Connect with us

Jamsai

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน แม่ทัพอยู่บน ข้าอยู่ล่าง บทที่ 1 – บทที่ 11

หน้าที่แล้ว1 of 11

บทที่ 1

ไม่นานมานี้แคว้นต้าฉินมีเรื่องน่ายินดี

เยี่ยเจา แม่ทัพเจิ้นเป่ย (แม่ทัพพิทักษ์เหนือ) ทำสงครามนานนับแปดปี ในที่สุดก็ตีเมืองหลวงของชาวหมานตะวันตก แตก ล้างอายที่เคยตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ไม่เพียงชิงดินแดนกลับคืนมา ยังบีบให้อีกฝ่ายสวามิภักดิ์เป็นข้ารับใช้

เมื่อข่าวดีแพร่สะพัดมาถึงก็สร้างความปลาบปลื้มยินดีไปทั่วเมืองหลวง บรรดาขุนนางบุ๋นบู๊พากันแซ่ซ้องสดุดี หมายยกย่องเทิดทูนแม่ทัพใหญ่ผู้นี้ให้เป็นวีรบุรุษอันดับหนึ่งในใต้หล้ากันจนแทบรอไม่ไหว จักรพรรดิแห่งต้าฉินเร่งแต่งตั้งเยี่ยเจาขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองทัพใต้หล้า และมีคำสั่งให้ยาตราทัพกลับมารับบำเหน็จรางวัล

ไม่คาดว่าอีกฝ่ายจะมีม้าเร็วถือสารมาถวาย ความว่า…

แม่ทัพเจิ้นเป่ยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและขอพระราชทานอภัยกราบทูลด้วยความสัตย์ว่าตนเป็นสตรี

ข่าวนี้ทำให้ผู้คนตื่นตะลึงไปทั่วแคว้น เซ็งแซ่ไปทั้งแผ่นดิน ครั้นจักรพรรดิได้สดับยังถึงกับเผลอพ่นชาโสมใส่ซ่งกุ้ยเฟย ผู้เป็นอัครชายาจนเปียกเปื้อนไปทั้งกาย

 

หากจะกล่าวถึงสกุลเยี่ยนี้ถือเป็นตำนานเล่าขานบทหนึ่ง นับแต่สถาปนาแคว้นต้าฉินขึ้นก็รับราชการทหารสืบกันมาทุกรุ่น พลีชีพเพื่อชาติไปแล้วทั้งสิ้นสิบสามคน เป็นตระกูลที่มีความซื่อสัตย์ภักดีต่อชาติอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เจิ้นกั๋วกง (กั๋วกงพิทักษ์แผ่นดิน) แก่ผู้นำตระกูล

แปดปีก่อนชาวหมานจินผู้นำในแถบหมานตะวันตกเข้ามารุกราน เข่นฆ่าเผาผลาญปล้นสะดม ตีหัวเมืองที่ภูเขาเฮยซานแตกไปสิบแปดเมืองติดต่อกัน ในครั้งนั้นเยี่ยจง แม่ทัพใหญ่ผู้แกล้วกล้าตั้งมั่นรักษาการณ์อยู่ที่โม่เป่ย รับพระราชโองการรี้พลสามสิบหมื่นออกสู้ศึก ก่อนออกเดินทางจักรพรรดิยังพระราชทานงานเลี้ยงที่หอป่าหยกพราว อีกทั้งพระราชทานป้ายเหล็กอักษรแดง และแผ่นจารึกจิตภักดิ์ตอบแผ่นดิน ให้เขา

เยี่ยเจา บุตรชายคนเล็กของเยี่ยจงในยามนั้นมีอายุเพียงสิบหกปีก็อาสาเป็นแนวหน้านำทัพไปต่อสู้ พากองทหารม้าเกราะเหล็กห้าพันใช้อุบายแยบยลเข้าต่อตีทัพใหญ่สองหมื่นของหมานจินจนแตกพ่าย จับกุมฮูฮูเทียเอ่อร์ ขุนศึกของหมานจินเป็นเชลย เมืองหลวงได้รับข่าวชัยชนะก็ยินดียกใหญ่ แต่งตั้งเยี่ยเจาเป็นนายกองตรวจการเจิ้นเวย (นายกองตรวจการเหิมหาญ) ทว่าเยี่ยจงผู้เป็นบิดากลับปฏิเสธ

ต่อมาเยี่ยเจานำกองทหารม้าสองพันลอบจู่โจมเมืองฉยงโจวยามดึก เผาเสบียงของหมานจินและตัดเส้นทางถอยหนี เมืองหลวงได้รับข่าวชัยชนะก็ยินดียกใหญ่ แต่งตั้งเยี่ยเจาเป็นขุนพลโหยวจี (ขุนพลตระเวนรบ) ทว่าเยี่ยจงก็ปฏิเสธอีก

ภายหลังเยี่ยเจานำทัพสองหมื่นตั้งรับประจัญบานกลางทุ่งหญ้า สังหารข้าศึกไปสองพันกว่าคน จับเชลยศึกได้ถึงสามพันคน เป็นการชนะสงครามครั้งยิ่งใหญ่ เมืองหลวงได้รับข่าวชัยชนะก็ยินดียกใหญ่ แต่งตั้งเยี่ยเจาเป็นแม่ทัพจงอู่ (แม่ทัพยุทธ์ภักดี) ทว่าเยี่ยจงก็ยังคงปฏิเสธพระมหากรุณาธิคุณ ทั้งยังถวายสารกราบทูลว่าชั่วชีวิตนี้เยี่ยเจาไม่ปรารถนาเป็นขุนนาง

โอรสสวรรค์กริ้ว ออกพระราชสาส์นตำหนิติเตียนเยี่ยจง เยี่ยจงจึงต้องสนองพระราชโองการอย่างจนใจ

หนึ่งปีหลังจากนั้นชาวหมานจินรวมตัวกับแปดชนเผ่าในเขตแดนใกล้เคียงวางกำลังซุ่มโจมตี หวังซั่นสุ่ย นายทัพของต้าฉินติดกับ ปราชัยย่อยยับ เยี่ยจงเป็นผู้รักษาด่าน ถูกธนูยิงสิ้นใจตาย บุตรชายคนโตเยี่ยสยงและบุตรชายคนรองเยี่ยเจี๋ยจบชีวิตกลางสนามรบ ชาวหมานจินเข่นฆ่าล้างเมือง ฮูหยินของเยี่ยจงไม่ยอมถูกย่ำยี ปลิดชีพตัวเองอยู่ในเมืองนั่นเอง

แผ่นดินโกลาหล หน้าด่านแจ้งข่าวสถานการณ์คับขัน เร่งเร้าทางเมืองหลวงไม่หยุด เยี่ยเจาได้รับบัญชาท่ามกลางวิกฤต แต่งตั้งเป็นแม่ทัพเจิ้นเป่ยยกพลออกรบเพื่อสานต่อปณิธานบิดา นำกองทหารม้าเกราะเหล็กสามพันลอบจู่โจมทัพใหญ่นับสิบหมื่นของหมานจิน บุกตะลุยสู่ฐานที่มั่นข้าศึกเพียงลำพัง ฆ่าคนไปหลายพันคน เด็ดศีรษะถ่าถั่น นายทัพกระเดื่องนามของหมานจิน จากนั้นใช้กลศึกรุกแล้วถอยสามครั้งสามคราจนกองทัพข้าศึกได้ยินชื่อก็ขวัญผวา กระทั่งกษัตริย์แห่งหมานจินต้องถอยร่นไปร้อยลี้

ต่อมาเยี่ยเจาย้อนไปยังเมืองกานตู รวบรวมกำลังทหารม้าสามหมื่นจัดกระบวนทัพกลับไปปราบปรามด้วยการโจมตีอย่างไม่ให้ทันตั้งตัวครั้งแล้วครั้งเล่า บดขยี้กองทหารของหมานจินเป็นระลอก โลหิตไหลนองดั่งสายน้ำจนเขาได้รับฉายาว่า ‘พญายมแห่งแดนดิน’ แม้แต่ในชาวหมานจินยังมีเพลงพื้นบ้านขับขานแพร่ออกไป

พญายมเยี่ยมกราย ทะเลทรายแดงฉาน ชายหนุ่มโม่เป่ยกลายเป็นโครงกระดูก เด็กน้อยโม่เป่ยร่ำไห้ทุกค่ำคืน…

 

“ไฉนคนพรรค์นี้ถึงเป็นสตรีไปได้”

จักรพรรดิถือสารอ่านซ้ำไปซ้ำมานับสิบรอบ เพียรพยายามเสาะหาร่องรอยพิรุธว่าเป็นฝีมือปลอมแปลงของชาวหมานจิน หากแต่คำตอบที่ได้ทำให้สลดใจแทบน้ำตาริน พระองค์จึงส่งสารไปถามผู้เฒ่าเยี่ยวัยเก้าสิบแปดแห่งคฤหาสน์เจิ้นกั๋วกง

ผู้เฒ่าเยี่ยความจำเลอะเลือนมานานปี กวัดแกว่งไม้เท้าอย่างฮึกเหิมลำพองพร้อมแผดเสียงลั่น

“สกุลเยี่ยไม่มีลูกสาว! มีแต่ลูกชายไร้ดุ้น!”

เฮ้อ…เยี่ยเจาเป็นหญิงจริงๆ ให้ตายสิ

จักรพรรดิถอดใจ บรรดาขุนนางบุ๋นบู๊ก็ถอดใจ

จะทำอย่างไร เสียงถกเถียงดังอึงอล ราตรีนั้นจักรพรรดิหารือกับพระพันปีอยู่ในตำหนักในด้วยเรื่องใดก็สุดรู้

วันรุ่งขึ้นจักรพรรดิไม่ฟังเสียงคัดค้านใดๆ ก็ตบโต๊ะชี้ขาด ซ้ำยังร่ายกลอนสรรเสริญคุณงามความดีของเยี่ยเจาด้วยพระองค์เอง จากนั้นมีบัญชาให้นางคุมเชลยศึกกลับเมืองหลวงและแต่งตั้งนางเป็นเซวียนอู่โหว (โหวเกริกไกร) ผู้บัญชาการกองทัพใต้หล้า อยู่ประจำการเมืองหลวง ควบคุมกองทหารยี่สิบหมื่นพร้อมปูนบำเหน็จอีกมากมาย

ฝ่ายพระพันปีก็มีพระราชเสาวนีย์แต่งตั้งซย่าอวี้จิ่น โอรสคนรองของอดีตอันอ๋อง (อ๋องสันติ) เป็นหนานผิงจวิ้นอ๋อง (จวิ้นอ๋องใต้สงบ) และยกเยี่ยเจาให้เป็นชายาเอกของเขา ทำให้คนทั้งแผ่นดินต้องตกตะลึงอีกครั้ง

ซย่าอวี้จิ่นผู้นี้ก็เป็นคนมีชื่อเสียงโด่งดังของเมืองหลวง ตลอดชีวิตมีสามเรื่องซึ่งเป็นที่โจษจันกันอย่างสนุกปากของชาวเมือง

เรื่องแรกคือร่างกาย ซย่าอวี้จิ่นกำพร้าบิดาตั้งแต่เยาว์วัย อ่อนแออมโรค เกือบเอาชีวิตไม่รอดหลายครั้ง ท่านราชครูกล่าวว่าดวงชะตาของเขาขาดผู้อุปถัมภ์ มารดาจึงให้เขารับบุตรสาวของขุนนางขั้นเจ็ดที่เกิดจากอนุภรรยาอันมีดวงชะตาของผู้มีวาสนามาเป็นอนุภรรยาเพื่อแก้เคล็ดเสริมมงคล กระนั้นก็ไร้ประโยชน์ ต่อมามีนักพรตพเนจรรูปหนึ่งจากที่ใดก็สุดรู้มาขอพบ สอนวิธีหายใจฝึกลมปราณและมอบยาทิพย์ให้ อาการของเขาจึงดีขึ้นราวกับปาฏิหาริย์

