Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน กระบี่คู่หานซาน เล่มที่ 2 บทที่ 4 #นิยายวาย

คิดแทนผู้อื่น

เมิ่งเสวี่ยหลี่กับจี้เซียวเดินเคียงไหล่อยู่ด้วยกัน แม้ไม่พูดอันใด ทว่าพวกเขาสองคนกลับเข้าใจกันดี

จิงตี๋และพรรคพวกเดินอยู่ทางด้านหน้าพูดคุยสอดแทรกเรื่องตลก หัวเราะเสียงดังลั่นอยู่กับ ‘พี่น้องผู้บำเพ็ญพรตอิสระแซ่เชวี่ย’ ทว่าแท้ที่จริงแล้วพวกเขาก็แค่อาศัยการสนทนาปลุกเร้าความกล้าให้กับตัวเอง ไม่ปรารถนาจะคิดว่าเบื้องหลังแผนการชั่วร้ายดังกล่าวมีอันใดซ่อนอยู่ หากจะบอกว่าพวกเขาไม่วิตกกังวลกับสิ่งที่ประสบพบเจอเป็นครั้งแรกนี้แม้แต่น้อย นั่นย่อมเป็นวาจาโกหกคำโต

ผู้คนในโลกผู้บำเพ็ญพรตส่วนใหญ่ไม่รู้ถึงภัยพิบัติร้ายกาจที่ซ่อนลึกอยู่ในแดนสนธยา ทำได้เพียงจินตนาการไปตามข่าวสารที่ได้มาจากคนที่ถอนตัวจากการประลองในช่วงแรกกับช่วงกลางเท่านั้น

เรื่องที่ผู้คนตื่นเต้นพูดถึงกันไม่หยุดปากย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของเมิ่งเสวี่ยหลี่คู่ร่วมบำเพ็ญของอริยกระบี่ เมิ่งเสวี่ยหลี่มีชื่อเสียงมาแต่ไหนแต่ไร เพียงแต่ในอดีตชื่อเสียงของเขาล้วนติดลบ ทว่ายามนี้กลับมีชื่อเสียงดีงาม

แต่ก่อนผู้คนในแดนมนุษย์ล้วนพูดถึงเขาว่า ‘งามก็งามอยู่ เสียดายที่เป็นแค่ของพื้นๆ’ ทว่ายามนี้ผู้คนกลับบอกว่า ‘เป็นคู่สวรรค์อุ้มสม กิ่งทองใบหยกอยู่แต่เดิม น่าเสียดาย…’ ที่จี้เซียวเจินเหรินลาโลกนี้ไปแล้ว

ก่อนหน้านี้ผู้คนล้วนกล่าวว่าเขาโชคดี สวรรค์ส่งสานุศิษย์ชั้นยอดลงมาให้ถึงสองคน คนหนึ่งเป็นร่างสถิตวิญญาณกระบี่แต่กำเนิด อีกคนสร้างชื่อจากการประลองบนลานสำแดงกระบี่ ทันทีที่พวกเขาเติบใหญ่ ไม่แน่ว่าอาจสืบทอดยอดเขาฉางชุนต่อ นำความรุ่งโรจน์มาสู่หานซาน ทว่ายามนี้ผู้คนกลับบอกว่าอวี๋ฉี่ซูกับเซียวถิงอวิ๋นล้วนโชคดี เพราะเมิ่งเสวี่ยหลี่ไม่ใช้กระบี่ ดังนั้นทันทีที่เขาชนะการประลองได้อุษาไร้เขตขัณฑ์มาครอบครอง วันข้างหน้าย่อมต้องมอบกระบี่วิเศษให้ผู้เป็นศิษย์

แม้แต่ศิษย์หานซานที่อายุน้อยที่สุดก็ยังชอบรำลึกถึงตอนที่เมิ่งเสวี่ยหลี่ช่วยพวกเขาคลี่คลายข้อสงสัยยามเรียนอยู่ในวิหารถกสัจธรรม

‘ข้ารู้อยู่แต่แรกแล้วว่าอาวุโสเมิ่งมิใช่คนธรรมดา คลี่คลายปัญหาลึกซึ้งได้อย่างง่ายดาย เปลี่ยนยากเป็นง่าย มีความสามารถสูงส่ง’

