Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน กระบี่คู่หานซาน เล่มที่ 1 บทที่ 14 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

บทที่ 14 เปลวไฟร้อนระอุ

หานซานทอดตัวยาวเหยียดหมื่นหลี่ไปทางทิศใต้

ท้องฟ้ายามราตรีไม่ต่างอันใดกับหมึกสาด ไร้ดวงดาราไร้แสงจันทร์ ท่ามกลางเทือกเขาโอบล้อม ทะเลสาบกว้างใหญ่ดูราวกับบ่อน้ำขนาดยักษ์มืดดำลึกไม่เห็นก้น

ทะเลสาบแห่งนี้ชื่อ ‘ทะเลสาบจันทร์กระจ่าง’ ไม่ว่าที่นี่จะเมฆหมอกหนาหนักเพียงใด ในหนึ่งปีจะมีอยู่ครึ่งปีที่ผิวน้ำมืดมิดไร้แสงจันทร์

จันทร์กระจ่างเป็นชื่อกระบี่เล่มหนึ่ง

กระบี่ออกจากฝักเปล่งประกายดั่งแสงจันทร์ เปลี่ยนคืนค่ำประหนึ่งกลางวัน สั่นสะท้านทั่วทุกสารทิศ

ผู้เป็นเจ้าของกระบี่คืออวิ๋นซวีจื่อ เจ้าสำนักหมิงเยวี่ยหูซึ่งยามนี้กำลังนั่งต้มชาอยู่ที่ศาลากลางทะเลสาบ

ไฟแรงไม่ถึง น้ำเย็นยังไม่เดือด บนสะพานไม้ไผ่เหนือทะเลสาบมีคนผู้หนึ่งเดินอยู่

เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลายืนแสดงคารวะอยู่นอกศาลา “ยินดีกับท่านอาจารย์ที่สิ้นสุดการกักตน”

อวิ๋นซวีจื่อพยักหน้าน้อยๆ “เข้ามา”

เด็กหนุ่มเดินเข้าไปในศาลา ที่แท้เขาคือจิงตี๋ศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักหมิงเยวี่ยหู เขายามนี้ควบคุมตนได้ดีไม่ต่างอันใดกับกระบี่ซ่อนคม ต่างกับตอนยั่วโมโหผู้บำเพ็ญพรตหานซานในร้านอาหารราวกับคนละคน

อวิ๋นซวีจื่อเองก็หาใช่เจ้าสำนักที่มีท่วงท่าน่าเกรงขามอีกไม่ หากเปลี่ยนเป็นอาจารย์ผู้เปี่ยมเมตตา “การเดินทางของเจ้าในครั้งนี้ มีอันใดก้าวหน้าบ้างหรือไม่”

จิงตี๋ตอบคำถาม สุดท้ายก็พูดขึ้น “ศิษย์ได้เจอเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ว่ากันว่าเป็นร่างสถิตวิญญาณกระบี่แต่กำเนิด น่าเสียดายที่เขามีใจให้หานซาน ตอนศิษย์เดินทางกลับมา ชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปทั่วแล้ว”

น้ำในกาเริ่มเดือด พรายฟองเล็กๆ ส่งเสียงดังปุดๆ อวิ๋นซวีจื่อใส่ใบชาลงไปในน้ำ อารมณ์คึกคัก “อืม เช่นไร”

“คนจากหานซานเรียกเขาว่าผู้สืบทอดจี้เซียวเจินเหริน”

รอยยิ้มของอวิ๋นซวีจื่อจางหาย “เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้มีค่าให้เจ้าใส่ใจกระนั้นหรือ”

จิงตี๋ก้มหน้าไม่พูดไม่จา ในศาลาพลันมีแต่ความเงียบงัน

น้ำชาเดือด อวิ๋นซวีจื่อกล่าวขึ้น “อาจารย์รู้ดีว่าเจ้าหุนหันพลันแล่นจึงไม่สู้จะบังคับอะไรเจ้านัก เรื่องเหลวไหลที่เจ้าทำข้างนอก ข้าไม่อยากนึกสนใจ ยามนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญ การประลองแดนสนธยาฮั่นไห่เจ้ามีความมั่นใจกี่ส่วน”

