Connect with us

Jamsai

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน เกิดใหม่เพื่อคืนฐานะเดิม บทที่ 6

หน้าที่แล้ว1 of 7

บทที่หก

ยามที่หลิ่วผิงชวนกลับมาถึงจวนสกุลหลิ่ว ดวงตะวันก็ค่อยๆ คล้อยสู่ทิศตะวันตกแล้ว นางเพิ่งจะเข้าห้องไปผลัดเปลี่ยนชุดกระโปรง หญิงรับใช้อาวุโสข้างกายเหยาซื่อก็มาแจ้งว่าฮูหยินเรียกนางไปพบ

หลิ่วผิงชวนฟังจบก็นึกถึงความเจ้าระเบียบของเหยาซื่อ จึงถอดชุดกระโปรงลำลองเนื้อฝ้ายนุ่มตัวนี้ออก เปลี่ยนเป็นชุดหรูฉวินที่ดูเข้าทีแล้วค่อยไปพบมารดา

เหยาซื่อกินอาหารเย็นไปแล้ว ขณะนี้กำลังนั่งพิงอยู่บนตั่งกุ้ยเฟยให้สาวใช้ทุบน่องด้วยค้อนคนงามที่สลักจากหยก พอนางเห็นหลิ่วผิงชวนมาถึงก็มองพิจารณาขึ้นลงรอบหนึ่ง

เมื่อตอนที่ยังไม่ได้บุตรสาวแท้ๆ กลับคืนมา นางก็เฝ้าคะนึงหาทุกคืนวัน ทว่ารอจนบุตรสาวกลับมาอยู่ข้างกายแล้ว ในใจนางกลับไม่แคล้วเกิดการเปรียบเทียบ

หลิ่วผิงชวนแม้ไม่มีรูปโฉมดั่งบุปผาจันทราที่ชวนให้ตะลึงในความงามเช่นฉยงเหนียง แต่ถึงอย่างไรก็เป็นคนงามที่หมดจดพริ้มเพราผู้หนึ่ง เพียงแต่ในด้านของการวางตัว…กลับมักเจือด้วยท่วงทีอันไม่สง่าผ่าเผยของผู้ที่มาจากตระกูลต่ำต้อย

เหยาซื่อรู้สึกว่าการเลี้ยงดูของสกุลชุยได้ทำลายบุตรสาว นางจึงเชิญอาจารย์ด้านอักษรภาพวาดกับทักษะพิณมาสอนหลิ่วผิงชวน ตั้งมั่นว่าจะบ่มเพาะบุตรสาวที่เพียบพร้อมด้วยรูปโฉมและความสามารถออกมาอีกคน

ควรรู้ว่าฉยงเหนียงมีพรสวรรค์ด้านอักษรภาพวาดมากทีเดียว ตั้งแต่เล็กนางก็เรียนรู้จนจับพู่กันวาดภาพได้เองโดยไม่มีอาจารย์ รอจนเชิญอาจารย์มาสอนเขียนอ่าน ก็ทำให้อาจารย์ที่สอนนางตอนนั้นตกตะลึงอยู่บ่อยครั้ง ถึงขั้นหลุดปากตรงๆ ว่าหากเด็กหญิงนี้เป็นชายจะต้องโดดเด่นเป็นแน่แท้

ส่วนหลิ่วผิงชวนหลังกลับมาที่สกุลหลิ่วในชาติก่อนก็เคยบากบั่นทุ่มเทด้านอักษรภาพวาดมาช่วงเวลาหนึ่ง ตอนนี้เมื่อหวนคืนสู่วัยแรกแย้มอีกครั้ง ยามเรียนรู้ย่อมทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่าก็ไม่ด้อย ทว่าภาพวาดและโคลงกลอนนั้นนอกจากความมุมานะแล้ว พรสวรรค์ต่างหากคือสิ่งสำคัญที่สุด สติปัญญาแต่กำเนิดของนางไม่เทียบเท่าฉยงเหนียง ภาพอักษรฝีมือนางก็เพียงแต่คล้ายคุณหนูตระกูลใหญ่ทั่วไป แค่พอจะฝืนอวดได้เท่านั้น

