Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน ฮ่องเต้โฉมงามพลิกแผ่นดิน เล่ม 1 บทที่ 7-8 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่าน เรื่อง ฮ่องเต้โฉมงามพลิกแผ่นดิน เล่ม 1

ผู้เขียน : 望三山 (Wang San Shan)

แปลโดย : เฉินซุ่นเจิน

ผลงานเรื่อง : 我靠美颜稳住天下 (Wo Kao Mei Yan Wen Zhu Tian Xia)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

Trigger Warning

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

การบังคับหรือโน้มน้าวให้ทำบางอย่างโดยไม่เต็มใจ

มีการกล่าวถึงความรุนแรงในภาวะสงคราม ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

 

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

บทที่ 7

สีหน้าของฉู่เว่ยดูไม่ได้ เพลิงโทสะจมลึกอยู่ในดวงตาดุจหงส์ ทว่าสีหน้าของกู้หยวนไป๋ที่เปิดมุ้งออกมานั้นน่าเกลียดยิ่งกว่า เขาเพียงเหลือบมองแล้วสะบัดแขนเสื้อจากไปทันที

นี่เป็นครั้งแรกที่ฉู่เว่ยถูกมัดไว้บนเตียงเพื่อให้คนอื่นทำอะไรได้ตามใจชอบ และเป็นครั้งแรกที่ถูกคนอื่นมองด้วยสายตารังเกียจซึ่งเขามองเห็นได้อย่างชัดเจน เดิมทีบุคคลนี้เป็นเพียงฮ่องเต้ผู้อ่อนแอและไร้เดียงสาในสายตาเขา แต่เวลาที่คนผู้นี้มองมา แววตาของเขาดูตกตะลึงและขยะแขยงอย่างชัดเจน

ราวกับฉู่เว่ยเป็นสิ่งสกปรกบางอย่างที่มองแล้วจะทำให้ดวงตาเขาแปดเปื้อน

ฮ่องเต้ไม่คิดที่จะทำอะไรเขา ทว่าความโกรธในใจของฉู่เว่ยมิได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย เขาถลึงตามองร่างสีเหลืองสดที่พร่ามัวด้านนอกผ่านมุ้งบางๆ

กู้หยวนไป๋สีหน้าบึ้งตึง นั่งรอคำอธิบายจากเถียนฝูเซิงอยู่บนเก้าอี้นุ่มด้านนอก

หลังจากที่รู้ว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงของเขาคือฉู่เว่ยตัวเอกจากในหนังสือแล้ว กู้หยวนไป๋ก็ตบที่พักแขนอย่างแรง เสียงทึบนั้นทำให้ผู้คนอกสั่นขวัญแขวน กู้หยวนไป๋บีบที่วางแขนแน่นจนปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาว

เถียนฝูเซิงไม่เคยเห็นฮ่องเต้กริ้วเพียงนี้มาก่อน หัวใจของเขาสั่นสะท้าน รู้ว่าตัวเองลำบากแล้ว

“เถียนฝูเซิง” เมื่อเสียงของฮ่องเต้ดังไปถึงตำหนักชั้นในมันก็กลายเป็นเสียงที่ผิดเพี้ยน “แท้จริงแล้วในใจของเจ้า เจิ้นมีภาพลักษณ์ที่น่าละอายเช่นไรกันแน่ แค่ก…!”

ครั้นโอรสสวรรค์กริ้ว ทุกคนในตำหนักบรรทมต่างทิ้งตัวคุกเข่าลงกับพื้น

ฉู่เว่ยที่ถูกมัดท่อนบนสองมือไพล่หลังบนเตียงได้ยินประโยคนี้ ทั้งยังเห็นคนที่คุกเข่าอยู่บนพื้นอีกด้วย แววตาเย็นชาของเขาซ่อนแววเยาะเย้ย ผ่านไปครู่หนึ่งก็มีข้ารับใช้เข้ามาจุดไฟ ภายในห้องบรรทมที่เคยสลัวพลันสว่างขึ้นราวกับกลางวัน

ฉู่เว่ยกะพริบตาอย่างไม่สะดวกหลายครั้ง ร่างสีเหลืองอร่ามนอกมุ้งกำลังประคองเก้าอี้นุ่มพร้อมกับโน้มตัวไอ เสียงนั้นอู้อี้ทว่ากลับดูรีบร้อน

