Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน หลางตี๋ หมาป่าเหนือราชัน เล่ม 1 บทที่ 1-2 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่าน เรื่อง หลางตี๋ หมาป่าเหนือราชัน เล่ม 1

ผู้เขียน : เหลียงฉาน (涼蟬)

แปลโดย : Singin’ in the Rain

ผลงานเรื่อง : 狼鏑 (Lang Di)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

Trigger Warning

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

การบังคับหรือโน้มน้าวให้ทำบางอย่างโดยไม่เต็มใจ มีการบรรยายเกี่ยวกับการตายของสัตว์

และการกล่าวถึงความรุนแรงในภาวะสงคราม ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ  

 

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

องก์หนึ่ง

ทุ่งกว้างอันหนาวเหน็บ

 

บทที่ 1 องค์ประกัน

ตึง!

ลูกธนูเฉียดผ่านหูเฮ่อหลันเฟิงแล้วปักเข้าไปในเสาไม้

ผ้าปิดตาร่วงหล่นลงมา ดวงตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้าง บริเวณห่างไปไม่ไกลนักมีเด็กหนุ่มขี่ม้าหัวเราะจนตัวงออยู่หลายคน

ผู้ที่เป็นหัวหน้าสวมหมวกขนหมาป่า เสื้อคลุมยาวตัวนอกผูกไว้ตรงเอว บนเข็มขัดหนังสวีหลู่มีสายร้อยหยกกับลูกปัดทองหลายเส้น พวกมันกระทบกันจนดังเป็นเสียงกรุ๊งกริ๊งเบาๆ

“จะยอมหรือไม่!” เด็กหนุ่มผู้นั้นตะโกนเสียงดัง “ข้าต่างหากที่เป็นนักธนูมือหนึ่งของที่ราบฉือวั่งหยวน ยอมแพ้แล้วคุกเข่าให้ข้า เรียกข้าว่าต้าหวัง* !”

เฮ่อหลันเฟิงถูกมัดกับเสาไม้ มือเท้าต่างถูกมัดแน่นด้วยเชือกหนังวัวอุ้มน้ำ รัดจนเขาไม่สามารถแม้แต่จะกระดุกกระดิก เลือดไหลจากใบหูลงไปตามกระดูกไหปลาร้ากับแผ่นอก ทว่าเขากลับขบฟันแน่น สายตาดุร้าย เขาถ่มน้ำลายอย่างเย็นชา “ถุย!”

เด็กหนุ่มถลึงตาจนเบิกกว้าง เขายกธนูเล็งมาที่เฮ่อหลันเฟิงอีกครั้ง ลูกธนูพาดบนคันธนูใหม่ หัวลูกธนูซึ่งทำจากทองส่องประกายวูบวาบท่ามกลางแสงอาทิตย์

“หุนต๋าเอ๋อร์ นี่ศรจินเหอนะ…” มีเด็กหนุ่มเอ่ยเตือน “ถ้าบิดาเจ้ารู้เข้า…”

หุนต๋าเอ๋อร์ต่อยเด็กหนุ่มผู้นั้นหนึ่งหมัด แล้วยกธนูขึ้นอีกครั้ง “เจ้าได้ยินชัดแล้ว ศรจินเหอในมือข้านี้ เป่ยหรงเทียนจวิน** พระราชทานให้บิดาข้า! ข้าจะถามอีกครั้ง จะยอมแพ้หรือไม่!”

ปลายแหลมของศรจินเหอแกะสลักลายนกกระจอกทองกระพือปีก จะงอยปากนกแหลมคมเปล่งประกายสีเขียวรางๆ

เฮ่อหลันเฟิงจำได้ ภายในลูกธนูกลวงนี้มีไว้เพื่อใส่ยาพิษ นี่เป็นอาวุธที่ใช้คร่าชีวิตคนได้

“…อยากให้ข้าคุกเข่า ก็ต้องปล่อยตัวก่อนข้าถึงจะทำได้” เฮ่อหลันเฟิงพูดเสียงดัง “พวกเจ้ามัดข้าไว้เช่นนี้ ต่อให้อยากคุกเข่า ข้าก็ไม่อาจทำได้”

หุนต๋าเอ๋อร์พูดด้วยความตื่นเต้น “เช่นนั้นเจ้าก็ยอมข้าแล้ว?”

