Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน กระบี่คู่หานซาน เล่มที่ 2 บทที่ 3 #นิยายวาย

แดนมนุษย์ทรยศเขา

ทันทีที่คำพูดดังกล่าวหลุดออกจากปากเมิ่งเสวี่ยหลี่ นอกจากจี้เซียวที่สีหน้ายังคงเหมือนเดิมแล้ว คนอื่นๆ ต่างตะลึงมองดูเขา

นัยน์ตาของจิงตี๋พลันเปล่งประกาย “ใช่แล้ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่! หนิงเวยเป็นอาจารย์อาของข้า เขายังไม่รู้เบาะแสร่องรอยของพวกเจ้า แค่เจ้ารีบใช้ค่ายเวทเคลื่อนย้ายออกไปจากที่นี่ ขอเพียงพ้นจากแดนสนธยากลับถึงหานซานได้ เพียงเท่านี้พวกเจ้าก็รอดปลอดภัย เรื่องอันใดล้วนไม่มี” เพราะตื่นเต้นเกินไป ทำให้อาการบาดเจ็บกำเริบขึ้นอีก เลือดสดๆ ไหลออกจากมุมปากจิงตี๋อีกคราว

เห็นเช่นนั้นซ่งเฉี่ยนอี้ก็ค้อมกายช่วยเขาปรับพลังปราณ ยับยั้งเลือดและลมปราณมิให้พลุ่งพล่านพลางร้องด่า “หุบปากของเจ้าได้แล้ว!”

เพราะเห็นจิงตี๋ปิดหูขโมยกระดิ่ง ทำเหมือนไม่มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น นางก็นึกโมโหขึ้นอีกคราว

เมิ่งเสวี่ยหลี่มองจิงตี๋ปราดหนึ่ง สายตาแฝงไว้ซึ่งความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ หากวันหนึ่งเด็กหนุ่มที่เติบโตอยู่ท่ามกลางชีวิตเรียบง่ายไม่เคยพบพานอุปสรรคอันใด พบว่าสำนักที่เขานับถือไว้วางใจ ต่อสู้เพื่อความภาคภูมิใจมาโดยตลอดมิได้เป็นอย่างที่คิด เรื่องทำร้ายจิตใจเช่นนี้ ไม่แน่ว่าอาจโหดร้ายกว่าการถูกจับแขวนทุบตีเล่นงานเสียอีก

จี้เซียวพูดเนิบๆ “ไม่รู้เบาะแสร่องรอยกระนั้นหรือ ในแดนสนธยามีค่ายเวทเคลื่อนย้ายอยู่สี่แห่ง แบ่งเป็นเหนือใต้ออกตกสี่ทิศ ขอเพียงทำลายค่ายเวทเคลื่อนย้ายทั้งสามแห่ง รออยู่ที่ค่ายเวทสุดท้าย เพียงเท่านี้ก็สามารถเฝ้าตอรอกระต่าย รอพวกเราส่งเนื้อเข้าปากเสือได้แล้ว ในเมื่อคนที่อยู่เบื้องหลังคิดลงมือ ก็ย่อมต้องเตรียมการทุกอย่างพร้อมสรรพ ไม่เหลือทางรอดใดๆ ให้พวกเรา”

เมิ่งเสวี่ยหลี่พยักหน้า พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ทำลายค่ายเวทเคลื่อนย้ายทั้งสาม บังคับให้พวกเราหมดสิ้นหนทาง เหลือเพียงค่ายเวทสุดท้าย หลังจากนั้นก็วางกับดักไว้รอบๆ ตรวจสอบคนที่ไปค่ายเวทเคลื่อนย้าย ถึงตอนนั้นพวกเราไหนเลยจะหนีพ้น ทว่าข้าเองก็ไม่คิดหลบหนี”

เขามองไปทางจิงตี๋กับพรรคพวกที่ได้รับบาดเจ็บคล้ายมองดูลูกนกที่เพิ่งออกจากรัง ยังไม่ทันได้รู้จักอันตรายของโลกภายนอกก็ถูกชนหัวแตกเสียก่อนแล้ว สีหน้ากลับกลายเป็นอ่อนโยน