ฮ่องเต้สวมเพียงเสื้อตัวใน รูปร่างเพรียวบางอ่อนแอ ไฟโทสะในใจของฉู่เว่ยค่อยๆ สงบลงและกลายเป็นสระน้ำแข็งที่มองไม่เห็นก้น

จนกระทั่งหยุดไอลงอย่างยากลำบาก กู้หยวนไป๋พยายามยืดตัวตรง เดินไปที่ข้างเตียงช้าๆ

ฉู่เว่ยมองตรงไปที่เขาผ่านมุ้งเตียง หากฮ่องเต้ไม่รู้เรื่องที่เขาถูกมัดไว้ เช่นนั้นอำนาจที่ฮ่องเต้ผู้นี้มีต่อฝ่ายในก็นับว่าน้อยอย่างแท้จริง ฮ่องเต้เช่นนี้จะดึงหลูเฟิง ขุนนางผู้มีอำนาจลงจากตำแหน่งได้อย่างไรกัน

ตั้งแต่เจ็ดปีก่อนฉู่เว่ยก็ออกเดินทางศึกษา แม้เขาจะห่างหายจากราชสำนัก แต่ก็รู้ข่าวคราวมาจากผู้เป็นบิดาบ้าง อย่างไรก็ดีตำแหน่งราชการของบิดายังต่ำ ทั้งยังไร้ความทะเยอทะยานในวิชาชีพ ดังนั้นฉู่เว่ยจึงไม่เข้าใจรายละเอียดการปกครองของราชสำนักสักเท่าไร

ความคิดนับพันพุ่งเข้ามาในสมองของเขาในทันที ทว่ามือหนึ่งที่เอื้อมเข้ามาในมุ้งฉับพลันขัดจังหวะความคิดเหล่านี้

มือนี้งดงามยิ่งนัก มันเรียวยาวและขาวผ่อง ทว่าเพียงพริบตาเดียวมุ้งก็ถูกฮ่องเต้ยกขึ้นเสียงดัง ‘พึ่บ’

กู้หยวนไป๋มิใช่คนเห็นแก่ตัว หลังจากขึ้นครองบัลลังก์แล้วก็ไม่ได้ถูกอำนาจครอบงำจนโงหัวไม่ขึ้น เขาคิดในทางกลับกัน หากเป็นเขาที่ถูกบังคับมัดไว้บนเตียงของชายอื่น เขาจะต้องเต็มไปด้วยแรงอาฆาตต่อคนผู้นั้นเป็นแน่

ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน ไม่ว่าอีกฝ่ายคือใคร ก็จะต้องสังหารให้ได้

ดังนั้นในไม่ช้าเขาจึงยกโทษให้กับไอสังหารที่ฉู่เว่ยส่งมาถึงเขา หรือแม้แต่ปลอบประโลมตัวเอกที่ถูกเถียนฝูเซิงมัดเอาไว้ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลลงมาก

“จะไม่มีใครรู้เรื่องนี้…” พูดไปได้ครึ่งเดียวก็เกิดอาการระคายคอ กู้หยวนไป๋กำหมัดป้องปากแล้วเบือนหน้าไอ

ผมสีดำขลับยุ่งเหยิงไหวไปตามการเคลื่อนไหว ข้ารับใช้คุกเข่าอยู่ด้านนอกด้วยเนื้อตัวสั่นสะท้าน

เขาไม่สามารถหยุดไอได้เลย ท้ายที่สุดกู้หยวนไป๋ไอจนแทบขาดใจ เขาก้มตัวลงด้วยมือที่สั่นเทา ค้ำยันข้างเตียงมังกรอย่างอ่อนแรง

ผ้าไหมสีเหลืองสดใสปักลายมังกรถูกมือซีดขาวของเขาขยำจนยับยู่ยี่ ทันใดนั้นเองก็รู้สึกเหมือนมีกลิ่นหอมแห่งความเศร้าโศกลอยอวลอยู่

