Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน ศาลคนกระดาษ บทที่ 1 #นิยายวาย

บทที่ 1

งานเลี้ยงรุ่น

 

เขามองแก้วน้ำ คอมพิวเตอร์ กระถางต้นไม้ และมือถือที่น้องสาวทำแตกด้วยแววตาเฉยเมย น้องกวาดทุกอย่างบนโต๊ะของเขาลงพื้น

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เป็นแบบนี้ หลังจากถูกน้องสาวพังคอมพิวเตอร์บ่อยๆ เข้า เขาก็คุ้นชินกับการสำรองข้อมูลไว้ในไอคลาวด์ อะไรที่ใช้เงินแก้ปัญหาได้ล้วนจัดว่าเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยทั้งนั้น ซื้อใหม่ก็จบ

ไม่อย่างนั้นก็ต้องรอจนกว่าจะไม่มีอะไรให้น้องพัง หรือไม่ก็ให้น้องอาละวาดจนหนำใจ มือเจ็บถึงจะหยุด

“พี่พูดไม่เป็นคำพูด ฉันจะบอกแม่!”

น้ำใสเอ่อล้นดวงตาน้องอย่างน่าสงสาร มันคืออาการเอาแต่ใจอันเหลือล้น สีหน้าแสดงความเจ็บปวดที่หากใครมาเห็นเข้าคงไม่อาจทนดูได้

แต่เขาไม่มีความรู้สึกอะไรแล้ว เจอเธอแสดงอาการแบบนี้ จึงได้แต่ตอบไปอย่างไร้อารมณ์ “อยากได้อะไรก็บอกพี่ มีครั้งไหนที่พี่ไม่ซื้อให้เธอบ้าง”

“มือถือไงคะ! พี่รับปากว่าจะซื้อมือถือเครื่องนั้นให้ฉัน!”

เสียงกรีดร้องของน้องสาวดังเหมือนเอามีดแหลมกรีดแทงเข้ามาในสมอง เขายกมือขึ้นปิดหูตามสัญชาตญาณ รู้สึกถึงของเหลวอุ่นๆ ไหลผ่านข้อมือ เลือดแดงฉานไหลลงบนเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เขาสวมอยู่ ชายหนุ่มตกใจสุดขีด

และในช่วงเวลาอันน่าสะพรึงนั้นเขาก็สะดุ้งตื่นขึ้นพอดี เขาสูดลมหายใจเข้าลึก สองมือกำพวงมาลัยแน่น เพิ่งนึกได้ว่าตนยังอยู่บนรถ

กู้ไหวเจินพยายามสงบจิตใจพลางมองออกไปนอกหน้าต่างก่อนก้มสำรวจเสื้อผ้าของตัวเอง เขาจำได้ว่าหลังออกมาจากบ้านพ่อแม่ ขณะกำลังขับรถลงจากภูเขาก็เจอเข้ากับสวี่หมิงรุ่ยและได้ตอบรับว่าจะไปร่วมงานเลี้ยงรุ่นสมัยมัธยมปลาย จากนั้นก็กลับบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนชุด แล้วขับรถออกมาอีกครั้ง

เขาถึงนึกได้ว่าตัวเองจอดรถอยู่ในลานจอดส่วนบุคคลบริเวณที่จัดงานเลี้ยงรุ่น เขาแค่จะพักสายตาสักหน่อยแต่ดันหลับไป

หลังลูบใบหน้า กู้ไหวเจินก็ยกข้อมือขึ้นดูเวลา เขาจอดตรงนี้มาร่วมยี่สิบนาทีแล้ว

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนเดินเข้าไปในฮอลล์ แวะห้องน้ำ ล้างหน้า ตรวจเช็กเสื้อผ้า ถึงค่อยเดินเข้าไปในห้องจัดเลี้ยง

ทันทีที่ก้าวผ่านประตู ทุกคนต่างพากันหันมองมาที่เขา รอยยิ้มทางการค้าปรากฏขึ้นอย่างเคยชิน เอ่ยทักทายเพื่อนเก่าแต่ละคน

“ฉันรู้เรื่องน้องสาวของนายแล้ว เสียใจด้วยนะ”