เฮ่อหลันเฟิงพยักหน้า

หุนต๋าเอ๋อร์หน้าแดงปลั่ง “ไม่ได้ ข้าไม่เชื่อ เรียกข้าว่าต้าหวังก่อนสิ”

เฮ่อหลันเฟิงสีหน้าไร้ความรู้สึก “ต้าหวังหุนต๋าเอ๋อร์”

หุนต๋าเอ๋อร์ชูคันธนูพลางโห่ร้องเสียงดังกับผู้ติดตาม โบกมือให้เหล่าบริวารไปปลดเชือกที่มัดตัวเฮ่อหลันเฟิง

ตูเจ๋อเพิ่งถูกเขาต่อยมาหนึ่งหมัด ใบหน้านั้นบวมเป่งไปครึ่งซีก เด็กหนุ่มรีบเข้าไปคลายเชือกให้อย่างหวาดหวั่น เชือกหนังวัวที่แห้งแล้วนั้นแน่นมาก รัดข้อมือข้อเท้าเฮ่อหลันเฟิงจนช้ำเป็นรอยแดง

ตูเจ๋อล้วงมีดสั้นออกมาตัดเชือกที่ข้อมือขวาเฮ่อหลันเฟิง ฉับพลันข้างหูก็มีเสียงดังวิ้ง ทั้งร่างเขาถูกเหวี่ยงลอยออกไปทันที มีดสั้นเล่มเล็กที่หลุดมือก็ถูกเฮ่อหลันเฟิงคว้าไว้ได้

“ของกลับคืนสู่เจ้าของเดิม!” เฮ่อหลันเฟิงถือมีดสั้นด้วยสีหน้าลำพองใจ ชั่วพริบตาก็ตัดเชือกหนังวัวที่รัดข้อมือข้อเท้าเรียบร้อย เขากลิ้งไปกับพื้น แล้วเงื้อหมัดกระแทกหน้าอกตูเจ๋อผู้ล้มอยู่บนพื้น

ศรจินเหอพุ่งแหวกอากาศมา ตามด้วยเสียงคำรามเกรี้ยวกราดของหุนต๋าเอ๋อร์ ตูเจ๋อหวาดกลัวจนร้องเสียงหลง เฮ่อหลันเฟิงรีบดึงไหล่เขาแล้วพลิกตัว ศรจินเหอจึงปักลงไปในดิน เป็นตำแหน่งขาขวาของตูเจ๋อเมื่อครู่พอดี

ตูเจ๋อหน้าซีดเผือด “เจ้ายิงธนูเช่นนี้! จะฆ่าข้าหรือ!”

สีหน้าหุนต๋าเอ๋อร์กระอักกระอ่วนเล็กน้อย “ข้าแค่อยากช่วยเจ้า…อย่าให้เจ้าลูกฮั่นหนีไป!”

เฮ่อหลันเฟิงยื่นมือไปคว้าศรจินเหอดอกนั้นแล้วบ่ายหน้าวิ่งตะบึง

หิมะซึ่งตกหนักบนที่ราบฉือวั่งหยวนเพิ่งจะหยุดตก เมื่อทอดสายตามองไปสุดลูกหูลูกตา เทือกเขาคู่ตู๋หลินทางเหนือกับเทือกเขาอิงหลงทางใต้เป็นสีเงินยวงเช่นเดียวกัน ดุจดังฉากกำบังยักษ์สองด้านขนาบที่ราบฉือวั่งหยวนไว้ตรงกลาง

เฮ่อหลันเฟิงกลายเป็นหยดหมึกซึ่งเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ยอดอาชาหลายตัวไล่ตามหลังมา เสียงร้องตะโกนดังไม่หยุดหย่อน อาทิตย์อัสดงดวงกลมฝังตัวอยู่บนยอดผาและหุบเขาของเทือกเขา อาบย้อมพื้นหิมะขาวเป็นสีแดงเพลิง

เสียงแส้แหวกอากาศ เฮ่อหลันเฟิงหลบไม่ทันจึงโดนแส้หวดบนแผ่นหลังเข้าอย่างจัง เขาล้มจมกองหิมะ ทว่าก็ยังคงกำศรจินเหอไว้แน่น

พวกหุนต๋าเอ๋อร์ทยอยลงจากม้า เข้ามากดเฮ่อหลันเฟิงไว้พลางพลิกร่างเขาให้หงายหน้าขึ้นมา ยามที่นอนหนุนหิมะเย็นเฉียบ ความเจ็บปวดบนแผ่นหลังเด็กหนุ่มจึงค่อยๆ ด้านชา ได้แต่ดิ้นรนพร้อมหอบหายใจไม่หยุด