“ที่ข้าบอกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะยังสามารถส่งพวกเจ้าออกจากแดนสนธยาได้ทัน พวกเจ้ากลับไปเถอะ วันหน้าก็หมั่นฝึกเพียรบำเพ็ญให้ดีๆ”

คิ้วเรียวเล็กของซ่งเฉี่ยนอี้ขมวดเข้าหากัน “อาวุโสเมิ่ง แล้วท่านเล่า”

เมิ่งเสวี่ยหลี่พูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “ข้ายังมีธุระต้องจัดการ ตอนนี้ยังไปไม่ได้”

ซ่งเฉี่ยนอี้เข้าใจได้ทันที ที่แท้เรื่องที่ตัวเองคิดได้ เมิ่งเสวี่ยหลี่ก็รู้ตั้งแต่แรกแล้ว นางสูดจมูกฟุดฟิดน้ำตาหลั่ง

“ฮ่า” ซ่งเฉี่ยนอี้ยิ้ม “ข้าเริ่มฝึกวสันต์ย้อนคืนตั้งแต่หกขวบ เร็วกว่าผู้ฝึกกระบี่อื่นๆ มากนัก อาจารย์ชมว่าข้าฉลาดปราดเปรื่องเหนือกว่าศิษย์พี่พวกนั้นอักโข ทั้งยังบอกว่ากลับจากแดนสนธยาครานี้จะตั้งให้ข้าเป็นประมุขหุบเขาน้อย ร้อยปีให้หลังจะมอบสำนักซงเฟิงกู่ให้ข้าดูแล…”

พรรคพวกทั้งสี่ของนางแม้จะมองดูนางด้วยสายตาตื่นตะลึง ทว่ากลับไม่มีท่าทีอิจฉาริษยาแอบแฝง เดิมพวกเขาต่างเป็นสานุศิษย์อันดับหนึ่งของแต่ละสำนัก หากไม่เกิดเรื่องนอกเหนือความคาดหมายอันใด วันหน้าพวกเขาย่อมมีโอกาสได้รับคัดเลือกให้เป็นเจ้าสำนักแน่ ทว่าพวกเขาแค่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆ นางถึงพูดเรื่องพวกนี้ออกมา ไยจึงคล้ายร่ำไห้คล้ายหัวเราะเช่นนี้

หลิวจิ้งเอ่ยปากหยั่งเชิง “ยินดีด้วย”

ซ่งเฉี่ยนอี้ไม่สนใจ นางยังคงพูดต่อ “พวกเราถูกซุ่มเล่นงานอยู่ที่ธารเฮยสุ่ย โชคดีมีอาวุโสเมิ่งร่วมต่อสู้ เรื่องนี้ข้าประจักษ์ต่อสายตาแล้ว เรื่องที่พวกเจ้าสี่คนถูกคนจับแขวนอยู่บนกิ่งไม้ ข้าเองก็เห็นแล้วเช่นกัน ก่อนมาแดนสนธยาไม่มีใครบอกข้าว่าการประลองครั้งนี้มีแผนการร้ายซ่อนอยู่เบื้องหลัง พวกเราต่อสู้ตามกฎ แต่กลับมีคนปลอมตัวเข้ามาทำลายกฎกติกาที่ตั้งไว้ ในเมื่อข้ารู้ข้าเห็น แล้วจะแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้หรือ ต่อให้ไม่มีเหตุผลเช่นนี้ ยามข้ากลับไปแสร้งทำเป็นหูหนวกตาบอด ร้อยปีให้หลังข้าได้ขึ้นเป็นประมุขจริง…ตลอดชั่วชีวิตจิตมรรคาข้าก็ไม่มีทางสงบสุข เช่นนั้นแล้วจะรู้แจ้งได้เช่นไร!” นางมองไปทางเมิ่งเสวี่ยหลี่ “ข้าไม่ไป ว่ากันตามกฎแล้วข้าสามารถอยู่ร่วมการประลองจนถึงวันสุดท้ายได้”

เมิ่งเสวี่ยหลี่ถอนหายใจอย่างอับจน “ไม่ไป แล้วเจ้าทำอันใดได้”

ซ่งเฉี่ยนอี้พูดตรงไปตรงมา “ข้าอยากดูให้รู้ว่าพวกเขาคิดจะทำอะไรกันแน่! คงไม่ได้คิดระเบิดแดนสนธยานี้ให้กระจุยกระมัง อีกอย่างข้าสามารถช่วยท่านได้!”