จิงตี๋พูดอย่างทระนงองอาจ “แปดส่วนขอรับ”

“ไม่พอ!” อวิ๋นซวีจื่อน้ำเสียงขึงขัง “ก่อนแดนสนธยาฮั่นไห่จะเปิด ห้ามเจ้าลงเขาอีกเด็ดขาด!”

จิงตี๋หมอบลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว “ศิษย์จะพยายามอย่างสุดความสามารถ เอากระบี่อุษาไร้เขตขัณฑ์มามอบแก่อาจารย์ให้จงได้”

อวิ๋นซวีจื่อต้มชาต่อ “ไปได้แล้ว”

เด็กหนุ่มถอยออกจากศาลา มุ่งหน้าตรงไปที่สะพานไม้ไผ่คดโค้งเหนือผิวน้ำ เงาร่างค่อยๆ ถูกหมอกยามราตรีกลืนหายไปจนสิ้น

เตาไฟมอดดับ อวิ๋นซวีจื่อรินชาสองถ้วย สีชากำลังพอดี

มีคนพูดขึ้น “น้ำเก่าเกินไป”

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด ที่นั่งซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอวิ๋นซวีจื่อปรากฏคนผู้หนึ่งนั่งดื่มชาอยู่

บางทีเขาอาจอยู่ที่นั่นมาโดยตลอด หรือไม่ก็อาจเพิ่งมาถึง ทว่าสภาวะของจิงตี๋กลับไม่อาจรับรู้ถึงลมหายใจของคนผู้นี้เลยแม้แต่น้อย

อวิ๋นซวีจื่อถาม “อาจารย์อาคิดว่าเด็กคนนี้เป็นเช่นไร”

คนผู้นั้นนั่งอยู่ตรงจุดที่แสงเทียนส่องไปไม่ถึง เขาวางถ้วยชาลง “สามารถเป็นทหารแนวหน้าได้ แต่ยากจะรับภาระสำคัญ การประลองแดนสนธยาฮั่นไห่ข้าได้เตรียมการอีกอย่างไว้แล้ว”

อวิ๋นซวีจื่อกล่าว “ทุกสิ่งแล้วแต่อาจารย์อาจะสั่งการ ทว่าข้ามีเรื่องหนึ่งที่ไม่เข้าใจ จี้เซียวตายไปไม่นาน หานซานก็ได้ร่างสถิตวิญญาณกระบี่แต่กำเนิดเข้ามาแทนที่ โลกนี้มีเรื่องบังเอิญเช่นนี้จริงหรือ”

คนผู้นั้นยิ้ม “เป็นร่างสถิตวิญญาณกระบี่แต่กำเนิดหรือเป็นวิบากกรรมสำคัญด้วยกระนั้นหรือ”

ไม่รู้เพราะเหตุใดอวิ๋นซวีจื่อถึงราวกับยกภูเขาออกจากอก “ดูท่าจี้เซียวเจินเหรินคงตายไปแล้วจริงๆ หานซานถึงได้คิดวิธีเช่นนี้ออกมา”

หากจี้เซียวบาดเจ็บสาหัสแต่ไม่ตาย เช่นนั้นเขาย่อมต้องพยายามปิดบังร่องรอยอย่างสุดความสามารถ แอบฟื้นฟูเพียรบำเพ็ญอย่างลับๆ ตกอยู่ในสภาพอ่อนแอเช่นนั้น เขาไหนเลยจะกล้าปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน

หากหานซานรู้ข่าวของจี้เซียว พวกเขาย่อมต้องเปิดค่ายเวทคุ้มกัน ผนึกภูผาหลีกเร้น ตรึงกำลังตั้งค่ายแน่นหนา นิ่งเงียบไร้ข่าวคราว