‘ยิ่งไปกว่านั้นเขายังอารมณ์ดีอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยวางท่า ศิษย์พี่อวี๋โชคดียิ่งนัก’

ครั้นพวกจางซู่หยวนที่เดินทางร่วมกับเมิ่งเสวี่ยหลี่ถูกประมุขยอดเขาจื่อเยียนสั่งให้เดินทางมารายงานข่าวกลับถึงเขาหานซาน เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังกระฉ่อนถึงขีดสุด

พวกเขาเข้าไปยังตำหนักกลางบนเขายอดประมุข พบเจินเหรินเจ้าสำนัก รายงานเรื่องราวที่ได้พบเห็นให้อีกฝ่ายฟังโดยละเอียด

สุดท้ายจางซู่หยวนก็พูดขึ้นอย่างระมัดระวังว่า “อาวุโสเมิ่งหามีอันตรายใดๆ ไม่ เพียงเป็นห่วงสำนัก”

เจ้าสำนักโบกมือด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ข้าได้รับยันต์ส่งข่าวจากประมุขยอดเขาจื่อเยียนแล้ว พวกเจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ”

เขาส่งยันต์ส่งข่าวแผ่นหนึ่งให้ประมุขยอดเขาจื่อเยียน ให้เฝ้าทางออกแดนสนธยาไว้ให้ดี พร้อมรับตัวเมิ่งเสวี่ยหลี่ออกมาทุกเมื่อ ทั้งยังเรียกประชุมประมุขยอดเขาคนอื่นๆ

ประมุขยอดเขาจ้งปี้ถอนหายใจ “เสวี่ยหลี่คงลำบากไม่น้อย ขนาดอยู่แดนสนธยาถูกคนซุ่มโจมตีเล่นงาน กลับยังมีใจคิดถึงสำนัก หากเขามิใช่คู่ร่วมบำเพ็ญของจี้เซียว อาศัยความสามารถของตนเอง ชีวิตย่อมดำเนินไปได้อย่างสะดวกสบาย นับแต่ขึ้นเขาหานซานมา สามปีมิถามไถ่เรื่องราวทางโลกใดๆ ยินดีไร้ชื่อไร้เสียง ไม่นำพาต่อถ้อยคำครหา เห็นได้ชัดว่าเดิมมีอุปนิสัยไม่ยินดียินร้ายต่อลาภยศ ดูท่าหากมิใช่เพราะจี้เซียวลาโลกไปอย่างไม่คาดคิด เขาคงไม่ยินดีไปจากยอดเขาฉางชุน ถูกลากเข้าสู่วังวนความขัดแย้งด้วยฐานะไม่ธรรมดาของตน…”

ประมุขยอดเขาหลิวหลันขมวดคิ้ว “ที่เขาเป็นห่วงใช่ว่าจะไร้เหตุผล หากพวกเราได้ยินว่างานประลองมีภัยพิบัติแล้วบุ่มบ่ามรีบร้อนเดินทางไปแดนสนธยา ถึงตอนนั้นหานซานย่อมไร้คนดูแล ถูกศัตรูโจมตีได้โดยง่าย”

ประมุขยอดเขาเยวี่ยเชวียประชดออกมาคราหนึ่ง “ ‘ศัตรู’ อันใด นอกจากสำนักหมิงเยวี่ยหูแล้ว เบื้องหลังเรื่องชั่วช้าเช่นนี้ยังจะมีผู้ใดอีก ลงมือกับเด็กรุ่นหลังเช่นนี้นับเป็นผู้มีความสามารถอันใดได้ ข้าขอพูดชัดๆ…ว่ากันว่าปรมัตถ์ล่วงรู้ฟ้าดิน แยกแยะแปดทิศ กุยชิงเจินเหรินเจ้าได้ยินข้าด่าเจ้าหรือไม่!”