เรื่องที่สองคืออุปนิสัย วรชายาอันไท่เฟย ชายาอดีตอันอ๋องสูญเสียสามีตั้งแต่ยังสาว นางจึงรักเอ็นดูบุตรชายคนเล็กเป็นที่สุด ทั้งยังสงสารที่เขาร่างกายอ่อนแอ ตามอกตามใจตลอดจนบ่มเพาะนิสัยใจกล้าบ้าบิ่นไม่เกรงใครหน้าไหน วันๆ เกลือกกลั้วอยู่แต่กับพวกสำมะเลเทเมา หยิบโหย่งจับจด ทั้งชนไก่ กัดจิ้งหรีด จับสุนัขสู้กัน พนันแข่งม้าแข่งแมว ทอยลูกเต๋า เป็นลูกค้าประจำของหอคณิกา เป็นยอดของคุณชายจอมเสเพล นอกจากเที่ยวเล่นแล้วไม่เป็นอะไรทั้งสิ้น ทำมาแล้วทุกสิ่งยกเว้นเรื่องเป็นงานเป็นการ

เรื่องที่สามคือรูปโฉม ทั้งที่เขาเป็นยอดบุรุษขนานแท้ เขากลับมีใบหน้าสวยงามปานจะล่มบ้านล่มเมืองจนยากพรรณนา ที่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงที่สุดเห็นจะเป็นตอนเขาไปเที่ยวชมเรือนลมชื่น หอชายบำเรอเลื่องชื่อที่สุดของเมืองหลวงเป็นครั้งแรก เศรษฐีนักเดินเรือไม่รู้ฐานะของเขา ตะลึงนึกว่านางสวรรค์จำแลงกายมา ยอมทุ่มเทเงินทองคราวเดียวนับพันชั่ง จะใช้ไข่มุกสิบโต่ว ไถ่ตัวเขาให้ได้จนเป็นเรื่องเป็นราวขึ้น เขาตกใจจนเสียขวัญ ยกนิ้วชี้ฟ้าลั่นคำสาบาน ชั่วชีวิตนี้เขาจงเกลียดจงชังเทพกระต่าย เป็นที่สุด จะไม่มาเหยียบหอชายบำเรออีกแม้แต่ครึ่งก้าว

ชื่อเสียงฉาวโฉ่ส่งผลให้การแต่งงานซย่าอวี้จิ่นถูกผัดผ่อนเรื่อยมาจนกระทั่งอายุยี่สิบสองปีเข้าไปแล้ว ได้ลงเอยกับเยี่ยเจาซึ่งย่างเข้าวัยยี่สิบสี่ ประสบความสำเร็จในการกระทำตัวเยี่ยงบุรุษเป็นอันมาก หากแต่ชื่อเสียงในการเป็นสตรีไม่ค่อยดีนักเช่นกัน เป็นคู่ที่สมน้ำสมเนื้อกันพอดี

พระพันปีพอพระทัยอย่างยิ่ง จักรพรรดิก็พอพระทัย เหล่าชายาและฮูหยินของท่านอ๋อง จวิ้นอ๋อง กั๋วกง และท่านโหวก็พึงพอใจ เหล่าบุตรชายของท่านอ๋อง จวิ้นอ๋อง กั๋วกง และท่านโหวที่ยังมิได้แต่งงานยิ่งชอบใจ มีเพียงคนในวังอันอ๋องเท่านั้นที่โศกาอาดูรกันถ้วนหน้าเมื่อได้รับข่าวร้ายนี้

วรชายาอันไท่เฟยสวมเสื้อคลุมยาวผ่าหน้าลายบงกชมัจฉา เครื่องประดับเงินขาวพิสุทธิ์สั่นไหวอยู่บนศีรษะ นางกอดซย่าอวี้จิ่นซึ่งตัวแข็งทื่อเป็นหุ่นไม้ไว้ในอ้อมอก คร่ำครวญอย่างคับแค้นใจ

“ลูกแม่ช่างอาภัพนัก ไยเจ้าต้องมารับเคราะห์ด้วย ภรรยาพรรค์นี้จะอยู่ร่วมชายคาเดียวกันได้อย่างไร”

ซย่าอวี้เชวี่ย อันอ๋องคนปัจจุบันลากขาที่ได้รับบาดเจ็บมาตั้งแต่เยาว์วัยเดินกะเผลกๆ เข้ามากล่าวปราม

“พระพันปีตรัสว่าเซวียนอู่โหวมีฐานะสูงศักดิ์สุดจะเปรียบ มิใช่อาแมวอาหมาที่ไหนจะมาทาบทามสู่ขอได้ การแต่งงานนี้อัครมเหสีก็ช่วยเลือกสรรให้ กระทั่งซ่งกุ้ยเฟยก็ไม่คัดค้าน บัดนี้มีพระราชเสาวนีย์ออกมาแล้ว เรื่องตบแต่งเยี่ยเจาเป็นภรรยานั้นต้องเกิดขึ้นแน่นอน ท่านแม่ทำตามพระราชเสาวนีย์จะดีกว่า”

วรชายาอันไท่เฟยถลึงตาใส่เขา

“พวกนางล้วนรักลูกของตัวเอง ไม่ยินยอมรับพญายมแห่งแดนดินผู้นี้ไปเป็นสะใภ้ จนปัญญาที่ท่านพ่อเจ้าล่วงลับไปแล้ว ส่วนเจ้าก็ขาเป๋…เข้าร่วมประชุมขุนนางไม่ได้ คำพูดของพวกเราถึงได้ไร้น้ำหนัก กลายเป็นมะพลับนิ่ม ให้ผู้อื่นบีบเค้น สงสารก็แต่อวี้จิ่นของข้า…”

ซย่าอวี้เชวี่ยก้มหน้าเป็นเชิงเห็นพ้องด้วย แต่ในใจกลับรู้สึกว่าเป็นเพราะเสียงเล่าลือถึงน้องชายย่ำแย่เหลือทนต่างหากถึงไม่มีใครอยากช่วยเหลือ พระพันปีก็ชอบเป็นแม่สื่อแม่ชัก การที่น้องชายถูกจับใส่ตะกร้าล้างน้ำ ใช้เป็นเครื่องสังเวยอุดช่องโหว่ในยามนี้ เขาก็นึกสมน้ำหน้าเช่นกัน ครั้นคิดไปถึงอีกว่ามารดามีใจลำเอียงเสมอมา เขายิ่งลอบสาแก่ใจอยู่สามส่วน

เขาทำทีทอดถอนใจยาวแล้วอ้าปากเอ่ยขึ้น

“เยี่ยเจาเป็นทหารนานปี กลับไม่มีผู้ใดจับได้ว่าเป็นสตรี เห็นทีจะต้องมีเรือนร่างสูงใหญ่ล่ำสัน เอวหนา ไหล่กว้าง คิ้วหนาตาดุกระมัง”

“ไม่…ข้าไม่แต่ง”

ซย่าอวี้จิ่นทำหน้าบึ้งขึ้นหลายส่วน ทว่าซย่าอวี้เชวี่ยยังคงกล่าวสืบไป

“เป็นพระราชเสาวนีย์ของพระพันปี เจ้าจะไม่แต่งได้อย่างไร แม้ข้าจะได้ยินมาว่านางฆ่าคนตาไม่กะพริบ คำเดียวไม่ถูกหูก็สังหารทิ้ง มีเชลยศึกนับพันคนถูกเข่นฆ่าล้มตายเป็นเบือ ถลกหนังคนเป็นๆ ดื่มโลหิตสดๆ แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นสามีนาง หลังจากแต่งเข้ามาในตระกูลเราแล้วนางจะต้องวางตัวเป็นกุลสตรี ตั้งใจเรียนรู้ว่าการเป็นภรรยาทำกันอย่างไร ความป่าเถื่อนดุร้ายก็จะลดน้อยถอยลงไปเอง ฉะนั้นเจ้าไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก”

สีหน้าของซย่าอวี้จิ่นง้ำงอด้วยความไม่พอใจ

อันที่จริงใครๆ ล้วนเคยได้ฟังคำโจษขานน่ากลัวต่างๆ นานาของเยี่ยเจามาแล้ว มีบางครั้งพวกชาวเมืองยังใช้เป็นคำขู่ขวัญเด็กอีกด้วย หยางซื่อ อนุภรรยาของเขาที่ท่าทีเยือกเย็นมาตลอดถึงกับริมฝีปากขาวซีด ขณะที่เมียบ่าวทั้งสองตกใจกลัวจนละความตั้งใจที่จะประจบประแจงขอพึ่งบารมีไปนานแล้ว พวกนางกอดขาเขาร้องไห้โวยวายอยากมีชีวิตอยู่

ซย่าอวี้จิ่นแค่นยิ้ม

“เหมยเหนียง เจ้าพูดว่านอกจากหัวใจข้าแล้วไม่ต้องการสิ่งอื่นใด วันหน้าจะตั้งใจปรนนิบัติรับใช้นายหญิงน้อยมิใช่หรือ”

เหมยเหนียงสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง

“ข้ายั่วยวนท่านเป็นความผิดของข้าเอง ข้าสำนึกตัวแล้ว ท่านก็เห็นแก่ที่ข้าปรนนิบัติท่านมาแต่เล็กแต่น้อย โปรดเมตตาปรานีด้วย ต่อให้ขับไล่ข้าออกไปแต่งงานกับเจ้าหน้าปรุหวงเอ้อร์ที่เรือนบ่าวชั้นเลวก็ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ”

เขาแค่นยิ้มอีก

“เซวียนเอ๋อร์ เจ้าพูดว่าจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับข้า ถึงตายไปแล้วก็จะอยู่ด้วยกันมิใช่หรือ”

เซวียนเอ๋อร์ขวัญหนีดีฝ่อ

“ขะ…ข้าเป็นนางจิ้งจอกหน้าไม่อาย! ท่านเฆี่ยนตีข้าสักตั้งแล้วลากตัวออกไปขายได้เลย ขายไปที่ใดก็ได้ทั้งนั้น ละเว้นชีวิตข้าด้วยเถอะ หากข้ายั่วโมโหนายหญิงน้อยเข้า เกิดนางบอกว่าอยากถลกหนังขึ้นมา ถึงกับลงมือเองเชียวนะเจ้าคะ”

ซย่าอวี้จิ่นปัดมือพวกนางออกอย่างแรงแล้วผลุนผลันวิ่งออกไป

ครู่หนึ่งแว่วเสียงน้ำดังตูม หญิงรับใช้สูงวัยตะโกนลั่น

“ช่วยด้วย! นายน้อยกระโดดลงทะเลสาบไปแล้ว!”

 

รัชสมัยเต๋อจงปีที่เก้า ฤดูหนาว

บนถนนในเมืองหลวงที่ถูกกวาดจนสะอาดสะอ้านมีละอองหิมะทับถมกันเป็นชั้นบางๆ ราษฎรสวมใส่อาภรณ์หนาเทอะทะยืนออกันเต็มสองข้างทาง ชะเง้อชะแง้รอคอยอะไรบางอย่าง ม้าเร็วส่งข่าวควบผ่านกลางถนนไปตัวแล้วตัวเล่า องครักษ์หลวงตะโกนเสียงดังโหวกเหวก กว่าจะยับยั้งฝูงชนที่เบียดเสียดยัดเยียดกันจนชุลมุนวุ่นวายได้ก็สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงไปไม่น้อย

วิถีชีวิตของชาวต้าฉินค่อนข้างจะผ่อนคลาย ธรรมเนียมชายหญิงไม่ใกล้ชิดกันก็ไม่นับว่าเข้มงวดนัก สตรีฐานะยากจนสามารถติดตามบิดามารดาหรือสามีออกมาร่วมวงมุงดูได้ ส่วนสตรีในตระกูลมั่งมีที่ใจกล้าก็จะคลุมหน้าออกจากบ้าน นั่งอยู่ตามชั้นบนของร้านน้ำชาหรือหอสุรา พูดคุยหัวร่อต่อกระซิกกันขณะตั้งหน้าตั้งตาเฝ้ารอดูอยู่ไกลๆ

“มาแล้ว ข้าได้ยินเสียงฝีเท้าม้าแล้ว”

“แม่ทัพเยี่ยจะมาแล้ว”

“นางตัวดี! อย่าผลักสิ! ข้าจะตกลงไปอยู่แล้ว!”