ฉู่เว่ยขมวดคิ้วช้าๆ เขานึกขึ้นได้ว่าฮ่องเต้องค์นี้เพิ่งจะขึ้นครองบัลลังก์เมื่อปีกลาย ไม่เพียงเท่านี้ ร่างกายยังอ่อนแอมากด้วย

ไร้ประโยชน์จริงๆ

 

“ฝ่าบาท” น้ำเสียงที่เหมือนน้ำแข็งตกลงมาในสระดังขึ้น “ฝ่าบาทไม่เป็นไรนะพ่ะย่ะค่ะ”

กู้หยวนไป๋กำผ้าปูเตียงในมือแน่นทันที

เส้นเลือดปูดนูนบนหลังมือขาวซีดดุจเส้นเลือดที่แกะสลักอย่างประณีตบนจี้หยก กู้หยวนไป๋เอนตัวพิงข้างเตียง ในที่สุดเสียงไอก็ค่อยๆ สงบลง

เสียงไอหายไปแล้ว ทว่าเสียงหายใจแหบแห้งยังคงอยู่ กู้หยวนไป๋หลับตาลง หายใจหอบเพื่อสูดอากาศสดชื่นเข้ามา ผ่านไปสักพักเขาจึงค้ำเตียงเพื่อลุกขึ้นยืน

กู้หยวนไป๋ชินกับร่างกายเช่นนี้แล้ว

เขาพยายามอย่างมากเพื่อลุกขึ้นยืน ทั้งๆ ที่สภาพดูไม่ได้แต่กลับพูดกับฉู่เว่ยต่อจากประโยคเมื่อครู่อย่างใจเย็น “ไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะมีคนอื่นรู้ เจิ้นจะให้คนส่งเจ้ากลับอย่างลับๆ และจะลงโทษบ่าวไพร่เหล่านี้ที่ถือวิสาสะมัดเจ้าไว้”

ฉู่เว่ยมองเขาเงียบๆ

ร่างกายของฮ่องเต้หนุ่มแย่กว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก หลังจากไอเพียงเล็กน้อย หางตาก็เปลี่ยนเป็นสีแดง ริมฝีปากราวกับย้อมด้วยชาด คล้ายเพิ่งร้องไห้มา

หน้าตาก็ดีกว่าที่เขาจินตนาการไว้มากๆ

ฉู่เว่ยถูกเรียกว่าเป็นชายงามอันดับหนึ่งแห่งนครหลวง ทุกวันนี้เรื่องรักระหว่างชายกับชายนับเป็นเรื่องที่ทำเพื่อความสำราญเรื่องหนึ่ง ทว่าหลังจากที่ได้รับการกระทำเป็นนัยมากมายจากบุรุษไม่ว่าหนุ่มหรือแก่แล้ว ฉู่เว่ยแทบจะรังเกียจบุรุษทุกคนที่คิดเลยเถิดกับเขา

ตอนที่ถูกมัดมือไพล่หลังไฟแห่งจิตสังหารก็ถูกจุดขึ้นในใจของเขาแล้ว และเมื่อเขารู้ว่าตนถูกส่งไปยังเตียงมังกรจิตสังหารก็ยิ่งดุร้ายยิ่งกว่าเดิม แม้จะต้องเป็นกบฏและถูกประหารเก้าชั่วโคตร เขาก็จะต้องทำให้ฮ่องเต้ไร้ศีลธรรมผู้นี้ชดใช้ให้ได้!

แต่เขาไม่ได้คิดว่านี่จะไม่ใช่ความคิดของฮ่องเต้ และไม่ได้หวังไว้ว่าฮ่องเต้จะงดงามเพียงนี้

ฉู่เว่ยใช้คำว่า ‘งดงาม’ บรรยายฮ่องเต้ในใจด้วยความรู้สึกขยะแขยง เพื่อคลายความโกรธที่เคยอัดอั้นอยู่ในใจก่อนหน้านี้

ฮ่องเต้น้อยรูปงามผู้นี้รังเกียจเขาตั้งแต่แรกเห็น เช่นนั้นก็คงจะไม่ได้ชอบบุรุษกระมัง

หากกู้หยวนไป๋รู้ความคิดนี้ของเขา เกรงว่ากู้หยวนไป๋จะต้องพูดไม่ออกเป็นแน่ เห็นได้ชัดว่าฉู่เว่ยเป็นพวกเหยียดคนชอบเพศเดียวกัน

