Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน ภาพวาดโครงกระดูก เล่ม 2 บทที่ 37 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง ภาพวาดโครงกระดูก เล่ม 2

ผู้เขียน : ซีจื่อซวี่

แปลโดย : qMondae

ผลงานเรื่อง : 骷髅幻戏图 (Ku Lou Huan Xi Tu)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

Trigger Warning

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการตาย การฆ่าตัวตาย การฆาตกรรม

มีการบรรยายถึงเลือดและสภาพศพ การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

และการทำร้ายเด็ก ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

  

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

บทที่ 37 ดินแดนแห่งพันธสัญญา (10)

“ออกไปจากที่นี่!” เมื่อหลี่เย่เห็นสถานการณ์ไม่ปกติก็ตะโกนลั่นบอกทั้งสองคน

หลินปั้นซย่าและหลี่ซูรีบถอนตัวออกไปจากห้อง พวกมันผุดออกมาทั้งเยอะและเร็วขึ้นเรื่อยๆ เวลาเพียงพริบตาก็มีอิริน่าคนหนึ่งร่วงลงมาจากเพดานแล้วกระโดดเกาะไหล่หลี่ซู หลี่เย่ตอบสนองไวว่อง ยกปืนขึ้นลั่นไก กระสุนถากแก้มหลี่ซูจนเลือดซิบ แล้วอิริน่าตัวนั้นก็ระเบิดเละทันที

หลินปั้นซย่าไม่เคยใช้ปืนมาก่อน เวลานี้ได้แต่ใช้ปืนพกโจมตีกลับแต่ความแม่นยำของเขาห่วยแตกจริงๆ ด้วยความจนปัญญาจึงเอากริชออกมาใช้อีกครั้ง เพียงแต่การตอบโต้ของทั้งสามก็เหมือนกับการดับไฟที่กำลังไหม้ฟืนทั้งคันเกวียนด้วยน้ำแก้วเดียวชัดๆ ในตอนที่พวกเขาออกมาจากห้องได้ไม่นาน ห้องที่พวกเขาอยู่เมื่อครู่ก็กลายเป็นเตาหลอมอันน่าสยดสยอง อิริน่าจำนวนนับไม่ถ้วนไหลทะลักออกมาอย่างต่อเนื่อง เบียดเสียดเนืองแน่นไปทั้งห้องจนช่องประตูที่ทำจากหินพังลงมาอย่างเหนือจินตนาการ

“ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว…หลินปั้นซย่า! คุณรีบไปหาตัวเซอร์เก้ ทำให้เขาสลบที!!” หลี่ซูตะโกน “พวกเราจะถ่วงเวลาให้อยู่ตรงนี้…”

หลินปั้นซย่าตะโกนตอบรับ “ได้!”

“อย่ามองสิ่งนั้น!!” หลี่ซูเอ่ยเตือน

หลินปั้นซย่ารับคำจากนั้นก็หมุนตัวออกวิ่ง ในห้องที่มืดมิดเช่นนี้ การหาเซอร์เก้ให้เจอช่างเหมือนกับการงมเข็มในมหาสมุทรโดยแท้ ที่น่าอนาถกว่านั้นคือเขาไม่กล้ามองซ้ายแลขวา เพราะต้องหลีกเลี่ยงสิ่งที่อยู่กลางลานพิธีเหล่านั้น ไม่รู้ว่าซ่งชิงหลัวไปถึงไหนแล้วและจะได้รับผลกระทบจากอิริน่าด้วยหรือเปล่า หลินปั้นซย่ากัดฟัน ส่องไฟฉายไล่เสาะหาอย่างต่อเนื่อง คลอด้วยเสียงปืนที่ดังไม่หยุดของหลี่ซูและหลี่เย่ ในที่สุดหลินปั้นซย่าก็เจอเซอร์เก้ขดตัวกลมอยู่ตรงมุมหนึ่งของลานพิธี

“เซอร์เก้…” หลินปั้นซย่าเรียกชื่อของเขา ทะยานออกไปหาด้วยความเร็วเหมือนแข่งวิ่งระยะสั้นหนึ่งร้อยเมตร

เซอร์เก้นอนขดนิ่งอยู่กับพื้น เหมือนไม่ได้ยินเสียงของหลินปั้นซย่าที่โมโหจนแทบจะแปลงร่างอยู่แล้ว

ในที่สุดหลินปั้นซย่าก็มาถึงตัวเซอร์เก้จนได้ เขายกมือขึ้นหมายจะฟาดอีกฝ่ายให้สลบ ทว่าในตอนนั้นเองเขากลับได้ยินเสียงดังลั่นจากด้านหลังตน เมื่อหันไปมองก็พบว่าทั้งห้องถูกอิริน่าจำนวนนับไม่ถ้วนเบียดออกมาแล้ว เธอ…ไม่สิ ควรจะใช้คำว่ามัน ร่างกายของมันถูกบีบอัดอยู่ในห้องศิลา สุดท้ายก็อัดแน่นกันจนกลายเป็นกลุ่มก้อนเนื้อยักษ์ บนก้อนเนื้อมีแขนขาและศีรษะนับไม่ถ้วน เพียงปรายตามองปราดเดียวก็ทำให้รู้สึกไม่สบายอย่างรุนแรง

หลินปั้นซย่าหลุดสบถคำหยาบออกมา เซอร์เก้เองก็หันหน้ามาเห็นภาพนี้แล้วเช่นกัน เดิมทีเขาควรจะแสดงสีหน้าหวาดผวาออกมาทว่าเซอร์เก้ไม่เพียงไม่รู้สึกกลัว แต่กลับเผยสีหน้ายินดีออกมาด้วยซ้ำ ปากก็เอ่ยพึมพำไม่หยุดว่า “อิริน่า เธอกลับมาแล้ว อิริน่า ในที่สุดเธอก็กลับมา…”

สีหน้าลุ่มหลงเช่นนั้น ต่อให้หลินปั้นซย่าฟังไม่ออกว่าเขาพูดอะไรก็พอจะเข้าใจความหมายของเขาได้ไม่น้อย หลินปั้นซย่าโกรธจนหลุดหัวเราะออกมา ยื่นมือไปคว้าคอเสื้อเซอร์เก้ กระชากเขามาอยู่ตรงหน้าตัวเองและตะคอกว่า “แม่งเอ๊ย ที่จริงแกไม่ได้คิดถึงอิริน่าด้วยซ้ำ!”

เซอร์เก้มองหลินปั้นซย่าอย่างงุนงง

“แม่แกเถอะ ถ้าอยากให้อิริน่ากลับมาจริงๆ ทำไมต้องจินตนาการไอ้ตัวบ้านี่ออกมาด้วย แกก็แค่อยากให้พวกเราทั้งหมดถูกฝังไปพร้อมกัน!!! ไอ้กร๊วกสมควรตาย!!!”