เจ้าสำนักมองดูอีกฝ่าย สีหน้ายุ่งเหยิงแววตาสับสน ไม่นึกอยากแก้ไขถ้อยความอันใด เมิ่งเสวี่ยหลี่มิใช่เด็กรุ่นหลัง หากแต่รุ่นเดียวกับพวกเขา

ประมุขยอดเขาจื่อเยียนไม่อยู่ หลังทั้งสี่ปรึกษากันเป็นที่เรียบร้อยว่าจะตรวจสอบซ่อมแซมค่ายเวทคุ้มกันเขาเช่นไร ให้ศิษย์สายตรงออกลาดตระเวนแบบใด พวกเขาก็แยกย้ายกลับยอดเขาจัดการตามแผนที่ได้ตกลงไว้

ส่วนเรื่องราวภายในสำนัก เจินเหรินเจ้าสำนักรู้สึกว่าเมิ่งเสวี่ยหลี่คิดมากเกินไป หลังงานประลองแดนสนธยาเริ่ม ข่าวสารที่เขารู้เกี่ยวกับหุบเขาจิ้งซือคือปรมาจารย์ไท่หังไท่ซั่งจั่งเหล่ากำลังเตรียมเข้ากักตนเป็นเวลานาน สานุศิษย์รุ่นหลังของเขาล้วนถูกเรียกตัวเข้าไปฟังโอวาทในหุบเขา คัดคัมภีร์เต๋าสวดอธิษฐานขอพร ไม่ทำการเคลื่อนไหวนอกหุบเขา เรื่องนี้ทำให้ความขัดแย้งระหว่างประมุขยอดเขาทั้งห้ากับไท่ซั่งจั่งเหล่าคลี่คลาย ทั่วทั้งหานซานเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาเฉกช่วงเวลายามวสันต์

เจ้าสำนักครุ่นคิด “ระยะนี้ข่าวคราวจากแดนสนธยามีมามิได้ขาด ให้พวกสานุศิษย์ได้รับรู้มากหน่อยก็ดี อาศัยการต่อสู้ฝึกปรือฝีมือกับคนนอก เปิดโลกทัศน์ให้กับสานุศิษย์วัยหนุ่มเหล่านั้นให้ตระหนักถึงความโหดร้ายของโลกผู้บำเพ็ญพรต พวกเขาถึงจะเข้าใจว่ายามเผชิญหน้ากับศัตรู การเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนั้นสำคัญเพียงใด”

คิดสิ่งใดมักได้สิ่งนั้น หลังส่งบรรดาประมุขยอดเขากลับได้ไม่นาน ตำหนักกลางก็มีแขกมาเยี่ยมเยือน ผู้มาคือโจวอี้ศิษย์คนโตของไท่ซั่งจั่งเหล่า

ครั้งที่แล้วเขาเข้าตำหนักกลางมาตอนสอบคัดเลือกรับศิษย์จากวิหารถกสัจธรรม พร้อมกับคำสั่งของผู้เป็นอาจารย์ให้รับเซียวถิงอวิ๋นเป็นศิษย์ แต่เพราะเซียวถิงอวิ๋นเลือกฝากตัวเป็นศิษย์กับยอดเขาฉางชุน ทำให้เขาได้แต่กลับไปมือเปล่า

เจ้าสำนักเดินขึ้นหน้า “ศิษย์น้องโจว ระยะนี้ปรมาจารย์สบายดีหรือไม่”

โจวอี้พยักหน้าตอบ “ทุกอย่างล้วนเป็นไปด้วยดี อาจารย์กักตัวครานี้เพื่อยืดอายุขัย กว่าจะออกมาก็คงอีกยี่สิบสามสิบปี”

เจ้าสำนักรู้สึกประหลาดใจเล็กๆ “นานเพียงนั้น?”

โจวอี้พยักหน้า “อาจารย์มีเรื่องบางอย่างมิอาจวางใจ ต้องการมอบหมายให้ท่านเป็นการเฉพาะ จึงให้ข้ามาเชิญท่านเข้าหุบเขา”

สีหน้าเจ้าสำนักเปลี่ยนเป็นผ่อนคลาย หลายปีมานี้ท่าทีที่โจวอี้มีต่อยอดเขาทั้งห้าล้วนแต่เย็นชาดูแคลน อากัปกิริยาอันใดล้วนลึกลับคลุมเครือ ไม่เคยสุภาพเปี่ยมมารยาทเช่นนี้มาก่อน