บรรดาสตรีผลักหน้าต่างเปิดแล้วชะเง้อคอออกไปด้วยความตื่นเต้นคึกคัก ด้วยล้วนอยากเห็นยอดสตรีอันดับหนึ่งในใต้หล้า แม่ทัพหญิงคนแรกของราชวงศ์ให้เป็นบุญตา

เสียงฝีเท้าม้าก้องกระหึ่มพร้อมเพรียงกันดังใกล้เข้ามา เบื้องหน้าธงขนาดใหญ่สีเหลืองกระจ่างตาสองผืนเคลื่อนมาใกล้ ผืนหนึ่งปักลายสัญลักษณ์มังกร อีกผืนปักตัวอักษรคำว่าต้าฉิน จากนั้นตามมาด้วยธงสีดำอีกสองผืน ผืนหนึ่งปักลายสัญลักษณ์พยัคฆ์ อีกผืนปักตัวอักษรคำว่าเยี่ย

ธงทิวปลิวไสวอย่างสง่างามท้าแรงลม นำหน้ากรงสองกรงซึ่งมีกษัตริย์กับรัชทายาทแห่งหมานจินถูกขังอยู่ในนั้น

เนื่องจากอากาศหนาวเหน็บ พวกเขายังคงสวมเสื้อคลุมขนสัตว์ดังเดิม มิได้ให้เปลือยกายแบกหนาม เพียงถูกป้ายสีสันต่างๆ บนใบหน้าและเสียบหญ้าแห้งสองสามก้านบนศีรษะให้อยู่ในสภาพชวนขบขันตามธรรมเนียมส่งมอบตัวเชลยศึกเท่านั้น

ชาวหมานจินย่ำยีสตรีและปล้นสะดมที่ชายแดนมานานหลายปี สร้างความเกลียดชังหยั่งรากลึกในใจชาวต้าฉิน บัดนี้ความแค้นอันใหญ่หลวงได้รับการสะสางแล้ว ราษฎรตบมือโห่ร้องอย่างรื่นเริงและปาหินใส่เชลยศึกเหล่านี้กันเป็นที่สนุกสนาน

ต่อจากนั้นคือขบวนกองทหารม้าประจัญบานแปดร้อยภายใต้บังคับบัญชาของเยี่ยเจาตามประกบติดอยู่เบื้องหลัง ทั้งหมดสวมชุดเกราะทองแดงสีเดียวกัน ควบขี่อาชาพ่วงพี เรียงแถวเป็นระเบียบเรียบร้อย สีหน้าขึงขัง สายตามองตรงไปเบื้องหน้า เว้นแต่เสียงแผ่วเบายามกระบี่กระทบเครื่องประดับอานม้าแล้วไม่มีใครส่งเสียงใดออกมาเลย

เหล่าสตรีกวาดตามองไปทางแม่ทัพกลางวงล้อมของกองทหารม้าประจัญบานพลางถกเถียงและคาดเดากันดังเจื้อยแจ้วไม่หยุด

“คนใดคือเยี่ยเจา คนที่ขี่ม้าสีเลือดนกทางซ้ายนั่นกระมัง ดูแล้วคล้ายเป็นแม่ทัพ”

“ปัดโธ่! เจ้าตาบอดหรือไร ถึงเยี่ยเจาจะดูเหมือนบุรุษปานใดก็คงไม่ถึงขั้นมีหนวดเครา”

“เจ้าอ้วนทางขวา?”

“ขี้ริ้วเกินไปกระมัง”

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา กองทหารม้าประจัญบานแยกแถวออกเป็นซ้ายขวาอย่างฉับไว เปิดทางโล่งสายเล็กไว้ตรงกลาง

อาชาสีขาวสูงใหญ่ห้อยพู่สีแดงตรงคอและผูกอานสีเงินตัวหนึ่งห้อตะบึงมา บนหลังของมันมีร่างสูงระหงร่างหนึ่งในชุดเกราะโซ่เหล็กประดับแผ่นเงินลายหน้าสัตว์ป่า สวมหมวกเกราะเงินยอดเก้าคดติดขนนก สะพายดาบปลายแหลมเล่มใหญ่ไว้ข้างเอว แผ่นหลังเหยียดตรง ดูแข็งแรงปราดเปรียวไปทุกอิริยาบถ

นางเร่งฝีเท้าม้ามาหยุดอยู่หน้าแถวทหารอย่างรวดเร็ว อาชาของนายทัพคนอื่นพากันขยับถอยหลังไปครึ่งก้าว ใบหน้าฉายแววเคารพนอบน้อม

พริบตาเดียวทุกคนก็สิ้นสงสัย แม่ทัพผู้งามสง่าและองอาจผึ่งผายคนนี้คือเยี่ยเจานั่นเอง

รอบด้านตกอยู่ในความเงียบสงบครู่หนึ่งก่อนที่เสียงจ้อกแจ้กจอแจจะดังระงมยิ่งขึ้น

เนื่องจากวันนี้หิมะตก ท้องฟ้าครึ้มสลัว คนที่ยืนอยู่ชั้นบนมองลงไปจึงเห็นไม่ชัดเจนด้วยถูกเงามืดบดบังสายตา ครั้นเห็นชาวเมืองที่มุงดูบนถนนกระซิบกระซาบข้างหูกันอย่างตื่นเต้นก็พาให้ร้อนอกร้อนใจอย่างยิ่ง สตรีใจกล้าผู้หนึ่งแอบปลดพู่เชือกถักเงื่อนสมปรารถนารูปปลาคู่เงินที่เอวออกมา แล้วทำ ‘หลุดมือ’ หล่นลงไปที่ถนน ตกอยู่ข้างๆ ม้าของเยี่ยเจาพอดิบพอดี

เสียงแส้สะบัดขวับ พู่เชือกถักถูกตวัดเกี่ยวขึ้นมาประหนึ่งพญางูตัวอ่อนพลิ้ว

เยี่ยเจาถือแส้แหงนศีรษะมองไปทางเรือนตึกข้างทาง ประจวบเหมาะกับที่แสงอาทิตย์เจิดจ้าลำหนึ่งแทงลอดม่านฟ้าขมุกขมัวลงมา ฝ่าผ่านเกล็ดหิมะลอยละล่องส่องกระทบใบหน้านาง

จะบรรยายรูปโฉมนี้เช่นไรดี…เล่าลือกันว่าบรรพบุรุษของเจิ้นกั๋วกงมีสายเลือดชาวหู หลายส่วน เยี่ยเจาจึงมีรูปหน้าคมคายสมส่วนอย่างยิ่ง นางเดินทางสมบุกสมบันทำสงครามไปทั่วทุกที่เป็นเวลานาน ผิวกายกรำแดดจนคร้ามเข้มเนียนกระจ่างดุจสีน้ำผึ้ง ใต้คิ้วเข้มคือนัยน์ตาเย็นเยียบสีอ่อนใสคล้ายลูกแก้ว แฝงไว้ด้วยความเฉียบคมราวกับมองทะลุทุกสิ่งทุกอย่างได้ จมูกโด่งงาม ริมฝีปากบางเม้มแน่น ลักษณะท่าทางสมเป็นชายหนุ่มตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทั่วทั้งสรรพางค์กายหาความเป็นหญิงไม่พบแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว ละม้ายคล้ายบุรุษในฝันของสาวน้อยวัยแรกรักครึ่งหนึ่งของต้าฉิน

นางตวัดมือเบาๆ ปลายแส้ยาวก็วาดเป็นวงสวยงามอย่างคล่องแคล่วว่องไวปานเหยี่ยวถลาโฉบเหยื่อ พู่เชือกถักเหินข้ามศีรษะกลุ่มคนที่เบียดเสียดกันไปมา พุ่งแหวกอากาศไปตกลงในอ้อมแขนเจ้าของอย่างแม่นยำ

สตรีผู้นั้นนึกละอายใจอยู่บ้าง ขณะกำลังจะก้มศีรษะลงกลับแลเห็นมุมปากของเยี่ยเจายกยิ้มบางๆ แทบสังเกตไม่เห็น ทำให้นางนิ่งงันไปทั้งร่าง

จะบรรยายรอยยิ้มนี้เช่นไรดี…ประหนึ่งฤดูใบไม้ผลิคืนสู่ปฐพี ภูเขาน้ำแข็งละลายกลางแดดจ้า รวมตัวเป็นธารน้ำไหลระรินที่งดงามดุจภาพวาด ละม้ายคล้ายบุรุษในฝันของสาวน้อยวัยแรกรักอีกครึ่งของต้าฉิน

สตรีทุกนางจับจ้องร่างบนอาชาสีขาวเขม็ง หมายเพียงอยากส่งสายตาหยาดเยิ้มพิฆาตใจแม่ทัพใหญ่ให้ได้ประเดี๋ยวนั้นจนแทบทนรอไม่ไหว

เสียงฝีเท้าม้าห่างออกไปทุกขณะ สะท้อนก้องดังแว่วอยู่ไกลๆ เนิ่นนาน

ในที่สุดเหล่าผู้รอดูอยู่ก็คลายความตื่นเต้นในทีแรกลงได้ พวกเขาชงชากันคนละกาสองกาแล้วต่างคนต่างซุบซิบนินทา

พวกสตรีเยินยอเยี่ยเจาว่าเป็นคู่ครองแสนเลอเลิศจากแดนสวรรค์ที่หาไม่พบในใต้หล้า นึกชังที่สวรรค์ไร้ตา สลับสับเปลี่ยนหยางเป็นหยิน ชาตินี้คงไร้วาสนาแล้ว ฝ่ายบุรุษ นอกจากพวกที่มีใจเสน่หาในบุรุษด้วยกันแล้ว ต่างแค่นเสียงขึ้นจมูกเป็นเชิงเยาะเยี่ยเจาและเอ่ยอย่างชอบใจในคราวเคราะห์ของผู้อื่น

“ตลอดชีวิตของหนานผิงจวิ้นอ๋องชิงชังเรื่องบุรุษชมชอบบุรุษเป็นที่สุด ร่างกายก็อ่อนแอราวกับจะปลิวลม ส่วนเซวียนอู่โหวเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ไม่เป็นสองรองใครในแผ่นดิน ทั้งรูปโฉมก็…สง่าห้าวหาญเช่นนี้ เกรงว่าคงเป็นเรื่องยากที่สามีภรรยาจะรักใคร่กลมเกลียวกัน”

“ฮะ พวกเขาสองคนอยู่ด้วยกันก็ไม่รู้ว่าใครคร่อมใคร”

“เดิมพันสิบอีแปะ! ทรวดทรงองค์เอวอย่างหนานผิงจวิ้นอ๋องมีแต่จะเป็นฝ่ายถูกคร่อม”

“มีคนจะเดิมพันว่าแม่ทัพเยี่ยถูกคร่อมหรือไม่ อย่ามามองข้า ข้าไม่เล่นด้วย ถึงหนึ่งจ่ายร้อยก็ไม่เอา”

“วันหน้านางยักษ์อันดับหนึ่งของเมืองหลวงเราคงมิใช่ฮูหยินสวีแล้วกระมัง”

“เจ้าพวกปากเปราะ ต่อหน้าธารกำนัลยังพูดจาบัดสี เลิกกล่าวค่อนแคะว่าร้ายผู้อื่นสักที!”

