Connect with us

Jamsai

LOVE

ทดลองอ่าน วงกตลายตะวัน บทที่14-บทที่15

หน้าที่แล้ว1 of 2

 

บทที่ 14

ล้อเล่นกับหัวใจ

 

ใกล้ถึงเวลานัดหมายที่ร้านไวน์ย่านทองหล่อเต็มทน ทว่าอินทัชกับพริมายังคงนั่งจมกับก้อนความคิดหนาหนักบนสวนลอยฟ้า มองตะวันยามเย็นขณะเคลื่อนคล้อยอย่างคนเลื่อนลอย

เมื่อเช้าพี่ตระการเพิ่งแจ้งข่าวให้เขาและก๊อปปี้ไรเตอร์สาวคู่หูรู้ว่าต้องตระเตรียมคำพูดสำคัญเพื่อโน้มน้าวใจใครบางคนในค่ำวันศุกร์นี้ พออินทัชถามว่าเป็นลูกค้ารายไหน พี่ตระการกลับบอกเพียงว่าหาใช่ลูกค้าทั่วไป…แต่เป็นครีเอทีฟต่างค่าย อินทัชกับพริมาสามารถพูดหรือทำอะไรก็ได้ให้คนคนนั้นตกลงปลงใจ เพราะคุณศักดาอยากได้มาร่วมงานกับเอเจนซี่แอดดิกต์มากๆ

พอเขาถามเพิ่มว่าครีเอทีฟที่ว่านั้นเป็นใคร พี่ตระการกลับไม่ยอมบอกรายละเอียดอันใด อินทัชไม่ค่อยเข้าใจนักว่าแค่ชื่อของครีเอทีฟคนเดียวถึงกับต้องเก็บเป็นความลับระดับชาติขนาดนี้เชียวหรือ ถ้าไม่รู้ว่าเป้าหมายเป็นใคร เขากับพริมาจะช่วยกันสรรหาคำพูดโน้มน้าวใจได้อย่างไร ขนาดสินค้าทั่วไป…ครีเอทีฟยังต้องรู้จักและเข้าใจกลุ่มเป้าหมายเป็นอันดับแรกๆ ก่อนผลิตงานโฆษณาเพื่อสนับสนุนการขายเลย

‘เอางี้ บอกได้แค่ว่าเป็นครีเอทีฟรุ่นใหม่ที่เก่งชนิดหาคนเทียบได้ยากมากๆ ยังไงแทนกับพริมช่วยเตรียมคำพูดเพื่อโฆษณาหรือชักชวนอะไรก็ได้ที่ได้ยินแล้วอยากเปลี่ยนใจมาทำงานกับแอดดิกต์ คิดซะว่าเป็นงานสนุกๆ แก้เครียดละกัน’

พี่ตระการบอกให้มองเป็นเรื่องสนุก ไฉนอินทัชกลับมองเป็นเรื่องทุกข์เสียยิ่งกว่าเดิม

“คุณคิดว่า…เป้าหมายที่แท้จริงของคนเป็นครีเอทีฟคืออะไรกันแน่” เขาหันไปขอคำตอบจากพริมา อยากขุดให้ลึกถึงก้นบึ้งความต้องการของคนสร้างสรรค์โฆษณา “…เงิน…รางวัล…ชื่อเสียง…หรือได้ทำในสิ่งที่รักก็เพียงพอแล้ว?”

วูบนั้นหากอินทัชมองไม่ผิด เหมือนมีอะไรดลใจให้พริมาคิดถึงบางอย่าง สีหน้าเธอถึงได้เปลี่ยนไปเป็นเครียดขรึมในทันตา ฉายชัดถึงความรู้สึกลำบากใจอย่างยิ่งยวด

“บางที…อาจจะมากกว่าสี่อย่างที่คุณพูดมาก็ได้นะแทน”

หรือพริมาจะรู้แล้วว่าครีเอทีฟคนที่พ่อเขาหมายดึงตัวมาอยู่ใต้ชายคาแอดดิกต์เป็นใคร ถึงได้ตระหนักชัดถึงความต้องการของใครคนนั้นว่ามากกว่าสี่สิ่งสำคัญที่เขาเกริ่นมา

“คุณรู้แล้วเหรอว่าเป็นใคร”

