Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน Fantasy Farm ฟาร์มมหัศจรรย์พรรค์นี้ก็มีด้วย? เล่ม 2 บทที่ 40 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง Fantasy Farm ฟาร์มมหัศจรรย์พรรค์นี้ก็มีด้วย? เล่ม 2

ผู้เขียน : ซีจื่อซวี่ (西子绪)

แปลโดย : ธันวาตุลาคม

ผลงานเรื่อง : 幻想农场 (Huan Xiang Nong Chang)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

Trigger Warning

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

การบังคับหรือโน้มน้าวให้ทำบางอย่างโดยไม่เต็มใจ มีการบรรยายเกี่ยวกับการตายของเด็กและสัตว์

มีการกล่าวถึงสถานการณ์อันน่าขยะแขยง ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

 

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

  

บทที่ 40 เรื่องยุ่งยาก

 

เมื่อรู้ว่ามีปีศาจนอนทับอยู่บนร่างกายตน สีหน้าของผังจื่อฉีก็ไม่สู้ดีนัก แต่ประเด็นสำคัญในตอนนี้ไม่ใช่เขา หากแต่เป็นสนมเทพสายฝน ลู่ชิงจิ่วที่รับรู้สถานการณ์มาสักพักแล้วก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดีเช่นกัน เขาไม่สามารถเดินทางไปซานตงเพื่อขุดหลุมศพของเธอขึ้นมา หรือต่อให้รอเขาเดินทางไป ไม่แน่ว่าผังจื่อฉีอาจจะไม่มีชีวิตแล้วก็ได้

คนจากเบื้องบนที่ผังจื่อฉีบอกเดินทางมาถึงอย่างรวดเร็ว เวลาประมาณหกโมงเย็นก็มาถึงโรงพยาบาลแล้ว พอดีกับที่ลู่ชิงจิ่วและอิ่นสวินกำลังเตรียมตัวกลับ

คนคนนั้นสวมเสื้อผ้าของลัทธิเต๋า ในมือถือแส้ขนหางจามรีพร้อมกับไว้เคราแพะ ลักษณะท่าทางอย่างนักปราชญ์

เมื่อผังจื่อฉีเห็นนักพรตคนนี้ก็ดูอารมณ์ไม่ดีอย่างเห็นได้ชัด เขาพูด “ทำไมเป็นนาย”

“ไอ้หยา ไอ้เด็กนี่ พูดแบบนี้หมายความว่าไง” นักพรตลัทธิเต๋าเอ่ยอย่างสุภาพ “ฉันเดินทางไกลเป็นพันลี้มาหานาย ทำไมนายถึงแสดงท่าทีแบบนี้ฮะ”

“ให้ตายเถอะวั่นอวี้เฉวียน ฉันจะตายอยู่แล้ว นายช่วยพูดดีๆ หน่อยได้มั้ย” ผังจื่อฉีหงุดหงิดกับวิธีพูดของเพื่อนร่วมงาน

วั่นอวี้เฉวียนส่ายศีรษะไม่ตอบอะไร ผังจื่อฉีดูอาการหนักเกินกว่าจะรักษา ลู่ชิงจิ่วที่ยืนอยู่ข้างๆ สงสัยอย่างยิ่งว่าหากผังจื่อฉีไม่ได้รับบาดเจ็บที่ขา เขาคงยืนขึ้นแล้วจัดการนักพรตลัทธิเต๋าที่ชื่อวั่นอวี้เฉวียนแน่นอน

“พวกนายค่อยพูดค่อยจากันนะ ฉันไปก่อนล่ะ” เห็นสถานการณ์ไม่ค่อยดี ลู่ชิงจิ่วจึงคว้าอิ่นสวินแล้วหมุนตัวเดินออกไป

พวกเขาออกมาได้ทันเวลา เพราะเมื่อเท้ากำลังจะก้าวพ้นประตูห้องพักผู้ป่วยก็มีเสียงทะเลาะกันอย่างรุนแรงพร้อมเสียงขว้างปาสิ่งของ

ลู่ชิงจิ่วกับอิ่นสวินขึ้นนั่งบนรถกระบะคันเล็ก ค่อยๆ มุ่งหน้ากลับบ้าน

หลังจากกลับมาถึงก็อธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลให้ไป๋เยวี่ยหูฟัง ไป๋เยวี่ยหูฟังแล้วไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ เขาพูดแค่ว่า “อาหารที่ทังกู่อร่อยมาก”

ลู่ชิงจิ่ว “…นายหมายถึงของดีเมืองซานตงใช่มั้ย”

ไป๋เยวี่ยหูกะพริบตา “ใช่มั้ยนะ”

ลู่ชิงจิ่ว “…” โอเค พวกเขาพูดถึงของคนละอย่างกันแน่ๆ

“ไม่รู้ว่าพวกเขาจะจัดการกับศพของสนมเทพสายฝนได้หรือเปล่า” อิ่นสวินกังวลเป็นอย่างมากกับสถานการณ์ของผังจื่อฉี “ถ้าจัดการไม่ได้ ผังจื่อฉีคงต้องตาย”