ในป่ามีเพียงความเงียบงัน เสียงสายน้ำไหลก้องดัง

“ข้าก็เช่นกัน” จิงตี๋เอ่ยปาก เขาลุกขึ้นยืน ครานี้ไม่ได้กระอักเลือดอีก

หลิวจิ้งเช็ดชนวนเวทเปื้อนเลือด “จะให้ข้ากลับไปถามอาจารย์เช่นไร ถามว่าเขารู้เรื่องแผนการร้ายนี้อยู่ก่อนแล้วใช่หรือไม่ รู้ว่ามีคนคิดสังหารอาวุโสเมิ่งอยู่ในแดนสนธยาใช่หรือไม่อย่างนั้นหรือ”

เจิ้งมู่ “เรื่องภายภาคหน้าไว้ค่อยว่ากันวันหน้าเถิด ตอนนี้อาตมาก็ขอไม่ไปเช่นกัน”

สวีซานซานเกาหัว “ซือไท่ซ่ง แค่ช่วงเวลาสั้นๆ เจ้ายังคิดออกมาได้มากมายเช่นนี้ แล้วเหตุใดข้าจะคิดไม่ได้ เจ้าพูดออกมาเยอะแยะเช่นนี้แล้ว ข้ายังจะไปได้หรือไร!”

เขาผิวปาก หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งพยัคฆ์ขาวเนื้อตัวชุ่มโชกไปด้วยเลือดกับริ้วรอยบาดแผลเหวอะหวะตัวหนึ่งก็เดินตุปัดตุเป๋ออกมาจากป่า ตอนเจอกับพวกหนิงเวยก่อนหน้านี้ พยัคฆ์ขาวต่อสู้จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เขาไม่อาจทนดูสัตว์วิเศษตายไปต่อหน้า จึงสั่งให้มันหนีไปก่อน

พยัคฆ์ขาวเป็นสัตว์แสนรู้ พอเห็นสวีซานซานส่งสายตาให้ มันก็เดินไปหยุดอยู่ข้างเท้าซ่งเฉี่ยนอี้ ส่งเสียงครางพลางถูหัวเข้ากับขาของนาง เผยท่าทางน่าสงสารออกมาให้เห็น

แม้ซ่งเฉี่ยนอี้จะบ่นว่า “ข้ามิใช่หมอรักษาสัตว์” แต่สุดท้ายนางก็ลงมือช่วยรักษามัน

ขณะกำลังพูดคุยกัน ดวงดาวระยิบระยับก็เปลี่ยนกลายเป็นหมองหม่น แสงเงินแสงทองปรากฏขึ้นเหนือฟากฟ้าตะวันออก แสงอรุโณทัยสาดส่องเข้ามาในป่า ราตรีเนิ่นนานสุดท้ายก็ผ่านพ้น

จี้เซียวมองดูอยู่เงียบๆ ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกสับสน ทั้งปลาบปลื้มทั้งเป็นทุกข์

จิตใจฮึกเหิมห้าวหาญตรงไปตรงมาที่ไหลเวียนอยู่ในกายของผู้บำเพ็ญพรตหนุ่มสาวเหล่านี้ถูกกระตุ้น ทั้งๆ ที่รู้ว่าทำเช่นนี้ไม่ต่างอันใดกับมดโยกคลอนต้นไม้ใหญ่ ตั๊กแตนชูขาขวางรถ แต่พวกเขาก็ยังคงยืนกรานหมายถามหาเหตุผล พวกเขาเพียงรู้สึกว่าหากจิตมรรคาไม่สงบไหนเลยจะรู้แจ้งอันใดได้ อันที่จริงหากกลับไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ ครุ่นคิดพิจารณาธุลีแดงสักหลายๆ ปี พบเห็นแผนการชั่วร้าย ภูตผีปีศาจทั้งหลายให้มากเข้า พวกเขาย่อมรู้แจ้งถึงวิธีหลอกตนเอง หลอกมรรคาวิถีมากมาย สามารถดำรงตำแหน่งเจ้าสำนักที่ควรเป็นต่อไปได้…