เขาถามไป เพราะคิดว่าเธอคงยอมบอกเล่าถึงความเป็นไปได้ให้ฟังบ้าง แต่พริมากลับนิ่งเฉย ไม่พูดอะไรอีกเลย อย่างเดียวที่เธอยอมเฉลยคือสีหน้าหนักใจคล้ายคนแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว

เมื่อความมืดเคลื่อนเข้าห่อตัวผืนฟ้าอย่างเบ็ดเสร็จ อินทัชสัมผัสได้ถึงกลิ่นฝนโชยมา จึงชวนพริมาให้รีบเดินทางไปประจำการยังสถานที่นัดหมาย ชายหนุ่มแปลกใจไม่น้อยที่วันนี้เจ้ารถยนต์มาดเยอรมันใต้อาณัติของเขาวิ่งไปบนถนนสายสุขุมวิทได้อย่างราบรื่น ทั้งที่เลื่องชื่อเรื่องความติดขัดระดับนรกช่วงหลังเลิกงาน ราวกับมีใครบันดาลปูทางสะดวกให้เขาและพริมาไปถึงร้านไวน์ย่านทองหล่ออย่างรวดเร็ว

อินทัชเดินนำพริมาเข้ามาที่มุมเงียบสงบของร้าน แสงไฟอุ่นตาถูกจัดวางตามจุดต่างๆ รับกับผนังและเฟอร์นิเจอร์โทนสีดำแดง ตกแต่งสไตล์คลาสสิกผสมผสานโมเดิร์นขับบรรยากาศได้อย่างยอดเยี่ยมและลงตัว ชั้นวางขวดไวน์ขนาดใหญ่ใกล้บาร์บอกยี่ห้อความเป็นแหล่งรวมไวน์ชั้นเลิศทั้งโลกเก่าและโลกใหม่ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมลูกค้าวัยทำงานถึงได้จับจองโต๊ะจนหนาตาขนาดนี้

“รายนั้นเล่นตัวน่าดู” พี่ตระการเอ่ยขึ้นขณะเขากับพริมาทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้หนังสีดำดีไซน์หรูซึ่งมีอยู่ทั้งหมดห้าตัวล้อมรอบโต๊ะกลม

ความจริงอินทัชเองก็อยากจะตอบกลับไปว่าพี่ตระการเองก็เล่นตัวใช่ย่อย ไม่ยอมบอกให้เขากับพริมาล่วงรู้ถึงชื่อเสียงเรียงนามครีเอทีฟคนนั้นเช่นกัน ก่อนจะหันไปมองพริมาที่เอาแต่นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา สงสัยจะเครียดจัดเรื่องโจทย์ที่พี่ตระการสั่งให้คิดหาวิธีโน้มน้าวใจครีเอทีฟต่างสำนักให้เปลี่ยนใจมาร่วมงานกับแอดดิกต์

บริกรจัดการรินไวน์รสเยี่ยมจากเมืองบอร์โดซ์แห่งฝรั่งเศสลงแก้วทั้งสามใบเป็นการอุ่นเครื่อง อินทัชเห็นพี่ตระการตั้งท่าจะพูดอะไรสักอย่าง แต่กลับถูกขัดจังหวะด้วยการปรากฏตัวของผู้มาใหม่

“นึกว่าคุณศักดาจะไม่มาแล้วเสียอีก”

“ได้ไงเล่า ครีเอทีฟคนนี้…ฉันเป็นคนเลือกเองกับมือ” พ่อหย่อนกายหลังวางสูทดำกลืนพนักเก้าอี้ “ไม่มาสัมภาษณ์ด้วยตัวเองคงเสียดายแย่ อีกอย่าง…ฉันไม่ค่อยไว้ใจโฆษณาที่ลูกชายฉันทำเท่าไหร่ เผลอๆ อาจจะไม่ได้เตรียมมาเลยด้วยซ้ำ”

หางเสียงพ่อประชดประชันคล้ายไม่ใส่ใจความรู้สึกคนเป็นลูกอย่างเขานัก ก่อนจะหันไปสั่งบริกรหนุ่มให้นำปลาค็อดอบกับไวน์ขาวมาเสิร์ฟ แล้วเอ่ยต่อไปว่า