เมื่อได้ยินดังนั้นลู่ชิงจิ่วก็ไม่พูดอะไร แต่เอื้อมมือไปแตะแผ่นหลังของตน เขาไม่อยากถูกผู้หญิงคนนั้นคอยติดตาม ถ้ามองไม่เห็นก็คงไม่เป็นไร ปัญหาคือเขามองเห็นได้อย่างแจ่มชัด ยิ่งตามติดใกล้ชิดขนาดนี้ เขายิ่งรู้สึกอึดอัดเป็นพิเศษที่มีหญิงสาวตาโตจ้องมองเวลาอาบน้ำ

ไป๋เยวี่ยหูมองท้องฟ้าแล้วพูดว่า “พรุ่งนี้ที่นั่นฝนอาจจะตก ฉันจะไปวันมะรืนก็แล้วกัน”

ลู่ชิงจิ่วไม่คาดคิดว่าไป๋เยวี่ยหูจะยอมยื่นมือเข้ามาช่วย เขาแปลกใจและกังวลเล็กน้อย “นายบอกว่ามันยุ่งยากไม่ใช่เหรอ”

ไป๋เยวี่ยหู “…ยุ่งยากมากๆ” เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “นายไปกับฉันก็พอ”

ลู่ชิงจิ่วถาม “ไปไหน”

ไป๋เยวี่ยหู “ในสุสาน”

ลู่ชิงจิ่วยังไม่ทันได้พูดอะไร อิ่นสวินที่อยู่ข้างๆ ก็ตบต้นขาด้วยความตื่นเต้น เขาคิดว่าชีวิตของลู่ชิงจิ่วมีแต่การทำสวน นึกไม่ถึงว่าจะมีความลึกลับซุกซ่อนอยู่ในนั้น หลังจากงานหนักครั้งนี้ ลู่ชิงจิ่วต้องสร้างชื่อเสียงบนถนนให้กับตัวเองได้แน่ โจรกรรมหลุมฝังศพเพื่อมีชีวิตรอด ช่างเป็นอะไรที่น่าสะพรึงและชวนตื่นเต้นไปพร้อมกันซะจริง

ลู่ชิงจิ่วเหล่มองอิ่นสวินแล้วพูดตามหลักการ “การขุดและขโมยโบราณสถาน หลุมศพที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวิทยาศาสตร์จะมีโทษจำคุกไม่เกินสิบปีและไม่ต่ำกว่าสามปี”

อิ่นสวิน “…”

ลู่ชิงจิ่ว “นายช่วยตื่นหน่อยเพื่อน สังคมตอนนี้มีกฎหมายนะ”

อิ่นสวินร้องไห้พลางพูดว่าเขาไม่ฟัง…ไม่ฟัง นี่ไม่เหมือนกับสคริปต์ที่เขาเขียนเอาไว้ ลู่ชิงจิ่วฟังแล้วอยากจะลูบศีรษะเขาสักสองสามหน…อิ่นสวินโวยวายไร้เหตุผล ทำตัวเหมือนเด็กดื้อเข้าไปทุกที

ถกเถียงกันเสร็จแล้ว ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน ลู่ชิงจิ่วเข้านอนและผล็อยหลับจนฟ้าสว่าง

 

แม้เมื่อวานไป๋เยวี่ยหูจะบอกว่าวันนี้ฝนจะตกที่ซานตง ทว่าที่นี่กลับมีแดดจัด ลู่ชิงจิ่วนำเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อมาเมื่อไม่กี่วันก่อนแช่น้ำเกลือ เตรียมให้ไป๋เยวี่ยหูนำไปปลูกในไร่

อากาศช่วงต้นเดือนกันยายนค่อยๆ เย็นลงทีละน้อย ต้นหอมหมื่นลี้ที่ปลูกอยู่ในลานบ้านออกดอกตูมเล็กๆ ต่อให้ยืนอยู่ห่างออกไปก็ยังสามารถได้กลิ่นหอมอบอวลของมัน

ลู่ชิงจิ่วตั้งใจรอจนดอกของต้นหอมหมื่นลี้บานเต็มที่ ค่อยเลือกเก็บมาทำขนมดอกกุ้ย ขนมดอกกุ้ยที่คุณยายเขาทำรสชาติอร่อยเป็นพิเศษ ทั้งหอมนุ่มหวานละมุน ไม่เพียงแค่นั้นยังมีความหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของดอกหอมหมื่นลี้อีกด้วย ถือเป็นหนึ่งในขนมสุดโปรดในความทรงจำของลู่ชิงจิ่ว

น่าบังเอิญที่จูเหมี่ยวเหมี่ยวผู้ซึ่งไม่ได้ติดต่อมานานโทรมาหาลู่ชิงจิ่วและบอกว่าทะเลสาบจะเปิดในอีกไม่กี่วัน เธอได้ปูขนทะเลสาบหยางเฉิงชั้นดีมา ลู่ชิงจิ่วอยากได้หรือไม่

ลู่ชิงจิ่วกำลังกำจัดวัชพืชอยู่ในลานบ้าน เขาใช้หัวไหล่หนีบโทรศัพท์เอาไว้ “เอาสิ ฉันจะให้ที่อยู่เธอ เดี๋ยวส่งมาตามนั้นแล้วกัน”

จูเหมี่ยวเหมี่ยวตอบว่าเธอจะหาเวลามาส่งให้เขา ให้เขาได้กินเร็วๆ แต่อย่าทำให้ปูตายเชียว สิ้นเปลืองแย่

ลู่ชิงจิ่วผงกศีรษะพลางตอบตกลง

พอวางสาย ลู่ชิงจิ่วก็ถามอิ่นสวินและไป๋เยวี่ยหูว่าพวกเขาชอบกินปูมั้ย ชอบกินแบบนึ่งหรือผัดเผ็ด