ในที่สุดหลินปั้นซย่าก็เข้าใจแล้ว นับตั้งแต่ที่เขาได้เจอเซอร์เก้ รอบตัวพวกเขาก็จะเจอพวกสัตว์ประหลาดที่เกี่ยวข้องกับอิริน่าอยู่เสมอ แต่สัตว์ประหลาดพวกนี้ไม่ได้มีแก่นวิญญาณของอิริน่าเลยแม้แต่น้อย เหมือนกับจงใจมาขัดขวางพวกเขามากกว่า เริ่มแรกหลินปั้นซย่ายังนึกว่าความละอายใจที่เซอร์เก้มีต่ออิริน่ากำลังลงโทษตัวเขา แต่บัดนี้หลินปั้นซย่าเข้าใจทุกอย่างแล้ว…

ทุกสิ่งที่อยู่ในใจเซอร์เก้ไม่ใช่อิริน่าเลย แต่เป็นเรื่องราวประหลาดที่เกิดขึ้นติดๆ กันหลังจากการตายของอิริน่า เขาอยากตายในการเดินทางที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ เพื่อไถ่บาปให้กับความละอายใจของตัวเองต่อการตายของอิริน่า…ดังนั้นที่เซอร์เก้ไม่กลายเป็นโคลนก็เพราะความปรารถนาของเขายังไม่เกิดขึ้นจริง ผีเสื้อกลางคืนก็ดี ตัวอิริน่าก็ช่าง การวอนขอความตายของเซอร์เก้ทำให้สัตว์ประหลาดพวกนี้พรั่งพรูออกมาอย่างไม่จบสิ้น สุดท้ายก็กลายเป็นภูเขาเนื้ออย่างไอ้ตัวด้านหลังที่พวกเขาไม่อาจก้าวข้ามไปได้

หลินปั้นซย่ามองเซอร์เก้ที่กำลังตีหน้าซื่อไร้ความผิด ในที่สุดไฟโทสะที่สั่งสมมานานก็ปะทุ เขาเหวี่ยงหมัดออกไปต่อยหน้าเซอร์เก้อย่างแรงโดยไม่รีรอ เซอร์เก้ยังไม่ทันไหวตัวก็โดนเข้าไปแล้วหนึ่งหมัด ฟันหลุดกระเด็นออกมาจากปากหลายซี่ เซล้มลงไปกับพื้น

หลินปั้นซย่าเดินเข้าไปก็พบว่าเขายังไม่สลบจึงหิ้วตัวเขาขึ้นมาอีกรอบ เงื้อหมัดขึ้นชกแรงๆ อีกที คราวนี้เซอร์เก้ตาเหลือกขึ้นแล้วสติสัมปชัญญะก็มลายหายไปโดยสมบูรณ์

แม้เขาจะสลบไปแล้วแต่สัตว์ประหลาดด้านหลังหลินปั้นซย่ายังไม่หายไป ด้านหลังหลินปั้นซย่ามีเสียงระเบิดอย่างรุนแรงดังลั่นติดๆ กัน เหมือนว่าหลี่เย่และหลี่ซูจะใช้ระเบิด แต่เมื่อประจันหน้ากับวัตถุขนาดมหึมานี้ระเบิดนั้นกลับเป็นเพียงการดับไฟที่กำลังไหม้ฟืนทั้งคันเกวียนด้วยน้ำแก้วเดียว อิริน่าซึ่งกลายเป็นภูเขาเนื้อแทบจะอัดแน่นไปทั้งทางเดิน ทั้งยังเริ่มขยายออกมาที่ลานพิธีแล้ว

เวลานี้ไม่รู้ว่าซ่งชิงหลัวเป็นอย่างไรบ้าง ในใจหลินปั้นซย่าร้อนรนยิ่งกว่าสิ่งใด เขาหันไปมองที่ลานพิธีด้วยปฏิกิริยาอัตโนมัติ

หลินปั้นซย่าเพิ่งเห็นว่าซ่งชิงหลัวเข้าไปใกล้แท่นศิลานั่นแล้ว คู่ดำรงที่รูปร่างประหลาดทั้งหลายยังคงยืนอยู่ข้างๆ เมื่อพวกมันสังเกตได้ถึงการคืบคลานเข้าไปของซ่งชิงหลัวก็เริ่มส่งเสียงสวด จากนั้นร่างกายของพวกมันก็เริ่มแยกออกเป็นก้อนเนื้อทรงกลม เนื้อสีแดงเหล่านี้กลายเป็นฝูงตัวประหลาดในเวลาอันรวดเร็ว สิ่งมีชีวิตประหลาดมีเขี้ยวและปีกงอกออกมา พุ่งทะยานเข้าหาซ่งชิงหลัว ขณะเดียวกันลูกไฟสีครามก็เริ่มแผ่ขยายไปรอบแท่นศิลานั้น ไม่ช้าทั้งแท่นศิลาก็ถูกปิดผนึก เสียงสวดพึมพำต่ำๆ ฟังไม่ได้ศัพท์ของพวกมันลอยเข้าโสตประสาทของทุกคนอีกครั้ง หัวใจของหลินปั้นซย่ากระหน่ำรัวราวกับกลองที่กำลังตี แล้วเขาก็เห็นภาพซ่งชิงหลัวบุกเข้าไปยังเปลวไฟสีครามอย่างกล้าหาญโดยไม่หันหลังกลับดุจดังแมลงที่บินเข้ากองไฟ

สิ่งมีชีวิตประหลาดเหล่านั้นมาถึงเบื้องหน้าซ่งชิงหลัว พวกมันอ้าปากที่มีเขี้ยวแหลมคม แขนขาสี่ข้างใต้ลำตัวกลายเป็นใบมีดคมกริบ เหมือนกำลังพุ่งเข้าไปหาซ่งชิงหลัวอย่างรวดเร็ว

คนทั่วไปไม่มีทางผ่านสิ่งเหล่านี้ไปได้ แต่แน่นอนว่าซ่งชิงหลัวมิใช่คนทั่วไป

เขากระโดดขึ้นจากพื้นด้วยท่วงท่าที่ดูจะเป็นไปไม่ได้เลย ราวกับว่าเขาบินได้ ร่างกายเบาหวิวเหมือนไร้น้ำหนัก เขากระโดดขึ้นไปกลางอากาศราวสองสามเมตร ฝูงสัตว์ประหลาดรีบหันเปลี่ยนทิศทางทันที มันพุ่งเข้าหาชายหนุ่มอีกครั้ง ซึ่งซ่งชิงหลัวเองก็เตรียมพร้อมไว้นานแล้ว ชั่วพริบตานั้นเขายิงปืนออกไป เสียงปืนดังลั่นติดๆ กันหลายนัด เลือดสีแดงเข้มสาดกระเซ็นออกไปรอบๆ เหล่าแมลงที่ถูกยิงกลายเป็นก้อนเนื้อแหลกละเอียดกลางอากาศแล้วร่วงลงพื้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยดุจห่าฝน วินาทีถัดมา สภาพโดยรอบซ่งชิงหลัวก็บิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ใบหน้าพลันแข็งทื่อ เขาไม่สนใจอะไรอีกต่อไป พุ่งเข้าไปในแท่นศิลาที่มีเปลวไฟสีฟ้าแผดเผาทันใด