หุนต๋าเอ๋อร์โกรธจนคิ้วเหยียดไปถึงขมับ เขาแงะนิ้วเฮ่อหลันเฟิงออก แย่งศรจินเหอกลับไป

“เจ้าลูกฮั่น เจ้าไม่รู้หรือว่ามือตนเองสกปรก!” หุนต๋าเอ๋อร์งอเข่ากดหน้าอกเฮ่อหลันเฟิง ชกเขาหนึ่งหมัด “เจ้ากล้าแตะต้องศรจินเหอของข้า!”

เฮ่อหลันเฟิงถูกมัดตากแดดกับเสาไม้ทั้งวันจึงอ่อนแรงอย่างยิ่ง บนหลังยังมีเลือดไหล ทั้งยังถูกหุนต๋าเอ๋อร์ต่อยจนงุนงง เขาจึงไร้เรี่ยวแรงจะสวนกลับอย่างสิ้นเชิง

ด้านหลังห่างออกไปไม่ไกลมีลำธารสายหนึ่ง หุนต๋าเอ๋อร์จิกผมเฮ่อหลันเฟิงกระแทกเขากับริมลำธาร หลังศีรษะเด็กหนุ่มดังวิ้ง ขณะล้มลงพื้นยังกระแทกกับเปลือกน้ำแข็งบางๆ บนลำธาร น้ำแข็งกับน้ำเย็นเฉียบเปียกชุ่มไปครึ่งศีรษะ เขาพลันได้สติทันที

มือหนึ่งของหุนต๋าเอ๋อร์ถือศรจินเหอ ส่วนอีกมือหนึ่งกดหน้าผากเฮ่อหลันเฟิง ศรจินเหอส่งเสียง ‘กริ๊ก’ แผ่วเบา จะงอยปากนกกระจอกทองตรงปลายแหลมของลูกธนูเปิดออกเป็นช่องเล็กๆ เห็นของเหลวสีเขียวที่บรรจุอยู่ข้างในได้เลือนราง

“มารดาชาวฮั่นของเจ้าเป็นคนตาบอด จะให้กำเนิดลูกที่มีดวงตาเหมือนหมาป่าอย่างเจ้าได้อย่างไร” หุนต๋าเอ๋อร์คลี่ยิ้มเย็นชา “วันนี้ข้าหุนต๋าเอ๋อร์จะลองดูซิว่าดวงตาหมาป่าของเจ้านั้นร้ายกาจ หรือศรจินเหอของเป่ยหรงเทียนจวินที่ร้ายกาจ!” กล่าวจบเขาก็จับศรจินเหอจ่อที่ดวงตาเฮ่อหลันเฟิง

เฮ่อหลันเฟิงร้องคำราม พยายามดิ้นสู้สุดชีวิต ทว่าจนใจเมื่อปลายแหลมของศรจินเหอกดต่ำลงมาทุกขณะจวนจะเสียบเข้ามาในดวงตาเขาอยู่รอมร่อ…

เคร้ง!

หุนต๋าเอ๋อร์พลันกลิ้งลงจากร่างเฮ่อหลันเฟิง มือซ้ายบีบมือขวาแน่น เขาร้องไห้พลางกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ศรจินเหอลอยอยู่กลางอากาศก่อนจะม้วนตลบตกลงไปในลำธารทันที

เป็นลูกธนูไม้ดอกหนึ่งที่ยิงถูกหัวศรจินเหอ ดีดหัวศรซึ่งทำด้วยทองคำบริสุทธิ์จนกระเด็น แรงดีดที่เหลือถึงกับทำให้กระดูกข้อมือขวาของหุนต๋าเอ๋อร์เคลื่อน หลังยิงเข้าเป้าลูกธนูไม้ก็ปักลึกลงดิน เหลือเพียงปีกลูกธนูยังคงสั่นเบาๆ

มีขบวนรถม้าคดเคี้ยวยาวเหยียดอยู่ที่ด้านปลายน้ำของลำธารน้ำแข็ง สตรีสวมเสื้อเกราะทั้งร่างกำลังเก็บคันธนูยาวในมือ ในแววตาสงบนิ่งแฝงด้วยความโกรธเคือง นางมองเฮ่อหลันเฟิง แล้วก็มองกลับไปทางหุนต๋าเอ๋อร์ผู้เจ็บจนร้องโหยหวนไม่หยุด