“ปู?” อิ่นสวินเกาศีรษะ “ฉันไม่เคยกิน” หมู่บ้านสุ่ยฝู่ไม่มีแม่น้ำและอยู่ห่างจากทะเลสาบ จึงแทบไม่มีผลผลิตทางน้ำเลย แน่ล่ะ นี่ไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้กินปูไม่ได้ แต่เป็นเพราะไม่มีเงินต่างหาก…ความยากจนทำให้อิ่นสวินไม่มีความคาดหวังใดๆ

ไป๋เยวี่ยหูตอบ “เคยเห็นแต่ไม่เคยกิน ดูแล้วมันไม่น่าอร่อย”

ได้ยินเช่นนั้นลู่ชิงจิ่วก็แสดงความเห็นอกเห็นใจรักใคร่อย่างหาที่เปรียบไม่ได้กับทั้งสองคนทันที ปูเป็นของดี เอาไปนึ่งก็ไม่ต้องพูดถึงแล้ว แต่ถ้ารู้สึกว่ารสชาติของปูนึ่งอ่อนเกินไป นำมาทำปูผัดเผ็ดก็อร่อยเช่นกัน ทุกๆ ปีลู่ชิงจิ่วจะซื้อปูสิบกว่าตัวมาเพื่อจัดมื้อใหญ่ให้ตัวเอง แต่ปีนี้มีเรื่องราวมากมายหลายอย่าง เขาจึงลืมนึกไป

ลู่ชิงจิ่วกำลังคิดว่าจะกินปูอย่างไรดี อิ่นสวินที่อยู่ข้างๆ ดูไม่ค่อยมีความสุข เขาพูดว่า “จิ่วเอ๋อร์ พรุ่งนี้นายก็จะไปสุสานแล้ว วันนี้จะไม่ทำอะไรสักหน่อยเหรอ”

ลู่ชิงจิ่ว “…ปกติก่อนไปสุสานต้องทำอะไรล่ะ”

อิ่นสวิน “ก็เตรียมพวกอุปกรณ์ พวกพลั่วลั่วหยาง* อะไรแบบนั้น”

ลู่ชิงจิ่วมองอิ่นสวินอย่างเคลือบแคลง “นายเอามาจากที่ไหน ไม่ใช่ว่าอ่านมาจากนิยายหรอกนะ”

อิ่นสวินยิ้มแหยๆ

“ฉันคิดว่าไม่ต้องเตรียมอะไรนะ” ลู่ชิงจิ่วพูด “ยังไงฉันก็เป็นแค่คนที่มาร่วมสนุกด้วยเฉยๆ” สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้มองไป๋เยวี่ยหู

อิ่นสวินมีสีหน้าโมโห แต่เขาไม่กล้าพูดต่อหน้าไป๋เยวี่ยหู ไป๋เยวี่ยหูไม่คัดค้านสิ่งที่ลู่ชิงจิ่วพูดก็ถือว่าเป็นการยอมรับไปโดยปริยายว่าเรื่องนี้ลู่ชิงจิ่วไม่จำเป็นต้องทำอะไร

แม้จะบอกว่าพรุ่งนี้จะไปจบเรื่องราวเหล่านี้ แต่สถานการณ์ทางผังจื่อฉีกลับไม่ค่อยน่าอภิรมย์ หูซู่โทรมาบอกว่าเกิดเรื่องขึ้นอีกครั้งเมื่อคืนนี้ อยู่ดีๆ ก็มีฟองอากาศเข้าไปในสายน้ำเกลือ ถ้าพยาบาลไม่เข้ามาเห็นทันเวลา เกรงว่าเขาคงตายไปแล้ว

และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็คือแม้เบื้องบนจะรับรู้สถานการณ์และส่งคนมาแล้ว น่ากลัวว่าต้องใช้เวลากว่าสิบวันในการรับมือ ผังจื่อฉีที่ชีวิตแทบจะแขวนอยู่บนเส้นด้ายตลอดเวลาคงไม่สามารถอยู่รอดจนถึงตอนนั้น

ลู่ชิงจิ่วใช้ความคิด แต่ยังไม่บอกหูซู่ว่าเขากำลังจะไปที่นั่น อย่างไรเสียนี่ก็เป็นการกระทำส่วนตัวของเขา ต้องรอบคอบระมัดระวังเพราะมันถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และหูซู่ก็เป็นตำรวจ…

เขาใช้ชีวิตอย่างสันติ จนกระทั่งเช้าวันที่สาม

ไป๋เยวี่ยหูนัดเวลากับลู่ชิงจิ่วล่วงหน้า ชายหนุ่มบอกว่าจะออกเดินทางหลังอาหารเช้า ลู่ชิงจิ่วถามว่าพวกเขาจะไปที่นั่นยังไง จะให้เขาจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้ามั้ย ไป๋เยวี่ยหูส่ายศีรษะ บอกลู่ชิงจิ่วว่าไม่ต้องกังวลกับเรื่องนี้ แค่ตามเขาไปก็พอ

เมื่อกินอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย ลู่ชิงจิ่วก็ออกเดินทางไปกับไป๋เยวี่ยหูท่ามกลางสายตาเฝ้ารอกึ่งอิจฉาของอิ่นสวิน