“แม่สาวน้อย เลิกคิดเสียเถอะ ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าบ้านเจ้าขายหมูเลย ต่อให้เจ้าเป็นธิดาขุนนางบุญหนักศักดิ์ใหญ่ นางก็แต่งเจ้าเป็นภรรยาไม่ได้อยู่ดี”

“น่าเวทนาหนานผิงจวิ้นอ๋องนัก…”

“ใครใช้ให้เมื่อก่อนเขาทำตัวไม่เป็นโล้เป็นพายเอง เวรกรรมหนอเวรกรรม”

 

วังหลวง นอกประตูฉงเหวิน

โอรสสวรรค์นำเหล่าขุนนางออกมาต้อนรับเยี่ยเจาด้วยพระองค์เอง เยี่ยเจาลงจากม้าถวายบังคมพร้อมส่งมอบตัวเชลยศึกและสินสงคราม

ชาวหมานจินปล้นสะดมชนต่างเผ่ามานานปี เคยบุกทำลายล้างแคว้นโพ้นทะเลรวมถึงแคว้นเล็กแคว้นน้อยอ่อนแอรอบๆ ที่มีสินค้าพื้นเมืองเป็นเครื่องประดับอัญมณี บัดนี้ราชสำนักหมานจินถูกโค่นลง ทรัพย์สมบัติล้ำค่าในท้องพระคลังจึงถูกเยี่ยเจานำมาบรรณาการให้แคว้นต้าฉิน ทั้งพลอยตาแมวขนาดใหญ่ปานเม็ดลำไย แก้วมรกต ทับทิมสีแดงเลือดนก ไพลิน เพชร และไข่มุกหลากสีสัน ยังมีทองกับเงินอีกนับไม่ถ้วน ทุกชิ้นเจียระไนและฝังเลี่ยมด้วยช่างฝีมือเอกอย่างวิจิตรบรรจง ส่องประกายแพรวพราวจนแทบทำให้ดวงตาทุกคนพร่าลาย

การทำสงครามติดต่อกันนานหลายปีส่งผลให้ท้องพระคลังร่อยหรอมานานแล้ว สมบัติจำนวนมหาศาลนี้จะบรรเทาความเดือดร้อนดั่งไฟที่ลามมาถึงคิ้วได้พอดี

“ยอดขุนนางเอ๋ยยอดขุนนาง”

จักรพรรดิจะเข้าไปประคองเยี่ยเจาลุกขึ้น แต่ขณะที่จวนเจียนแตะถูกไหล่นาง หัวหน้าขันทีข้างกายรีบกระแอมไอหนักๆ เสียงหนึ่ง พระองค์ฉุกคิดได้ว่าอีกฝ่ายเป็นสตรีก็ชักมือคืนกลางคัน โบกมือเบาๆ ทีหนึ่งพลางกล่าวชม

“เจ้าออกศึกแทนบิดา สร้างความดีความชอบยิ่งใหญ่กว่าแม่ทัพหญิงฉินอวี้ในราชวงศ์ก่อนเสียอีก”

เยี่ยเจาเอ่ยตอบ

“ฝ่าบาททรงเลือกใช้ผู้มีความสามารถโดยไม่ยึดติดในธรรมเนียม มีสายพระเนตรแหลมคมเหนือผู้ใด น้ำพระทัยกว้างขวาง เทียบเคียงได้กับกษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถมานับแต่อดีตกาลเพคะ”

หนึ่งกษัตริย์หนึ่งขุนนางโต้ตอบกันไปมา ยกยอปอปั้นซึ่งกันและกันสองสามคำตามมารยาทต่อหน้าผู้คน จากนั้นก็รำพึงรำพันถึงความภักดีกล้าหาญของเยี่ยจงที่สละชีพเพื่อแผ่นดิน

จักรพรรดิซึ่งเชิดชู ‘เมตตาธรรม’ เสมอมายังหลั่งน้ำตาหลายหยดต่อหน้าทุกคน ก่อนจะมีบัญชาให้ประกาศพระราชโองการยาวเหยียด อีกทั้งพระราชทานตราผู้บัญชาการกองทัพใต้หล้า ตราเหล็กอักษรแดง แส้เหล็กไหลที่ตกทอดจากบรรพบุรุษ และพระราชทานสมรสกับหนานผิงจวิ้นอ๋อง

นางกล่าวขอบพระทัย สีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ

จักรพรรดินึกถึงความไม่เอาถ่านของหนานผิงจวิ้นอ๋องก็หวั่นใจว่าขุนนางผู้มีความชอบจะบังเกิดความไม่พอใจ หลังจากกลับถึงวังหลวงยังกล่าวปลอบนางอีกหลายคำลับหลัง

“แม่ทัพเยี่ย พระพันปีทรงเห็นว่าเจ้าตรากตรำกรำศึกเพื่อแผ่นดินมานานหลายปี แม้จะอยู่ในฐานะผิดแผกจากคนอื่นแต่ก็มิใช่ผู้ละกิเลสทางโลก แคว้นต้าฉินเองก็ไม่มีเชื้อพระวงศ์และผู้สูงศักดิ์ที่ครองตัวลำพังจึงยิ่งมิอาจถ่วงรั้งความสุขชั่วชีวิตของเจ้าได้ น่าเสียดายที่เราเฟ้นหาในหมู่เชื้อพระวงศ์อยู่นานสองนาน ผู้ที่มีวัยเหมาะสมเป็นฝั่งเป็นฝาไปหมดแล้ว กระนั้นคงไม่เป็นการดีนักหากจะลากเด็กน้อยอายุสิบห้าสิบหกสักคนมาจับคู่กับเจ้า มีเพียงหนานผิงจวิ้นอ๋องที่ทั้งชาติตระกูลและอายุล้วนเหมาะเจาะ แม้นิสัยใจคอจะเหลวไหลไปสักหน่อย ทว่าเขายังมีข้อดีอยู่บ้าง ทั้งรูปงาม แล้วก็…แล้วก็…”

พระองค์อึกอักอยู่ชั่วครู่ ครั้นคิดอย่างอื่นไม่ออกแล้วจริงๆ เลยได้แต่เอ่ยรวบรัดปิดท้าย

“เอาเป็นว่าเขาเป็นคนรูปงามอย่างมาก เจ้าคงเต็มใจกระมัง”

“หม่อมฉันเต็มใจเพคะ”

จักรพรรดิระบายลมหายใจเฮือกหนึ่งแล้วสั่งให้นางกลับไปเตรียมออกเรือน พระองค์ยังพระราชทานวังหนานผิงจวิ้นอ๋องและให้คนดูแลความเรียบร้อยเป็นอย่างดี เพื่อใช้รับตัวเจ้าสาวในอีกสองเดือนข้างหน้าอีกด้วย

รอเยี่ยเจาออกไปแล้ว จักรพรรดิก็เรียกหัวหน้าองครักษ์หลวงปีกซ้ายมาสั่งกำชับอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน

“ส่งคนไปจับตาดูซย่าอวี้จิ่นอย่างใกล้ชิดเพิ่มขึ้น เจ้านั่นไม่ว่าเรื่องต่ำทรามอะไรกล้าทำทั้งสิ้น บอกเขาว่าหากเขาหนีการแต่งงานจะต้องโทษหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทั้งตระกูล หากมีความเคลื่อนไหวอะไรแม้แต่น้อยให้มารายงานเรา มิเช่นนั้น…พระพันปีไล่เลียงเอาผิดลงมา เราจะเปลี่ยนให้เจ้าแต่งแม่ทัพเยี่ยเป็นภรรยาแทน”

หัวหน้าองครักษ์หลวงปีกซ้ายหน้าถอดสีในบัดดล หลังจากกลับไปแล้วก็ส่งคนไปที่วังอันอ๋อง วางกำลังล้อมด้านในสามชั้นด้านนอกสามชั้นอย่างแน่นหนาไร้ช่องโหว่ และถือทวนปักหลักเฝ้าอยู่ข้างในด้วยตัวเองทั้งวันทั้งคืนไม่ห่าง ทุ่มเทแรงกายแรงใจจนซูบผอมไปถนัดตา ทว่าเรื่องนี้ถูกปิดเงียบไม่กล่าวถึง

นับแต่ซย่าอวี้จิ่นตกน้ำแล้วก็แสร้งล้มหมอนนอนเสื่อมาโดยตลอด เมื่อได้ยินข่าวร้ายเขาก็แค้นใจจนกัดหมอนไม้ไผ่ขาดไปสามใบ

 

แม้การแต่งงานระหว่างซย่าอวี้จิ่นกับเยี่ยเจาจะไม่สูงส่งเท่าจักรพรรดิอภิเษกสมรส ไม่หรูหราดุจองค์หญิงใหญ่ออกเรือน และไม่ครึกครื้นเหมือนงานเลี้ยงแต่งงานของวังชิ่งอ๋อง หากแต่เป็นเพราะฐานะผิดธรรมดาของแม่ทัพใหญ่และที่มาที่ไปชวนขันของหนานผิงจวิ้นอ๋อง พิธีมงคลจึงถูกจับตามองมากกว่าพิธีทั้งหมดเท่าที่มีมานับร้อยปีของเมืองหลวง

ฝ่ายเจ้าสาวเยี่ยเจาไม่มีลักษณะเยี่ยงสตรีมาตั้งแต่เยาว์วัย คลั่งไคล้ในวิชายุทธ์และตำราพิชัยสงคราม นางเป็นผู้มีพรสวรรค์สูงยิ่งจนพี่ชายทั้งสองมิใช่คู่มือ บันดาลให้ปู่และบิดาปวดใจเหลือจะกล่าว ต่อมาทั้งคู่ตัดสินใจเลี้ยงดูนางอย่างเด็กชาย เพียงอยากลืมเลือนว่านางเป็นสตรีแล้วจะกลายเป็นบุรุษไปจริงๆ

ในการทำสงครามนานแปดปี นางต้องคลุกคลีกับเหล่าชายฉกรรจ์ที่มิได้เล่าเรียนเขียนอ่านในค่ายทหาร กลางวันยกพลทำศึก คุยเรื่องวางค่ายกล ตกดึกกินเนื้อสัตว์แกล้มสุรา คุยเรื่องนารี สำนึกของความเป็นชายเป็นหญิงจึงสับสนหลงผิดจนกลายเป็นความเคยชิน ฝังลึกกลางใจยากเกินแก้ไข กอปรกับเพิ่งรับตำแหน่งคุมกองทัพยี่สิบหมื่นของเมืองหลวงได้ไม่นาน มีเรื่องประดังประเดเข้ามาทุกด้าน บางคราวยุ่งอยู่กับงานจนไม่แม้แต่จะกลับบ้าน นางมิได้ตระหนักเลยว่าตัวเองกำลังจะแต่งงาน

ผู้เฒ่าเยี่ยก็เลอะเลือน ทุกครั้งที่เห็นทุกคนงานยุ่งก็กล่าวด้วยความดีอกดีใจว่า “เหลนข้าจะแต่งภรรยาแล้ว” คนรอบข้างจะอธิบายอย่างไรก็เปล่าประโยชน์ ทำเอาทุกคนไม่รู้ว่าจะร่ำไห้หรือหัวเราะดี

ฝ่ายเจ้าบ่าวซย่าอวี้จิ่นแสร้งป่วยลุกจากเตียงไม่ได้ ลอบส่งคนไปที่คฤหาสน์เจิ้นกั๋วกงปล่อยข่าวลือไม่ดีของตัวเอง เพียงหวังว่าอีกฝ่ายจะรังเกียจตนจนมาขอถอนหมั้น