เด็กหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งอายุไล่เลี่ยกับเฮ่อหลันเฟิงยืนอยู่ข้างนาง ร่างกายซูบผอม ดูอ่อนแอ เขาแต่งกายแบบชาวฮั่นต้าอวี่ บนตัวคลุมมิดชิดด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาวราวหิมะ หมวกเสื้อคลุมดึงมาปกปิดศีรษะ เห็นเพียงเค้าหน้าขาวเนียน ดวงตาประหนึ่งมุกสีนิลทอดมองมาทางเฮ่อหลันเฟิงจากไกลๆ

ท่ามกลางหิมะสีขาวโพลน ใบหน้าหนึ่งแจ่มชัดเต็มสายตาเฮ่อหลันเฟิง

เขาเก็บศรจินเหอขึ้นมา พิษกระเพื่อมในน้ำถูกทำให้เจือจางลงโดยสมบูรณ์ สีเขียวจางหลายสายไหลลงไปตามสายน้ำ

ชายร่างใหญ่เผ่าเป่ยหรงผู้หนึ่งเดินออกมาจากขบวนรถมองศรจินเหอในมือเฮ่อหลันเฟิง จากนั้นก็มองหุนต๋าเอ๋อร์ผู้ยังคงคุกเข่าร้องโหยหวนอยู่กับพื้น ทันใดนั้นก็โกรธเกรี้ยว

“หุนต๋าเอ๋อร์!!!”

 

นี่คือขบวนรถคุ้มกันจิ้นเยวี่ยผู้เป็นองค์ประกันต้าอวี่มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงของเป่ยหรง ขณะพักผ่อนอยู่ตรงเนินเขา ไป๋หนีแม่ทัพผู้ติดตามคุ้มกันองค์ประกันบังเอิญเห็นเด็กหนุ่มถูกเหยียดหยามจึงรีบลงมือช่วยเหลือ บังเอิญยิ่งที่หุนต๋าเอ๋อร์เป็นบุตรชายของแม่ทัพหู่ผู้บัญชาการกองพลพิทักษ์เป่ยหรง

เฮ่อหลันเฟิงนั่งขัดสมาธิอยู่ในรถม้า ตลบม่านรถมองไปด้านนอก หุนต๋าเอ๋อร์คุกเข่าไหล่สั่นอยู่ตรงหน้าบิดา แม่ทัพหู่โบกศรจินเหอ ท่าทางดุร้ายประหนึ่งจะแทงร่างเขาให้เป็นรูพรุน

“เจ้ากล้าดีอย่างไร!” แม่ทัพหู่คำราม “เจ้ากล้าแตะต้องศรจินเหอของข้าได้อย่างไร!”

หุนต๋าเอ๋อร์ร้องไห้โฮ

เฮ่อหลันเฟิงอดกลั้นไม่ไหวจึงหัวเราะลั่น การหัวเราะนี้ดึงรั้งแผลตรงใบหูกับแผ่นหลัง ฉับพลันเขาก็เจ็บจนแยกเขี้ยวยิงฟัน ย่นคอทันที เสื้อท่อนบนกับกางเกงชั้นนอกของเขาล้วนถูกพวกหุนต๋าเอ๋อร์ถอดออก เขาสวมเพียงกางเกงตัวในสีขาวกับรองเท้าหุ้มข้อหนังเสือ ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นกล้ามเนื้อบางสวย ทว่าบนแผ่นหลังกลับปริแตกเป็นรอยแส้สีเลือด การแต่งกายของเฮ่อหลันเฟิงต่างไปจากชนชั้นสูงร่ำรวยอย่างพวกหุนต๋าเอ๋อร์ บนเอวที่รัดด้วยเข็มขัดซึ่งถักมือแบบหยาบๆ มีมีดเล่มเล็กแกว่งไกวอยู่

จิ้นเยวี่ยพิจารณาเฮ่อหลันเฟิง แล้วเอ่ยเสียงเบา “หลังเจ้ามีเลือดไหล”

ไป๋หนีค้นยาจินช่วงซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาบาดแผลที่เกิดจากอาวุธโดยเฉพาะออกมา พูดกับเด็กหนุ่ม “หมอบลง”