“รีบไปรีบกลับ” อิ่นสวินโบกมืออย่างรักใคร่ให้พวกเขาจากข้างในสวน “ดูแลตัวเองด้วย”

“อื้ม” ลู่ชิงจิ่วตอบรับ “คอยดูข้าวในหม้อด้วยล่ะ อย่าปล่อยให้ไหม้ พวกเราจะรีบกลับ”

อิ่นสวินพูด “วางใจน่า ฉันจะดูแลบ้านอย่างดี ฉันไม่ใช่เด็กสามขวบแล้วนะ” พูดจบก็รู้สึกว่าบรรยากาศแปลกๆ ไป ผ่านไปสักพักถึงได้รู้ว่ามันผิดปกติที่ตรงไหน “ลู่ชิงจิ่ว ทำไมนายพูดเหมือนปู่ฉันเลย”

ลู่ชิงจิ่ว “เจ้าโง่อิ่นสวิน ฉันไม่ใช่ปู่ของนาย”

อิ่นสวิน “…”

ลู่ชิงจิ่ว “ฉันคือพ่อนายต่างหาก”

อิ่นสวินคว้าไม้กวาดข้างสวนขึ้นมาพยายามโจมตีลู่ชิงจิ่ว ลู่ชิงจิ่วเห็นท่าไม่ดีจึงรีบวิ่งออกไป

ลู่ชิงจิ่วสงสัยมากว่าจะเดินทางไปซานตงได้อย่างไร ไป๋เยวี่ยหูดูไม่อยากอธิบาย เอาแต่เดินนำลู่ชิงจิ่วขึ้นไปบนภูเขา รอจนถึงยอดเขาร้างผู้คน ไป๋เยวี่ยหูก็ยื่นมือออกมาหาลู่ชิงจิ่ว เป็นเชิงบอกให้ชายหนุ่มจับมือตน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งสองจับมือกัน ลู่ชิงจิ่วจึงไม่รู้สึกอึดอัด

อุณหภูมิฝ่ามือของไป๋เยวี่ยหูต่ำกว่าของคนทั่วไปเล็กน้อย ค่อนไปทางเย็นเฉียบ ลู่ชิงจิ่วจับมือเขา มองเห็นหมอกสีดำปกคลุมรอบๆ บริเวณ หมอกหนาห่อหุ้มร่างกายของพวกเขา จากนั้นภาพเบื้องหน้าของลู่ชิงจิ่วก็มืดลง เหมือนจะขาดการรับรู้ไปสองสามวินาที เมื่อเขารู้สึกตัวกลับมา หมอกสีดำรอบๆ ก็ค่อยๆ จางหายไป…พวกเขามาถึงสถานที่ที่ไม่คุ้นตาโดยสิ้นเชิง

ที่แห่งนี้เป็นชนบทที่รกร้าง มีวัชพืชอยู่ทั่วทุกหนแห่ง มองไม่เห็นบ้านเรือนเลยแม้แต่นิด

“สุสานอยู่ที่ไหน” ลู่ชิงจิ่วเอ่ยถามอย่างกังวล

ไป๋เยวี่ยหูชี้ไปที่เท้าของพวกเขา

แผ่นดินแข็งใต้ฝ่าเท้าพวกเขา ลู่ชิงจิ่วเหลือบมองพลางหันศีรษะดูรอบๆ แล้วมองไปที่ไป๋เยวี่ยหู “แล้วพวกเราจะเข้าไปยังไงล่ะ”

ไป๋เยวี่ยหูคิด “พวกเรามีมารยาทกันหน่อยดีกว่า”

ลู่ชิงจิ่ว “หือ?”

ไป๋เยวี่ยหู “เคาะประตูเข้าไป”

ลู่ชิงจิ่ว “…”

แม้จะดูเหมือนพูดเล่น แต่ไป๋เยวี่ยหูกลับดูจริงจังอย่างชัดเจน เมื่อเห็นเขายกข้อเท้าขึ้นมาแล้วกระทุ้งลงบนพื้นจนเกิดเสียงดังสนั่น หลุมขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของพวกเขา แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจมากที่สุดก็คือประตูหินสีดำข้างในหลุมนั่น

ดวงตาของลู่ชิงจิ่วเบิกกว้างมองไปที่ภาพนั้น แต่สิ่งที่จะทำให้เขาประหลาดใจยังมาไม่ถึง ไป๋เยวี่ยหูเดินไปข้างหน้าประตูหินแล้วยกมือเคาะ

บรรยากาศหยุดนิ่ง ลู่ชิงจิ่วกลั้นหายใจมองการเคลื่อนไหวของไป๋เยวี่ยหู

ผ่านไปประมาณสองสามวินาที ประตูหินที่ปิดอย่างแน่นหนาก็ส่งเสียงหนักๆ ราวกับถูกใครบางคนผลักจากด้านใน เผยช่องว่างขนาดที่คนคนหนึ่งสามารถเดินผ่านไปได้

อากาศอับภายในสุสานลอดผ่านออกมาทางประตูที่เปิดออก ทำเอาลู่ชิงจิ่วไอไปหลายครั้ง

ไป๋เยวี่ยหูพูดว่าไปกันเถอะ แล้วตรงเข้าไปข้างในประตูหิน โดยมีลู่ชิงจิ่วเดินตามเขาเข้าไปติดๆ