“น้องสาวฉันร้องไห้อยู่ตั้งหลายวัน ไว้อีกสองวันฉันจะพาเธอไปคำนับน้องสาวนายนะ”

“อย่าเศร้าไปเลย รักษาสุขภาพดีกว่า คุณป้าสบายดีมั้ย”

คำปลอบใจที่เหมือนๆ กันดังมาจากทั้งคนคุ้นเคยและคนแปลกหน้า เขาได้แต่กล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้ม สุดท้ายก็เป็นสวี่หมิงรุ่ยที่เข้ามาช่วยเขาออกจากวงล้อมโดยการเปิดไวน์รสเลิศ แล้วบอกให้คนช่วยยกเค้กไปฉลองให้กับเพื่อนสาวที่วันเกิดเพิ่งผ่านมาได้สองวัน ทำให้ผู้คนรอบข้างแยกย้ายกันไปหมด

เขาเคยเรียนที่โรงเรียนเอกชน ตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมก็เรียนที่โรงเรียนเดิมมาตลอด เพื่อนนักเรียนที่เคยเรียนด้วยกันตั้งแต่เด็กมีสิบกว่าคนได้ และมีถึงสี่คนที่อาศัยอยู่ในละแวกบ้านเดียวกับเขา สวี่หมิงรุ่ยอาศัยอยู่ในตึกข้างๆ คุณพ่อสวี่ทำงานที่เมืองนอกตลอดทั้งปี ส่วนคุณแม่สวี่ หากเธอมีเวลาว่างก็มักจะแวะมาพูดคุยที่บ้านของเขา พวกเขาจึงนับว่าเป็นเพื่อนรักสมัยเด็กกันจริงๆ

กู้ไหวเจินถอนหายใจอย่างโล่งอก หยิบน้ำผลไม้แก้วหนึ่งขึ้นมา เดินไปนั่งที่โซฟามุมห้องก่อนยกมือขึ้นคลายเนกไท เขาหันกลับไปเห็นใบหน้าคุ้นตาของใครคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนโซฟามุมห้องอีกตัว อีกฝ่ายหันกลับมาเจอเข้าพอดี ทั้งสองจึงส่งยิ้มให้แก่กัน

กู้ไหวเจินคิดว่าตนหาที่นั่งได้เข้ามุมมากพอแล้ว ไม่นึกว่ายังมีมุมอับลับสายตาคนยิ่งกว่าอยู่อีก ดูเหมือนอีกฝ่ายจะคาดเดาความคิดของเขาออกจึงยกยิ้มส่งมาให้ เขาตัดสินใจเดินไปนั่งลงไม่ใกล้ไม่ไกล อีกฝ่ายกลับเอ่ยทักเขาว่า “ไม่เจอกันนานเลยนะ”

“นั่นสิ หมู่นี้เป็นยังไงบ้าง” กู้ไหวเจินยังนึกไม่ออกว่าคนคนนี้คือใคร ห้องเรียนมีเพื่อนร่วมชั้นอยู่ 42 คน และเพื่อนที่เขาพอจะติดต่อด้วยบ้างก็มีเพียงสิบกว่าคน เขาจึงจำต้องเปิดบทสนทนาก่อน

“ก็เหมือนก่อนแหละ ต้องประคองกิจการที่บ้าน” เพื่อนคนนั้นตอบยิ้มๆ ใบหน้ากลมคลี่ยิ้มดูอ่อนโยนและเป็นมิตร เขาไม่สูงมากนัก ชุดสูทที่สวมใส่ดูเป็นทางการ แม้ว่าจะไม่ใช่เทรนด์ใหม่ แต่ก็ดูภูมิฐานสมกับเป็นคนบริหารธุรกิจที่บ้านตนเอง

เพื่อนร่วมชั้นส่วนมากหากไม่ใช่คนรวยก็เป็นคนมียศถาบรรดาศักดิ์ ซึ่งหากจะให้จัดเป็นวงกลมเล็กๆ วงกลมของเขาคงจะเป็นทายาทรุ่นที่สองไม่ก็สามของบริษัทชั้นนำภายในประเทศ และยังมีเพื่อนนักเรียนอีกหลายคนในห้องที่รับธุรกิจครอบครัวมาเป็นของตัวเอง