“ฉันยังจำตอนเห็นเจ้าหนุ่มนั่นครั้งแรกได้อยู่เลย ทั้งบุคลิก…ดวงตา…ยังติดตาฉันมาถึงทุกวันนี้ บางทีแกกับเขาอาจจะเคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อนนะเจ้าแทน”

“อะไรนะครับ” อินทัชรู้สึกได้ว่าหัวคิ้วของเขาเปลี่ยนไปเป็นขมวดมุ่น

“นี่แกยังไม่รู้อีกเรอะว่าครีเอทีฟคนนั้นเป็นใคร อ้อ…ฉันลืมไปว่าให้ตระการเป็นคนติดต่อโดยตรง แกกับพริมต้องทำใจหน่อย นี่เป็นสไตล์การเลือกคนของตระการ เขาไม่อยากให้เพื่อนร่วมทีมตั้งความหวังสูงหรือดูถูกตัวเองว่าเก่งน้อยกว่าอีกฝ่ายจนเกินไป”

นาทีนี้อินทัชพอจะเข้าใจวิธีการทำงานของพี่ตระการอยู่บ้าง แต่จุดที่ไม่เข้าใจเลยก็คือ…

“เมื่อกี้ที่พ่อบอกว่าผมกับครีเอทีฟคนนั้นอาจเคยเจอกันมาก่อน…หมายความว่ายังไง”

“ที่นิวยอร์กไง…”

เสียงทุ้มลึกคุ้นหูของใครคนหนึ่งดังแทรกขึ้นทันที อินทัชได้แต่ผ่อนลมหายใจพร่ำภาวนา ขออย่าให้เป็นอย่างที่เขาคิดเลย ทว่าสุดท้าย…ชายหนุ่มก็สำนึกว่าไม่อาจเปลี่ยนความจริงตรงหน้าได้ ร่างสูงของอดีตเพื่อนรักผู้เคยหักหาญน้ำใจเขากำลังยืนเด่นอยู่ด้านหลังพ่อ ส่งสายตาอวดดีระคนท้าทายตรงถึงเขา

“จำฉันไม่ได้เหรอ”

“วะ…วาริศ” อินทัชพึมพำอย่างไม่อยากเชื่อ

“ใช่ ฉันเอง ดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้งนะ” ริมฝีปากวาริศแย้มยิ้มคล้ายแสดงความจริงใจ แต่ใครเล่าจะรู้ว่าแท้จริงแล้วหมอนั่นกำลังคิดอะไรกันแน่

“นั่งก่อนสิ” น้ำเสียงของพ่อที่มักจะแข็งกระด้างใส่อินทัชกลับตาลปัตรเป็นนุ่มนวลยามเอ่ยกับวาริศในพริบตา

วาริศกล่าวขอบคุณและยกมือไหว้อย่างนอบน้อม จนอินทัชรู้สึกสะอิดสะเอียนเต็มกลืน เมื่อเห็นพ่อมองหมอนั่นด้วยสายตาชื่นชม พี่ตระการเริ่มต้นบทแนะนำสมาชิกบนโต๊ะทีละคน ไล่เรียงมาตั้งแต่พ่อ ตัวพี่ตระการเอง จนถึงตัวเขาและพริมาให้อีกฝ่ายได้รู้จักอย่างเป็นทางการ อินทัชจึงเลือกเมินเฉยเสมองไปยังโต๊ะอื่นภายในร้านผ่านใบหน้าซีดเซียวของพริมา เขาเห็นเธอค้อมศีรษะส่งสายตาตอบรับการทักทายจากวาริศ เอ่ยสวัสดีเสียงเบาเท่ากระซิบ ดวงตาสวยคู่หม่นสะท้อนจัดถึงความรู้สึกอึ้งปนตกตะลึง จนอินทัชไม่เข้าใจนักว่าเหตุใดพริมาถึงได้มีปฏิกิริยาตอบสนองเช่นนี้

“เราไปรู้จักกับเจ้าแทนตอนไหนเหรอวาริศ” พ่อเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาบนเส้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหมอนั่นจนได้

“พอดีผมกับแทน…เรารู้จักกันที่นิวยอร์กตั้งแต่สมัยเรียนแล้วครับ”

“จริงเหรอ นึกว่ารู้จักกันตอนทำงานแล้วเสียอีก”

“พอเห็นแทนตอนแข่งพิตช์งานคอนเนคต์แอนด์ลิงก์ บอกตามตรง…ผมดีใจมากเลยครับ ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอกันอีกครั้งที่นี่”