แมลงที่เหลือเกาะผิวหนังของเขา เขี้ยวและขาแหลมคมราวกับใบมีดของพวกมันทำให้ผิวขาวราวหิมะของซ่งชิงหลัวเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ซ่งชิงหลัวร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศ ตกลงไปในเปลวไฟสีฟ้านั้นโดยตรง ทว่าเปลวเพลิงไม่ได้เผาไหม้เสื้อผ้าหรือเนื้อหนังของซ่งชิงหลัวแต่อย่างใด เขาลุกขึ้นจากเปลวเพลิงหมายจะมุ่งหน้าต่อ แต่ทันทีที่เดินไปได้สองก้าวก็ชะงักฝีเท้า เสียงสวดอันน่าสยดสยองของเหล่าคู่ดำรงดังขึ้นเรื่อยๆ หัวใจของหลินปั้นซย่าไม่สบายอย่างยิ่ง ปวดศีรษะจนแทบระเบิดอีกทั้งจมูกก็ร้อนผ่าว เมื่อยกมือขึ้นเช็ดก็พบว่าเป็นเลือดสีแดงสด แต่สิ่งที่ทำให้ร้อนใจมากที่สุดคือการที่ซ่งชิงหลัวหยุดฝีเท้าของเขาลงแล้ว

ซ่งชิงหลัวไม่ขยับเลย ไม่รู้ว่าเปลวไฟสีฟ้านั่นส่งผลอะไร เขาถึงยืนอยู่ด้านในนิ่งๆ ราวกับตัวแข็งกลายเป็นรูปปั้นหินซึ่งไม่อาจขยับเขยื้อน

หลินปั้นซย่านึกถึงคำพูดที่ซ่งชิงหลัวเอ่ยก่อนออกไป…‘ถ้าเกิดจู่ๆ ผมไม่ขยับก็ฆ่าผมซะ’

เขาถ่มน้ำลายลงพื้นและสบถ “ให้ตายสิ ใครแม่งจะไปยิงปืนใส่เพื่อนร่วมทีมได้วะ!” เขายกปืนในมือขึ้น เล็งไปที่คู่ดำรงข้างๆ ซ่งชิงหลัว เขาไม่รู้ว่าทำแบบนี้แล้วสุดท้ายจะมีประโยชน์อะไรหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็ต้องลองทำอะไรสักอย่าง

ปังๆๆ!

เสียงปืนดังติดกันสามนัด หลังจากหลินปั้นซย่ายิงพลาดไปสองนัด ในที่สุดก็ยิงโดนคู่ดำรงที่อยู่ใกล้ตัวเองมากที่สุดไปนัดหนึ่ง เลือดสาดกระเซ็นออกมาจากตัวคู่ดำรงซึ่งหวีดร้องเสียงแหลม ในพริบตานั้นเพลิงสีฟ้าที่กักขังซ่งชิงหลัวไว้ก็ไหวเบาๆ อย่างเหนือความคาดหมาย และในช่วงเวลานั้นซ่งชิงหลัวก็กระโดดขึ้นจากพื้นอีกครั้ง หมายจะออกไปจากเปลวเพลิงสีฟ้านั่น และตรงหน้าเขา…ก็คือวัตถุนอกรีตที่ยังคงเต้นตุบๆ ประหนึ่งหัวใจที่เพิ่งผ่าออกมาวางบนแท่น

ฝูงแมลงพุ่งเข้าใส่เขาอีกครั้ง ปีนป่ายไปทั่วร่างกายของซ่งชิงหลัว เฉือนหั่นเนื้อหนังและกระดูกของชายหนุ่มซ้ำๆ ไม่หยุดหย่อนจนร่างของซ่งชิงหลัวอาบไปด้วยเลือดในชั่วพริบตา…ด้วยราคาของความเจ็บปวดที่แลกไปนี้ ในที่สุดเขาก็แตะถึงแท่นศิลานั้นได้ หัวใจที่เต้นตุบๆ ดวงนั้นถูกเขาคว้ามาไว้ในมือ

เมื่อเห็นภาพนี้ในใจหลินปั้นซย่าก็ยินดีอย่างบ้าคลั่ง คิดว่าในที่สุดมันก็จบลงแล้ว ทว่าในวินาทีที่ซ่งชิงหลัวกุมหัวใจดวงนั้น พื้นลานพิธีก็ทรุดลงทันที ซ่งชิงหลัวไม่สามารถบังคับร่างกายให้อยู่ที่เดิมได้ เขาร่วงหล่นลงไปตามแท่นศิลาที่ยุบลง

หลินปั้นซย่าเบิกตากว้างมองภาพที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนั้นจนหัวตาแทบฉีก หัวใจเจ็บปวดจนแทบเด้งออกมาทางคอหอย เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกหวาดกลัวรุนแรงขนาดนี้ ราวกับว่าจะสูญเสียทุกสิ่งที่มีไป ความสิ้นหวังทะลักล้นออกมาจากหัวใจจนปกคลุมไปทุกส่วน ขณะเดียวกันความคิดแผลงๆ ก็ผุดขึ้นมาในสมองของหลินปั้นซย่า เขาพลันนึกอะไรขึ้นได้ นี่เป็นความหวังสุดท้ายของพวกเขา แม้ว่าจะเล็กจ้อยและรางเลือนเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้าก็ตาม…

“ฉันขอให้…ซ่งชิงหลัว…ไม่ตกลงไป…” เขาตะโกนสิ่งที่ตนปรารถนามากที่สุดในตอนนี้ออกไปด้วยเสียงดังสุดคอ

วินาทีถัดมา พื้นที่ทรุดยวบก็หยุดลงจริงๆ

หลินปั้นซย่ายังไม่ทันได้ยิ้มออกมาก็พลันรู้สึกหนาววาบ เขาก้มหน้าลงมองหน้าอกตนนิ่งๆ ตรงนั้นไม่มีอะไรอยู่ทว่ากลับรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง ราวกับมีคนใช้มือเย็นเฉียบคว้าหัวใจของเขาไว้ เหมือนจะกระชากหัวใจและจิตวิญญาณของเขาออกมาจากร่างกายพร้อมกัน…หลินปั้นซย่าเงยหน้าขึ้นอย่างไม่รู้เรื่องราว และได้เห็นซ่งชิงหลัวที่เลือดอาบไปทั้งสรรพางค์กาย

ไกลออกไป ซ่งชิงหลัวคว้าหัวใจที่เต้นตุบๆ ดวงนั้นได้สำเร็จ เขาใช้กริชผ่าท้องตัวเอง ยัดหัวใจดวงนั้นใส่ร่างของตัวเองไว้ เขาทำทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองไปยังหลินปั้นซย่าที่อยู่ห่างไกล เผยรอยยิ้มปลอบประโลมออกมา

ภาพนี้ช่างไร้สาระเกินไป จนหลินปั้นซย่าถึงกับไม่แน่ใจว่าตนมองผิดไปหรือเปล่า การมองเห็นของเขาเริ่มบิดเบี้ยว เสียงพึมพำต่ำๆ ดังขึ้นโดยรอบ เขาเห็นเพดานสีดำ ได้ยินเสียงของหนักหล่นลงพื้น ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาถึงรู้ตัวว่าของหนักที่หล่นพื้นนั้นคือร่างกายของเขาเอง