เฮ่อหลันเฟิงไม่ยินยอมแสดงความอ่อนแอต่อหน้าเด็กหนุ่มแปลกหน้า เขาจึงเบือนหน้า “ข้าไม่เจ็บ ข้าไม่ต้องการยาประหลาดนี่…” เพิ่งขาดคำ หญิงสาวก็กดไหล่เขาและใส่ยาให้โดยไม่ยอมฟังคำอธิบายใดๆ

แรงมือของนางไม่เบา เฮ่อหลันเฟิงเจ็บจนตัวสั่น ดิ้นก็ไม่หลุด อีกทั้งยังไม่อยากแสดงความอ่อนแอต่อหน้าเด็กหนุ่มแปลกหน้าจึงได้แต่ขบกรามแน่นไม่ร้องออกมา

มือจิ้นเยวี่ยกุมเตาน้ำร้อน* นิ่งอึ้งมองเฮ่อหลันเฟิงที่หน้าตาเหยเกเนิ่นนานคล้ายจะทอดถอนใจ ในคำพูดมีความสุขุมอันไม่เข้ากับอายุหลายส่วน

“พวกเราถึงที่ใดแล้ว” เขาถามเสียงเบา

“ภายในเขตของเผ่าเยี่ยไถ” ไป๋หนีขานตอบ “เยี่ยไถเป็นเผ่าทางใต้สุดของเป่ยหรง จากตรงนี้ห่างจากเป่ยตูเป็นระยะทางครึ่งเดือน”

ภายในรถเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง เฮ่อหลันเฟิงกลอกตาลอบชำเลืองมองจิ้นเยวี่ย

นิ้วมือจิ้นเยวี่ยเลิกมุมหนึ่งของม่านหน้าต่าง เขามองออกไปนอกรถเงียบๆ ทั้งท้องฟ้า ผืนดิน และกระโจม ละอองหิมะโปรยปรายกระจัดกระจาย ม่านตาสีดำของเด็กหนุ่มสะท้อนภาพปุยหิมะที่ปลิวว่อน หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็ผินหน้ามองเฮ่อหลันเฟิงแล้วเอ่ยถาม “เสื้อผ้าเจ้าเล่า ไม่หนาวหรือ”

ใบหูเฮ่อหลันเฟิงร้อนผ่าวเล็กน้อย คล้ายเพิ่งตระหนักได้ว่ายามนี้ตนเองไร้เสื้อคลุมกายช่างน่าอับอายยิ่ง จึงทำทีไม่สนใจคำถามของจิ้นเยวี่ย โต้กลับอย่างดุร้ายไปหนึ่งประโยค “ทาเสร็จหรือยัง ข้าจะไปแล้ว”

ไป๋หนีหัวเราะพรืด “ไปเถอะ”

เห็นเฮ่อหลันเฟิงยังคงทำหน้าตาดื้อรั้นดุดัน จิ้นเยวี่ยจึงไม่ถามสิ่งใดอีก เขาปลดเสื้อคลุมขนจิ้งจอกบนร่างยื่นส่งให้เด็กหนุ่มแปลกหน้า

“แดนเหนืออากาศหนาวเย็น” เขาเอ่ยอย่างแผ่วเบา “เจ้าตัวเปลือยเปล่าจะกลับบ้านอย่างไร สวมไว้เถิด อุ่นมากขึ้นหนึ่งเค่อ** ก็คือหนึ่งเค่อ”

เสื้อคลุมขนจิ้งจอกขาวสะอาดนุ่มลื่น ทว่าเฮ่อหลันเฟิงกลับไม่รับ

จิ้นเยวี่ยเอ่ยอย่างจริงใจที่สุด “หากเจ้าไม่ชอบ ข้ายังมีเสื้อคลุมหนังหมีอีกตัว”

ทว่าไป๋หนีกลับไม่ยินยอม “คุณชาย เมืองหลวงเป่ยหรงหนาวเย็นยิ่งนัก”

“พอข้าถึงเป่ยตูก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวตามอิสระได้อีก ตลอดทั้งวันได้แต่อุดอู้ในห้องเล็กๆ เท่านั้น” จิ้นเยวี่ยดึงดัน “เขาต้องการมันมากกว่าข้า”

ทันใดนั้นเฮ่อหลันเฟิงก็แย่งเสื้อคลุมขนจิ้งจอกไป ก่อนจะกระโดดออกจากรถโดยไร้ซึ่งคำขอบคุณและคำบอกลา ยามที่ไป๋หนีเลิกม่านรถขึ้นนั้นเด็กหนุ่มก็วิ่งไปไกลลิบเสียแล้ว

