี้ เขาอยากจะเบี่ยงหนี แต่กลับโดนไป๋เยวี่ยหูจับไว้แน่น

“นายจะไปมั้ย” ไป๋เยวี่ยหูถาม “จะไปจากที่นี่มั้ย”

บางทีไป๋เยวี่ยหูอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อเขาถามคำถามนี้น้ำเสียงของเขาประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย

ลู่ชิงจิ่วคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ไม่หรอก”

ไป๋เยวี่ยหูถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“ถ้าไปจากที่นี่ ฉันก็ไม่มีที่อื่นให้ไปเหมือนกัน” ลู่ชิงจิ่วพูดประโยคนี้ด้วยความขมขื่นในใจ เขาสูญเสียญาติพี่น้องไปนานแล้ว และไม่มีที่พักอาศัยอื่นใดอีก สำหรับเขาแล้วหมู่บ้านสุ่ยฝู่ไม่ได้เป็นเพียงแค่บ้านเกิดของเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นบ้านที่อบอุ่นอีกด้วย

ที่ตรงนี้มีอิ่นสวินที่รอคอยให้เขากลับมา มีไป๋เยวี่ยหูที่คอยปกป้องที่นี่ มีหมูน้อยที่น่ารัก และมีจิ้งจอกน้อยขนปุย

สำหรับลู่ชิงจิ่วแล้วที่นี่คือที่ที่แสนอบอุ่น

“อย่าไปเลย” ไป๋เยวี่ยหูเอื้อมมือมากอดลู่ชิงจิ่ว เขาใช้ศีรษะถูไถกับแก้มของลู่ชิงจิ่วเบาๆ เหมือนแมวตัวใหญ่เอาแต่ใจ “อยู่ที่นี่เถอะ”

ลู่ชิงจิ่วมองดูการกระทำของไป๋เยวี่ยหู รู้สึกได้ว่าอาจเพราะปีศาจจิ้งจอกตรงหน้าตื่นเต้นมากเกินไป เลยอดไม่ได้ที่จะทำอะไรตามเผ่าพันธุ์เดิมของตัวเอง ร่างเดิมของไป๋เยวี่ยหูเป็นมังกรประเภทไหนกันแน่เดิมทีเขาอยากจะถาม แต่เขารู้สึกว่าไป๋เยวี่ยหูกังวลกับเรื่องนี้มาก ชายหนุ่มจึงกลืนคำพูดกลับลงไปในคออีกครั้ง

“ไม่ไปหรอก” ลู่ชิงจิ่วพูด “นายปล่อยเถอะ ฉันจะทำอาหารเช้าให้”

ไป๋เยวี่ยหูว่า “จะไม่ไปจริงๆ นะ?”

ลู่ชิงจิ่วเอ่ยอย่างช่วยไม่ได้ “ไม่ไปจริงๆ ถ้าฉันโกหกนายก็กินฉันเลย โอเคมั้ย”

ไป๋เยวี่ยหูตอบ “ก็ได้” ชายหนุ่มจริงจัง

ลู่ชิงจิ่วกล่าวว่า “ให้ฉันประมวลเรื่องพวกนี้ก่อน” โชคดีที่เขายอมรับเรื่องอมนุษย์มานานแล้วเลยมีความพร้อมทางจิตใจ ถ้าเพิ่งมารู้ล่ะก็ เกรงว่าคงจะกลัวจนต้องหนีในวันถัดไปแน่ๆ

“อื้ม” ไป๋เยวี่ยหูพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย

ลู่ชิงจิ่วนำกล่องไม้กลับไปที่ห้องนอน ปิดกล่องลงอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็วางลงข้างเตียงอีกครั้ง เขาสัมผัสกล่องอย่างพิถีพิถันพลางนึกถึงคำพูดสุดท้ายที่คุณยายของเขาทิ้งไว้ ถ้าเจอเรื่องแย่ๆ ให้กลับมาดูของที่อยู่ในกล่อง…คิดแล้วคุณยายน่าจะอยากปลอบประโลมลู่ชิงจิ่วด้วยประสบการณ์ของตัวเอง

ถึงลู่ชิงจิ่วจะสัมผัสความเศร้าได้ แต่มันก็ยากสำหรับเขาที่จะจินตนาการถึงความสิ้นหวังของคุณยายเมื่อเธอรู้ว่าคนรักของเธอกลืนลูกๆ ของพวกเขาลงไป

นั่งอยู่ในห้องสักพัก ลู่ชิงจิ่วถึงปรับอารมณ์ได้ ชายหนุ่มลุกขึ้นไปทำอาหาร

แม้จะรู้ว่าเมื่อก่อนเคยมีเรื่องน่าเศร้าเกิดขึ้นที่นี่ แต่ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป อีกอย่างวันนี้ก็เป็นวันเกิดของเขา เขาไม่อยากส่งต่อความรู้สึกแย่ๆ ของตัวเองไปให้คนอื่น

เมื่อเดินมาถึงด้านนอกห้องครัว ลู่ชิงจิ่วได้ยินเสียงพูดคุยดังออกมาจากข้างใน เขาฟังดูดีๆ ก็พบว่าเป็นจูเหมี่ยวเหมี่ยวกำลังโต้เถียงกับอิ่นสวินโดยมีเจียงปู้ฮ่วนคอยโน้มน้าวอยู่ข้างๆ

“ว้าว ที่เธอทำออกมานี่มันกินได้มั้ยน่ะ!” อิ่นสวินพูด “ไม่ใช่ว่าฉันขอให้เธอลดไข่ลงสองฟองเหรอ เห็นมั้ยเค้กนี่มันไม่เป็นรูปเป็นร่างอีกแล้ว”

จูเหมี่ยวเหมี่ยว “ให้ตาย ถ้าก่อนหน้านี้ฉันรู้ทักษะการทำอาหารของนาย ฉันคงจะสั่งมาก้อนหนึ่งแล้ว เร็วเข้าๆ นี่มันช้ามากแล้ว ชิงจิ่วน่าจะใกล้ตื่นแล้วนะ!”