หลินปั้นซย่าหลับตาลง เสียงของโลกที่ล่มสลายดังสะท้อนอยู่ในหู เขาตกลงสู่สภาพอันมหัศจรรย์พันลึก วิญญาณคล้ายกำลังล่องลอยขึ้นสูงโดยไม่หยุดยั้ง ราวกับจะเข้าสู่ท้องฟ้ายามราตรีที่งามวิจิตรอย่างหาที่ใดเปรียบไม่ได้ หากนี่คือความตาย เช่นนั้นมันก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่จินตนาการ หลินปั้นซย่าคิดอย่างปลอบใจตัวเอง

แต่ในตอนนั้นเองเขาก็รู้สึกถึงความเจ็บปวด ความเจ็บนี้กระชากเขาออกมาจากสภาพอันแสนสบายนั้นอย่างปราศจากความนิ่มนวล เขาได้ยินเสียงหอบอย่างรุนแรง และยังมีเสียงดังเพียะๆ ที่มาพร้อมความเจ็บแปลบ ผ่านไปไม่นานหลินปั้นซย่าถึงรู้ตัวว่า…แม่งเอ๊ย มีคนกำลังตบหน้าฉันอยู่นี่นา

เขาต้องการดิ้นให้คนคนนั้นรีบหยุดมือ หลินปั้นซย่ากลับมายังร่างเนื้ออันหนักอึ้งนี้อีกครั้ง ไม่ใช่แค่ถูกคนตบหน้าแต่ยังมีคนออกแรงกดหน้าอกเขาด้วย ริมฝีปากเขารู้สึกเย็นวาบ ออกซิเจนร้อนจี๋ถูกพ่นเข้าสู่โพรงปากของเขาไม่หยุด น่าเสียดายที่เขายังไม่ทันสูดออกซิเจนได้เต็มอิ่มก็ถูกตบหน้าไปอีกสองรอบ หลินปั้นซย่าใช้แรงทั้งหมดของร่างกายพ่นออกไปหนึ่งคำอย่างยากลำบาก “ไม่…”

ไม่ต้องตบแล้ว เลิกตบสักที ผมตื่นแล้ว!!

ไม่รู้ว่าเดรัจฉานตัวไหนมันลงมือแรงขนาดนี้ เขาถูกตบจนมีเสียงวิ้งดังอยู่ในหูเลยทีเดียว

หลังจากการห้ามปรามอย่างยากลำบากของหลินปั้นซย่า ก็ตามมาด้วยเสียงถอนหายใจที่คล้ายจะเสียดาย และแล้วการตบหน้าสุดเฮงซวยนั่นก็หยุดลงเสียที หลินปั้นซย่ารู้สึกว่าร่างกายตนเองถูกอุ้มขึ้นอย่างระมัดระวัง แต่หูของเขายังคงอื้ออึงฟังไม่ชัดอยู่เช่นเดิม เขาอยากลืมตาขึ้นแต่ก็ล้มเหลว ด้วยเหตุนี้จึงยอมแพ้ไปเสียเลย แล้วปล่อยให้ตัวเองอยู่ในอ้อมแขนของคนคนนั้นอย่างว่านอนสอนง่ายเหมือนหนูแฮมสเตอร์จำศีล

แค่ผายปอดก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงต้องตบหน้าด้วยล่ะ หลินปั้นซย่าคิดอย่างน้อยใจ ต้องเป็นไอ้กร๊วกหลี่ซูแน่ๆ ให้กลับออกไปก่อนเถอะ ฉันจะฟ้องซ่งชิงหลัวเรื่องที่หลี่ซูเรียกเขาว่าไอ้หน้าตายลับหลังเขาแน่นอน หลินปั้นซย่ากอดความคิดนี้ไว้ในใจก่อนจมสู่นิทราอันหอมหวาน

 

หลินปั้นซย่าไม่รู้ว่าตนสลบไปนานแค่ไหน เมื่อเขาตื่นขึ้นมาทุกอย่างรอบๆ ก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว หลินปั้นซย่ารู้สึกเหมือนตัวเองนอนอยู่ในรถซึ่งกำลังเคลื่อนที่ แผลบนตัวทั้งหมดถูกพันเรียบร้อย ในห้องโดยสารมีคนกำลังสนทนากระซิบกระซาบกัน เขาลืมตาขึ้นอย่างยากลำบากจนได้เห็นสันกรามสวยและนัยน์ตาที่หลุบลง ขนตาของซ่งชิงหลัวทั้งยาวทั้งเข้ม ดูเหมือนขนปุกปุยนุ่มนิ่ม หลินปั้นซย่ากะพริบตาจ้องอยู่พักหนึ่งแล้วก็รู้สึกคันไม้คันมือ แต่ขณะกำลังจะยื่นมือไปสัมผัส ใครจะรู้ว่าเจ้าของขนตาจะลืมดวงเนตรสีดำพิสุทธิ์ราวท้องฟ้ายามรัตติกาลคู่นั้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

ซ่งชิงหลัวหลุบตาลงครึ่งหนึ่งมองหลินปั้นซย่า “ตื่นแล้ว?”

“ตื่นแล้วครับ พวกเราอยู่ที่ไหนกัน” หลินปั้นซย่าบิดตัวเล็กน้อย แล้วถึงพบว่าตนถูกรวบกอดอยู่ในอ้อมแขนของซ่งชิงหลัว พวกเขาต่างก็เป็นผู้ชายจึงไม่ได้คิดว่ามีอะไรน่าขัดเขิน “มันจบแล้วเหรอ”

“จบแล้ว” ซ่งชิงหลัวกล่าว

หลินปั้นซย่าขยับตัวด้วยต้องการลุกขึ้นมาทว่าร่างกายกลับไร้เรี่ยวแรง ซ่งชิงหลัวประคองเขาขึ้น ให้เขาเอนพิงหัวไหล่ของเจ้าตัว จังหวะนี้เองเขาถึงเห็นทิวทัศน์นอกหน้าต่าง พวกเขากำลังข้ามทุ่งหญ้ารกร้างที่เคยเดินทางมา สิ่งที่ต่างจากก่อนหน้านี้คือโดยรอบดูครึกครื้นไม่เหมือนก่อน มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและยานพาหนะอยู่ทุกหนทุกแห่ง หลินปั้นซย่ายังเห็นเฮลิคอปเตอร์บินอยู่บนท้องฟ้าด้วย

“คนเยอะขนาดนี้เลยเหรอ” หลินปั้นซย่าค่อนข้างทึ่ง

“อืม เข้ามาเก็บกวาดปิดท้ายน่ะ” ซ่งชิงหลัวเอ่ย “รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”

“ไม่เป็นอะไร แค่ไม่มีแรงน่ะ” หลินปั้นซย่าตอบ “คุณล่ะ คุณไม่เป็นไรใช่มั้ย”

เขาจำได้ว่าก่อนตนจะสลบไป ภาพสุดท้ายที่เห็นคือซ่งชิงหลัวกรีดท้องตัวเองแล้วยัดหัวใจที่ยังเต้นอยู่ดวงนั้นเข้าไปในร่างกาย หลินปั้นซย่าจำภาพนั้นได้อย่างชัดเจน ไม่มีทางตาฝาดแน่