แม่ทัพหู่ตะโกนเสียงดังให้พวกหุนต๋าเอ๋อร์ไปส่งเฮ่อหลันเฟิงจนถึงบ้าน เด็กหนุ่มหนึ่งกลุ่มร้องตะโกนโหวกเหวก ขี่ม้าจากไปไกล ในสายลมแว่วเสียงด่าทอกันระหว่างเฮ่อหลันเฟิงกับหุนต๋าเอ๋อร์ดังมาเลือนราง

“…ชาวเป่ยหรงเข้ากับผู้อื่นยากเช่นนี้หมดหรือ” จิ้นเยวี่ยถามเสียงเบา

ไป๋หนีนำเสื้อคลุมหนังหมีมาคลุมบนร่างเขา พร้อมทั้งจัดเส้นผมให้ “ข้ากลับรู้สึกว่าเด็กเป่ยหรงเมื่อครู่นี้หัวรั้นจนน่าสนใจ ได้ยินว่าชาวเป่ยหรงพูดจาโผงผาง ปิดบังไม่เก่ง ไฉนเขาถึงได้ดูแปลกพิกลเช่นนี้”

จิ้นเยวี่ยหัวเราะอยู่ครู่หนึ่ง ยามอ้าปากอีกครั้งก็ใจลอยเล็กน้อย “ข้าได้ยินคนในวังบอกว่าเป็นองค์ประกันต้องสิ้นลมที่เป่ยหรง กลับไปไม่ได้แล้ว”

ไป๋หนีเอ่ยสวน “ผู้ใดกล่าว ข้าจะตัดลิ้นผู้นั้นเสีย”

จิ้นเยวี่ยเงยหน้ามองนาง อยากได้รับคำยืนยันมากกว่านี้ “ท่านพ่อจะมารับข้าจริงๆ หรือ”

หญิงสาวกล่าวเสียงอ่อนโยน “แม่ทัพจงเจา* เคยหลอกเจ้าเมื่อใด เวลานี้จินเชียงรุกรานชายแดน แม่ทัพนำทหารออกสู้รบ เป็นการสร้างคุณูปการให้แก่บ้านเมือง หลังได้รับชัยชนะกลับมารายงาน เขาจะต้องมารับเจ้าทันทีแน่นอน”

จิ้นเยวี่ยเคยได้ยินบิดากล่าวว่าเป่ยหรงกับจินเชียงเป็นเสือสองตัวซึ่งจ้องหาโอกาสอยู่ข้างๆ ยามใดที่อำนาจต้าอวี่อ่อนแอก็อันตรายยิ่ง เขาได้แต่พยักหน้าอย่างเงียบงัน

ไป๋หนีเตือนสติ “คำพูดและการกระทำของเจ้าล้วนเกี่ยวข้องกับเกียรติยศของต้าอวี่ หากคิดถึงบ้านก็แค่เอ่ยกับข้า แต่ห้ามร้องไห้อีก”

จิ้นเยวี่ยนั่งตัวตรง สองมือสอดอยู่ในแขนเสื้อ กล่าวเสียงแผ่วเบา “ท่านแม่ทัพวางใจเถิด จิ้นเยวี่ยเข้าใจ”

เขาหน้าตางดงามหล่อเหลา เวลาไม่กล่าววาจาดูคล้ายรูปสลักหยกอันวิจิตรที่ถูกขัดเงา ทั้งสันจมูกโด่ง คิ้วยาวดุจดาบ ทว่าในแววตาไม่เห็นความอ่อนโยนแม้แต่น้อย

ไป๋หนีเห็นท่าทางเช่นนี้ของเด็กหนุ่มก็ปวดใจอยู่หลายส่วน นางล้วงห่อกระดาษออกจากอกเสื้อประหนึ่งเล่นกล “ที่ข้ายังมีลูกกวาดสิงโตที่ฟูเหริน*ให้พกติดมา จะกินหรือไม่”

ท้ายที่สุดจิ้นเยวี่ยก็อายุเพียงสิบห้าสิบหกปี เขาเบิกบานขึ้นทันที “ยังมีอิงเถา** เชื่อมหรือไม่”