มุมปากอินทัชกระตุกทันที รู้ดีว่ามีแค่เขาที่อ่านสีหน้าและสายตาอันน่าเคลือบแคลงใจของวาริศออก “ฉันเองก็ดีใจจนพูดไม่ออกเลยล่ะ”

นี่สินะ นิยามของคำว่าเพื่อนรัก

ไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่มองตาก็รู้ใจแล้ว

“แล้วพริมล่ะ คิดเห็นยังไงกับผลงานของวาริศ” พี่ตระการโยนคำถามไปยังคนที่นั่งนิ่งมานานบ้าง พริมาจึงค่อยๆ เงยหน้าสบตาคนนั่งฝั่งตรงข้าม แววตาอัดล้นด้วยประกายคำถามมากมาย

“ก็ดีค่ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงไม่ยินดียินร้าย “พริมประทับใจฝีมือของเขาตั้งแต่วันแรกที่ได้พบกัน หากได้ร่วมงานกัน คงเป็นเรื่องดีมากๆ เลยทีเดียว”

“จริงเหรอครับ” วาริศทวนถามด้วยสุ้มเสียงเปี่ยมเค้าสงสัย

“ค่ะ” เธอรับคำสั้นๆ เพียงแค่นั้นก็เรียกรอยยิ้มกินนัยประหลาดจากวาริศได้แล้ว

“จริงๆ ที่นัดวาริศมาวันนี้ เพราะอยากจะพูดคุยรายละเอียดเพื่อประกอบการตัดสินใจว่ายังอยากทำที่เอเจนซี่เดิมต่อ หรือก้าวสู่อนาคตที่ดีกว่ากับพวกเรา” พี่ตระการเป็นฝ่ายชักบทสนทนาเข้าประเด็นสำคัญ

อินทัชเห็นแล้วรู้สึกอึดอัดขัดใจเหลือทน ด้วยความสัตย์ซื่อ…เขาอยากจะล้มโต๊ะตรงหน้าเพื่อเลิกล้มการเจรจาหวังโน้มน้าวใจครีเอทีฟบ้าบอนี่ แต่เพราะมีพ่อนั่งร่วมวง เขาจำต้องระงับอารมณ์ ฝืนทนขบกรามแน่น บอกตัวเองให้นิ่งเงียบเข้าไว้ ไม่เช่นนั้นอาจถูกพ่อตำหนิต่อหน้าวาริศคนที่ชอบกดขี่เขาด้วยสายตาว่าอ่อนด้อยกว่าตลอดเวลา

“เดี๋ยวก่อนนะครับ…” วาริศขัดขึ้น “พอดีผมมีสิ่งหนึ่งอยากถามให้แน่ใจ จะได้ไม่เป็นการเสียเวลาของพวกคุณทุกคน”

“ว่ามาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ” น้ำเสียงพ่อช่างเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดูอย่างเหลือล้น

“ผมยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าแอดดิกต์ชวนผมมาทำงานในตำแหน่งอะไร”

“พอดีคุณศักดาอยากให้เราขยายทีม เลยตั้งใจชวนวาริศมารับตำแหน่งซีเนียร์อาร์ตไดเร็กเตอร์ที่แอดดิกต์ หากวาริศตัดสินใจมาทำงานด้วยกัน ทีมเราก็จะมีซีเนียร์อาร์ตไดเร็กเตอร์ทั้งหมดสามคน มีแทน ชินทร และก็ตัววาริศเอง ส่วนก๊อปปี้ไรเตอร์ที่ทำคู่กับวาริศ ตอนนี้เรากำลังมองหาเพิ่ม จากที่มีพริมกับวอแวอยู่แล้ว” พี่ตระการฉายภาพรวมให้ฟัง แต่ดูเหมือนวาริศจะไม่พอใจในคำตอบนัก

“แสดงว่า…กำลังชวนผมมาทำตำแหน่งซีเนียร์อาร์ตไดเร็กเตอร์อย่างงั้นใช่มั้ยครับ” วาริศพยายามซ่อนรอยเยาะหยันไว้มิดชิด “ที่แอคต์แพลเน็ตผมก็เป็นซีเนียร์อาร์ตไดเร็กเตอร์อยู่แล้ว ทำไมผมต้องย้ายจากที่นั่นเพื่อมาทำตำแหน่งเดิมที่แอดดิกต์ด้วย”