“ได้ ข้าจะตามเจ้าไปเดี๋ยวนี้”

ก่อนหน้านี้ตอนจี้เซียวยังมีชีวิตอยู่ ไท่ซั่งจั่งเหล่าพำนักอยู่ในหุบเขาไม่ข้องแวะกับเรื่องราวภายนอก แม้สำนักมีเรื่อง เขาก็จะเรียกเจ้าสำนักกับประมุขยอดเขาทั้งหลายไปรับฟังโอวาท วางท่ายกหลักการเหตุผลต่างๆ ขึ้นข่ม

เจ้าสำนักคิด ต่อไปจะไม่พบเจออีกฝ่ายนานถึงยี่สิบสามสิบปี ยอมให้อีกฝ่ายได้วางท่า กล่าวโอวาทสักสองสามประโยคก็หามีอันใดหนักหนาเกินไปไม่ กักตนเนิ่นนานเช่นนี้ไม่แน่ว่าชาวบ้านอาจคิดตกแล้วก็เป็นได้ เช่นนั้นตนเองก็ยื่นบันไดให้อีกฝ่ายได้ใช้ไต่ลงมาก็แล้วกัน แนะให้อีกฝ่ายปล่อยวางเรื่องราวบาดหมางครั้งก่อนที่มีกับหูซื่อและจี้เซียว ทั้งหานซานร่วมใจต่อต้านรับมือศัตรูภายนอก ไม่มีการชิงดีชิงเด่นภายในอีก…เขาคิดพลางเดินมาถึงทางเดินอีเสี้ยนเทียนที่เชื่อมต่อระหว่างโลกภายนอกกับหุบเขาจิ้งซือ

น่าเสียดายที่คนมักใช้ความคิดเห็นของตนพิจารณาผู้อื่นอยู่เสมอ

 

หลังไปจากตำหนักกลาง พวกจางซู่หยวนสามคนก็แวะมาเป็นแขกอยู่บนยอดเขาฉางชุน พูดคุยสนทนากินเปี๊ยะจินซือเถาดื่มชาน้ำผึ้งดอกจินซือเถาที่อีกฝ่ายเตรียมต้อนรับ แต่ไม่ว่าอวี๋ฉี่ซูจะได้ยินถ้อยคำเล่าลือว่าเมิ่งเสวี่ยหลี่องอาจห้าวหาญไร้ผู้ต่อกรสักเพียงใด เขาก็ยังคงไม่วางใจ

อวี๋ฉี่ซูอุ้มหนูผีเก็บทรัพย์ไว้ในอ้อมแขน “ศิษย์พี่ทั้งสาม พวกท่านร่วมเดินทางอยู่กับอาจารย์ข้า ตลอดทางต่างฝ่ายต่างช่วยดูแลซึ่งกันและกัน คงลำบากไม่ใช่น้อย”

ทั้งสามต่างเอ่ยปากมิกล้าขึ้นพร้อมกัน “เกรงใจกันเกินไปแล้ว อันที่จริงการเดินทางครานี้อาวุโสเมิ่งต่างหากที่คอยดูแลพวกเรา”

อวี๋ฉี่ซูถาม “เช่นนั้นพี่เมิ่งของข้า เอ้อ ข้าหมายถึงอาจารย์ข้า อยู่ในแดนสนธยาเป็นเช่นไรบ้าง เหมือนกับที่คนนอกเล่าลือว่าทำการ ‘ทดสอบคุณธรรมมโนธรรม’ จริงหรือไม่”

ทั้งสามเกรงว่าเขาจะวิตกกังวล จึงเลือกเล่าเรื่องน่าสนใจที่เกิดขึ้นในแดนสนธยาให้เขาฟังโดยละเอียด อย่างเรื่องกลุ่มผู้บำเพ็ญพรตอิสระที่ลอบปล้นที่หุบเขาเมฆาเขียวแต่ไม่สำเร็จ เรื่องเมล็ดสนเต็มพื้น เรื่องปลอมตัวเป็นแกะอ้วนร่วมกับอาวุโสเมิ่งที่ธารเฮยสุ่ย รวมถึงเรื่องอสุนีบาตฟาดใส่จิงตี๋…อวี๋ฉี่ซูกุมท้องหัวเราะลั่น แอบนึกอิจฉาที่ตัวเองเกิดมาช้า ไร้วาสนาเข้าร่วมการประลองแดนสนธยา เผลอกระตุกขนหนูผีเก็บทรัพย์ในมือ