เมื่อมีผู้โดดเด่นดุจไข่มุกหยกเป็นตัวเปรียบเทียบอยู่ก่อน เหยาซื่อย่อมไม่แคล้วเกิดความคิดที่จะดึงต้นกล้าเพื่อเร่งโต* ตั้งข้อเรียกร้องสารพัดกับการเรียนของหลิ่วผิงชวน

พักนี้หลิ่วผิงชวนเดินทางกลับไปที่ตำบลฝูหรงบ่อยครั้งยิ่ง ละทิ้งการเรียนไม่พอ ยังทำให้ในใจเหยาซื่อเริ่มจะคิดเล็กคิดน้อย รู้สึกว่าบุตรสาวปล่อยวางสามีภรรยาสกุลชุยไม่ลง ในหัวใจยังคงมองสกุลชุยเป็นบ้านของตนเองอยู่ ดังนั้นรอจนบุตรสาวกลับมา เหยาซื่อจึงให้หญิงรับใช้อาวุโสไปเรียกนางมา เตรียมจะใช้คำพูดอบรมนาง

เมื่อเห็นหลิ่วผิงชวนเข้ามาแล้ว เหยาซื่อก็ให้นางนั่งบนเก้าอี้กลมที่อยู่ด้านข้าง ก่อนจะหลับตาเอ่ยเนิบๆ “นับดูเดือนนี้เจ้าก็กลับตำบลฝูหรงไปตั้งสองหนแล้ว สามีภรรยาสกุลชุยนั้นเลี้ยงดูเจ้ามาหลายปี เจ้าคิดถึงพวกเขาก็เป็นเรื่องสมควร เพียงแต่อีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาลซั่งซื่อ เจ้าต้องไปเข้าเฝ้าในวัง ฉลองเทศกาลเป็นเพื่อนองค์หญิงยงหยาง ถึงตอนนั้นเหล่าคุณหนูตระกูลใหญ่มารวมตัว ไม่พ้นต้องประชันฝีมือเผยจุดเด่นจุดด้อย เจ้าเสียเวลาที่สกุลชุยไปนานเพียงนี้ พื้นฐานย่อมอ่อนกว่าผู้อื่น ช่วงไม่กี่วันนี้ก็อย่าได้ออกจากจวนอีกเลย ขยันหมั่นเพียรมากหน่อยถึงจะชอบด้วยเหตุผล”

หลิ่วผิงชวนฟังจบก็รู้ว่ามารดาไม่พอใจแล้ว นี่ก็ใช้คำพูดตำหนินางอยู่

บิดามารดาบังเกิดเกล้าของนางรักหน้าตาเป็นที่สุด ชาติก่อนที่ยังคงเลี้ยงดูฉยงเหนียงไว้ในจวนตลอดมา นอกจากเพราะนางที่เป็นลูกแท้ๆ ได้กลายเป็นนางบำเรอของหลางอ๋องไม่เหมาะจะกลับเข้าจวน ก็ยังเป็นเพราะตอนที่ฉยงเหนียงในวัยสิบห้าเข้าวังไปร่วมฉลองเทศกาลซั่งซื่อ ได้สร้างชื่อต่อหน้าผู้คนในคราวเดียว จนเป็นที่กล่าวขวัญในฐานะสตรีผู้มากความสามารถ เชิดหน้าชูตาให้สามีภรรยาสกุลหลิ่วอย่างเต็มที่ ทำให้ชั่วขณะนั้นพวกเขาไม่อาจตัดใจปล่อยฉยงเหนียงจากไปได้

คิดมาถึงตรงนี้หลิ่วผิงชวนก็ตอบปนยิ้มน้อยๆ “ลูกทราบในความกังวลของท่านแม่เจ้าค่ะ ขอท่านแม่โปรดวางใจ ภาพวาดที่จะประชันในงานเทศกาลซั่งซื่อ ลูกได้ตระเตรียมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะไม่ทำให้ท่านแม่ผิดหวังแน่นอนเจ้าค่ะ”