แต่ไรมาเขาเป็นคนหน้าหนาฟันแทงไม่เข้า ไม่กลัวถูกตีถูกด่า และยิ่งไม่หวั่นเกรงชื่อเสียงฉาวโฉ่ เขาแสดงท่าทีชัดเจนว่าถึงตายก็ไม่แต่งภรรยาผู้นี้เข้าตระกูล จักรพรรดิและพระพันปีถูกบีบให้จนตรอก จำต้องร่วมมือกันกำราบ ลั่นวาจาว่าหากเขายังไม่เชื่อฟังอีกก็จะเล่นงานมารดาเขา เขาถึงได้ไม่ทำเรื่องออกนอกลู่นอกทางเกินไปนัก

ไม่ว่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์หรือราษฎรสามัญชนล้วนชะเง้อคอยาวหมายดูเรื่องตลกขบขัน ถึงขั้นมีบ่อนพนันลับเปิดเดิมพันทายว่าพวกเขาจะทะเลาะเบาะแว้งจนลงมือลงไม้และตกลงหย่ากันหลังจากแต่งงานกี่วัน

 

ธรรมเนียมต้าฉิน สินเดิมเจ้าสาวให้มารดาเป็นผู้จัดเตรียม…

เมื่อครั้งที่โม่เป่ยถูกตีแตก คฤหาสน์เจิ้นกั๋วกงโดนปล้นไม่เหลือหลอ แม้แต่สินเดิมที่ฮูหยินเจิ้นกั๋วกงทิ้งไว้ให้บุตรสาวก็ถูกชิงไปหมดสิ้น บัดนี้เยี่ยเจาได้รับตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพใต้หล้าแล้ว มีทั้งข้าวของเงินทองที่ยึดมาจากชาวหมานจินในระหว่างการทำสงครามหลายปี รวมกับบำเหน็จรางวัลของราชสำนัก นับได้ว่ามีทรัพย์สมบัติมั่งคั่ง แต่นางกลับนำเงินส่วนใหญ่ไปซื้อที่นาร้านค้า ละเลยข้าวของเครื่องใช้ที่เป็นสินเดิมเจ้าสาวอย่างเช่นตู้เสื้อผ้า โต๊ะประทินโฉม และคันฉ่องลวดลายประณีตซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลารวบรวมสะสมนานปี

สะใภ้ใหญ่หวงซื่อที่ครองตัวเป็นม่าย คอยดูแลความเรียบร้อยในเรือนก็ไม่กล้าตัดสินใจโดยพลการแทนเยี่ยเจาที่มีอำนาจล้นฟ้า รอจนนางกล่าวเตือนอ้อมๆ ว่าต้องตระเตรียมสินเดิมแล้ว เยี่ยเจาถึงนึกขึ้นได้ว่าเวลานี้ห่างจากวันแต่งงานเพียงครึ่งเดือนเท่านั้น

หวงซื่อได้แต่แข็งใจเอ่ยถามด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม

“บ้านเราไม่ขัดสนเงินทอง แต่สิ่งของเหล่านี้จะไปหาซื้อจากที่ใดดี”

เยี่ยเจากำลังพลิกอ่านรายชื่อและประวัติความเป็นมาของนายทัพใต้สังกัดตนอยู่ในห้องหนังสือ นางกล่าวโดยไม่แม้แต่เงยหน้าขึ้น

“ก็หาเอาตามสะดวกเถอะ พอให้มีครบเป็นใช้ได้”

หวงซื่อถามต่อ

“หรือไปหาคนที่รู้จักชอบพอกันในราชสำนัก ขอหยิบยืมจากสินเดิมของลูกสาวพวกเขาสักสองสามอย่าง วันหลังค่อยสั่งทำชิ้นใหม่คืนให้?”

เยี่ยเจาเอ่ยอย่างใจลอย

“ท่านตัดสินใจเถอะ”

หวงซื่อถามอีก

“ยังมีชุดแต่งงานกับเครื่องประดับอีก เจ้าปลีกเวลามาเลือกด้วยเถอะ จะเอาปิ่นมุกหงส์คู่ ปิ่นดอกไม้ไหวประดับกระจกสี ปิ่นผีเสื้อคู่หยกแปดรัตนชาติ ต่างหูดอกกล้วยไม้ฝังไพลิน กำไลหยกขาวสักคู่…”

เยี่ยเจาทางหนึ่งงานยุ่งแทบตาย อีกทางฟังนางพูดเจื้อยแจ้วจนปวดเศียรเวียนเกล้า หลังจากข่มใจอยู่นานก็เอ่ยขึ้นอย่างฉุนเฉียวในที่สุด

“หนวกหู ข้าเป็นชายชาตรีผู้หนึ่ง ไหนเลยจะมีความอดทนพอจะไปเลือกของใช้สตรีพวกนี้ ท่านเลือกสักสองสามชิ้นแล้วโยนเข้าไปก็พอแล้ว”

“ชายชาตรี?”

หวงซื่ออ้าปากตาค้าง

เยี่ยเจาเห็นอีกฝ่ายตะลึงงันไป ครู่ใหญ่ต่อมากว่าจะรู้ตัวว่าตนพูดอะไรผิด หวงซื่อก็ร่ำไห้น้ำตาร่วงเผาะไปแล้ว

 

ธรรมเนียมต้าฉิน สตรีที่เตรียมออกเรือนล้วนปักชุดแต่งงานด้วยตัวเอง…

เยี่ยเจาสวมอาภรณ์รัดกุมสีดำแนบกระชับกาย สะพายกระบี่ไว้ข้างตัว นั่งตัวตรงอยู่ในห้องหนังสือ ถืออาวุธลับไว้เต็มมือด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

เห็นเพียงมือซ้ายของนางออกกระบวนท่าไล่วายุล่าตะวัน แมลงวันไม่ดูตาม้าตาเรือสองตัวก็ถูกเข็มยาวแทงทะลุตรึงติดกับผนัง ส่วนมือขวาใช้กระบวนท่าฝนบุปผาเกลื่อนฟ้า เข็มเงินสิบเจ็ดสิบแปดเล่มก็พุ่งเฉียดกรงเล็บของแมวน้อยซึ่งวิ่งมาขโมยอาหารที่นอกหน้าต่างแล้วปักลงดิน ทำให้มันตกใจกลัวเผ่นหนีหัวซุกหัวซุน

เหล่าทหารองครักษ์ผู้ติดตามนางอดร้องชมมิได้ จากนั้นพวกเขาก็พากันกล่าวเยินยอ

“ข้าร่ำเรียนวิชาอาวุธลับมาหลายปี ได้รับคำชี้แนะจากท่านแม่ทัพ นับว่าเป็นบุญวาสนาจริงๆ”

“ท่านแม่ทัพเชี่ยวชาญในสิบแปดศัตราวุธทุกชนิด วรยุทธ์ล้ำเลิศจริงๆ!”

“ผู้กล้าขนานแท้!”

เยี่ยเจาชี้แนะเสียงเย็น

“หลักในการฝึกยุทธ์สำคัญที่ความใส่ใจ”

ทุกคนพยักพเยิดเห็นด้วย

หวงซื่อปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลัง บิดผ้าเช็ดหน้าไปมาพร้อมลากเสียงยาวร้องโอดขึ้นด้วยความคับข้องหมองใจ

“…สำคัญที่ความใส่ใจนะ”

ทุกคนจนวาจา ถอยออกไปเงียบๆ

สีหน้าดั่งภูเขาน้ำแข็งของเยี่ยเจาเหยเกลงสามส่วน นางก้มศีรษะ จ้องเขม็งที่โต๊ะปักผ้าซึ่งไม่เข้ากับห้องหนังสือที่เต็มไปด้วยสรรพาวุธและตำราพิชัยสงครามดุจเดิม

บนโต๊ะปักผ้าขึงชุดแต่งงานสีแดงสดปราศจากลวดลายไว้ตัวหนึ่ง สายตานางนิ่งสนิทคล้ายอยากมองเห็นรูโหว่สักรูใจจะขาด จากนั้นนางก็หยิบอาวุธลับอีกเล่มออกมาจากตลับเข็ม ลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะสุ่มสี่สุ่มห้าแทงลงไปสุดแรง

 

ธรรมเนียมต้าฉิน สินเดิมเจ้าสาวมีของรักของหวงก่อนออกเรือนรวมอยู่ด้วย…

เยี่ยเจาเป็นต้นเหตุให้พี่สะใภ้ใหญ่กลุ้มอกกลุ้มใจจนผมหงอกไปสามเส้น เมื่อฟังอีกฝ่ายร่ำไห้รำพันถึงพี่ชายที่ตายไปอีกสามชั่วยาม บันดาลให้ในใจรู้สึกผิด นางก็มีท่าทีให้ความร่วมมือขึ้นมาบ้าง สำหรับสินเดิมอื่น หลังจากรวบรวมมาจากหลายทางยังมีของขวัญที่จักรพรรดิกับพระพันปีพระราชทานให้เจ้าสาว สุดท้ายก็ตระเตรียมได้ครบถ้วนแล้ว

ถึงวันแต่งงาน ตอนส่งสินเดิมเจ้าสาว บนถนนสายใหญ่จากคฤหาสน์เจิ้นกั๋วกงไปยังวังอันอ๋องคับคั่งไปด้วยผู้คนอีกคำรบหนึ่ง ชาวเมืองมากมายทั้งลูกจ้างและเจ้าของร้านค้าไม่แม้แต่จะทำมาหากิน พากันแห่มาดูด้วยความสนใจ ทำให้ร้านน้ำชาและหอสุราริมถนนขายดิบขายดีเป็นเท่าตัว กระทั่งแผงขายน้ำขมและเกี๊ยวน้ำข้างทางยังได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ

วังอันอ๋องเปิดประตูหน้าแต่เช้า ผ่านไปไม่นานเท่าไรก็แว่วได้ยินเสียงดนตรี

ผู้ที่หาบสินเดิมเจ้าสาวมามิใช่บ่าวไพร่ธรรมดา หากแต่เป็นคนจากกองทหารม้าประจัญบานทั้งหมด แต่ละคนอกผายไหล่ผึ่ง ก้าวเท้าพร้อมเพรียงกัน หาบหีบใส่เครื่องเรือนหนักอึ้งได้สบายมือราวกับเป็นของเบาๆ พวกเขาเดินมาตามถนนอย่างคึกคักห้าวหาญ สีหน้าเคร่งขรึมประหนึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจนำส่งเสบียงและอาวุธยุทธปัจจัยให้ลุล่วง

นับแต่โบราณมามีผู้ใดสามารถใช้กองทหารส่งสินเดิมเจ้าสาวได้ เมื่อพบเห็นกระบวนทัพน่าเกรงขามนี้ ทุกคนอดโห่ร้องชอบใจมิได้

สินเดิมเจ้าสาวหีบแรกที่เคลื่อนผ่านไปเป็นแส้เหล็กไหลที่จักรพรรดิพระราชทานให้ หีบที่สองคือรัดเกล้าทองอัญมณีเจ็ดสีที่พระพันปีพระราชทานให้ อัญมณีส่องประกายแพรวพราวกระทบกันระยิบระยับจนแทบลืมตาไม่ขึ้น

ด้านหลังตามมาด้วยของขวัญที่อัครมเหสี พระราชชายา พระญาติ และขุนนางชั้นผู้ใหญ่กำนัลให้เจ้าสาว มีตู้ตั้งของประดับแปดมงคลฝีมือประณีตบรรจง คันฉ่องจากโพ้นทะเลตะวันตก โต๊ะประทินโฉมไม้พะยูง แต่ละอย่างงามวิจิตรจนชวนให้กังขาว่าพวกเขานำของที่ดีที่สุดของบุตรสาวตัวเองออกมาเพื่อประจบเอาใจแม่ทัพใหญ่ผู้ทรงอำนาจมากที่สุดในขณะนี้ใช่หรือไม่

ต่อจากนั้นเป็นข้าวของเครื่องใช้ที่คฤหาสน์เจิ้นกั๋วกงจัดหาเพิ่มเติมเอง รวมถึงของมงคลที่พบเห็นบ่อยเช่นพวกถังน้ำลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง แม้วัสดุที่ใช้ทำจะพิถีพิถัน แต่แบบกลับเรียบง่ายยิ่ง ไม่แฝงกลิ่นอายของห้องสตรีสักนิด