ช่วงเวลาแห่งความสุขมักสั้นเสมอ ไม่ทันได้รู้ตัวท้องฟ้าก็มืดลงทีละน้อย แก้วชามเกลื่อนกลาด หลังส่งแขก อวี๋ฉี่ซูก็ระบายลมหายใจออกมาคราหนึ่ง เก็บข้าวของ เดินไปเลี้ยงปลาอยู่ริมสระเหมือนเช่นทุกครั้ง

สายลมยามราตรีอบอุ่น ยอดเขาฉางชุน ต้นจินซือเถา และหนูผีเก็บทรัพย์เติบโตได้เองตามธรรมชาติ จะมีก็แต่เพียงปลาไนสามตัวนี้เท่านั้นที่ต้องให้เขาดูแล

นิสัยพูดคุยกับปลาไนเหมือนจะถ่ายทอดถึงกันได้ อวี๋ฉี่ซูยืนอยู่ริมสระพึมพำไม่ขาดปาก “กินเยอะๆ ข้ารับปากศิษย์พี่ที่กักตัวบำเพ็ญเพียรกับอาจารย์ที่เดินทางไกลไปแดนสนธยาว่าจะดูแลพวกเจ้าเป็นอย่างดี กินให้เยอะๆ จะได้อ้วนๆ…”

ผ่านไปครู่หนึ่งจู่ๆ ปลาไนก็สะบัดหางกระแทกเงาจันทร์กลางสระกระจาย ผิวน้ำแตกกระเซ็นไม่ต่างอันใดกับมุกพราว อวี๋ฉี่ซูเปียกโชกไปทั้งตัว

จู่ๆ สายลมยามค่ำก็กลับกลายเป็นเหน็บหนาว เขาเนื้อตัวสั่นสะท้าน ปาดน้ำบนใบหน้าทิ้ง ใจคิดว่าฉางชุนสี่ฤดูอบอุ่นเฉกวสันต์ หาเคยหนาวเหน็บไม่ ทว่าไม่ว่าจะครุ่นคิดพินิจพิจารณาสักเท่าใด เขาก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงมีลมหนาวจากหุบเขาจิ้งซือพัดมาถึงที่นี่ได้

ใจเขาไม่สงบ อวี๋ฉี่ซูหมอบอยู่ข้างสระ ก้มมองลงไป “กระโดดอะไรของพวกเจ้า”

เขาเห็นปลาไนสามตัวหัวหางเชื่อมถึงกัน ว่ายวนเป็นวงกลมอย่างรวดเร็ว ล้อมเงาจันทร์ไว้ตรงกลาง ภาพอัศจรรย์ทำเขาตื่นตะลึงพูดอะไรไม่ออก

อวี๋ฉี่ซูสองตาเบิกกว้าง “มรรคาจารย์เบื้องบน…”

ปลาไนยิ่งว่ายก็ยิ่งเร็วขึ้นทุกที เพียงชั่วพริบตาก็เกิดเป็นวังน้ำวนไหลเชี่ยว หอบม้วนเอาน้ำในสระขึ้นมาเป็นชั้นๆ ใบไม้ร่วง สาหร่ายจอกแหน ตะไคร่น้ำริมสระถูกเหวี่ยงกระเด็นไปทั่วทุกสารทิศ เกิดเป็นแรงดึงดูดมหาศาล

ไม่นานยอดเขาฉางชุนก็สั่นไหวสะท้านสะเทือน

ตอนน้ำสาดกระเซ็นปะทะใบหน้า อวี๋ฉี่ซูครึ่งตัวหมอบนอนอยู่ริมสระ ยังไม่ทันได้เคลื่อนลมปราณก็ถูกน้ำลากลงไปในสระ

“เกิดอะไรขึ้น!”