กู้ไหวเจินหัวเราะพลางหยิบนามบัตรของตนให้อีกฝ่าย “ถ้ามีโอกาสก็ช่วยพิจารณากันหน่อย”

ใครๆ ก็อยากได้นามบัตรเขา เพื่อผลประโยชน์ของบริษัทตนเอง ซึ่งมันก็เป็นผลประโยชน์ของบริษัทเขาด้วยเช่นกัน ไม่สำคัญว่าธุรกิจจะเกี่ยวข้องกันหรือไม่ เพราะที่ทำไปนั้นล้วนเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ เครือข่ายทางสังคมของเขานั้นจัดว่าดีทีเดียว แค่หยิบนามบัตรออกมาส่งให้ไม่ถือว่าลำบากอะไร เขาไม่ได้ใจแคบขนาดที่จะไม่หยิบยื่นให้บรรดาเพื่อนเก่า

อีกฝ่ายชะงักก่อนจะรับมันไปพร้อมรอยยิ้ม แต่ไม่ได้หยิบนามบัตรของตนออกมา เพียงแค่กล่าวกลั้วหัวเราะ “นายจำไม่ได้จริงๆ สินะว่าฉันคือใคร”

กู้ไหวเจินนิ่งค้างก่อนหัวเราะอย่างเคอะเขิน ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจ ยังพูดกับเขาด้วยรอยยิ้มกว้าง “เมื่อก่อนฉันมีฉายาว่าซอมบี้ไง นายจำได้มั้ย”

กู้ไหวเจินจ้องมองอยู่ชั่วครู่ นึกย้อนถึงใบหน้าในความทรงจำที่เข้าคู่กันกับใบหน้าตรงหน้าเขาพอดิบพอดี “นายคือซอมบี้?”

“ก็ใช่น่ะสิ ฉันเอง” ซอมบี้ตอบกลับด้วยรอยยิ้มสดใสที่ไม่เข้ากับฉายาพลางชี้ใบหน้าตัวเองแล้วเอ่ยว่า “ตอนนี้หน้าของฉันดีขึ้นมากแล้ว อ้วนขึ้นตั้งเยอะ มิน่าล่ะ นายถึงกับจำกันไม่ได้”

กู้ไหวเจินรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังหาทางออกให้โดยไม่ต้องให้เขารู้สึกลำบากใจ แต่เขากลับพูดไม่ออก แม้ว่าจะจำฉายาและนึกได้แล้วว่าคู่สนทนาเป็นใคร แต่…เขาจำชื่อคนตรงหน้าไม่ได้

“ยังไม่มีโอกาสได้ขอบคุณนายเลย ถ้าไม่ใช่เพราะนาย ช่วง ม.ปลาย สามปีนั้นฉันคงไม่รอดมาได้” ซอมบี้บอก ใบหน้ายังคงยิ้มแย้มอ่อนโยน ชวนให้คนมองรู้สึกสบายใจ

“ไม่พูดแบบนี้ดีกว่า เพื่อนกันทั้งนั้น ตอนนั้นทุกคนยังเด็ก ไม่ได้แกล้งกันจริงจังหรอก” กู้ไหวเจินฟังที่เขาพูด นึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงไม่แลกนามบัตรกลับมาสักที

ครอบครัวของซอมบี้เปิดบริษัทออร์แกไนซ์ แถมว่ากันว่าเขามีวัดหรืออะไรสักอย่าง ประมาณช่วงปิดเทอม ม.ปลาย ปีหนึ่ง ไม่รู้ว่าใครเป็นคนพูดเรื่องกิจการที่บ้านของซอมบี้ เพื่อนบางคนจึงเริ่มกีดกันเขา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุนี้หรือเปล่า ใบหน้าของซอมบี้ถึงซีดเผือดไร้สีเลือดอยู่เสมอ และไม่รู้ว่าใครเริ่มเรียกเขาว่าซอมบี้เป็นคนแรก มันเลยกลายเป็นฉายาของเขามาตลอดสามปี