ข้างหลังประตูหินคืออุโมงค์ทางเดินที่ทอดยาว บนพื้นปกคลุมด้วยแผ่นหินปูนแข็ง กาลเวลาไม่ได้ทำลายสุสานเลย ตรงกันข้าม นอกจากฝุ่นที่อยู่ภายในแล้ว สิ่งของอื่นๆ ล้วนถูกรักษาไว้เป็นอย่างดี ลู่ชิงจิ่วอาศัยแสงอ่อนๆ มองภาพจิตรกรรมฝาผนังหลากสีที่ถูกวาดไว้บนผนัง ภาพเหล่านั้นล้วนเสมือนจริง ราวกับกำลังบรรยายพิธีกรรมบูชายัญสมัยโบราณ ไป๋เยวี่ยหูสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ในความมืด ทว่าลู่ชิงจิ่วมองไม่เห็น โชคดีที่ก่อนหน้านี้อิ่นสวินกล่าวเตือนเอาไว้ ลู่ชิงจิ่วจึงหยิบไฟฉายขนาดเล็กออกจากกระเป๋าเป้ เมื่อเปิดใช้แล้วก็สามารถมองเห็นทางเดินได้อย่างชัดเจน

ไป๋เยวี่ยหูน่าจะมาที่นี่เป็นครั้งแรก แต่เขาดูคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ เขาเดินมุ่งไปข้างหน้า อ้อมผ่านทางแยกเล็กๆ นับไม่ถ้วน

ถึงแม้ลู่ชิงจิ่วจะไม่เคยกินเนื้อหมู แต่ก็เคยเห็นหมูวิ่ง* เขาเดินตามไป๋เยวี่ยหูอย่างใกล้ชิดโดยไม่กล้าออกนอกลู่นอกทาง เขาเอ่ยถามเสียงเบาว่าห้องที่อยู่ด้านข้างนี้มีไว้ทำอะไร

“บางส่วนก็เป็นของใช้หลังความตาย บางส่วนก็เป็นอวัยวะ” ไป๋เยวี่ยหูพูด “ตามฉันมา ไม่งั้นอาจจะหลงทางได้ง่ายๆ”

ลู่ชิงจิ่วส่งเสียงตอบรับ ติดตามใกล้ชิดกว่าเดิม

ประตูทุกบานในสุสานราวกับถูกเปิดออก ไป๋เยวี่ยหูมาถึงใจกลางสุสานโดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ ลู่ชิงจิ่วตามอยู่ข้างหลังเขาพลางเหลือบมองไปรอบๆ รู้สึกเหมือนว่าตัวเองได้เข้ามาอยู่ในห้องที่แตกต่างออกไป

ห้องนี้มีขนาดใหญ่และกว้างเป็นพิเศษ ตรงกลางมีสระว่ายน้ำสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีรูปปั้นมนุษย์ดูแปลกตาอยู่ที่มุมห้อง และที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุดก็คือรอยเท้าเลอะเทอะบนพื้นห้อง…เห็นได้ชัดว่าเคยมีคนมาเยือนสถานที่แห่งนี้ เหยียบย่ำกองฝุ่นที่สะสมบนพื้นจนเละเทะไปหมด

ลู่ชิงจิ่วนึกถึงสิ่งที่ผังจื่อฉีเคยพูดทันที พวกเขาลงมาที่สุสานและเจอกับโลงศพ แต่หลังจากที่สัมผัสกับศพ ศพก็จมลงไปในน้ำและพวกเขาไม่สามารถนำศพขึ้นมาได้

หากห้องตรงหน้าของพวกเขารวมถึงรอยเท้าแปลกๆ บนพื้นสอดคล้องกับคำอธิบายของผังจื่อฉี ก็เห็นได้ชัดว่าที่นี่คือตำแหน่งที่ร่างของสนมเทพสายฝนตั้งอยู่

ไป๋เยวี่ยหูหยุดฝีเท้าลงพลางมองไปที่สระน้ำใจกลางห้อง เขาเดินไปที่ข้างสระ ก้มตัวลงเล็กน้อยราวกับสังเกตเห็นอะไรบางอย่างในน้ำ

ลู่ชิงจิ่วเดินตามเขาไป มองดูสิ่งที่อยู่ในน้ำ ตามหลักแล้วสุสานถูกฝังอยู่ใต้ดินมาหลายปี ต่อให้มีน้ำก็ควรแห้งเหือด แต่ในสระตรงหน้านี้กลับมีน้ำใส ลู่ชิงจิ่วใช้ไฟฉายส่องมอง แต่ก็มองไม่เห็นก้นสระ บริเวณที่ไฟส่องถึงมีคลื่นไหวสั่นน้อยๆ คล้ายกับมีบางสิ่งอยู่ในนั้น

“น้ำที่เข้ามาตรงนี้คือน้ำบาดาล?” ลู่ชิงจิ่วถาม

ไป๋เยวี่ยหูส่ายศีรษะ “นี่เป็นสระน้ำปิด”

ลู่ชิงจิ่วพูด “แต่หลายปีขนาดนี้น้ำก็ยังไม่แห้ง?”