อวี๋ฉี่ซูหายใจติดขัด หล่นลงไปในสระลึก

ผู้บำเพ็ญพรตยืดจังหวะหายใจได้ยาวนาน ยามอยู่ใต้น้ำอาศัยการหมุนเวียนพลังปราณภายในร่างรักษาชีวิตไว้ชั่วขณะ อวี๋ฉี่ซูพยายามเคลื่อนไหว แม้จะเห็นพวยน้ำม้วนตัวลอยขึ้นสู่ด้านบน แต่ร่างของเขากลับไม่ต่างอันใดกับวัวดินจมหายลงไปใต้น้ำ จมดิ่งลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว

ผิดปกติ ก็เห็นอยู่ชัดๆ ว่าสระน้ำใสกระจ่างมองเห็นก้น แล้วเหตุใดถึงได้ลึกเช่นนี้

ยามนี้เขามองไม่เห็นแสงจันทร์เล็กๆ เหนือผิวน้ำแล้ว รอบด้านมีเพียงกระแสน้ำเย็นเยียบมืดดำ ได้แต่คาดคะเนความลึกไปตามแรงดันน้ำที่เปลี่ยนไป ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด หลังจากร่างของเขาจมลงไปได้ประมาณร้อยกว่าจั้ง จู่ๆ เบื้องหน้าก็พลันมีประกายแสงสีทองวาบผ่าน ส่องสว่างอยู่มุมหนึ่ง

ร่างของเขายังจมดิ่งไม่หยุด อวี๋ฉี่ซูวาดเหวี่ยงมือทั้งสองข้างไปทางประกายแสงสีทอง ลำแสงดังกล่าวมีลักษณะแบนยาวแฝงไว้ซึ่งกลิ่นคาว สัมผัสเรียบลื่นเกลี้ยงเกลาคล้ายแผ่วเบาแต่กลับแข็งแกร่งยิ่ง ขนาดประมาณปากชาม อวี๋ฉี่ซูประคองพิจารณาดูมันโดยละเอียด รู้สึกคุ้นตาอยู่ไม่น้อย จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในสมอง หากเจ้าสิ่งนี้เป็นส่วนเล็กๆ ของสัตว์ร้ายอะไรสักอย่าง เช่นนั้นแล้วตัวจริงของมันย่อมต้องใหญ่โตมโหฬารเกินกว่าจะจินตนาการได้

หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ครั้นตระหนักได้ว่าเจ้าสิ่งนี้คืออะไร จู่ๆ ใจของอวี๋ฉี่ซูก็พลันหนักอึ้ง ร่างกายสั่นสะท้าน

มันคือเกล็ดชิ้นหนึ่ง เกล็ดของ ‘ปลาไน’ ที่อยู่ในสระ

“กรร…”

เสียงคำรามแผ่วเบายืดยาวใต้น้ำห่างไกลดังใกล้เข้ามา

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

Essay

ทดลองอ่าน ยอดสตรีเป็นยากยิ่ง บทนำ-บทที่ 1

บทนำ เกิดเป็นคนธรรมดา แค่ได้เป็นสัตวแพทย์ที่มีปณิธานของตัวเองอยู่บ้าง มีอิสรเสรี ไม่ต้องแคร์สีหน้าผู้คน คิดไม่ถึงว่าวันห...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดสตรีเป็นยากยิ่ง บทที่ 5

บทที่ห้า “รีบเชิญไปยังโถงรับแขกเร็วเข้า” ฉู่อวิ๋นเฟยรีบดึงสติกลับมา เอ่ยขึ้นทันที “ขอรับ” เรื่องในครัวเรือนไม่ว่าจะใหญ่โ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดสตรีเป็นยากยิ่ง บทที่ 4

บทที่สี่ “โฮ่วๆ!” หนึ่งเสียงไม่พอ จึงร้องอีกสองที ทุกคนในห้องโถงล้วนได้ยิน ต่างตื่นตระหนกไปตามๆ กัน “เกิดอะไรขึ้น!” “นี่...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดสตรีเป็นยากยิ่ง บทที่ 3

บทที่สาม “ผู้ครองสัตว์วิเศษ?!” ฉู่อีเหรินยิ่งสับสนมากกว่าเดิม นี่...คืออะไรอีกล่ะ “ฉู่อีเหริน เจ้ารู้หรือไม่ว่าในดินแดนเ...

jamsai.com