เดิมพวกเขาก็ไม่ค่อยได้ยุ่งเกี่ยวกัน เจอนอกห้องเรียนมากสุดก็แค่พยักหน้าทักทาย ช่วงเปิดเทอมใหม่ๆ ซอมบี้ยังยิ้มหัวเราะอยู่บ่อยๆ แต่พอมีคนตั้งฉายานี้ให้เขาก็เอาแต่เดินก้มหน้า จนบางครั้งก็แทบไม่ได้พยักหน้าให้กันด้วยซ้ำ

มีครั้งหนึ่งระหว่างพัก มีเพื่อนพากันแกล้งซอมบี้ ถ้าพูดให้ดีหน่อยก็คือพากันล้อเขา ในความเป็นจริงก็คือพวกนั้นกำลังสร้างความยุ่งยาก กู้ไหวเจินที่ในมือกำลังถือส้มอยู่พอดีจึงเอาไปวางไว้บนโต๊ะซอมบี้ พอเห็นใบหน้าตกใจของซอมบี้ก็หัวเราะ ‘นายน่าจะขาดวิตามินบีกับซี สีหน้าถึงได้แย่ขนาดนี้ เอ้า เอาไป’

สวี่หมิงรุ่ยที่ยืนอยู่ด้านหลังเหลือบมองซอมบี้แวบหนึ่ง แล้วจึงหยิบกระปุกวิตามินบีจากกระเป๋าสะพายออกมา ส่งให้เขาสองเม็ด

ในตอนนั้นซอมบี้มองตอบด้วยแววตาเป็นประกาย ส่งรอยยิ้มมาให้พวกเขาพร้อมคำขอบคุณ แล้วปอกส้มกินเงียบๆ พวกคนที่พากันแกล้งอยู่เมื่อครู่ไม่กล้ามีปัญหากับเขาและสวี่หมิงรุ่ย จึงพากันจากไปในที่สุด

หลังจากนั้นกู้ไหวเจินก็วางผลไม้ไว้บนโต๊ะซอมบี้บ่อยๆ พอเพื่อนบางคนเห็นเขาทำเช่นนี้ก็เลยเป็นมิตรกับซอมบี้มากขึ้น บางครั้งเมื่อถึงชั่วโมงเรียนด้วยตัวเอง เจ้าซอมบี้ก็แอบเอาหลู่เว่ย* ไม่ก็ไก่ทอดเกลือมาให้พวกเขาเป็นการตอบแทน หลังจากนั้นแม้ว่าซอมบี้จะไม่อาจหลีกหนีฉายาที่โดนตั้งให้นี้ไปได้ แต่อย่างน้อยก็ไม่มีใครรังแกเขาอีก เพราะเพื่อนร่วมชั้นที่อยู่กินขนมในชั่วโมงเรียนด้วยตนเองด้วยกันพร้อมใจกันปกป้องซอมบี้

(* หลู่เว่ย เป็นอาหารทานเล่นชนิดหนึ่งที่จะเลือกของในถาดมาต้มใส่เครื่องปรุง ลักษณะคล้ายๆ ต้มพะโล้)

นึกถึงเรื่องราวตอนนั้นแล้วก็รู้สึกคิดถึงวันเวลาเก่าๆ กู้ไหวเจินยิ้มแล้วเอ่ยว่า “จนถึงตอนนี้พวกเรายังคิดไม่ออกเลยว่านายใช้วิธีไหนถึงแอบเอาอาหารเข้ามาในชั่วโมงเรียนด้วยตัวเองได้”

“อ่า อย่าไปบอกใครล่ะ ครูใหญ่กับท่านปู่ของฉันสนิทกัน อาหารพวกนั้นท่านปู่เป็นคนบังคับให้เขาเอามาให้ฉันเองล่ะ” ซอมบี้หรี่ตาเจ้าเล่ห์

“จริงเหรอ ครูใหญ่คนนั้น?” กู้ไหวเจินสูดหายใจ ไม่คิดว่าคนแหกกฎจะเป็นครูใหญ่ที่ชอบสั่งสอนคนอื่นด้วยใบหน้าเคร่งขรึมคนนั้น