“ไม่เป็นไร” ซ่งชิงหลัวตอบเสียงราบเรียบยิ่ง

“ไม่เป็นไรจริงๆ นะ?” หลินปั้นซย่าไม่เชื่อเล็กน้อย

ซ่งชิงหลัวส่ายหน้า

“แต่…ผมเห็นคุณเอาไอ้นั่น…ยัดใส่ท้องไป จะไม่เป็นไรจริงๆ เหรอ” หลินปั้นซย่ายังคงรู้สึกเหลือเชื่อ

“ไม่เป็นไร ผมก็เป็นแค่ภาชนะปิดผนึกชั่วคราว” ซ่งชิงหลัวเอ่ย “ถ้ายังปล่อยให้มันมีพลังต่อไปอย่างนั้นคุณคงไม่รอดแน่” เขาถอนหายใจติดความหน่ายใจเล็กน้อย “ทำไมถึงได้อธิษฐานสุ่มสี่สุ่มห้า”

“ถ้าผมไม่ขอทุกคนก็ต้องตายนี่” หลินปั้นซย่าไม่ใส่ใจเล็กน้อย “ผมตายไปคนเดียว ยังไงก็ดีกว่าตายด้วยกันหมดนะ”

ซ่งชิงหลัวไม่พูดอะไรในทีแรก ขยี้เรือนผมสีน้ำตาลของอีกฝ่ายแล้วจึงเอ่ย “คุณมีอะไรให้ผมเซอร์ไพรส์เยอะมาก” เขาคิดว่าหลินปั้นซย่าจะอ่อนโยนไร้พิษสง แต่ตอนนี้หลินปั้นซย่ายังมีศักยภาพอีกมากมายที่รอเฉิดฉายให้เห็น

“คุณก็เหมือนกัน” หลินปั้นซย่าวาดไม้วาดมือพลางเอ่ย “คุณกระโดดขึ้นไปได้ยังไง เจ๋งมากเลย อย่างกับหนังกำลังภายในแน่ะ สอนผมบ้างได้เปล่า…”

ซ่งชิงหลัวหลุดหัวเราะ “กระโดดน่ะสอนไม่ได้หรอก แต่ถ้าปืนก็ยังเรียนรู้ได้ จากนี้ผมจะสอนคุณยิงปืนก่อนแล้วกัน”

หลินปั้นซย่าตอบรับ เขาเริ่มรู้สึกง่วงนิดหน่อยเลยขดอยู่บนเบาะพลางมองนอกหน้าต่าง ได้เห็นทุ่งกว้างในยามค่ำคืน มันยังคงเป็นวิวเดียวกับที่เห็นเมื่อวาน ท้องฟ้าสูงใหญ่แผ่นดินกว้างไกล มองไปรอบๆ ล้วนเป็นเส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้น แสงจันทร์สุกสกาว ทั้งยังมีทางช้างเผือกแหวกม่านฟ้า หลินปั้นซย่าได้ยินเสียงแมลงเพราะพริ้งฟังดูแล้วชวนให้สงบใจ

“ดีจัง” หลินปั้นซย่ายิ้มเอ่ย

ซ่งชิงหลัวบอกว่า “อืม นอนเถอะ”

หลินปั้นซย่าพยักหน้า จากนั้นก็นอนพิงซ่งชิงหลัวหลับไปอีกครั้ง

ครั้นเมื่อเขาตื่นขึ้นมาอีกครั้งท้องฟ้าก็สว่างแจ้ง วิวโดยรอบเปลี่ยนจากทะเลทรายโกบีอันแสนอ้างว้างเป็นชุมชนเล็กๆ ที่มีบ้านเรือน ทุกสิ่งล้วนเหมือนกับฝันไป และในที่สุดตอนนี้ก็ตื่นขึ้นจากฝัน แสงแดดอบอุ่นมอบความรู้สึกปลอดภัยสบายใจ

หลินปั้นซย่าที่นั่งเหม่ออยู่บนรถครู่หนึ่งพลันฉุกคิดอะไรขึ้นได้ เขาเอาแผนที่ออกมาจากกระเป๋า เอ่ยว่า “ผมเหมือนจะเห็นศพของอเล็กเซย์ ไม่แน่ใจว่าเกิดจากสิ่งนั้นหรือเปล่า…ช่วยส่งคนไปตรวจสอบได้มั้ยครับ”

“ได้” ซ่งชิงหลัวกล่าว “ศพของสมาชิกทีมที่เสียชีวิตไป พวกเราจะพยายามพากลับมาให้ได้มากที่สุด”

“งั้นจากนี้พวกเราต้องไปไหนต่อเหรอ” หลินปั้นซย่าถาม

ซ่งชิงหลัวกล่าว “คุณรออยู่ที่โรงแรมกับพวกหลี่ซู ผมต้องเอามันไปปิดผนึกก่อน”

หลินปั้นซย่าเพิ่งสังเกตเห็นว่าสีหน้าของซ่งชิงหลัวคล้ายจะไม่ดีนัก มันซีดกว่าปกติหลายส่วน เขารู้สึกกังวลขึ้นมาทันใดจึงรับคำไปอย่างว่าง่าย

รถเคลื่อนตัวไปอีกราวสี่ห้าชั่วโมง สุดท้ายก็จอดที่ด้านนอกเกสต์เฮ้าส์แห่งหนึ่ง หลี่ซู หลี่เย่ และเซอร์เก้ลงมาจากรถอีกคัน หลี่ซูยิ้มระรื่นเป็นการทักทาย ตอนนั้นหลินปั้นซย่าถึงพบว่าแขนของเขาถูกพันผ้าพันแผลคล้องคออยู่ แขนซ้ายที่ได้รับบาดเจ็บในที่สุดก็ได้รับการรักษา

หลินปั้นซย่าถามเขาว่าไม่เป็นไรใช่ไหม

“ไม่เป็นไร เหมือนกับที่เดาไว้เป๊ะๆ แค่กระดูกหัก” หลี่ซูไม่แยแส เขาชินกับอะไรแบบนี้นานแล้ว “พักฟื้นไม่กี่วันก็หายแล้ว”

ระหว่างที่พวกเขาพูดคุยกันอยู่นั้นก็มีรถติดอาวุธสีดำล้วนคันหนึ่งแล่นเข้ามา แล้วเจ้าหน้าที่ซึ่งสวมชุดที่มีสัญลักษณ์ 卍 (วั่น) จำนวนหนึ่งก็ลงมา พูดคุยกับซ่งชิงหลัวเป็นภาษาอังกฤษสองสามประโยคแล้วคุ้มกันซ่งชิงหลัวขึ้นรถไป

หลินปั้นซย่ามองแผ่นหลังของเขาหายไปจากสายตา รู้สึกจิตตกขึ้นมาหลายส่วน หลี่ซูเห็นดังนั้นก็หัวเราะ เดินมากอดคอหลินปั้นซย่าและกล่าวว่า “เลิกมองตาละห้อยได้แล้ว เดี๋ยวแป๊บเดียวก็กลับมา ไปเถอะ พวกเราไปดื่มกัน”