ไป๋เยวี่ยหูว่า “ตราบใดที่ศพของสนมเทพสายฝนอยู่ที่นี่ น้ำก็จะไม่แห้ง”

ลู่ชิงจิ่วส่งเสียงตอบรับ “ถ้าอย่างนั้นศพของเธอก็น่าจะอยู่ข้างใน พวกเราต้องเอาขึ้นมามั้ย”

ไป๋เยวี่ยหูขมวดคิ้ว “ลองดูละกัน ถ้าไม่ได้ฉันจะลงไปในน้ำ” เห็นได้ชัดว่าเขาดูไม่ชอบสระน้ำนี่เลย

ลู่ชิงจิ่วหยิบเชือกและตะขอเหล็กออกจากกระเป๋าเป้…ถึงตรงนี้ต้องขอยกย่องอิ่นสวิน ถ้าไม่ใช่เพราะเขาคอยพูดอยู่ที่ข้างหูลู่ชิงจิ่วตลอดเวลา ชายหนุ่มคงไม่ได้นำสิ่งเหล่านี้ติดตัวมาด้วย ไม่คิดว่าตอนนี้จะมีประโยชน์จริงๆ

ลู่ชิงจิ่วนำเชือกออกมา ก่อนโยนตะขอลงไปในสระน้ำอย่างที่ไป๋เยวี่ยหูบอก ที่นี่เป็นสระน้ำปิด น่าจะลึกประมาณสองเมตร เชือกลงไปแตะก้นบ่ออย่างรวดเร็ว ลู่ชิงจิ่วเริ่มต้นขยับเชือกแรงๆ พยายามเกี่ยวศพที่อยู่ในส่วนลึกที่สุด

เชือกแกว่งไปมาในน้ำ ครู่เดียวลู่ชิงจิ่วก็รู้สึกได้ว่าเชือกตึง เหมือนเกี่ยวเข้ากับสิ่งของหนักๆ บางอย่าง เขาพยายามดึงของสิ่งนั้นขึ้นมา แต่ออกจนสุดแรงแล้วของสิ่งนั้นก็ไม่ขยับเขยื้อน

“เหมือนฉันจะจับอะไรสักอย่างได้” ลู่ชิงจิ่วเอ่ยพลางขมวดคิ้ว “หนักเกินไป ฉันดึงไม่ขึ้น…คงไม่ใช่ว่าไปเกี่ยวผนังเข้าหรอกนะ”

ไป๋เยวี่ยหูยื่นมือออกไปคว้าเชือกแล้วเริ่มดึงพร้อมๆ กับลู่ชิงจิ่ว ความแตกต่างระหว่างคนทั้งคู่เผยชัดในเวลานี้ เชือกที่ไม่ว่าลู่ชิงจิ่วจะดึงอย่างไรก็ไม่ขยับเขยื้อนพออยู่ในมือของไป๋เยวี่ยหูกลับดึงได้อย่างง่ายดาย ไป๋เยวี่ยหูไม่ได้ออกแรงมากด้วยซ้ำ เขาค่อยๆ ดึงของที่เชือกเกี่ยวได้ขึ้นมา

ลู่ชิงจิ่วเห็นว่าตัวเองช่วยอะไรไม่ได้มาก จึงปล่อยมือแล้วยืนดูอยู่ข้างๆ เงาร่างสีดำถูกเชือกดึงขึ้นมาตามการเคลื่อนไหวของไป๋เยวี่ยหู ลู่ชิงจิ่วส่องไฟฉายลงในน้ำ มองดูให้แน่ใจว่าสิ่งที่ตนเห็นคือศพที่จมลึกอยู่ใต้สระ

ศพนั้นสวมชุดกระโปรงสีฟ้าอมเขียว แม้เธอจะหลับตา แต่ลู่ชิงจิ่วก็ดูออกว่าเธอคือผีสาวที่ตามติดอยู่กับผังจื่อฉี

แม้จะผ่านมานานหลายปี แต่ศพถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ผิวกายดูขาวผ่องนุ่มนวลราวกับไม่ใช่คนตาย ดูคล้ายคนกำลังงีบหลับเสียมากกว่า

ลู่ชิงจิ่วจ้องมองศพนั้นอย่างเลื่อนลอย หญิงสาวคนนี้ไม่เพียงแต่สวยเป็นพิเศษ แต่ยังมีพลังเวทมนตร์บางอย่างซึ่งอธิบายไม่ได้ทำให้ผู้คนที่จ้องมองเธอต้องหวนมามองอีกครั้ง…และในขณะที่ลู่ชิงจิ่วแทบจะควบคุมสายตาของตัวเองไม่ได้ ไป๋เยวี่ยหูก็เรียกชื่อเขาขึ้นมา “ลู่ชิงจิ่ว”

ลู่ชิงจิ่วพลันตอบ “ฮะ?”

ไป๋เยวี่ยหูถาม “เธอดูดีขนาดนั้น?”

ลู่ชิงจิ่วถึงได้รู้ว่าตนเองมีท่าทางแปลกๆ เขาละสายตากลับมาก่อนหันไปมองไป๋เยวี่ยหู “อะไรนะ”

ไป๋เยวี่ยหูเอ่ยซ้ำอีกครั้งอย่างอดทน “ฉันบอกว่าเธอดูดีขนาดนั้นเลย? ดูดี…มากกว่าฉัน?”