“จริง เขาเล่นหมากรุกแพ้ท่านปู่ตลอด ถึงรู้ว่าจะต้องแพ้ แต่เขาก็ชอบมาหาท่านปู่ เขาเลยต้องส่งอาหารให้ฉันตลอดสามปี”

“จริงเหรอเนี่ย…” กู้ไหวเจินระเบิดหัวเราะ ทุกคนเดากันมาตลอดสามปี แต่ไม่มีใครเดาถูกเลยว่าคนร้ายคือครูใหญ่

ซอมบี้หัวเราะไปพร้อมๆ กับเขา รอยยิ้มนั้นไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิด ในช่วงเวลาเกือบครึ่งปีที่โดนรังแก ซอมบี้แทบไม่ยิ้ม แต่ถ้าหากเขายิ้ม ใบหน้านั้นก็จะดูใจดีอ่อนโยน เหมือนในชีวิตนี้ไม่เคยมีปัญหาใดๆ

ตอนนั้นไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมคนคนนี้ถึงไม่แสดงความหม่นหมองออกมาเลย แต่เขาก็ชื่นชมการมองโลกในแง่ดีของซอมบี้

กู้ไหวเจินรู้สึกว่าตนไม่ได้หัวเราะแบบนี้มานานแล้ว ทว่าเพียงหลับตาลงใบหน้าเกรี้ยวกราดและเศร้าหมองของน้องสาวก็ฉายชัดขึ้นมา เขายิ้มแล้วยกน้ำผลไม้ขึ้นจิบ

ในมือซอมบี้คือถ้วยชาร้อน ดูท่าเขาน่าจะขับรถมาเองเช่นกันจึงไม่ดื่มแอลกอฮอล์ พอเห็นว่าอีกฝ่ายจ้องชาร้อนในมือของตน ซอมบี้ก็ยกมือขึ้นเรียกพนักงานเสิร์ฟมาเติมน้ำในกาน้ำชา

“มา ดื่มอะไรร้อนๆ หน่อย ใบชานี้ฉันเอามาเอง เดาว่านอกจากเหล้าแล้วที่นี่คงมีแต่น้ำผลไม้” ซอมบี้ยิ้มพลางเทน้ำชาร้อนให้เขา

กู้ไหวเจินขอบคุณ รับชามาดื่มสองสามอึกก็รู้สึกอุ่นวาบทั่วท้อง ไม่รู้ทำไม พอได้เห็นใบหน้ายิ้มแย้มของซอมบี้แล้ว เขาก็เอ่ยถามออกมาโดยไม่ทันคิด

“ฉันขอถามอะไรเจาะจงหน่อยได้มั้ย”

หลังจากเอ่ยถามไปกลับเป็นเขาเองที่รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ แต่รอยยิ้มของซอมบี้ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม “ถามมาสิ ฉันตอบได้หมดแหละ”

“นายน่าจะรู้แล้วว่า…น้องสาวของฉันจากไปเมื่อไม่กี่วันก่อน” กู้ไหวเจินเห็นซอมบี้หุบยิ้ม ใบหน้าฉายแววเคร่งขรึมแต่ตั้งใจฟัง ให้ความรู้สึกเหมือนไม่มีอะไรที่พูดไม่ได้ “ก่อนที่เธอจะจากไป เธอเอาแต่โวยวายขอให้ฉันซื้อมือถือเครื่องใหม่ให้ตลอด เมื่อวานฉันนึกถึงเรื่องนี้เลยไปซื้อมือถือมาวางไว้บนแท่นไว้ทุกข์ แต่ฉันกลับเอาแต่…ฝันถึงน้อง เธอบอกว่ามันใช้ไม่ได้ ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวนะ ฉันเลยอยากถามว่านายเคยเจอลูกค้าของที่บ้านพูดถึงเรื่องแบบนี้มาก่อนมั้ย”

ซอมบี้พยักหน้าก่อนพูดขึ้นอย่างอ่อนโยน “คืออย่างนี้ ของที่วิญญาณต้องการน่ะ มันไม่เหมือนกับของที่ใช้บนโลกมนุษย์ นายต้องซื้อสิ่งที่เธอสามารถใช้ได้”