“ตอนนี้?” หลินปั้นซย่าเอ่ย “แต่เช้าเนี่ยนะ”

“เช้าแล้วทำไมล่ะ ใครบอกคุณว่าตอนเช้าดื่มเหล้าไม่ได้ ในเมื่อมาถึงรัสเซียแล้วก็ต้องดื่มสักสองสามรอบซี่” หลี่ซูหัวเราะพลางเอ่ย แล้วหันไปพูดภาษารัสเซียกับเซอร์เก้สองสามประโยค เซอร์เก้ที่ยืนไร้ชีวิตชีวาอยู่ข้างๆ พอได้ยินคำพูดของหลี่ซูก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที ยกมุมปากฉีกยิ้มสดใส ดูท่าหลังจากเขาออกมาจากที่นั่นได้ก็กลับมาเป็นปกติแล้ว แต่หลินปั้นซย่ายังกระดากใจที่จะมองเขา…ฟันหน้าของเซอร์เก้โดนเขาต่อยจนหลุดออกมาหนึ่งซี่ ตอนอ้าปากพูดคงมีลมรั่วเล็กน้อย

เซอร์เก้คล้ายจะไม่ถือสาเรื่องฟันของตัวเอง หัวเราะคิกคักโทรคุยกับใครสักคน

หลินปั้นซย่ากระซิบถาม “เขาทำอะไรอยู่เหรอ”

หลี่ซูเอ่ยแกมหัวเราะ “ผมให้เขาเลี้ยงเหล้าพวกเรา…น่าจะโทรหาเพื่อนอยู่ล่ะมั้ง”

เหล้าครั้งนี้ก็ควรเป็นเซอร์เก้ที่ต้องเลี้ยงพวกเขาจริงๆ นั่นแหละ ในเมื่อตอนอยู่ที่นั่นเขาสร้างเรื่องให้พวกเขาไม่น้อย หลินปั้นซย่าสังเกตว่าหลี่เย่ลงจากรถมาแล้วไม่พูดอะไรเลยสักคำเดียว ดูท่าทางจะอารมณ์ไม่ดีนัก ไม่รู้ว่าตอนอยู่บนรถทะเลาะอะไรกับหลี่ซูหรือเปล่า แต่สุดท้ายเขาที่ถือว่าตนเองยังไม่ได้สนิทกับคนทั้งสองนักจึงไม่กล้าเอ่ยปากถาม

ไม่กี่นาทีให้หลังเซอร์เก้ก็เรียกรถมาคันหนึ่ง ก่อนจะลากพวกเขาไปที่บาร์ละแวกนั้น

ตอนนี้เพิ่งจะเก้าโมงเช้า เซอร์เก้ตะบี้ตะบันเคาะประตูอยู่หลายนาทีจนประตูบาร์ถูกเปิดออกอย่างรุนแรง ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ไว้เคราคนหนึ่งเปิดประตู หลังจากเห็นเซอร์เก้ใบหน้าฉุนเฉียวในทีแรกก็คลายลงไปมาก เอื้อมมือมาตบบ่าเขา หัวเราะพลางพูดอะไรบางอย่าง ดูท่าผู้ชายคนนี้จะสนิทสนมกับเซอร์เก้เป็นอย่างดี เซอร์เก้โบกมือเรียก พวกเขาจึงเดินเรียงเข้าไปทีละคนๆ และแล้วหลินปั้นซย่าก็ได้เห็นภายในบาร์

บาร์นี้ไม่ใหญ่มาก โครงสร้างทำด้วยไม้เป็นสไตล์ดิบเถื่อน เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ของรัสเซีย

ที่จริงหลินปั้นซย่าเริ่มหิวแล้ว เขาถามเซอร์เก้ว่ามีอะไรพอรองท้องได้บ้าง เซอร์เก้ก็ตอบว่าที่นี่เป็นบาร์เลยไม่ค่อยมีอาหารจานหลัก มีก็แต่ไส้กรอกที่ไม่อยู่ท้องนัก แล้วจึงสั่งมาให้หลินปั้นซย่าชุดหนึ่ง

เหล้ายกขึ้นเสิร์ฟเร็วมาก หลินปั้นซย่าไม่รู้จักตัวอักษรบนขวดนั้น จากนั้นก็เห็นเซอร์เก้หยิบแก้วใบเล็กจิ๋วออกมารินให้คนละแก้ว หลินปั้นซย่าจิบไปหนึ่งคำก็ขมวดคิ้วแล้วเอ่ย “เช้าขนาดนี้ ดื่มเหล้าแรงๆ แบบนี้จะไม่เป็นไรจริงๆ เหรอ”

“จะเป็นอะไรได้ล่ะ” หลี่ซูเอ่ยแกมหัวเราะ “ยังไงซะก็ต้องฉลองที่รอดชีวิตมาจนได้มีโอกาสเห็นพระอาทิตย์ของวันนี้ทอแสงนี่…” เขายกแก้วขึ้นกรอกเข้าปากตัวเองไปอึกใหญ่

เซอร์เก้ก็ยกดื่มด้วยเช่นกัน ยกแก้วหนึ่งครั้งก็หายไปแล้วครึ่งหนึ่ง จากนั้นก็ชูแก้วให้หลินปั้นซย่า ปากพูดด้วยสุ้มเสียงยาวๆ แล้วก็กรอกที่เหลืออีกครึ่งเข้าปาก หลินปั้นซย่าเห็นอีกฝ่ายกล้าได้กล้าเสียขนาดนี้ ใจก็แน่วแน่แล้วว่าจะทำให้เสียชื่อคนจีนไม่ได้ ดังนั้นจึงบีบจมูกยกดื่มจนคางชี้ฟ้า รู้สึกเพียงร้อนวาบในกระเพาะเท่านั้น เขาเห็นแก้วเหล้าของเซอร์เก้ว่างเปล่าก็เสนอตัวรินให้อีกแก้ว เซอร์เก้เห็นการกระทำของเขาก็ระริกระรี้ยิ่งกว่าเดิม ปากตะโกนอะไรก็ไม่รู้ไม่หยุดและดื่มเหล้าในแก้วตรงหน้ารวดเดียวหมดอีกครั้ง หลินปั้นซย่าเห็นท่าทางเขาก็ตกใจสั่นงั่ก ยกเหล้าตรงหน้าตนขึ้นดื่มไปกว่าครึ่งด้วยเช่นกัน คอเขาไม่ถึงกับอ่อนแต่ก็ไม่ถึงกับแข็ง พอดื่มเหล้าดีกรีสูงไปสองแก้วสายตาก็เริ่มล่องลอยนิดหน่อยแล้ว

ถึงตาจะเริ่มพร่า ทว่ามรรยาทบนโต๊ะเหล้าก็ลืมไม่ได้ หลินปั้นซย่ายกขวดเหล้าขึ้นกำลังจะเทแก้วที่สามให้เซอร์เก้ แต่เสียงติดขำขันของหลี่ซูกลับห้ามเขาไว้ก่อน