จู่ๆ เขาก็ได้ยินเมิ่งเสวี่ยหลี่หัวเราะ “เช่นนั้นก็ตามใจ ไม่ไปก็ไม่ไป”

เมิ่งเสวี่ยหลี่ยืนบิดขยับทวนในมือไปมาท่ามกลางสายลมยามเช้า ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าตนเองยามนี้กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก มีฝูงหมาป่าแอบซุ่มหาจังหวะเล่นงานอยู่ ตรงกันข้ามกลับเหมือนนักรบองอาจห้าวหาญที่กำลังกรีธาทัพออกรบ

จี้เซียวยิ้มเช่นกัน

เชวี่ยเซียนหมิงยืนฟังอยู่อีกด้านเยี่ยงอสูรที่ไม่มีอันใดเกี่ยวข้อง

เขาเป็นอสูร หากไม่ใช่เพราะเมิ่งเสวี่ยหลี่ เขามีหรือจะใส่ใจข้อพิพาทระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ที่ชวนให้อสูรอย่างเขาปวดหัว

เชวี่ยเซียนหมิงแม้จะอารมณ์ร้อนแต่ก็มิได้โง่ ตอนเดินทางมารับสหายที่เขาหานซานในเวลานั้น เขาเตรียมคำพูดเกลี้ยกล่อมเมิ่งเสวี่ยหลี่ให้ยอมออกจากหานซาน เลือกเวลากลับมาตั้งตนเป็นใหญ่อีกครั้งไว้มากมาย เพราะเชี่ยวชาญศาสตร์แปลงกาย ตอนซ่อนตัวอยู่บริเวณเชิงเขาได้ยินอวี๋ฉี่ซูกับเหล่าสานุศิษย์จากวิหารถกสัจธรรมพูดคุยกัน เขาก็รู้ได้ทันทีว่าต้องปลอมตัวเป็นอวี๋ฉี่ซูเช่นไร ตอนซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ได้ยินบทสนทนาระหว่างจิงตี๋กับหนิงเวย เขาก็รู้ได้ทันทีเช่นกันว่าจะปลอมตัวเป็นจิงตี๋เช่นไร หากไม่ใช่เพราะเมิ่งเสวี่ยหลี่กับเขารู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี เมิ่งเสวี่ยหลี่ไหนเลยจะแยกจริงเท็จออกจากกันได้

หลังฟังทุกคนพูดคุยกันอยู่เงียบๆ พักหนึ่ง จู่ๆ เขาก็นึกถึงเซิ่นโซ่วที่ถูกโจมตีอยู่ในตำหนักใต้ดินขึ้นมาได้ สถานการณ์นอกในแดนสนธยาเขาล้วนรู้ดีอยู่แก่ใจ ทันใดนั้นเขาก็นึกแผนการอะไรบางอย่างได้ แทนที่จะเร่งให้เมิ่งเสวี่ยหลี่กลับแดนอสูร เขากลับตีผู้เป็นสหายไปทีหนึ่ง ยิ้มบอกว่า “เรื่องของเจ้าก็คือเรื่องของข้า ข้าจะอยู่ช่วยพวกเจ้าด้วย”

เมิ่งเสวี่ยหลี่พยักหน้า “นกยูงดี!”

ผู้ควบคุมสัตว์นิสัยบุ่มบ่ามมุทะลุแต่มิสู้ฉลาดถามขึ้น “มิทราบว่าสหายมรรคาท่านนี้มาจากสำนักใด”

อสูรนกยูงตอบ “ข้าแซ่เชวี่ย อิสระไร้สำนัก”

ผู้ใช้เวทนิสัยสุขุมรอบคอบหากแต่มิสู้ฉลาดสักเท่าใดกล่าว “ท่านได้ยินพวกเราพูดคุยกัน รู้ดีว่าสถานการณ์ยามนี้อันตรายไม่น้อย แต่กลับยินดีอยู่ช่วยเหลือ…คุณธรรมของพี่น้องผู้บำเพ็ญพรตอิสระท่านนี้สูงส่งยิ่งนัก!”