ไป๋หนีเปิดห่อกระดาษ เผยให้เห็นลูกกวาดซึ่งปั้นเป็นทรงสิงโตตัวน้อยขณะตอบ “อิงเถาเชื่อมถูกเจ้ากินหมดไปเมื่อห้าวันก่อน ด้านในลูกกวาดสิงโตชิ้นนี้เติมนมวัวกับวุ้นนมเอาไว้ เป็นบรรณาการจากชวนจง*** ที่ฟูเหรินได้มาอย่างยากลำบาก”

จิ้นเยวี่ยแบ่งลูกกวาดสิงโตกินกับนาง “อิงเถาเชื่อมที่ท่านแม่ทำไม่รู้ใส่น้ำตาลอะไร อร่อยเป็นหนึ่งในใต้หล้าเลย”

ภายในรถอบอุ่นจนจิ้นเยวี่ยถึงกับหลงลืมเส้นทางโคลงเคลงกับหิมะด้านนอกซึ่งตกหนักขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเด็กหนุ่มชาวเป่ยหรงที่เมื่อครู่เขาไม่ได้ถามชื่อแซ่ก็ยังเลิกใส่ใจ กลับพูดคุยถึงเรื่องงานฝีมือต่างๆ ของมารดากับไป๋หนีอย่างร่าเริงมีความสุข

 

ขณะนี้ที่เมืองหลวงเป่ยหรงหิมะซึ่งตกหนักได้หยุดลงแล้ว ทั้งในและนอกเมืองศิลาเงียบสงัด เสียงคนเบาบาง มีเพียงเปลวไฟนิรันดร์บนหอสูงกลางวังหลวงซึ่งยังคงลุกไหม้ไม่ดับมอด

เซ่อลี่หลางจวิน**** ผู้รับผิดชอบส่งข่าวขี่ม้าพุ่งเข้าประตูเมืองพร้อมแสดงป้ายทองในมือ เป็นรายงานข่าวด่วนทางทหารซึ่งส่งมาจากชายแดน บนถนนหลักใจกลางเมืองหลวงพลันจุดควันดำหลายสาย เมื่อแต่ละด่านมองเห็นควันดำก็รู้ว่ามีรายงานด่วนทางทหารถ่ายทอดมา จึงพากันปล่อยให้ผ่านเข้าไป

นายกองซึ่งสวมเกราะเงินเป่ยหรงตามติดอยู่ด้านหลังเซ่อลี่หลางจวิน ห้อตะบึงม้าเข้าไปในเมืองประหนึ่งสายลม

ในโถงหารือราชการ มีขุนนางกำลังรายงานสถานการณ์ขององค์ประกันต้าอวี่กับเป่ยหรงเทียนจวิน “องค์ประกันเข้าสู่เขตเผ่าเยี่ยไถแล้ว ขณะนี้แม่ทัพหู่กำลังคุ้มกันพ่ะย่ะค่ะ”

“เป็นเด็กเช่นใด” เป่ยหรงเทียนจวินเอ่ยถาม “คล้ายจิ้นหมิงจ้าวหรือไม่”

เสนาบดีอดหัวเราะไม่ได้ “เด็กนั่นร่างกายเล็กจ้อย สุภาพเรียบร้อย ไม่คล้ายบิดาเขาเลยสักนิด”

เป่ยหรงเทียนจวินหัวเราะเสียงดังลั่นทันที ดวงตาเปล่งประกายหนาวเยือกเย็นชา “ในราชสำนักต้าอวี่ ไม่รู้กี่ร้อยปีถึงจะปรากฏแม่ทัพมากความสามารถเช่นจิ้นหมิงจ้าว!”

เวลานี้เองด้านล่างห้องโถงก็มีคนมารายงาน สารรายงานด่วนทางทหารมาถึงแล้ว นายกองสาวเท้าก้าวยาวๆ เข้ามาในโถงหารือราชการพร้อมส่งมอบจดหมายในมือ เป่ยหรงเทียนจวินกางออกดู ฉับพลันสีหน้าก็แปรเปลี่ยน หลังนิ่งงันเนิ่นนานก็ถอนหายใจยาว

“จิ้นหมิงจ้าว…” เขากล่าวเสียงเบาอย่างเคร่งขรึม “สิ้นชีพในการรบแล้ว”

หลังชั่วพริบตาอันเงียบสงัดที่กระทั่งเข็มตกยังได้ยินผ่านพ้นไป ในโถงหารือราชการก็มีเสียงดังอื้ออึง