ลู่ชิงจิ่วหัวเราะ “ไม่มีทางดูดีกว่านายหรอกน่า” เขากลัวว่าพูดไปไป๋เยวี่ยหูจะไม่เชื่อจึงเสริมไปอีกประโยค “นายน่ะเป็นปีศาจจิ้งจอกที่ดูดีที่สุดในโลกแล้ว”

ไป๋เยวี่ยหูจึงค่อยพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

ศพถูกไป๋เยวี่ยหูใช้เชือกดึงขึ้นมาจากสระน้ำ เขาไม่มีความอาทรสงสารเลยแม้แต่น้อย โยนศพราวกับโยนขยะทิ้งไว้ข้างๆ ขอบสระ ศพนั้นดูอ่อนนุ่ม แต่ที่จริงแล้วแข็ง เมื่อตกกระทบลงพื้นจึงทำให้เกิดเสียงดั่งเหล็กกระทบหิน

ตามที่ไป๋เยวี่ยหูพูด เพียงแค่ทำลายศพนี้ผังจื่อฉีก็จะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้ และไม่ต้องกังวลว่าเธอจะคอยติดตามอีก แต่จะทำลายด้วยวิธีไหนกันล่ะ ลู่ชิงจิ่วปวดศีรษะขึ้นมาทันที เขาเหลือบมองไป๋เยวี่ยหู ชายหนุ่มเองก็เข้าใจความหมายผ่านแววตาของเขา ไป๋เยวี่ยหูนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดขึ้นว่า “ลองใช้มีดดูมั้ย”

ลู่ชิงจิ่ว “…” พูดแบบนี้นายก็ไม่มั่นใจเหมือนกันนี่ แต่จะลองดูก็คงไม่เป็นไร ลู่ชิงจิ่วสูดหายใจเข้าลึก หยิบมีดหนึ่งเล่มออกจากกระเป๋า

“แค่หั่น?” ลู่ชิงจิ่วถาม

ไป๋เยวี่ยหูพยักหน้า

แม้ว่าผู้หญิงตรงหน้านี้จะเป็นศพ แต่เธอดูเหมือนคนที่ยังมีชีวิตมากเกินไป ขณะที่ลู่ชิงจิ่วกำลังจะลงมือ เขาก็รู้สึกมีปัญหาในการตัดสินใจ แต่ชีวิตคนเป็นสำคัญกว่าคนตาย พอนึกถึงผังจื่อฉีที่นอนกึ่งเป็นกึ่งตายอยู่ที่โรงพยาบาล ลู่ชิงจิ่วจึงใช้มือจับมีดไว้แน่น

“ต้องล่วงเกินแล้ว” เอ่ยขอโทษกับศพ ลู่ชิงจิ่วต้องทำใจเหี้ยมโหด ใช้มีดหั่นลงบนร่างกายนั้น หากแต่สิ่งที่เขาคิดไม่ถึงก็คือวินาทีที่มีดสัมผัสเข้ากับศพ ลู่ชิงจิ่วรู้สึกเหมือนตนเองฟันลงไปบนอะไรที่แข็งกล้า ลำแขนสั่นไหวพร้อมๆ กับมีดที่กระเด็นลอยออกไป

“อ๊าก!” มือของลู่ชิงจิ่วชาจนอดไม่ได้ที่จะร้องออกมา

“หั่นไม่ได้?” ไป๋เยวี่ยหูถาม

“อืม” ลู่ชิงจิ่วสีหน้าหมองลง “แข็งเกินไป หั่นไม่เข้า…”

“ยุ่งยากจริง” ไป๋เยวี่ยหูเอ่ยออกมาสามพยางค์

ได้ยินไป๋เยวี่ยหูพูดว่ายุ่งยาก ลู่ชิงจิ่วก็รู้สึกวิตกขึ้นมาทันที เขาพูด “ยุ่งยากยังไง เยวี่ยหู หรือเพราะว่าพวกเราจะมีปัญหา”

แววตาของไป๋เยวี่ยหูมืดมนลงเล็กน้อย “ไม่มีปัญหาหรอก”

“แล้วศพนี้ทำยังไงดีล่ะ” ลู่ชิงจิ่วถูมือที่ชา ขมวดคิ้วแล้วเอ่ย “หรือผังจื่อฉีจะทำได้แค่รอความตาย”

ไป๋เยวี่ยหูถอนหายใจยาว “ฉันทำให้แล้วกัน”

เสียงถอนหายใจของเขาช่างแสนเศร้า ทำให้ความรู้สึกกังวลในใจของลู่ชิงจิ่วเพิ่มมากขึ้นอีก ชายหนุ่มกำลังจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่กลับเห็นหมอกสีดำลอยมาจากใต้ร่างไป๋เยวี่ยหู ไม่นานหมอกนั้นก็ปกคลุมไปทั่วห้องบดบังแสงไฟสลัว ถึงแม้ลู่ชิงจิ่วจะไม่รู้ว่ากำลังเกิดเหตุการณ์อะไร แต่เขารู้ว่าไป๋เยวี่ยหูจะไม่ทำร้ายตน จึงถอยร่นมาอยู่ด้านข้าง

หมอกสีดำล่องลอยอยู่ไม่นาน ลู่ชิงจิ่วก็ได้ยินเสียงคร่ำครวญของหญิงสาวใกล้ๆ สระน้ำ เสียงร้องนี้แฝงไปด้วยความเกลียดและชิงชัง ทำเอาคนฟังรู้สึกชาที่ศีรษะ และขณะที่เสียงร้องไห้ดังขึ้นเรื่อยๆ นั้น ก็ได้มีเสียงร้องคำรามต่ำของสัตว์ป่า เสียงนี้ทำลู่ชิงจิ่วชะงักค้าง ไม่กล้าขยับเขยื้อนใดๆ