ชาติก่อนฉยงเหนียงใช้แต้มน้ำหมึกแทนบุปผา ก่อนจะพ่นละอองน้ำให้สีหมึกกระจายตัว ทำให้ดอกตูมแต่ละดอกนั้นพลันบานสะพรั่งดุจได้สายลมวสันต์อาบไล้ในชั่วข้ามคืน ผู้คนในที่แห่งนั้นไม่มีใครไม่ตื่นตะลึง ต่างพากันสอบถามว่าผู้วาดภาพนี้เป็นคุณหนูจากจวนใด นับแต่นั้นชื่อเสียงของหลิ่วเจียงฉยงก็เป็นที่เลื่องระบือ เพียงแต่ภาพที่วาดด้วยการพ่นละอองน้ำก็แค่ยอดเยี่ยมที่ความคิดแปลกใหม่เท่านั้น วิธีนี้ทำให้ผู้อื่นประหลาดใจได้ก็จริง ทว่าการจะหัดทำตามกลับไม่ยากเย็นเลย

ในเมื่อเหยาซื่อขุ่นเคืองแล้ว เช่นนั้นหลิ่วผิงชวนก็ต้องสงบเสงี่ยมสักหน่อย ไม่อาจไปที่ตำบลฝูหรงอีก ไหนๆ ชาตินี้ซั่งอวิ๋นเทียนไม่ได้ถูกรถม้าชนขาหัก เขาย่อมเข้าสอบได้ตามกำหนดแน่ ถึงตอนนั้นขอเพียงนางจัดการอย่างแยบยล ฉวยจังหวะที่หลิ่วเจียงจวีพี่ชายนางเชิญซั่งอวิ๋นเทียนมาที่จวน ไปพบปะเขาสักหลายๆ หนแล้วเผยความในใจ เชื่อว่าขอเพียงพี่ซั่งไม่โง่เขลา ต้องยินดีรับรักสตรีชั้นสูงตระกูลใหญ่เช่นนางแน่นอน

คิดมาถึงตรงนี้อารมณ์โกรธเกรี้ยวที่ถูกปลุกขึ้นที่ตำบลฝูหรงก็พลันสงบลง เกิดใหม่ชาตินี้นางไม่เพียงต้องการสามีกับฐานะอันพึงมีแต่ดั้งเดิมของตน ยิ่งต้องการจะยึดครองชื่อเสียงในอดีตของฉยงเหนียงทั้งหมด ไม่เช่นนั้นความเจ็บแค้นจากชาติก่อนจะขจัดให้สูญสิ้นไปได้อย่างไร

นึกถึงแผนการที่ตนวางเอาไว้ตอนออกจากตำบลฝูหรง หลิ่วผิงชวนที่เดินออกจากห้องของเหยาซื่อก็คลี่ยิ้มอย่างกระหยิ่มได้ใจยิ่ง…ชุยเจียงฉยง ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้เต็มกลืนเลยคอยดู!

หน้าที่แล้ว1 of 7

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in ทดลองอ่าน

บทความยอดนิยม

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ธาราวสันต์ บุษบันจันทรา บทที่ 1-บทที่ 2

บทที่หนึ่ง  ริมเกาะไป๋ลู่ ไถเฉิงปลายฤดูใบไม้ผลิ เป็นอีกปีที่แถบเจียงหนาน งดงาม ดอกซิ่งโปรยปรายดุจสายฝน ดอกหลีผลิบานดุจปุ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ธาราวสันต์ บุษบันจันทรา บทที่ 3-บทที่ 4

บทที่สาม หลี่มู่มองสบตานางอยู่ครู่หนึ่ง เขาดึงมือตนเองกลับพลางลุกขึ้นมานั่ง เกาลั่วเสินก็ไม่เข้าใจตนเอง เหตุใดตนจึงบุ่มบ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ธาราวสันต์ บุษบันจันทรา บทที่ 5-บทที่ 6

บทที่ห้า  เดือนสามปลายฤดูใบไม้ผลิ นอกเมืองเจี้ยนคังแดดร่มลมเย็น ต้นหญ้าเขียวขจี นกโผบิน เกาลั่วเสินนั่งอยู่ในรถเทียมวัว ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ธาราวสันต์ บุษบันจันทรา บทที่ 7-บทที่ 8

บทที่เจ็ด  เมืองตันหยางตั้งอยู่ทางใต้ของเมืองหลวงเจี้ยนคัง ทั้งสองเมืองอยู่ห่างกันไม่ถึงร้อยหลี่ คูเมืองและกำแพงเมืองแม้...

jamsai.com