‘พี่ต้องซื้ออันที่ฉันใช้ได้ให้สิ’

เหมือนน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวของน้องสาวยังดังก้องอยู่ในศีรษะ กู้ไหวเจินรีบถามต่อ “แล้วของที่เธอใช้ได้มันเป็นยังไง ฉันต้องไปหาซื้อที่ไหน ที่บ้านนายมีขายมั้ย”

ซอมบี้ไม่ได้ตอบเขาทันที อีกฝ่ายจ้องหน้าเขาอยู่เกือบครึ่งนาทีถึงเปิดปาก “วันไหนเป็นวันตายครบเจ็ดวันของน้องนาย”

กู้ไหวเจินนึกคิดแล้วตอบว่า “ครบเจ็ดวัน? พรุ่งนี้”

“ถ้างั้น…ที่เธออยากได้ก็คือมือถือรุ่นใหม่ที่อยู่บนป้ายโฆษณาใหญ่ๆ นั่นใช่มั้ย” ซอมบี้ยกมือขึ้นลูบหน้าผาก ดูแล้วน่าจะค่อนข้างยุ่งยาก

“ใช่ แม่ฉันมีลูกสาวคนเดียว รักเสียยิ่งกว่าอะไร มือถือเครื่องล่าสุดใช้ได้ไม่ถึงสองเดือนด้วยซ้ำ” กู้ไหวเจินยิ้มขื่น ถอนหายใจโดยไม่รู้ตัว

เขาไม่เข้าใจน้องสาวตัวเองเลยจริงๆ มือถือ กระเป๋า กำไล น้ำหอม ทุกๆ สองสามวันจะต้องมีของที่น้องอยากได้ ที่อยากได้น่ะไม่ใช่ปัญหาหรอก ปัญหาอยู่ที่เขาต้องไปซื้อของให้เธอด้วยตัวเองทันที เดี๋ยวนั้น เวลานั้น ถ้าไม่สามารถทำตามความต้องการของเธอได้จะรับมือได้ยากซะยิ่งกว่าฟ้าถล่มเสียอีก เหมือนเขาทำผิดต่อเธอมากเสียเหลือเกิน บางครั้งเขาก็รู้สึกว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่น้องสาวต้องการไม่ใช่ของพวกนั้นหรอก เธอแค่สนุกกับความรู้สึกมีอำนาจเหนือกว่าเขาเท่านั้นแหละ

ซอมบี้มองดูสีหน้าเขา หยิบสมุดโน้ตออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ต ก่อนหยิบปากกามาเขียนที่อยู่พร้อมวาดแผนที่อย่างง่าย แล้วฉีกกระดาษแผ่นนั้นมาให้เขา

“ไปตามที่อยู่นี่ ร้านนี้น่าจะขายของแบบที่นายต้องการ ถ้าไปถึงแล้วไม่มีของ ให้ลองถามเถ้าแก่ดูว่าเขาจะทำให้ใหม่ได้มั้ย บอกเขาด้วยล่ะ พรุ่งนี้ครบรอบเจ็ดวัน รอไม่ได้” ซอมบี้พูด สายตาก็มองเขาราวกับกำลังตรวจสอบบางอย่าง แล้วจึงเอ่ยประโยคที่เหมือนทั้งพูดกับตัวเองและพูดกับเขาว่า “น่าจะไม่มีปัญหา”

“ขอบคุณมาก” กู้ไหวเจินรับกระดาษโน้ตมา เห็นที่อยู่ที่เขียนบนนั้นเป็นชื่อถนนที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน จึงใช้มือถือเสิร์ชแผนที่ พบว่าอยู่ไม่ไกลเท่าไร ขับรถไปประมาณยี่สิบนาที

“ขอถามหน่อยสิ…ถ้าเลยวันครบรอบเจ็ดวันไปจะเป็นยังไงเหรอ” กู้ไหวเจินคิดๆ ดูแล้วจึงเอ่ยถาม