“ไม่ต้องรีบเท” หลี่ซูเอ่ยอย่างกลั้นหัวเราะไม่อยู่ “ประเพณีดื่มเหล้าของรัสเซียไม่เหมือนบ้านเรา ในแก้วของพวกเขาห้ามมีเหล้าเหลือ เทเท่าไหร่ก็ดื่มเท่านั้น…”

หลินปั้นซย่ารีบวางแก้วเหล้าในมือ เอ่ยเสียงสั่น “ทำไมคุณไม่รีบบอกเล่า”

หลี่ซูหัวเราะร่า “ก็ผมอยากดูพวกคุณผลัดกันทำแบบนั้นไม่มีที่สิ้นสุดนี่”

“…”

“มันคือวอดก้า ดีกรีสูง เมาง่าย” หลี่ซูหัวเราะ เอ่ยพลางถูนิ้วกับขอบแก้ว “คนรัสเซียคนไหนก็ชอบ…เขาบอกว่าชื่นชมคุณมาก ถึงคุณจะดูร่างกายผอมบางแต่เป็นลูกผู้ชายตัวจริง ควรค่าแก่การนับถือ”

หลินปั้นซย่าอยากแก้ตัวว่าเขาก็ร่างกายบึกบึน แต่เห็นเซอร์เก้ที่ล่ำบึ้กอย่างกับหมีแล้วก็ตัดสินใจช่างมันเสีย เรื่องบางเรื่องก็อย่าไปฝืนเลย จะน้อยเนื้อต่ำใจเอาง่ายๆ ซะเปล่า

แล้วไส้กรอกที่หลินปั้นซย่าต้องการก็มาพอดี เขาลูบกระเพาะที่แสบร้อน รีบหยิบไส้กรอกยัดเข้าปาก ไส้กรอกนี้รสชาติต่างจากที่เขาเคยกินค่อนข้างมาก มันเต็มไปด้วยกลิ่นรมควันเข้มข้น ไม่มีแป้งข้าวโพดผสม รสค่อนข้างเค็มเล็กน้อย นำมาแกล้มเหล้ากำลังดี หลินปั้นซย่ากินไปหลายชิ้นกว่าจะบรรเทาความหิวได้

ในตอนที่เขากำลังกินไส้กรอกอยู่นั้น หลี่เย่ หลี่ซู และเซอร์เก้ก็ดื่มวอดก้าหมดไปขวดหนึ่ง ช่างหัวหลี่เย่กับเซอร์เก้ไป หลินปั้นซย่าค้นพบอย่างน่าประหลาดใจว่าหลี่ซูก็คอแข็งกว่าที่คิดมาก วอดก้าลงกระเพาะไปหลายแก้วแล้ว แต่สีหน้าเขายังไม่เปลี่ยนเลยสักนิด แค่มีเลือดฝาดขึ้นมาที่แก้มเล็กน้อยเท่านั้น

หลินปั้นซย่าจู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าครั้งแรกที่ได้เจอกัน หลี่เย่ไม่ให้หลี่ซูดื่มเหล้า บอกว่าเขาร่างกายไม่ดี แต่ทำไมคราวนี้…

“ผมกับหลี่เย่ก็รู้จักกันที่บาร์นี่แหละ” ปลายนิ้วหลี่ซูไล้ผ่านขอบแก้ว เอ่ยเสียงเนิบ “ตอนนั้นเขาเพิ่งสิบสองขวบ ตัวผอมแห้งอย่างกับลิง”

หลินปั้นซย่าฟังอย่างตั้งใจ

“ที่นี่เละเทะวุ่นวาย ไม่เหมือนที่ประเทศเรา” หลี่ซูเล่า “พ่อแม่ของเขาจากไปเร็ว ไม่มีใครดูแลเขาเลย ตอนที่ผมเจอเขาครั้งแรกก็กำลังมีคนชวนเขาดื่มอยู่พอดี” รอยยิ้มของเขาเย็นชาลง “คนที่ชวนเด็กอายุสิบสองขวบดื่มเหล้าจะเป็นไอ้เลวระยำแบบไหนกัน”

หลี่ซูกำลังเล่าเรื่องของหลี่เย่แต่เจ้าตัวกลับหน้าไม่เปลี่ยนสี เสมือนว่าคนที่หลี่ซูพูดถึงไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองเลย

“เหล้าที่ถูกที่สุดคือน้ำผสมแอลกอฮอล์ ดื่มแล้วอาจตายได้” หลี่ซูกล่าว “แต่ที่นี่น่ะนะ คุณก็รู้…สำหรับคนบางพวกขอแค่มีเหล้าให้ดื่มก็ดีมากแล้ว ผมนั่งอยู่ข้างๆ มองหลี่เย่ดื่มแก้วแล้วแก้วเล่าเหมือนกับว่าจะดื่มให้ตัวเองอิ่มท้อง” เขาแค่นหัวเราะกับตัวเอง “ทำไมถึงได้มีเด็กแบบนี้นะ ตอนนั้นผมคิดแบบนั้น เจอคนระยำตำบอนมาก็มาก แต่เด็กแบบนี้กลับเพิ่งเคยเจอครั้งแรก”

เขาพูดถึงตรงนี้ก็รินให้ตัวเองอีกหนึ่งแก้ว ดื่มหมดในรวดเดียวอีกครั้ง

“หลังจากนั้นล่ะ?” หลินปั้นซย่าถาม

“หลังจากนั้น?” หลี่ซูกล่าว “ผมทนดูจนรำคาญใจ พุ่งเข้าไปต่อยหน้าไอ้เลวนั่นยกหนึ่ง…แต่เด็กเวรหลี่เย่นี่ถ่มน้ำลายใส่ผมด้วย” เขาถลึงตามองหลี่เย่ที่อยู่ข้างๆ

หลี่เย่ไม่ยี่หระ เอ่ยเสียงราบเรียบประโยคหนึ่ง “เขาเป็นลูกค้าของบาร์ คุณจะทำให้ผมตกงาน”

หลี่ซูสบถเป็นภาษารัสเซียแล้วดื่มอีกแก้ว

หลี่เย่ไม่ถือสา เพียงใช้นิ้วเคาะโต๊ะเอ่ยว่า “แก้วที่หก”

แล้วหลี่ซูก็ด่าแรงยิ่งขึ้น

หลินปั้นซย่าคิดว่าความสัมพันธ์ของสองคนนี้ดูอย่างไรก็ไม่อาจเข้าใจได้จริงๆ ทั้งที่กล่าวตามหลักแล้ว หลี่ซูพาหลี่เย่ออกมาจากที่นั่น หลี่เย่ควรเคารพและเกรงใจหลี่ซู แต่ดูจากการแสดงออกของหลี่ซูแล้ว เขากลับดูเกรงกลัวเด็กที่ตัวเองพากลับมาจากรัสเซียเสียด้วยซ้ำ หลินปั้นซย่าไม่เข้าใจจึงดื่มส่วนของตัวเองไปเงียบๆ