ทว่ายามนี้เหลือก็แค่เพียงฤทธานุภาพของจี้เซียวที่จำเป็นต่อหานซานเท่านั้น

ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายสุดท้ายย่อมถูกลืมเลือน ดาวดวงใหม่ค่อยๆ ปรากฏ แน่นอน สำหรับสำนักกระบี่หานซานแล้ว วิถีขั้นตอนนี้ยิ่งช้าก็ยิ่งดี

เริ่มจากป่าวประกาศเล่นลูกไม้สร้างชื่อให้เด็กหนุ่มเป็นผู้สืบทอดของจี้เซียว ให้ผู้คนทั่วหล้ายังคงเชื่อมั่นในอนาคตของหานซาน

แม้นี่จะมิใช่วิธีการสูงส่งอันใด ทว่าก็นับได้ว่าไม่เลว

“แน่นอนว่าตายแล้ว หนึ่งร้อยยี่สิบปี…หากเขายังไม่ตาย เช่นนั้นก็ไร้เหตุผลยิ่งแล้ว”

สังหารอริยกระบี่ผู้ได้ชื่อว่าแดนมนุษย์ไร้พ่ายได้เช่นไร

จำต้องมีเวลาและความอดทนมากพอ วางแผนดำเนินการทุกย่างก้าวอย่างระมัดระวัง จงใจเล่นงานผู้มีเจตนาป้องกัน ถึงจะบรรลุเรื่องที่คล้ายไม่อาจเป็นไปได้นี้

ท่ามกลางผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกผู้บำเพ็ญพรต เพียงเพื่อจังหวะรุกฆาตนี้ เขารอมันมานานถึงร้อยยี่สิบปี

โชคดีที่ผู้บำเพ็ญพรตล้วนมีชีวิตยืนยาว ยิ่งมีชีวิตยืนนานเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งครุ่นคิดรอบคอบซับซ้อน

หลังดื่มชาเสร็จ คนผู้นั้นก็ทอดตาดูฟ้ายามรัตติกาลอันกว้างไกล คิดถึงวันเวลาในอดีต ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกหดหู่

“จี้เซียวมิตาย มีคนยากรู้แจ้ง มีคนมิอาจข่มตาหลับ”

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน เกิดใหม่อีกที ไม่ขอสามีสกุลหลี่ บทที่ 1 – บทที่ 2

บทที่ 1  เสิ่นหยวนฝันถึงชาติก่อนของนางอีกแล้ว... ลมเย็นพัด ต้นอู๋ถง ผลัดใบ สองตานางพันด้วยผ้าขาว เท้าเปลือยเปล่าอยู่บนพื...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน เกิดใหม่อีกที ไม่ขอสามีสกุลหลี่ บทที่ 3 – บทที่ 4

บทที่ 3 ฉางหมัวมัวเพียงนึกว่าเสิ่นหยวนเสียดายข้าวของมากมายที่นำติดมาจะถูกโจรสลัดปล้นไปจึงเอ่ยเตือนว่า “นี่เป็นเวลาอะไรแล...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน เกิดใหม่อีกที ไม่ขอสามีสกุลหลี่ บทที่ 7 – บทที่ 8

บทที่ 7 ห้องเก็บของไม่มีผู้ใดมาทำความสะอาดนานแล้ว พอผลักประตูฉลุลายเปิดออกกลิ่นราอับชื้นก็โชยมาปะทะหน้า ไฉ่เวยพูดขึ้นว่า...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน เกิดใหม่อีกที ไม่ขอสามีสกุลหลี่ บทที่ 9 – บทที่ 10

บทที่ 9 คิ้วเรียวสวยของเสิ่นหยวนขมวดมุ่น นางไม่รู้จักสาวใช้ตรงหน้านี้ แต่จุดสำคัญคืออีกฝ่ายแต่งตัวยั่วยวนปานนี้ กิริยาวา...

jamsai.com