จิ้นหมิงจ้าวแม่ทัพจงเจาแห่งต้าอวี่ เป็นแม่ทัพผู้องอาจห้าวหาญที่สุดตั้งแต่เริ่มรัชสมัยต้าอวี่ เขาบัญชาการกองพลพิทักษ์ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือมายี่สิบกว่าปี ไม่เคยรบแพ้สักสมรภูมิ สกัดจินเชียงไว้นอกด่านไป๋เชวี่ยตรงชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือได้มาตลอด

หลายปีก่อนกองทัพหลักของเป่ยหรงเคยจ้องหาโอกาสเคลื่อนไหว ฮ่องเต้ต้าอวี่รีบโยกย้ายจิ้นหมิงจ้าวซึ่งรักษาการณ์อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือมายังกองพลพิทักษ์ชายแดนเหนือ ชาวเป่ยหรงเคยตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้แก่แม่ทัพจงเจาผู้นี้อย่างราบคาบมาก่อน ท่ามกลางขุนนางและแม่ทัพของเป่ยหรง ผู้ซึ่งเคยเห็นจิ้นหมิงจ้าวมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย แต่กระนั้นไม่ว่าผู้ใดล้วนเคยได้ยินนามของแม่ทัพผู้นี้ ข่าวการเสียชีวิตนี้มาอย่างกะทันหัน พาให้ผู้คนต่างตื่นตะลึง

“เสียชีวิตได้เช่นไร” เป่ยหรงเทียนจวินที่ได้สติกลับมาถามนายกองหนุ่มผู้นั้น

“จิ้นหมิงจ้าวสิ้นชีพที่ด่านไป๋เชวี่ย” นายกองผู้นั้นก้มหน้างุด “ถูกดาบแทงเข้าใส่ตรงอกซ้ายจนถึงแก่ชีวิต สิ้นใจทันทีในสนามรบ ทหารม้าคะนองเมฆาแปดพันนายใต้บังคับบัญชาจิ้นหมิงจ้าวไม่มีผู้ใดรอดกลับมา กองพลพิทักษ์ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือเสียชีวิตหลายหมื่น ด่านไป๋เชวี่ยใกล้จะรักษาไว้ไม่อยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”

หว่างคิ้วเป่ยหรงเทียนจวินฉายแววเสียดายอย่างยิ่ง เงียบงันอยู่นานถึงเอ่ยถาม “เจ้ามีนามว่าอะไร”

นายกองหนุ่มผู้นั้นรีบตอบ “เฮ่อหลันจินอิงแห่งค่ายเยี่ยไถพ่ะย่ะค่ะ!”

เป่ยหรงเทียนจวินกล่าวอย่างเฉยชา “จิ้นหมิงจ้าวสิ้นแล้ว ต้าอวี่ก็ไม่มีผู้ใดให้เป่ยหรงเราหวาดหวั่นอีกต่อไป ไม่ต้องรักษาสัญญาพันธมิตรผิงโจว* องค์ประกันผู้นั้นก็ไม่จำเป็นต้องเก็บไว้อีก เฮ่อหลันจินอิง เจ้ากลับไปจัดการที่เยี่ยไถเสียเถิด”

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดสามีของกุลสตรีอันดับหนึ่ง เล่ม 3 บทที่ 77-78

บทที่ 77 แววตาที่เฉิงอวี๋จิ่นมองหลินชิงหย่วนราวกับมองเนื้อติดมันชิ้นหนึ่ง นางรู้ตัวว่าแววตาของตนเองชัดเจนเกินไปแล้ว จึงร...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดสามีของกุลสตรีอันดับหนึ่ง เล่ม 3 บทที่ 81-82

บทที่ 81 แสงไฟส่องสว่าง เฉิงอวี๋จิ่นมองคนตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา หลินชิงหย่วนแท้จริงแล้วเห็นเฉิงอวี๋จิ่นตั้งแต่ไกลแล้ว...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดสามีของกุลสตรีอันดับหนึ่ง เล่ม 3 บทที่ 83-84

บทที่ 83 ตอนที่เฉิงอวี๋จิ่นตื่นมาอีกครั้ง ม่านเตียงโอบรอบ ม่านเหนือหัวเป็นรูปผีเสื้อบินชมดอกโบตั๋นที่ประณีตงดงาม ผ้าห่มแ...

jamsai.com