“ฉันยืนยันได้เลยว่าต่างกันแน่นอน ลูกค้าที่ทีมเราดูแลอยู่มีแต่บริษัทยักษ์ใหญ่ใจกว้างทั้งนั้น” พี่ตระการพยายามสรรหาข้อดีมาสนับสนุนการขาย

“นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ผมกำลังพูดถึงครับ” วาริศแกว่งแก้วไวน์แดงเบาๆ ขณะต่อรอง

“แล้วคุณต้องการอะไรจากเรากันแน่”

เสียงนั้นไม่ได้หลุดมาจากพ่อ พี่ตระการ หรือตัวอินทัช

แต่เป็นพริมาผู้สงบเงียบมาตั้งแต่แรก

“ผมต้องการอะไรน่ะเหรอ นี่คุณพริมไม่รู้จริงๆ หรือว่าชีวิตครีเอทีฟตัวเล็กๆ อย่างเราต้องการอะไร”

วาริศเผยรอยยิ้มอันน่าชิงชังในสายตาอินทัช ในตอนนั้นทุกคนเงียบไปหลายอึดใจคล้ายครุ่นคิดหาคำตอบ ก่อนที่ใครคนหนึ่งจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจว่า

“ความ-ก้าว-หน้า”

อินทัชได้ยินเช่นนั้น จึงหันไปมองเจ้าของนัยน์ตาพญาเหยี่ยวในฉับพลัน ไม่คิดไม่ฝันว่าพ่อจะตั้งใจตอบคำถามหมอนั่นอย่างชัดถ้อยชัดคำถึงเพียงนี้

“โอเค วาริศ…ฉันเข้าใจดีว่าคนเก่งๆ อย่างเราไม่ได้ต้องการเงิน ชื่อเสียง หรือลูกค้าเจ้าใหญ่ใจกว้างอะไรนั่น…เอาเป็นว่าฉันจะให้เราขึ้นเป็นหัวหน้าทีมครีเอทีฟอย่างที่เราต้องการ”

“พ่อ!” อินทัชไม่เข้าใจ พ่อพูดอะไรออกมา

ขณะที่พี่ตระการ…แม้จะไม่ได้แสดงอาการต่อต้าน แต่สีหน้าดูตกตะลึงกับการตัดสินใจของพ่อไม่น้อย ส่วนพริมาน่ะหรือ…บัดนี้เปลี่ยนไปเป็นตัวแข็งทื่อ จดจ้องวาริศไม่วางตา คล้ายมีคำถามต่างๆ นานาว่าหมอนั่นปรารถนาสิ่งใดกันแน่ ถึงได้กล้าต่อรองตำแหน่งกับพ่อเขาถึงเพียงนี้

“ยังไงรบกวนคุณศักดาช่วยยืนยันหน่อยได้ไหมครับว่าผมกำลังจะเป็นหัวหน้าทีมไหน ทีมที่มีแทนกับคุณพริมสังกัดอยู่หรือเปล่า”

นาทีนั้นอินทัชไม่อาจข่มกลั้นอารมณ์เดือดปุดไว้ได้ เมื่อเห็นรอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏบนใบหน้าฝั่งตรงข้าม รวมถึงอากัปกิริยาของพ่อซึ่งค่อยๆ คลายวงแขนจากการกอดอกแล้วผายมือไปยังวาริศ ตอบด้วยน้ำเสียงฉะฉาน

“ตามแต่เราต้องการเลยวาริศ”

“จริงเหรอครับ” วาริศทวนถามอีกครั้ง ตอกย้ำให้อินทัชและพริมาตระหนักว่าสิ่งที่เพิ่งได้ยินไปนั้นไม่มีทางผิดเพี้ยนแน่

“จริงสิ ฉันจะโกหกไปทำไม อันที่จริงตอนนี้ตระการเองงานก็แทบจะล้นมือ ให้เรามาช่วยคุมทีมที่พริมกับแทนอยู่ แล้วให้ตระการขึ้นไปเป็นหัวหน้าใหญ่คุมทั้งแผนกครีเอทีฟ คอยดูอยู่ห่างๆ ก็น่าจะโอเค”