สินเดิมเจ้าสาวหนึ่งร้อยยี่สิบหีบเป็นขบวนยาวร่วมหลายลี้ หัวขบวนเข้าประตูวังแล้ว ท้ายขบวนยังไม่ออกจากคฤหาสน์

ซย่าอวี้จิ่นสวมชุดสีแดงหรูหรา ใบหน้าสวยงามซีดขาวดุจกระดาษแต่แรกแล้ว เขากำลังยืนอยู่นอกประตูวัง ต้อนรับแขกเหรื่ออย่างฝืนใจ ลูกตากลอกไปทางซ้ายทีขวาทีราวกับกำลังสำรวจเส้นทางหนี ท่าทางไม่เหมือนผู้ที่จะตบแต่งภรรยา กลับคล้ายกำลังเข้าสู่ลานประหาร

ฝ่ายซย่าอวี้เชวี่ยทักทายแขกเหรื่อที่มาจากทั่วสารทิศด้วยใบหน้าแย้มยิ้มสดใส กระนั้นเขารู้สึกอยู่เช่นกันว่าน้องชายตนมีสีหน้าบูดบึ้งเกินไป จึงเอ่ยปลอบในฐานะพี่น้องร่วมสายเลือด

“เจ้าก็อย่าได้เก็บมาใส่ใจเลย ดีชั่วอย่างไรเจ้าก็แซ่ซย่า เป็นหลานแท้ๆ ของจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน ถึงแม่ทัพเยี่ยจะมีนิสัยใจคอป่าเถื่อนอย่างไรก็คงไว้หน้ากันบ้าง ไม่ถึงขั้นกระทำเลยเถิดเกินไป ตอนนี้เจ้าเป็นถึงจวิ้นอ๋อง ซ้ำยังแต่งภรรยาแล้ว เจ้าเองก็ต้องปรับปรุงตัวด้วย วันหน้าเลิกก่อความวุ่นวายได้แล้ว”

“พี่สะใภ้รู้หนังสือและมีเหตุมีผล อ่อนโยนเป็นศรีภรรยา ท่านย่อมพูดได้อย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจเป็นธรรมดา” ซย่าอวี้จิ่นหันหน้าไปโต้กลับเสียงห้วนอย่างขุ่นเคือง ทว่าสีหน้าดีขึ้นบ้างเล็กน้อย “สำหรับเยี่ยเจานั่นก็เป็นแม่ทัพของนางไปตามสบายเถอะ ข้าไม่มีวันยอมรับเด็ดขาดว่าคนพรรค์นั้นเป็นสตรี!”

“คนพรรค์ไหนกัน” ซย่าอวี้เชวี่ยขมวดคิ้วดุ “นางปราบปรามชาวหมานจินจนลือลั่นไปทั้งโม่เป่ย เป็นขุนนางที่มีความชอบโดดเด่นเหนือใครในต้าฉิน ทั้งยังเป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิอย่างมาก ถึงเจ้าจะเหลวไหลสิ้นคิดเพียงใดก็ไม่สมควรเสียมารยาทเช่นนี้ ปลงซะเถอะ ยิ่งกว่านั้นก็ไม่แน่ว่านางจะมิใช่ศรีภรรยา!”

เมื่อสีหน้าบึ้งตึงของน้องชายผ่อนคลายลงเล็กน้อย ซย่าอวี้เชวี่ยคิดจะตีเหล็กเมื่อยังร้อน จะกล่อมอีกฝ่ายให้อารมณ์เย็นลงต่อไป

ไม่คาดว่าห่างไปไม่ไกลนักมีลูกหลานเสเพลของเชื้อพระวงศ์ซึ่งเคยถูกซย่าอวี้จิ่นรังแก พวกเขายักคิ้วหลิ่วตาให้พลางตะโกนใส่

“แม่ทัพเยี่ยรูปงามกล้าหาญชาญชัย หนานผิงจวิ้นอ๋องก็งามสะคราญปานบุปผาดุจจันทรา สมดั่งคำว่าสตรีเก่งกาจบุรุษโฉมงาม เป็นคู่สร้างคู่สมกันโดยแท้! วันหน้าภรรยาเป็นผู้นำ สามีเป็นผู้ตาม เป็นที่กล่าวขานสดุดีไปชั่วกาลนาน!”

ซย่าอวี้จิ่นเกิดมามีใบหน้าสวยงาม การถูกผู้อื่นยกเรื่องรูปโฉมมากล่าวล้อเล่นเป็นเหมือนคำต้องห้ามร้ายแรงที่สุดของเขา ทุกถ้อยทุกคำเหล่านั้นประหนึ่งดาบคมกริบสุดจะเปรียบ แทงเข้าจุดอ่อนแอที่สุดกลางใจเขาอย่างถนัดถนี่จนโลหิตหลั่งรินเป็นสาย

ซย่าอวี้เชวี่ยแข็งใจพยายามพูดปลอบ

“มิได้ย่ำแย่ถึงเพียงนั้นหรอก อย่าไปฟังพวกเขาพูดจาส่งเดช พวกเราดูสินเดิมเจ้าสาวสิ แฝงความเป็นหญิงอยู่มากเชียวนะ คันฉ่องอันนั้นทำได้ประณีตขนาดไหน ดีไม่ดีลึกๆ ในตัวแม่ทัพเยี่ยยังซ่อนจิตใจเฉกเช่นสตรีไว้หลายส่วน แล้วด้านหลังนั่นอะไรน่ะ รูปร่างประหลาด ดูท่าหนักเอาการ…”

สินเดิมเจ้าสาวถูกหาบผ่านไปทีละหีบ เครื่องเรือนขนาดใหญ่ผ่านไปชิ้นหนึ่งก็เรียกเสียงร้องชมคราหนึ่ง

หลังจากหีบผ่านไปหมดแล้ว ขบวนหาบสินเดิมเจ้าสาวสามสิบชิ้นสุดท้ายกลับเป็นสิ่งของหน้าตาพิลึกพิลั่นที่ใช้ผ้าแดงหุ้มห่ออย่างแน่นหนามิดชิด คานหาบถูกน้ำหนักกดลงจนต่ำเรี่ยพื้น ส่วนทหารซึ่งรับหน้าที่หาบก็มีเหงื่อกาฬผุดกลางหน้าผากหลายเม็ด ดูเหมือนกินแรงเป็นอันมาก

ทุกคนสนใจใคร่รู้อย่างยิ่ง อยากมองเห็นรูโหว่สักรูบนผ้าแดงใจจะขาด

เคราะห์ดีสวรรค์เบื้องบนเห็นใจให้ทุกคนได้สมความปรารถนา ขณะที่จวนเจียนจะถึงวังอันอ๋อง ไม้คานหนึ่งในนั้นทนรับน้ำหนักไม่ไหวหักเป็นสองท่อน ของตกกระแทกพื้นอย่างแรง ทำให้พื้นศิลาเขียวแตกเป็นรอยร้าวถึงสองรอย ก่อนที่ของจะกลิ้งไปอีกสองตลบ

คนทั้งหมดเบิกตากว้าง หยุดหายใจชั่วขณะ แลมองไปที่สิ่งของบนพื้น

กระบองเขี้ยวหมาป่าทอประกายเย็นเยียบอำมหิตท่อนหนึ่งนอนสงบนิ่งอยู่บนพื้นศิลาเขียว ระหว่างแง่งหนามดูเหมือนยังมีคราบโลหิตเกรอะกรังที่ชะล้างออกไม่หมดจด

เงียบกริบ…

ทหารสองนายซึ่งรับหน้าที่หาบของเปลี่ยนไม้คานอีกอันอย่างใจเย็นและช่วยกันนำอาวุธวางกลับเข้าขบวนหาบสินเดิมเจ้าสาวดังเก่า จากนั้นร้องตะโกนเสียงหนึ่งแล้วยกขึ้น สาวเท้าก้าวยาวเดินลิ่วๆ ไป

เงียบกริบเหมือนเดิม…

เงียบกริบต่อไป..ฃ.

“รีบมากันเร็วเข้า! อย่าปล่อยให้จวิ้นอ๋องปีนกำแพงหนีไปได้!”

 

ซย่าอวี้เชวี่ยเป็นผู้เล็งเห็นการณ์ไกลอย่างยิ่ง เขาได้จัดเตรียมชาวยุทธ์ที่เป็นยอดฝีมือไว้แต่แรก

ชั่วพริบตาที่ซย่าอวี้จิ่นเพิ่งปีนกำแพงขึ้นไป เขาก็ถูกลากตัวลงมาแล้วจี้สกัดจุดสำคัญบนร่างสองสามแห่ง ทำให้เขาจะอ้าปากพูดก็มิได้ จะขยับเขยื้อนเคลื่อนกายก็มิได้ ถูกขนาบข้างซ้ายขวาควบคุมตัวไว้เพื่อไม่ให้เป็นต้นตอก่อเหตุอีก

ทันทีที่ถึงฤกษ์มงคล เสียงกลองดังขึ้นพร้อมเกี้ยวเจ้าสาวที่เคลื่อนมาถึงอย่างแผ่วพลิ้วว่องไว

เยี่ยเจาเดินลงมาอย่างเชื่องช้า หน้าเชิดหลังตรง ทรวงอกไม่มีการกระเพื่อมไหว ศีรษะถูกคลุมด้วยผ้าสีแดงเพลิงทำให้มองไม่เห็นสีหน้า นอกจากทับทิมน้ำงามล้ำค่าควรเมืองเม็ดหนึ่งบนสายคาดเอวแล้ว ชุดแต่งงานปราศจากลวดลายใดๆ ทั้งสิ้น

ท่ามกลางเสียงพูดคุยถกเถียงกัน นางเหลียวมองรอบกายแล้วเดินเนิบนาบเข้าสู่โถงประกอบพิธี อากัปกิริยาผึ่งผายเสมือนพยัคฆ์เยื้องกราย

ซย่าอวี้จิ่นถูกชายฉกรรจ์สองคนพยุงตัวลากออกมา เขามีเรือนร่างผอมบาง แม้จะนับว่าเป็นคนตัวสูงในต้าฉิน แต่เขากลับสูงกว่าเยี่ยเจาเพียงครึ่งข้อนิ้วมือ กอปรกับสีหน้าขึ้งเคียดและขยับตัวไม่ได้ ยามคนทั้งสองยืนคู่กันจึงเกิดข้อเปรียบเทียบอย่างชัดเจน ฝ่ายชายแทบจะคล้ายกับภรรยาตัวน้อยที่ถูกอันธพาลบังคับแต่งงานเลยทีเดียว

หากกล่าวอีกนัยหนึ่ง การพระราชทานสมรสในหมู่เชื้อพระวงศ์ก็นับว่าเป็นการจับคลุมถุงชนเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อถูกบังคับให้ตบแต่งพญายมแห่งแดนดินที่ไม่มีใครหาญกล้าแตะต้องผู้นี้เป็นภรรยา บุรุษที่มีมโนธรรมในใจทั้งหลายล้วนหลั่งน้ำตาให้ซย่าอวี้จิ่นด้วยความเห็นใจ

จักรพรรดิส่งคนมาร่วมงานแต่งงานนี้โดยเฉพาะ อีกทั้งพระราชทานสิ่งของแก่หนานผิงจวิ้นอ๋องไม่น้อย ถือเป็นการปลอบขวัญและให้เกียรติทั้งสองฝ่ายเต็มที่ ส่วนวรชายาอันไท่เฟยแทบจะร่ำไห้จนเสร็จสิ้นพิธี หากเป็นสายตาของผู้ไม่รู้ความจริงนางไม่คล้ายแต่งสะใภ้ กลับเหมือนส่งศพลูกชาย

ผู้เฒ่าเยี่ยปลาบปลื้มยินดีขณะเอ่ยกำชับกำชาคู่บ่าวสาว

“พวกเจ้าต้องมีทายาทสืบสกุลโดยไวนะ มีลูกชายสักคนแล้วค่อยไปสนามรบฆ่าพวกมันให้บรรลัยเลย!”