หลี่ซูกล่าวต่อ “จากนั้นผมก็พาเขากลับมาที่จีนด้วย ผมคิดว่าถึงตัวเองไม่ใช่คนดีอะไรแต่อย่างน้อยก็จะไม่ยอมให้เด็กคนหนึ่งดื่มเหล้าติดกันหลายแก้ว เขายังเด็กขนาดนั้น แขนก็บางอย่างกับไม้ขีดไฟ” เขาลูบหน้าลูบตาตัวเองพลางเอ่ย “ผมยังนึกว่าจะโตมาเป็นหนุ่มน้อยรูปงามที่เป็นเพื่อนรู้ใจ สอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีหน่อย หางานที่ไม่เลวทำ ใครจะไปรู้ว่ากลับโตมาเสียคน…”

แก้วที่เจ็ดลงท้องไปก่อนที่หลี่ซูจะตัดจบหัวข้อสนทนานี้

หลินปั้นซย่าคิดว่าหลี่ซูเหมือนยังมีเรื่องที่อยากพูดอีกมาก แต่เขาก็ไม่ได้ปริปากพูดอะไรอีก

ในตอนที่พวกเขากำลังคุยกัน เซอร์เก้ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ดื่มแก้กลุ้มคนเดียวไม่หยุด เขาไม่ต้องการกับแกล้มด้วยซ้ำ ตะบี้ตะบันกรอกแก้วแล้วแก้วเล่าลงท้องเหมือนว่ามันไม่ใช่วอดก้าดีกรีสูงแต่เป็นน้ำเปล่าอย่างไรอย่างนั้น

หลี่ซูบอกว่านี่แหละวิธีดื่มเหล้าของคนรัสเซีย ในเมืองที่ละติจูดสูงแบบนี้ความหนาวเหน็บเป็นเรื่องปกติ มันทำให้ประชาชนของประเทศนี้มีจิตวิญญาณและร่างกายที่แข็งแกร่ง ขณะเดียวกันก็ทำให้พวกเขาตกหลุมรักของเหลวร้อนแรงที่นำพาความอบอุ่นมาให้พวกเขาได้

ระหว่างพูดคุยเรื่อยเปื่อยนี่เอง หลี่ซูก็ดื่มแก้วสุดท้ายของตัวเองหมดแล้ว เขายอมวางแก้วในมือของตัวเองอย่างเสียดาย ลุกขึ้นยืนแล้วบอกว่าอยากออกไปสูบบุหรี่สักมวน

หลี่เย่ไม่ห้าม เพียงมองส่งจนเขาออกไปข้างนอก

หลินปั้นซย่าเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจ “คุณทะเลาะกับเขาเหรอ”

หลี่เย่เหลือบมองหลินปั้นซย่า “อืม”

หลินปั้นซย่าประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม “ทำไมถึงทะเลาะกันล่ะ…”

“เรื่องเล็กน้อยน่ะ”

ดูเหมือนเขาจะไม่อยากบอกเรื่องระหว่างตนกับหลี่ซู หลินปั้นซย่าจึงหุบปากฉับอย่างรู้จักวางตัว ยกดื่มอีกครึ่งแก้ว

พอหลี่ซูลุกไปบรรยากาศทั้งโต๊ะก็เงียบลงทันตา เซอร์เก้ดื่มแก้วแล้วแก้วเล่าไม่หยุดพัก เมื่อหลินปั้นซย่าใช้ภาษาอังกฤษงูๆ ปลาๆ ปลอบใจเขาด้วยความเป็นห่วงไปสองสามประโยค เขาก็ยิ้มฝืดเฝื่อนโบกมือให้ชายหนุ่ม หลินปั้นซย่าจึงได้แต่ปล่อยให้เขาดื่มต่อไป

ดื่มอย่างนี้ไปสามสี่รอบ หลินปั้นซย่าไม่ไหวแล้วจริงๆ เขาลากขาอ่อนเปลี้ยของตัวเองไปรับลมข้างนอกครู่หนึ่ง แล้วก็เห็นหลี่ซูนั่งยองอยู่กับพื้น เอาไม้เขี่ยแกล้งมดบนโคลนอย่างคนพาล จึงเอ่ยว่า “พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว คุณอย่าลืมสวมผ้าปิดปากกับแว่นกันแดดนะ”

“เฮ้อ…” หลี่ซูไม่ขยับ “คุณไม่ดื่มแล้วเหรอ”

“ดื่มไม่ไหวแล้ว” หลินปั้นซย่าถาม “คุณคอแข็งมากเลยใช่มั้ย”

“แน่นอนอยู่แล้ว” หลี่ซูกล่าว “ผมคอแข็งที่สุด อ้อ โทษที ลืมไปว่าซ่งชิงหลัวไม่อยู่” เขาหันไปชำเลืองมองหลินปั้นซย่า “เมื่อคืนตอนที่คุณทำเรื่องแบบนั้นไป คุณไม่กลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นโคลนเหรอ”

เขาพูดถึงเรื่องที่หลินปั้นซย่าบนบานกับมัน

“กลัวสิ” หลินปั้นซย่าเป็นคนตรงไปตรงมา “แต่ถ้าซ่งชิงหลัวพลาด พวกเราสี่คนก็ตายอยู่ที่นั่นกันหมด…”

“ผมรู้ ผมรู้” หลี่ซูกล่าว “ตามหลักแล้วใครจะไม่เข้าใจล่ะ แต่คุณรู้หรือเปล่า ในสถานการณ์นั้นมีไม่กี่คนหรอกที่กล้าทำแบบนั้นจริงๆ” เขาหัวเราะ สายตาที่มองหลินปั้นซย่าอ่อนโยนอย่างสุดซึ้ง “หลินปั้นซย่า เป็นเกียรติมากที่ได้เป็นเพื่อนกับคุณ”

“ผมก็เหมือนกัน” หลินปั้นซย่าตอบไปเช่นนั้น “เพราะงั้นผมคิดว่าคนที่ตบหน้าผมคงไม่ใช่คุณหรอกใช่มั้ย”

หลี่ซู “…”

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

ติดตามบทต่อไป ได้ในวันที่ 21 .. 65

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดสามีของกุลสตรีอันดับหนึ่ง บทที่ 1-บทที่ 2

บทที่ 1 ปีที่ยี่สิบสองในการครองราชย์ของฮ่องเต้เจี้ยนอู่ ปีใหม่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ข้างนอกยังหนาวอยู่มาก ฤดูหนาวนี้ยาวนานและ...

ดุจรักดั่งห้วงดาราพร่างพราย

ทดลองอ่าน ดุจรักดั่งห้วงดาราพร่างพราย เล่ม 1 บทที่ 5

บทที่ 5 โดยมากความกลัวของมนุษย์เกิดจากความไม่รู้ ก่อนหน้านี้สาเหตุเกินครึ่งที่อวี๋ไฉ่หลิงวิตกกับผลได้ผลเสียจนอมทุกข์ ก็เ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดสามีของกุลสตรีอันดับหนึ่ง บทที่ 3-บทที่ 4

บทที่ 3 ภายในโถงหลัก เรือนส่วนหน้า สาวใช้ก้มหน้ายกน้ำชาเดินเข้ามา ท่านหญิงชิ่งฝูปั้นหน้าเครียด อดทนอยู่นาน แล้วพูดว่า "ฮ...

jamsai.com