อสูรนกยูงตอบ “มิกล้าๆ!”

ยามอรุณรุ่งท้องฟ้าครึ่งมืดครึ่งสว่าง ท่ามกลางเสียงใบไม้ร่วงแซกซ่า พวกเขาพูดคุยหัวเราะพลางเดินรับสายลมเย็นยามเช้าอยู่กลางป่า จี้เซียวกับเมิ่งเสวี่ยหลี่เดินอยู่หลังสุด

จี้เซียวได้ยินเสียงถอนหายใจของคู่ร่วมบำเพ็ญดังอยู่ท่ามกลางเสียงน้ำเสียงลม

เขาถ่ายเสียงถาม “เจ้ากลัวหรือ”

เมิ่งเสวี่ยหลี่ยิ้ม “กลัวอันใด ใจข้ากว้างใหญ่ เรื่องเป็นตายก็แค่เดิมพันคราหนึ่งเท่านั้น ฟ้าถล่มมาก็ใช้มันทำผ้าห่ม”

จี้เซียวตอบกลับว่า “หากฟ้าถล่มข้าจะช่วยเจ้าค้ำยัน”

“คำพูดประโยคนี้ อาจารย์อย่างข้าต่างหากถึงควรเป็นคนพูด” เมิ่งเสวี่ยหลี่มองดูผู้เป็นศิษย์ นึกขึ้นได้ถึงสัมพันธ์ลึกล้ำของเขากับจี้เซียว เอ่ยต่อว่า “ข้าถอนหายใจเพราะจี้เซียว ตอนเขามีชีวิตอยู่ผู้คนล้วนบอกว่า ‘ภายใต้มรรคาสวรรค์ มีเพียงจี้เซียว’ โลกนี้เขาเป็นผู้ที่อยู่สูงสุด แบกรับผืนฟ้าทั้งมวลแทนผู้คนพันหมื่น…ทว่าแดนมนุษย์กลับทรยศเขา”

จี้เซียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “เรื่องมันผ่านไปแล้ว” เขาไม่เคยนึกแค้นเคือง

“ไม่” เมิ่งเสวี่ยหลี่ไม่ชอบวิธีการพูดเช่นนี้ เขาเก็บยิ้มพลางชี้นิ้วไปยังอกตน “มันยังคงอยู่ที่นี่ ไม่เคยผ่านไปที่ใด”

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

Essay

ทดลองอ่าน ยอดสตรีเป็นยากยิ่ง บทนำ-บทที่ 1

บทนำ เกิดเป็นคนธรรมดา แค่ได้เป็นสัตวแพทย์ที่มีปณิธานของตัวเองอยู่บ้าง มีอิสรเสรี ไม่ต้องแคร์สีหน้าผู้คน คิดไม่ถึงว่าวันห...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดสตรีเป็นยากยิ่ง บทที่ 5

บทที่ห้า “รีบเชิญไปยังโถงรับแขกเร็วเข้า” ฉู่อวิ๋นเฟยรีบดึงสติกลับมา เอ่ยขึ้นทันที “ขอรับ” เรื่องในครัวเรือนไม่ว่าจะใหญ่โ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดสตรีเป็นยากยิ่ง บทที่ 4

บทที่สี่ “โฮ่วๆ!” หนึ่งเสียงไม่พอ จึงร้องอีกสองที ทุกคนในห้องโถงล้วนได้ยิน ต่างตื่นตระหนกไปตามๆ กัน “เกิดอะไรขึ้น!” “นี่...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดสตรีเป็นยากยิ่ง บทที่ 3

บทที่สาม “ผู้ครองสัตว์วิเศษ?!” ฉู่อีเหรินยิ่งสับสนมากกว่าเดิม นี่...คืออะไรอีกล่ะ “ฉู่อีเหริน เจ้ารู้หรือไม่ว่าในดินแดนเ...

jamsai.com