“คือ…รีบซื้อให้เธอจะดีกว่าน่า ก่อนตายเธอถูกสปอยล์ ตายแล้วเธอก็ยังถูกสปอยล์เหมือนเดิม” ซอมบี้หัวเราะเหอะๆ แต่ดูไม่เหมือนกำลังพูดเล่น เพราะมีความรู้สึกจริงจังอยู่หลายส่วน

“รู้แล้ว ฉันจะรีบไป” กู้ไหวเจินยกมือขึ้นมาดูนาฬิกา “แต่นี่มันจะสี่ทุ่มแล้ว ร้านนี้เปิดดึกขนาดนี้เลยเหรอ”

“วางใจเถอะ พวกเขาเปิดร้านตอนห้าทุ่ม นายแค่ไปให้ถึงก่อนห้าทุ่มก็พอแล้ว ไปถึงอาจจะเจอประตูปิดอยู่ นายก็ดันจนมันเปิดละกัน ไม่ต้องกังวลหรอก” ซอมบี้บอกกับเขาด้วยสีหน้าจริงจัง

“…ฉันเข้าใจแล้ว ขอบคุณ” แม้ฟังดูแล้วจะรู้สึกแปลกๆ แต่กู้ไหวเจินก็ยังขอบคุณอีกฝ่ายอีกครั้ง

“ไม่ต้องขอบคุณแล้ว พวกเราก็รู้จักกันมานาน” รอยยิ้มสนิทสนมของซอมบี้ทำเอากู้ไหวเจินเอ่ยถามไม่ออกว่าจริงๆ แล้วนายชื่ออะไรน่ะ สุดท้ายก็ได้แต่แลกไอดีแชตกัน ชื่อที่ใช้ยังเป็นซอมบี้อีก

เขาได้แต่หัวเราะแห้งๆ ให้กับรอยยิ้มของซอมบี้ที่ส่งมาพลางเดินออกจากงานเลี้ยงรุ่นเงียบๆ

ทันทีที่เข้าไปนั่งในรถ กู้ไหวเจินก็หยิบมือถือออกมาส่งข้อความบอกสวี่หมิงรุ่ยว่าเขาจะกลับก่อน แล้วก็แอบถามชื่อของซอมบี้ไปด้วย

 

ซอมบี้ไม่ได้ชื่อซอมบี้หรอกเหรอ

 

กู้ไหวเจินมองข้อความที่ตอบกลับมาแล้วกลอกตามองบน ตั้งใจว่าจะกลับบ้านไปเปิดดูหนังสือรุ่น เขาเซ็ตโปรแกรมนำทางเรียบร้อย แล้วจึงขับรถออกมาจากคลับส่วนตัว

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

ติดตามบทที่ 2 ได้ในวันที่ 22 .. 64

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน แสนชัง นิรันดร์รัก บทที่ 1-บทที่ 2

บทที่หนึ่ง เนิ่นนานหลายปีให้หลังตราบจนมู่ฝูหลันเติบใหญ่ นางยังคงไม่อาจลืมเลือนเหตุการณ์ในปีที่ย่างเข้าวัยหกขวบตอนอาหญิงล...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน แสนชัง นิรันดร์รัก บทที่ 5-บทที่ 6

บทที่ห้า ราวกับอากาศรอบตัวหยุดนิ่งไม่ไหวติง สีหน้าของเซี่ยฉางเกิงบึ้งตึงไปเล็กน้อย แต่แค่ชั่วครู่เดียวก็กลับเป็นปกติ เขา...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน แสนชัง นิรันดร์รัก บทที่ 3-บทที่ 4

บทที่สาม วันนี้ลู่ซื่อตระเตรียมเนื้อสัตว์ห้าชนิดเป็นเครื่องถวายบูชา นำพาผู้ติดตามกลุ่มหนึ่งพร้อมด้วยมู่ฝูหลันออกนอกเมือง...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ผู้เป็นหนึ่งในใต้หล้า… คือข้าผู้เดียว บทที่ 1

บทที่หนึ่ง ค่ำคืนนี้ไร้จันทร์ ทว่ามีหมู่ดาวพราวพร่าง ธารดาราที่แขวนตัวสูงลิ่วอยู่ท่ามกลางผืนฟ้าสีน้ำเงินเข้มนั้นกำลังทอร...

jamsai.com