“ได้ยินอย่างงี้ ผมก็ตัดสินใจได้แล้ว…”

วาริศช้อนตามองอย่างเป็นต่อ จนพ่อและพี่ตระการต้องขยับท่านั่ง ตั้งใจฟังสิ่งที่วาริศกำลังจะเอ่ยด้วยใจระทึก

“ผมจะมาทำงานที่แอดดิกต์เดือนหน้าเลย”

พ่อขมวดคิ้วนิ่วหน้าราวกับครุ่นคิดว่าอะไรจะง่ายดายปานนั้น ก่อนจะระบายลมหายใจอย่างโล่งอก แย้มริมฝีปากเผยยิ้มหน้าชื่นด้วยความรู้สึกพออกพอใจเป็นหนักหนา

“เยี่ยม! เยี่ยมมากวาริศ! ฉันรับรองได้เลยนะว่าย้ายมาทำงานที่แอดดิกต์กับฉัน…เราจะไม่มีวันผิดหวังแน่นอน”

 

พริมาไม่อยากเชื่อเลยว่าวาริศจะตอบรับคำชวนของคุณศักดา ย้ายมาร่วมงานกับเอเจนซี่แอดดิกต์อย่างที่เธอคาดไว้ แถมยังเตรียมเลื่อนขั้นนั่งเก้าอี้หัวหน้าทีม A ที่เธอและอินทัชสังกัดเสียด้วย

ความจริงพริมาน่าจะทำใจยอมรับได้ล่วงหน้า ตั้งแต่ตอนอินทัชถามถึงเป้าหมายที่แท้จริงของคนเป็นครีเอทีฟว่าคืออะไรกันแน่ ขณะเธอกับเขานั่งเคียงกันบนสวนลอยฟ้าเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา กระทั่งมีบางอย่างดลใจให้หญิงสาวคิดว่าครีเอทีฟที่คุณศักดาหมายตา…อาจเป็นวาริศขึ้นมาจริงๆ หากเป็นเช่นนั้น อินทัชจะรับมือเรื่องนี้ได้หรือ ไม่มีทาง…อินทัชไม่มีทางยอมรับและปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้แน่

แต่จนถึงนาทีนี้อินทัชกลับเงียบไป เขาไม่ยอมสบตาใคร สนใจแต่การใช้มีดหั่นสเต๊กเนื้อออสเตรเลียหนานุ่มบนจาน ตั้งหน้าตั้งตาทานจนหมด ก่อนจะวางส้อมและมีดบนจานใหญ่คล้ายโยนทิ้ง เรียกความสนใจจากสายตาทุกคู่บนโต๊ะ ยกแก้วไวน์แดงรสนุ่มขึ้นดื่มรวดเดียวหมด คว้ากระเป๋าออกไปจากร้าน ไร้ซึ่งคำบอกลาใดๆ

คุณศักดาซ่อนความไม่พอใจไว้ขณะปรายตาคมดุจพญาเหยี่ยวมองตามแผ่นหลังคนเป็นลูกชาย แล้วหันไปส่งสายตาให้วาริศเป็นนัยขอโทษแทนอินทัชที่เสียมารยาท วาริศคลี่ยิ้มน้อยๆ บอกไม่เป็นไร แล้วยกแก้วไวน์ขึ้นเพื่อขอชนกับคุณศักดาและพี่ตระการ แน่นอน…เขาไม่ลืมส่งสัญญาณว่าขอชนแก้วกับเธอด้วย

วินาทีนั้นพริมาไม่อาจทนมองรอยยิ้มยกมุมปากคล้ายเยาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่เสมอบนใบหน้าคมของวาริศได้อีกต่อไป

“ขอโทษนะคะ พอดีพริมรู้สึกไม่ค่อยสบาย ยังไงขอตัวกลับก่อนนะคะ” พริมายกมือไหว้คุณศักดากับพี่ตระการ ตามด้วยการค้อมศีรษะให้วาริศ แล้วลุกจากเก้าอี้หนังหมุนตัวออกไปจากร้านทันที ไม่ทิ้งช่องว่างให้ใครรั้งไว้เพื่อร่วมวงดื่มของมึนเมาเคล้ารสสนทนาต่อ