ตัวละครในหนังสือคนหนึ่งเป็นชายที่พึงใจในสตรี คนหนึ่งเป็นพวกที่เหยียดคนชอบเพศเดียวกัน แล้วสุดท้ายพวกเขามาชอบกันได้อย่างไร

ฉู่เว่ยมีใบหน้างดงาม แต่กลับไม่ใช่ความงดงามแบบบุรุษที่สวยเหมือนสตรี ความงามของเขาคือการใช้คำว่าหล่อเหลาไปจนถึงขีดจำกัด เหมือนแสงจันทร์สว่างที่ใสกระจ่างและสูงส่ง คิ้วกับตาเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งวีรบุรุษ โดยเฉพาะรูปร่างที่สูงเพรียวและแข็งแรงราวกับเสือเลี่ยเป้า* ที่ทรงพลัง

หากให้กู้หยวนไป๋เลือก สิ่งที่เขาชอบที่สุดก็คือร่างกาย ความหล่อเหลาและสุขภาพที่ดีเช่นนี้ หากเทียบกับฉู่เว่ยแล้ว รูปลักษณ์ของเขาในตอนนี้ยังขาดกลิ่นอายของวีรบุรุษอยู่มากโข

ฉู่เว่ยเงียบงันไม่เอ่ยคำ กู้หยวนไป๋นึกว่าเขายังคงรู้สึกขยะแขยง ทอดถอนใจแล้วนั่งลงบนเตียงสบายๆ “หากเจิ้นจำมิผิด บิดาของเจ้าก็คือผู้ช่วยเสนาบดีกรมพิธีการกระมัง”

ท่าทางการคุยสัพเพเหระที่ออกมาจากฮ่องเต้นี้ทำให้ผู้ที่ถูกคุยด้วยปลื้มปริ่มยิ่ง

หลังจากฉู่เว่ยถูกปลดพันธนาการออก ก็ลงมาจากเตียงแล้วคำนับฮ่องเต้ด้วยความนอบน้อม “ฝ่าบาทจำได้ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

กู้หยวนไป๋มองสำรวจเขาอย่างแนบเนียน โบกแขนเสื้อให้คนยกเก้าอี้เข้ามา ส่วนตัวเองก็คลุมเสื้อตัวนอก นั่งลงข้างโต๊ะที่ใช้สะสางราชกิจในวันธรรมดา

“บิดาเจ้าเคยถวายฎีกาแก่เจิ้น อธิบายเหตุผลถึงการจัดการน้ำท่วมของแม่น้ำหวงเหอ” ฮ่องเต้ยิ้มเอ่ย “เจิ้นยังจำเนื้อหาข้างในได้เป็นอย่างดี แม้จะมีข้อบกพร่องอยู่บ้างแต่ก็เป็นแผนที่ดี ทว่ายามนั้นอำนาจของเจิ้นตกต่ำ จึงไม่สามารถดำเนินการได้ทันที”

ฉู่เว่ยขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว

บิดาของเขารู้เรื่องการควบคุมอุทกภัยอย่างลึกซึ้ง เขาเองก็เคยเห็นฎีกาฉบับนั้น หากว่ากันโดยไม่ขัดเขิน ในความเห็นของฉู่เว่ยฎีกาของผู้เป็นบิดาฉบับนั้นเป็นแผนที่ละเอียดอ่อนที่สุดในใต้หล้าแล้ว ทว่าฮ่องเต้ที่ไม่เคยแม้แต่ก้าวออกจากประตูวังกลับบอกว่าฎีกานี้ยังมีข้อบกพร่องบางประการ?