ยามเอ่ยถ้อยคำนี้เขาดูคล้ายสติยังแจ่มใสดี มีแต่ดวงตาจับจ้องมองท้องของซย่าอวี้จิ่นอยู่บ่อยครั้งที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกชอบกล

งานแต่งงานซึ่ง…ยากจะบรรยายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ได้ปิดฉากลงอย่างราบรื่น

รอจนท่อนไม้กลายเป็นเรือ คู่บ่าวสาวถูกส่งตัวเข้าห้องหอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยอดฝีมือที่คอยเฝ้าซย่าอวี้จิ่นไว้ก็คลายจุดบนร่างเขาให้ในที่สุด จากนั้นจึงถอยออกมาอย่างนอบน้อมและไปรับรางวัลโดยไม่รอช้า

ซย่าอวี้จิ่นยืดเส้นยืดสายพลางมองผู้ที่ได้ชื่อว่าภรรยาคนใหม่ซึ่งนั่งอยู่ตรงหน้า

แม้ท่านั่งของนางจะจงใจสำรวมไว้จนสุภาพกว่ายามเดินทัพจับศึกอยู่บ้าง ทว่ายังคงแฝงความห้าวหาญเฉียบขาดดุจเดิม คล้ายพยัคฆ์ร้ายที่นอนนิ่งไม่อนาทรร้อนใจ ไม่มีท่าทางเฉกเช่นสตรีแม้แต่น้อย ยังมีนิ้วชี้ที่เคาะเสาเตียงเป็นจังหวะเหมือนบ่งบอกถึงอารมณ์หงุดหงิดจากละครชวนหัวฉากนี้อีก

นี่น่ะหรือผู้ที่เขาแต่งเป็นภรรยา เป็นชายอกสามศอกมากกว่ากระมัง!

ยอดบุรุษขนานแท้เช่นเขากลับต้องเป็นฝ่ายคับอกคับใจ ราวกับเป็นลูกเขยแต่งเข้าตระกูลฝ่ายหญิงก็ไม่ปาน

ซย่าอวี้จิ่นยิ่งคิดยิ่งโกรธ เกิดแรงฮึดขึ้นมาก็สิ้นความยับยั้งชั่งใจ บอกสิ่งที่คิดอยู่ในใจต่อนางอย่างชัดถ้อยชัดคำ

“เจ้าเป็นก็แต่ภรรยาข้าเท่านั้น อย่าหวังว่าจะก้าวก่ายเรื่องของข้าได้!”

เยี่ยเจาเพียงส่งเสียงตอบสั้นๆ

“อืม”

เสียงนางออกทุ้มด้วยยามออกศึกมักต้องตะโกนออกคำสั่งจนเสียงแตก สุ้มเสียงจึงแหบห้าวไปบ้าง ต่างจากเสียงนุ่มนวลอ่อนหวานอย่างที่ชาวเมืองนิยมชมชอบกันลิบลับ ทั้งยังแฝงความแข็งกระด้างเป็นเชิงออกคำสั่ง เสมือนไม่เห็นบุรุษที่แผดเสียงเบื้องหน้าอยู่ในสายตา

นับแต่ซย่าอวี้จิ่นเกิดมา มีแต่ตัวเองเป็นฝ่ายมองข้ามผู้อื่น เคยมีครั้งไหนกันที่เขาถูกคนเมินเฉยเช่นนี้ ส่งผลให้เขาอัดอั้นตันใจจนพูดไม่ออก

เยี่ยเจารออยู่นานสองนานก็ไม่เห็นเขาส่งเสียง นางจึงถามขึ้น

“ท่านพูดจบแล้ว?”

ซย่าอวี้จิ่นแค่นเสียงเยาะ กระชากประตูเปิดแล้ววิ่งออกไปสองสามก้าว กอบหิมะใกล้มือขึ้นมากำหนึ่งแล้วถูกับใบหน้าโดยไม่นำพาสายตาประหลาดใจของผู้คน ใช้ความเย็นเสียดกระดูกทำให้ความร้อนรุ่มในหัวเยือกเย็นลงอย่างว่องไว

เขามิใช่คนโง่เขลา ย่อมแจ่มแจ้งดีว่าบรรดาศักดิ์จวิ้นอ๋องเป็นฐานะเลื่อนลอยที่ไร้อำนาจใดๆ เป็นแค่หมากตัวหนึ่งที่จักรพรรดิใช้ดึงตัวแม่ทัพใหญ่ให้อยู่ภายใต้การควบคุม เยี่ยเจาจึงเป็นภรรยาที่เขาจะเป็นฝ่ายขอหย่าเองไม่ได้ ทางออกเพียงทางเดียวคือทำให้นางรังเกียจชิงชังเขาถึงที่สุด ทุบตีเขาสักยกแล้วเป็นฝ่ายเสนอขอหย่าก่อน

เขาจะทำให้ภรรยาชังน้ำหน้าตัวเองอย่างไรดี

เรื่องนี้เขาพอจะหยิบยืมประสบการณ์โชกโชนของกลุ่มสหายเสเพลมาใช้ได้ กระบวนท่าที่ทรงอานุภาพสูงสุดคือไปพลอดรักกับบ้านเล็กบ้านน้อยในคืนส่งตัวเข้าหอ ฉีกหน้าเจ้าสาวจนไม่เหลือชิ้นดี!

ซย่าอวี้จิ่นใจกล้าบ้าบิ่นมาแต่ไหนแต่ไร คิดจะทำสิ่งใดก็ทำทันที เขาพุ่งตรงไปที่เรือนใจพิสุทธิ์ประเดี๋ยวนั้นเลย เหล่าทหารยามที่เฝ้าอยู่นอกห้องหอมิได้รับคำสั่งจากท่านแม่ทัพก็ไม่กล้าขัดขวาง ส่วนหญิงรับใช้สูงวัยที่เหลือมีคนหนึ่งลอบไปฟ้องวรชายาอันไท่เฟยและอันอ๋องกับชายา

วรชายาอันไท่เฟยกลับไม่เหลียวแลด้วยความสงสารบุตรชายคนเล็กและชิงชังสะใภ้ ขณะที่ซย่าอวี้เชวี่ยสิ้นหวังในตัวน้องชายเหลวไหลของตนมานานแล้ว เพียงหวังให้น้องสะใภ้ผู้แข็งกร้าวออกโรงกำราบซย่าอวี้จิ่นไม่ให้เหิมเกริม เขาจึงไม่สนใจเช่นกัน

ซย่าอวี้จิ่นวิ่งทะยานมาถึงหน้าประตูห้องของหยางซื่ออย่างราบรื่น

นางมองเขาด้วยความหลากใจอยู่ครู่ใหญ่ถึงยอบกายคำนับพลางเอ่ย

“เป็นท่านนี่เอง ต้องโทษข้าที่เบาปัญญาสายตาไม่ดี มิได้พบกันยามดึกแค่ครึ่งปี รอบด้านมืดสนิทไร้แสงตะเกียง ถึงกับจำท่านไม่ได้ไปชั่วขณะ”

ถ้อยคำนี้กล่าวด้วยความคับแค้นใจเหลือแสน ซย่าอวี้จิ่นลูบจมูกอย่างกระอักกระอ่วน หวนคิดขึ้นได้ว่าตัวเองออกไปเที่ยวเตร่เกเรอยู่ข้างนอกหลายปีมานี้ ไม่ค่อยเอาใจใส่สตรีในเรือนตนเท่าไร มีบ้างบางคราวที่เขารำคาญเสียงบ่นมารดาถึงมาอยู่ด้วยคืนสองคืน ทว่าน้อยครั้งนักที่จะนอนค้างกับหยางซื่อซึ่งมีรูปโฉมธรรมดา ตอนนี้พอมีเรื่องเดือดร้อนตัวเองจึงมาหานางก่อน เขาก็บังเกิดความสงสารขึ้นในใจจริงๆ เลยทำทีเป็นหัวเราะกลบเกลื่อนก่อนจะหันเหไปหาเหมยเหนียงแทน

เหมยเหนียงเห็นซย่าอวี้จิ่นก็พานนึกถึงกระบองเขี้ยวหมาป่าที่พวกสาวใช้ได้ข่าวมา นางตกใจจนใบหน้าซีดเผือด เอ่ยอย่างเด็ดขาด

“วันนี้ร่างกายข้าไม่สะอาด ปรนนิบัติท่านมิได้เจ้าค่ะ”

ซย่าอวี้จิ่นโบกมือพลางเอ่ยอย่างหงุดหงิด

“ข้าไม่ถือสา”

เหมยเหนียงกล่าวฉอดๆ ดังห่าฝนธนูก็ไม่ปาน

“ข้ายังป่วยเพราะถูกอากาศเย็น ปวดท้อง เจ็บตา แขนขาอ่อนแรง หน้าอกจุกเสียด หมู่นี้ก็หลับไม่สนิท ละเมอพูดไม่หยุด ในความฝันยังตีคน กัดคนส่งเดช มะ…ไม่ได้จริงๆ นะเจ้าคะ ท่านไปหาเซวียนเอ๋อร์เถอะ”

“เจ้ามันต่ำช้า คอยเหยียบย่ำซ้ำเติมผู้อื่น! เมื่อก่อนยังพูดว่าเราสองคนเป็นพี่น้องผูกพันรักใคร่กัน ที่แท้เจ้าก็ร้ายกาจถึงเพียงนี้!”

เซวียนเอ๋อร์ซึ่งอยู่ห้องติดกันได้ยินเข้าก็ผลุนผลันออกมาทันทีโดยไม่สางผมเผ้า ชี้หน้าเหมยเหนียงด่าทอหลายคำ จากนั้นก็คุกเข่าดังตุบให้ซย่าอวี้จิ่น ร้องไห้จนน้ำมูกน้ำตาไหลเปรอะ โขกศีรษะเสียงดังสนั่น

“จวิ้นอ๋องละเว้นเซวียนเอ๋อร์ด้วย โปรดเห็นแก่ที่ข้าปรนนิบัติท่านตั้งแต่เด็ก ให้ข้ามีชีวิตรอดต่อไปด้วยเถอะ ให้ข้าปลงผมออกบวชจวบจนบั้นปลายชีวิต…”

โฉมงามประหนึ่งบุปผาสองคน คนหนึ่งแสร้งสติไม่เต็มเต็ง คนหนึ่งร่ำไห้จนกลายเป็นคนขี้ริ้วขี้เหร่ เอะอะโวยวายจนดูเหมือนนายน้อยผู้หล่อเหลาผ่าเผยอย่างเขากำลังบีบหญิงสาวดีๆ ให้เป็นหญิงคณิกา

เขาหันหน้าไปมองกวาดด้วยหางตา สาวใช้อ่อนวัยด้านข้างที่พอจะงามอยู่สักหน่อยถอยหลบไปไกลสิบเชียะ ในพริบตา พวกที่ไร้ความงามก็ถอยหลบไปไกลสามเชียะเช่นกัน ส่วนเด็กรับใช้หน้าตาหมดจดก็ก้มหน้างุด แอบกระถดตัวหลบอยู่ในเงามืด

ซย่าอวี้จิ่นรันทดใจสุดพรรณนา กระนั้นจะบีบให้คนกระโดดลงไปทั้งที่รู้ว่าเป็นกองไฟก็ใช่ที่ เขาตรึกตรองอยู่นานก็ตัดสินใจไม่ได้สักที สุดท้ายก้าวฉับๆ ไปนอนในห้องหนังสืออย่างขุ่นเคือง

ทุกคนหวาดกลัวความดุร้ายของท่านแม่ทัพ ไม่มีผู้ใดกล้าสนใจหนานผิงจวิ้นอ๋อง

เขาถูกทอดทิ้งให้เดียวดาย กระทั่งผ้าห่มสักผืนก็ไม่มี ได้แต่ขดตัวเป็นก้อนกลมๆ ส่งเสียงจามดังลั่นหลายครั้ง

 

อีกด้านหนึ่ง หลังจากได้รับข่าว เยี่ยเจาเปลื้องชุดแต่งงานออกแล้วโยนไปที่มุมห้องหอ หมุนกายมองกระจก

ใต้แสงสลัวของเทียนแดง ริมฝีปากของคนในกระจกเม้มแน่น คิ้วเข้มเลิกสูง มาตรว่ารอบตัวจะอวลไปด้วยกลิ่นอายมงคลก็มิอาจกลบประกายดุดันจากการเคี่ยวกรำในสนามรบของดวงตาสุกใสดุจลูกแก้วคู่นั้นเอาไว้ได้

นางกำชับคนที่อยู่นอกห้องด้วยเสียงทุ้มต่ำ

“เข้านอนเถอะ ไม่ต้องรอแล้ว”

“แต่…จวิ้นอ๋อง!”