พริมาไม่อยากอยู่ตรงนั้น เธอรู้สึกอึดอัดเหมือนตัวเองกำลังจะขาดอากาศหายใจ ทางเดียวที่เธอนึกออกคือไปให้พ้นจากจุดนั้นโดยเร็วที่สุด จวบจนก้าวยาวพ้นประตูบานหนาหนักหน้าร้าน หญิงสาวรู้สึกได้ถึงลมเย็นหอบกลิ่นฝนโชยมา เพียงไม่นานหยาดฝนหลงฤดูพลันร่วงหล่นพร่างพรมบนถนนสายเล็ก พริมาหันซ้ายแลขวามองหาร่างสูงของอาร์ตไดเร็กเตอร์คู่หู อินทัชหายไปไหน ทำไมถึงได้หุนหันไปจากโต๊ะแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทว่าไม่กี่วินาทีเท่านั้นพริมาพลันได้คำตอบ เมื่อเห็นเจ้าของใบหน้าคมคายมีสีหน้าเครียดขรึมนั่งประจำการบนเบาะคนขับในรถยนต์มาดเยอรมัน วิ่งผ่านหน้าเธอไปอย่างรวดเร็วสู่ถนนสายหลักจนกระทั่งลับตา

นาทีนั้นพริมาหาได้โกรธเคืองเขาเลยสักนิดที่ทิ้งเธอไว้อย่างโดดเดี่ยว นั่นเพราะเธอเข้าใจเขาทุกอย่าง เป็นใครใครก็ช็อกทั้งนั้น เมื่อคนเป็นทั้งพ่อและเจ้านายอ้าแขนต้อนรับคนที่อินทัชไม่อยากพบพานหรือร่วมชะตากรรมมากที่สุด

แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อคุณศักดาตัดสินใจแล้ว จะให้เธอร้องห้ามกลางโต๊ะบอกว่าอย่ารับวาริศเข้ามาในแอดดิกต์อย่างนั้นน่ะหรือ เธอทำไม่ได้หรอก แม้ในอกจะเต็มไปด้วยความสงสัยและได้กลิ่นไม่ชอบมาพากลมากเพียงใด ก็ไม่อาจสรุปได้ว่าเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความเคลื่อนไหวต่างๆ ทั้งเรื่องวีทีอาร์ จดหมายจากคนที่ตายไปแล้วซึ่งส่งตรงถึงพ่อของเธอ รวมถึงหลอดไฟหัวแตก กับพวงหรีดปริศนาที่ปรากฏกลางโรงแรมในวันที่เธอเห็นเขาเป็นครั้งแรกในรอบสิบปี

“เดี๋ยวก่อนสิคุณ…”

เสียงทุ้มลึกของวาริศดังมาจากข้างหลังขณะเธอยกกระเป๋าเป้สีดำคู่ใจเหนือศีรษะตั้งท่าจะเดินฝ่าสายฝนไปขึ้นรถแท็กซี่ตรงปากซอย ทันใดนั้นพริมาพลันรู้สึกได้ว่าเม็ดฝนบางเบาซึ่งร่วงหล่นจากฟ้ากว้างขาดหายไป เธอค่อยๆ หันไปมองด้วยความรู้สึกไม่อยากเชื่อว่าเจ้าของร่างสูงจะตามเธอออกมา เขาก้าวเข้ามาประชิดเธออย่างจงใจ ในมือมีร่มคันเล็กสีดำสนิทกางอยู่

“ดูท่าจะตกหนักเอาเรื่อง ยังไงเอาร่มผมไปใช้ก่อน เห็นบอกไม่สบายนี่ ยังจะเดินตากฝนอยู่อีก”

พริมาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมือหนาของเขาเคลื่อนมาจับมือเธอให้กำด้ามร่มดำไว้แน่น สัมผัสจากมือเขาแทนที่จะอบอุ่นเหมือนในอดีต กลับเปลี่ยนไปเป็นเย็นเฉียบ ปลุกความรู้สึกขนลุกเกรียวบนเนื้อผิวบางของเธอ

“หยุดมองผมแบบนั้นได้แล้ว…”

พริมาไม่แน่ใจนักว่าตอนนี้เธอมองตอบวาริศด้วยแววตาเช่นไร ความรู้สึกมันหลากหลายเกินกว่าจะบรรยายได้ ทั้งว้าวุ่น สับสน และไม่วางใจกึ่งพิศวงในการตัดสินใจของเขา