ว่าที่ขุนนางก้มหน้าลง ถามด้วยเสียงล้ำลึก “ได้โปรดฝ่าบาทชี้แนะด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

ทางกู้หยวนไป๋ก็ไม่เกรงใจ เขาพลิกหาเพียงครู่เดียวก็เจอฎีกาของบิดาฉู่เว่ยจากชั้นฎีกาต่างๆ ฉู่เว่ยเห็นดังนั้นใบหน้าก็อุ่นขึ้นเล็กน้อย อย่างน้อยฝ่าบาทก็ใส่ใจจริงๆ

“อุทกภัยแม่น้ำหวงเหอสร้างความปวดหัวให้กับทุกราชวงศ์ตั้งแต่สมัยโบราณ ฉู่ชิงกล่าวถึงสามประการอย่างชัดเจน ประการแรกคือการป้องกันก่อนเกิดอุทกภัย ประการที่สองคือการช่วยเหลือในช่วงอุทกภัย และประการที่สามคือการบรรเทาหลังอุทกภัย” นิ้วของกู้หยวนไป๋ขยับไปตามตัวอักษรบนฎีกา ฉู่เว่ยมองไปตามตำแหน่งนิ้วของเขาโดยไม่รู้ตัว “ถังไท่จงได้ก่อตั้งยุ้งฉางส่วนรวมและยุ้งฉางธรรมดาเพื่อป้องกันสำหรับปีที่ร้ายแรง เขาเริ่มต้นได้ดี จากนั้นราชวงศ์ถังก็เริ่มสร้างแหล่งเก็บน้ำ คิดว่าบิดาเจ้าจะต้องศึกษา ‘สามกลยุทธ์ของจย่ารั่ง’ แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตกจนคุ้นเคยเป็นแน่ หนึ่งคือการเปลี่ยนเส้นทาง สองคือการแยกทางน้ำ และสามคือเพิ่มความสูงและทำให้เขื่อนกั้นน้ำเดิมหนาขึ้น…”

ฮ่องเต้กล่าวถึงความคิดของตนเองอย่างไม่ช้าไม่เร็ว ครั้นเมื่อความสนใจก่อตัวก็หยิบพู่กันลากเส้นทางคดเคี้ยวของแม่น้ำหวงเหอ กระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกลับดูเชื่อฟังและสงบนิ่งภายใต้พู่กันของเขา

เขาพูดคุยไปเรื่อยๆ พร้อมกับรอยยิ้ม

ฉู่เว่ยแทบจะเป็นลม ไม่คิดว่าฮ่องเต้จะมีด้านนี้ด้วย สมองที่ปราดเปรื่องสามารถทำให้เขาเข้าใจความหมายของฮ่องเต้ได้อย่างง่ายดาย และเพราะว่าเข้าใจจึงยิ่งรู้สึกประหลาดใจกว่าเดิม

หลังจากฮ่องเต้พูดจบก็รู้สึกว่ามือเท้าเย็นเยียบ จมูกของเขาแดงจนน่าสงสาร หลังจากสั่งให้คนนำเตาอุ่นมือมา เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

เขามองไปยังฉู่เว่ยที่กำลังครุ่นคิดอย่างรอบคอบ แววซุกซนปรากฏขึ้นมุมปาก เขาก้าวไปช้าๆ แล้วจู่ๆ ก็พูดขึ้น “ฉู่เว่ย เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจิ้นต้องการต้าเหิงที่เป็นเช่นไร”

เจิ้นต้องการปั่นหัวผู้ที่มีความสามารถอย่างไรเล่า!

 

กลางดึกคืนนั้นฉู่เว่ยห่อตัวเนื่องด้วยลมหนาวจนกลับไปถึงจวน เขาปฏิเสธความกังวลของคนในครอบครัวอย่างเงียบๆ และขังตัวเองอยู่ในห้องตำราตามลำพัง

เขานั่งอยู่ในห้องนั้นทั้งคืน เมื่อขอบฟ้าเย็นลงและเสียงนกร้องเล็ดลอดมาทางหน้าต่าง เขาจึงรู้ว่าตอนนี้ฟ้าสางแล้ว

ฉู่เว่ยลุกขึ้นยืน ผลักประตูห้องตำราออกไป บรรยากาศยามเช้าเย็นสดชื่น จนสมองที่บวมเป่งของเขาผ่อนคลายลงในทันที