“กรุบกรวบๆ” สุดท้ายเสียงร้องไห้ของหญิงสาวก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงเคี้ยวเนื้อ เสียงร้องค่อยๆ เบาลงจนในที่สุดก็หยุด ทั้งห้องมีแต่เสียงสัตว์ร้ายเคี้ยวเนื้อดังก้อง

ลู่ชิงจิ่วเดาได้ไม่ยากว่าเกิดอะไรขึ้น…ไป๋เยวี่ยหูกลับสู่ร่างเดิมก่อนจะกัดกินศพที่จัดการได้ยากศพนั้น

ลู่ชิงจิ่วมองเห็นดวงตาสีแดงขนาดใหญ่คู่หนึ่งผ่านม่านหมอกสีดำสลัว ตาคู่นั้นสังเกตเห็นสายตาของเขาเข้า มันจึงจ้องมองมาทางชายหนุ่ม

ทั้งสองประสานสายตา ลู่ชิงจิ่วบังคับตัวเองให้ส่งยิ้มแข็งๆ อย่างไม่เต็มใจ “อะ…อร่อยมั้ย”

เสียงเคี้ยวหยุดลงพร้อมกับเสียงของไป๋เยวี่ยหูที่ส่งผ่านมา “รสชาติแย่ชะมัด”

ลู่ชิงจิ่ว “นายกินลงไปแบบนี้คงไม่มีผลอะไรตามมาหรอกใช่มั้ย” สิ่งนั้นแข็งขนาดนี้ แถมยังไม่รู้ว่าถูกทิ้งไว้นานแค่ไหนแล้ว คงเลยระยะเวลาเก็บรักษามาแล้วแน่ๆ

ไป๋เยวี่ยหูไม่ตอบ เขากัดลงไปอีกครั้ง กระทั่งเคี้ยวจนหมด หมอกสีดำนั่นจึงค่อยๆ มลายหายไป ลู่ชิงจิ่วเห็นเขานั่งหน้าตาบึ้งตึงอยู่ริมสระน้ำ

ลู่ชิงจิ่วเดินเข้าไปหาพร้อมเอ่ยเรียกเสียงเบา “เยวี่ยหู?”

ไป๋เยวี่ยหู “หือ?”

ลู่ชิงจิ่วพูด “นายกินเสร็จแล้วนะ?”

ไป๋เยวี่ยหู “อืม”

ลู่ชิงจิ่วพูด “รสชาติ…เป็นไงบ้าง”

ไป๋เยวี่ยหูคิดแล้วพูดว่า “นายเคยกินโคลนมั้ย”

ลู่ชิงจิ่ว “…ไม่เคย”

ไป๋เยวี่ยหู “ถ้างั้นก็ลองนึกดู รสชาติของโคลนที่เก็บไว้กว่าพันปี”

ลู่ชิงจิ่ว “…” เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ต้องจินตนาการแล้ว รสชาติของสนมเทพสายฝนนั่นแจ่มชัดมาก ไม่อย่างนั้นหลังจากกินเสร็จไป๋เยวี่ยหูคงไม่มีสีหน้าทรมานราวกับถูกบังคับให้กัดกินก้อนโคลนอย่างนี้หรอก

 

* พลั่วลั่วหยาง เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการค้นหาโบราณวัตถุใต้ดิน

* ไม่เคยกินเนื้อหมู แต่ก็เคยเห็นหมูวิ่ง เป็นคำพังเพย หมายถึงการที่ไม่เคยมีประสบการณ์จริง แต่ก็เคยได้ยิน หรือได้เห็นมาก่อน

 

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ใน Fantasy Farm ฟาร์มมหัศจรรย์พรรค์นี้ก็มีด้วย? เล่ม 2

วางจำหน่ายแบบรูปเล่มที่เว็บไซต์ Jamsai Store, ร้าน Jamclub และร้านหนังสือทั่วไป

  

รวมถึงในรูปแบบอีบุ๊กที่

Meb / OOKBEE / Fictionlog / Naiin App / SE-ED / Hytexts / comico และ ARN

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดสามีของกุลสตรีอันดับหนึ่ง บทที่ 1-บทที่ 2

บทที่ 1 ปีที่ยี่สิบสองในการครองราชย์ของฮ่องเต้เจี้ยนอู่ ปีใหม่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ข้างนอกยังหนาวอยู่มาก ฤดูหนาวนี้ยาวนานและ...

ดุจรักดั่งห้วงดาราพร่างพราย

ทดลองอ่าน ดุจรักดั่งห้วงดาราพร่างพราย เล่ม 1 บทที่ 5

บทที่ 5 โดยมากความกลัวของมนุษย์เกิดจากความไม่รู้ ก่อนหน้านี้สาเหตุเกินครึ่งที่อวี๋ไฉ่หลิงวิตกกับผลได้ผลเสียจนอมทุกข์ ก็เ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดสามีของกุลสตรีอันดับหนึ่ง บทที่ 3-บทที่ 4

บทที่ 3 ภายในโถงหลัก เรือนส่วนหน้า สาวใช้ก้มหน้ายกน้ำชาเดินเข้ามา ท่านหญิงชิ่งฝูปั้นหน้าเครียด อดทนอยู่นาน แล้วพูดว่า "ฮ...

jamsai.com