อิ่นสวิน “อย่าเร่งๆ…”

เจียงปู้ฮ่วน “ถ้าวางตรงนี้ต้องระวังหน่อย”

ลู่ชิงจิ่วเหลือบมองจากประตู เห็นคนทั้งสามมีแป้งเปรอะเปื้อนบนใบหน้าและลำตัว พวกเขากำลังถือเค้กอย่างระมัดระวัง แต่เค้กนั่นไม่ว่าจะดูยังไงรูปร่างของมันก็แปลกมาก ถ้าต้องอธิบายมัน…มันก็เหมือนกับก้อนปาปา* ที่กำลังละลาย

ลู่ชิงจิ่ว “…” พวกเขาทำให้เค้กกลายเป็นแบบนี้ได้ยังไงกัน

ทั้งสามคนไม่เห็นลู่ชิงจิ่วที่แอบมองอยู่ตรงประตู ในที่สุดพวกเขาก็ย้ายเค้กลงไปอยู่ในกล่องโดยวางแผนว่าจะใส่ครีมสดลงไป ลู่ชิงจิ่วคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะทิ้งห้องครัวไว้กับทั้งสามคน แล้วหันหลังกลับมาที่ห้องของตัวเอง

ผ่านไปประมาณยี่สิบนาที จูเหมี่ยวเหมี่ยวก็มาเคาะประตูห้องลู่ชิงจิ่วเพื่อปลุกเขาด้วยท่าทางตื่นเต้น ลู่ชิงจิ่วแกล้งทำเป็นว่าเพิ่งตื่นนอน เขาหาวแล้วเอ่ย “ขอโทษที วันนี้ฉันตื่นสาย”

“ไม่เป็นไรๆ” จูเหมี่ยวเหมี่ยวพูด “มาเร็วๆ เถอะ พวกเราเตรียมอาหารเช้าไว้ให้แล้ว!”

ลู่ชิงจิ่วตอบว่า “พวกเธอทำอาหารเช้าด้วยเหรอ ใครเป็นคนทำ ไม่ใช่อิ่นสวินใช่มั้ย”

จูเหมี่ยวเหมี่ยวไม่รู้ว่าทักษะการทำอาหารของอิ่นสวินน่ากลัวแค่ไหน เธอรู้สึกสับสนเล็กน้อย “ถ้าอิ่นสวินทำอาหารเช้าจะทำไมเหรอ ฉันคิดว่าเขาทำออกมาค่อนข้างดีนะ”

ลู่ชิงจิ่ว “…ลืมมันไปเถอะ ไม่มีอะไร” เขาไม่ได้บอกจูเหมี่ยวเหมี่ยว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในการทำอาหารของอิ่นสวินก็คือรูปลักษณ์กับรสชาติอาหารนั้นพอใช้ แม้รสชาติจะค่อนข้างดี แต่กินเสร็จแล้วจะต้องท้องเสียแน่นอน ดูเหมือนเป็นเพราะการใช้วัตถุดิบแปลกๆ

เนื่องจากเป็นการฉลองวันเกิดของเขา และทุกคนก็ยุ่งวุ่นวายเพื่องานนี้ ลู่ชิงจิ่วจึงไม่ได้ผิดหวังอะไร ถึงอย่างไรการกินอาหารที่อิ่นสวินทำก็แค่ท้องเสียหนึ่งวันเอง…มั้ง?

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดสามีของกุลสตรีอันดับหนึ่ง เล่ม 3 บทที่ 77-78

บทที่ 77 แววตาที่เฉิงอวี๋จิ่นมองหลินชิงหย่วนราวกับมองเนื้อติดมันชิ้นหนึ่ง นางรู้ตัวว่าแววตาของตนเองชัดเจนเกินไปแล้ว จึงร...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดสามีของกุลสตรีอันดับหนึ่ง เล่ม 3 บทที่ 81-82

บทที่ 81 แสงไฟส่องสว่าง เฉิงอวี๋จิ่นมองคนตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา หลินชิงหย่วนแท้จริงแล้วเห็นเฉิงอวี๋จิ่นตั้งแต่ไกลแล้ว...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดสามีของกุลสตรีอันดับหนึ่ง เล่ม 3 บทที่ 83-84

บทที่ 83 ตอนที่เฉิงอวี๋จิ่นตื่นมาอีกครั้ง ม่านเตียงโอบรอบ ม่านเหนือหัวเป็นรูปผีเสื้อบินชมดอกโบตั๋นที่ประณีตงดงาม ผ้าห่มแ...

jamsai.com