ฝ่าบาทเป็นคนมีความคิดลึกซึ้งและใจกว้าง

เขาได้ข้อสรุปดังกล่าวหลังจากครุ่นคิดมาทั้งคืน

ฮ่องเต้ไม่ได้เป็นคนอ่อนแอไร้ประโยชน์อย่างที่เขาคิด ไม่สิ บางทีฮ่องเต้อาจจะอ่อนแอ หรือบางทีอาจจะควบคุมอำนาจทางทหารหรือแม้แต่ฝ่ายในไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ว่าภายใต้ร่างกายที่บอบบางอ่อนแอนั้นกลับซ่อนต้นแบบของฮ่องเต้ผู้ปรีชาที่มีความทะเยอทะยานเอาไว้

ทันใดนั้นในสมองของฉู่เว่ยก็ปรากฏภาพของฮ่องเต้ที่ก้มตัวไอเมื่อคืนนี้

นิ้วสีขาวบอบบางจิกเตียงผ้าไหมและฝังตัวอยู่ระหว่างผ้าปูที่นอน

เขาไอจนน้ำตาเล็ด ดวงตาแดงก่ำ ริมฝีปากที่เม้มแน่นอย่างดื้อรั้นแดงยิ่งกว่าหางตาของเขาเสียอีก

ฉู่เว่ยหมุนตัวช้าๆ แล้วชะงักฝีเท้า จากนั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกระฉับกระเฉง เขาเดินไปยังชั้นตำราทีละก้าวๆ

 

ทันทีที่ใต้เท้าฉู่มาถึงห้องตำราก็เห็นบุตรชายกำลังถือตำราค้นคว้า

เมื่อบุตรชายได้ยินเสียงของเขาก็วางตำราในมือลงพร้อมมองเขาอย่างใจเย็น “ข้าต้องการเข้าร่วมการสอบฮุ่ยซื่อ ในเดือนสาม”

เจ็ดปีก่อนฉู่เว่ยก็สอบได้จวี่เหริน แล้ว และเป็นเจี่ยหยวน ของจวี่เหรินรุ่นนั้น ปีนั้นเขาเพิ่งจะอายุสิบเจ็ด ชื่อเสียงด้านพรสวรรค์จึงได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

ทว่าฉู่เว่ยไม่มีความคิดที่จะเป็นขุนนาง เจ็ดปีหลังจากนั้นจึงมิได้สอบเคอจวี่ ต่อ ตลอดคืนที่ผ่านมาใต้เท้าฉู่ไม่รู้เลยว่าเขาคิดอะไร แต่การที่สามารถสอบเคอจวี่ต่อได้ก็เป็นเรื่องดีอย่างคาดไม่ถึง

“ดีๆๆ” ใต้เท้าฉู่ดวงตารื้นเล็กน้อย “ดี!”

ฉู่เว่ยพยักหน้าให้บิดา แล้วอ่านตำราในมือต่อ

ในเมื่อคิดจะสอบ เช่นนั้นตำแหน่งจ้วงหยวนจะเป็นของใครไปได้

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน หวนคืนอีกครา สู่ห้วงเวลาแสนงาม เล่ม 1 บทนำ-บทที่ 2

บทนำ                                                               เมฆดำลอยต่ำ ธงทิวปลิวไสว เมืองเยี่ยนซึ่งตั้งตระหง่านอ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน หวนคืนอีกครา สู่ห้วงเวลาแสนงาม เล่ม 1 บทที่ 3-บทที่ 4

บทที่ 3 เฉียวเจาคิดไว้แต่แรกแล้วว่าบุรุษเฉกเช่นฉือชั่นนี้ ปกติต้องมีหญิงสาวแอบทอดสะพานให้เขาเป็นจำนวนไม่น้อย ถ้านางเรียก...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน หวนคืนอีกครา สู่ห้วงเวลาแสนงาม เล่ม 1 บทที่ 7-บทที่ 8

บทที่ 7 เฉียวเจารู้ตัวว่าพลั้งปาก นางเห็นสายตาประหลาดใจของทุกคนก็กลอกตามองไปทางฉือชั่น เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “จะกลั...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน หวนคืนอีกครา สู่ห้วงเวลาแสนงาม เล่ม 1 บทที่ 5-บทที่ 6

บทที่ 5 ฉือชั่นเอ่ยถามเสียงเรียบ “เจ้าเดินหมากกับข้าถึงกับนอนหลับเชียวหรือ” เฉียวเจาสะดุ้งตื่นขึ้น ยกมือวางหมากบังเกิดเส...

jamsai.com