“ท่านแม่ทัพ! เขาน่าชังเกินไปแล้ว!”

สุ้มเสียงคล้ายคลึงกันสองเสียงดังขึ้นพร้อมกัน ผู้ที่ก้าวออกมากล่าววาจาเป็นสองสาวฝาแฝด ทั้งคู่คิ้วหนาตาโต ผิวกายออกคล้ำ พอจะมีเค้าความงามอยู่บ้าง พวกนางสวมชุดทหาร สะพายดาบโค้งที่เอว สีหน้าถมึงทึงด้วยความโกรธเกรี้ยวราวกับพร้อมจะชักดาบฟันคนได้ทุกเมื่อ

พวกนางสองพี่น้อง คนพี่ชื่อชิวหวา คนน้องชื่อชิวสุ่ย เดิมทีเป็นบุตรสาวของชิวเหล่าหู่ หัวหน้าโจรที่ภูเขามังกรยักษ์ แกว่งดาบรำทวนมาตั้งแต่เยาว์วัย มีวรยุทธ์สูงพอตัว

สี่ปีก่อนชาวหมานจินรุกรานภูเขามังกรยักษ์ ฆ่าคนวางเพลิง ก่อกรรมทำเข็ญไปทุกหย่อมหญ้า ชิวเหล่าหู่ไม่ยินยอมสมคบกับคนพาล ชาวหมานจินเลยส่งทหารโจมตีปราบปราม เยี่ยเจาช่วยเหลือเขาไว้และเห็นถึงความกล้าหาญของเขา นางจึงรับเขาสู่ใต้ปีกตน มีตำแหน่งเป็นนายทัพในบังคับบัญชานางนับแต่นั้นมา

ชิวหวากับชิวสุ่ยฝักใฝ่ในทางยุทธ์ ทั้งเลื่อมใสในวรยุทธ์ของเยี่ยเจาอย่างหมดใจจึงอาสารับหน้าที่เป็นผู้ติดตาม คอยรับใช้ข้างกายเยี่ยเจา และเป็นหนึ่งในคนไม่มากนักที่ล่วงรู้เรื่องที่นางเป็นสตรีในครั้งนั้น

ขณะนี้ท่านแม่ทัพที่พวกนางเลื่อมใสที่สุดได้รับความอัปยศในคืนวันแต่งงาน เป็นเรื่องร้ายแรงยิ่งกว่าตัวเองถูกหยาม สองพี่น้องชักดาบโค้งออกมาแล้วสะบัดหน้าเดินไป หมายจะไปอาละวาดทันทีตามวิสัยโจร

เยี่ยเจารีบตวาดห้าม

“พวกเจ้าจะไปที่ใดกัน!”

ชิวหวาเอ่ยกระฟัดกระเฟียด

“ข้าจะไปมัดตัวคนสารเลวไม่รู้ดีรู้ชั่วนั่นมา เอาแส้ฟาดแรงๆ สักตั้งค่อยเอาดาบพาดคอให้เขาคุกเข่าโขกศีรษะสักสองสามครั้งก่อน แล้วโยนไปบนเตียงท่านอีกที ดูซิว่าเขาอยากตายหรืออยากขึ้นเตียง ฮึ่ม! คนที่กล้าดี ชักสีหน้าใส่ท่านยังมิได้มุดหัวออกจากท้องมารดามันเลย”

“หุนหันพลันแล่น! ที่นี่อยู่ใต้เบื้องบาทโอรสสวรรค์ พี่ก็ดีแต่เอะอะจะฆ่าจะฟันคน ระงับความใจร้อนวู่วามลงเสียโดยไว อย่าพูดจาส่งเดชสร้างความเดือดร้อนให้ท่านแม่ทัพ!” ชิวสุ่ยยับยั้งอารมณ์ชั่วแล่นของพี่สาวไว้อย่างรวดเร็ว แสยะยิ้มเอ่ยขึ้น “ข้ามีผงยาสลบติดตัวอยู่ห่อหนึ่ง อีกประเดี๋ยวใส่ลงไปในน้ำชาของจวิ้นอ๋องแล้วค่อยเอาตัวเขามา รับรองเห็นผลทันตา”

ชิวหวาพยักหน้า

“ยังคงเป็นเจ้าที่คิดอ่านได้รอบคอบ หากเขาไม่ดื่ม ข้าจะกรอกลงคอเขาเอง”

“พอได้แล้ว!”

เยี่ยเจาฟังแล้วกุมขมับ ตะคอกปรามนางโจรสองคนนี้ที่หมายจะลักพาตัวสามีนางในบ้านนางเอง

นางเดินไปที่ข้างโต๊ะ รินน้ำชาดื่มสองจอก ขบคิดครู่หนึ่งแล้วสั่งกำชับ

“เอาผ้าห่มไปส่งที่ห้องหนังสือ ส่วนเรื่องอื่นเขาอยากทำอย่างไรก็สุดแท้แต่เขา”

“ท่านแม่ทัพ…”

เสียงของชิวหวาชิวสุ่ยขัดเคืองใจอย่างมาก

“เอาตามนี้ไปก่อนเถอะ”

เยี่ยเจาสะบัดแขนเสื้อก็มีกริชสั้นเล่มงามร่วงลงมา จากนั้นนางก็ล้วงเหรียญทองบิน ออกมาจากสายคาดเอวอีกหลายชิ้น ถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้ววางรวมกันไว้ใต้หมอน

ก่อนล้มตัวลงนอน นางเลิกม่านแดงเปิดออก ดีดนิ้วซัดพลังออกไป เทียนคู่มังกรเคียงหงส์สีแดงสัญลักษณ์แห่งสิริมงคลดับวูบลงทันใด

คู่เวรคู่กรรมสวรรค์สร้าง…

หน้าที่แล้ว1 of 11

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in ทดลองอ่าน

  • กล่อมเกลาปราชญ์หญิง

    ทดลองอ่าน กล่อมเกลาปราชญ์หญิง บทที่ 5

    By

    บทที่ 5 มนุษย์เราคุ้นเคยกับสิ่งที่อยู่ในขอบเขตการรับรู้ของตน น้อยนักที่จะออกไปสำรวจสิ่งที่ไม่รู้จัก นี่เป็นข้อเสียที่มนุษย์เรามีกันทุกคน ที่...

  • กล่อมเกลาปราชญ์หญิง

    ทดลองอ่าน กล่อมเกลาปราชญ์หญิง บทที่ 4

    By

    บทที่ 4 อี้เจียงเพิ่งรู้ว่าที่แท้เขาอยู่ห่างจากตนเองแค่ชั่วผนังกั้น นางถามขึ้นอย่างระมัดระวัง “ศิษย์พี่ไม่เป็นไรใช่หรือไม่” ฝ่ายตรงข้ามส่ายห...

  • กล่อมเกลาปราชญ์หญิง

    ทดลองอ่าน กล่อมเกลาปราชญ์หญิง บทที่ 3

    By

    บทที่ 3 โรงเตี๊ยมพลันสับสนวุ่นวายขึ้นมา องครักษ์แคว้นฉียืนเรียงเป็นสองแถว สาวใช้รูปร่างหน้าตางดงามยืนประจำที่ นี่สิถึงจะเรียกได้ว่าต้อนรับขั...

  • กล่อมเกลาปราชญ์หญิง

    ทดลองอ่าน กล่อมเกลาปราชญ์หญิง บทที่ 2

    By

    บทที่ 2 เดือนสี่ดำเนินมาถึงช่วงปลาย แสงแดดแรงขึ้นทุกที แม้แต่ลมยังเจือไอร้อน สีสันดอกไม้ใบหญ้าด้านหลังจวนฉางอันจวินก็สดใสขึ้นเป็นลำดับ ต้นไม...

  • กล่อมเกลาปราชญ์หญิง

    ทดลองอ่าน กล่อมเกลาปราชญ์หญิง บทที่ 1

    By

    บทที่ 1 เมืองหานตัน แคว้นจ้าว ผิงหยวนจวิน ในตอนนี้รู้สึกปวดใจยิ่ง เจ้าแคว้นผู้เป็นพี่ชายสิ้นบุญ รัชทายาทที่จะสืบทอดบัลลังก์ต่อไม่ใคร่ชอบหน้า...

  • ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่าน ราชันใต้อาณัติ เล่ม 3 บทที่ 5

    By

    บทที่ 5 หิมะเหมันต์ละลายหายไป วสันต์กลับมาเยือนผืนดินอีกครั้ง ทั้งที่เหยียนตี้มองดูสภาพพืชพรรณแตกหน่องอกงามเปี่ยมด้วยสัญญาณชีวิตทั่วทั้งสวน ...

  • ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่าน ราชันใต้อาณัติ เล่ม 3 บทที่ 4

    By

    บทที่ 4 เสียงนกร้องใสเพราะพริ้งดังมาจากนอกหน้าต่าง ฉินโยวโยวหาวก่อนลืมตาขึ้นช้าๆ ตรงหน้าเป็นม่านมุ้งสีชมพูที่คุ้นเคย หมอนผ้าห่มก็ล้วนเป็นของ...

บทความยอดนิยม

กล่อมเกลาปราชญ์หญิง

ทดลองอ่าน กล่อมเกลาปราชญ์หญิง บทที่ 1

บทที่ 1 เมืองหานตัน แคว้นจ้าว ผิงหยวนจวิน ในตอนนี้รู้สึกปวดใจยิ่ง เจ้าแคว้นผู้เป็นพี่ชายสิ้นบุญ รัชทายาทที่จะสืบทอดบัลลั...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ราชันใต้อาณัติ เล่ม 3 บทที่ 1

บทที่ 1 “โยวโยว ยิ้มหน่อย เจ้าทำหน้าบึ้งเพียงนี้ ข้าเห็นแล้วไม่ชิน” เหยียนตี้ยิ้มพลางบรรจงหอมแก้มนาง ฉินโยวโยวแค่นเสียงพ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ราชันใต้อาณัติ เล่ม 3 บทที่ 2

บทที่ 2 ฮ่องเต้ประหนึ่งกลัวว่าฉินโยวโยวจะเปลี่ยนใจ จึงปล่อยเหยี่ยวส่งสารที่ใช้ติดต่อกับบรรดาผู้อาวุโสที่เขตหวงห้ามหมู่บ้...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ราชันใต้อาณัติ เล่ม 3 บทที่ 3

บทที่ 3 “ข้าตัดชุดใหม่ให้เสี่ยวฮุย ท่านดูซิว่าสวยหรือไม่” ฉินโยวโยวกางชุดตัวน้อยสีชมพูตัวนั้นออกให้เหยียนตี้ดู สีหน้าท่า...

jamsai.com