“คุณมองผมแบบนั้นตั้งแต่วินาทีแรกที่ผมเดินเข้าไปในร้าน รู้ตัวบ้างมั้ย”

“คุณ…ต้องการอะไรกันแน่” เธอเค้นเสียงปิ่มจะขาดหายในลำคอถามเขาออกไปในที่สุด

วาริศนิ่งค้างพลางเบนสายตาไปมองถนนเบื้องหน้า ริมฝีปากหยักบางเผยยิ้มแกมเยาะนิดๆ ก่อนจะหุบไปในที่สุดและหันมาสบตาเธออีกครั้งไม่มีหลบหลีก “ผมบอกไปแล้วนี่…ผมย้ายมาที่แอดดิกต์เพราะต้องการความก้าวหน้า คุณศักดาเองยังรู้ใจผมเลยว่าผมต้องการอะไรมากที่สุด”

“ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่แค่ความก้าวหน้า เพราะสิ่งที่คุณต้องการ…มันมากกว่านั้นเยอะ” พริมาตระหนักได้ถึงแรงปรารถนาอันน่าสะพรึงกลัวของเขา วาริศกำลังปล่อยให้ความแค้นกลายร่าง ขัดเกลาวิญญาณเขาจนด้านชา

พร้อมลงทัณฑ์ทุกคนให้พบพานรสชาติแห่งการสูญเสีย!

“ดูเหมือนคุณจะชอบทำตัวรู้ดีไปเสียทุกอย่างเวลาอยู่ต่อหน้าผมจังเลยนะพริมา” วาริศถอนหายใจ นัยน์ตาคมฉานสะท้อนจัดว่าชักไม่สบอารมณ์ แต่ยังพยายามข่มกลั้นความรู้สึกขุ่นเคืองเหล่านั้นเอาไว้ “โอเค บางทีคุณอาจจะตกใจ ที่จู่ๆ คนที่คุณเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเพื่อนเก่ากลับมาปรากฏตัวต่อหน้าคุณอีกครั้ง และกำลังจะเป็นเพื่อนร่วมงานคนใหม่…อ่อ…ไม่สิ…หัวหน้าทีมคนใหม่ต่างหาก ผมรู้ว่าคุณอาจจะทำใจลำบากสักหน่อยที่ต้องเห็นหน้าเพื่อนคุณซ้อนทับบนหน้าผม แต่ทำไงได้ นั่นไม่ใช่ปัญหาของผม คุณควรหาวิธีรับมือกับปัญหานี้ด้วยตัวเอง ก่อนที่เดือนหน้าจะมาถึง”

วาริศถือวิสาสะเอื้อมมือมาปัดละอองฝนบนเสื้อคลุมของเธอ สายตาของเขาเลื่อนมาจับจ้องที่หน้าผาก…ใช้นิ้วกรีดหยาดน้ำฝนออกอย่างอ่อนโยน สัมผัสของเขาทำให้พริมารู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นวาบมาที่หัวใจ จนหญิงสาวถึงกับผงะ ถอยห่างจากร่างสูงในทันตา แต่วาริศไม่ยอมลดละ สืบเท้าก้าวประชิดร่างพริมาอย่างถือดี

“คุณรู้มั้ย บางที…การที่คุณแสดงท่าทีห่วงหาอาทรผมสลับกับท่าทางต่อต้านแบบนี้กลับทำให้ผมสนใจคุณมากขึ้นเรื่อยๆ” ชายหนุ่มโน้มหน้าเข้าใกล้แล้วกระซิบข้างหูเธออย่างถือวิสาสะ “ผมดีใจจริงๆ ที่หลังจากนี้เราจะได้เจอหน้ากันทุกวัน”

“…”

“บอกตามตรงนะพริมา ตั้งแต่วันนั้นที่เราจูบกัน ผมยังคิดถึงสัมผัสนั้นไม่หาย ถ้าหากคุณให้โอกาสผมอีกสักครั้ง ผมสัญญาว่าจะอ่อนโยนกับคุณมากกว่านี้ พร้อมเมื่อไหร่ก็บอกละกัน ผมรู้ว่าคุณก็คิดถึงมัน”

ลมหายใจร้อนของเขารินรดแก้มเธออย่างลุ่มลึกในอารมณ์ จนพริมาแทบทนไม่ไหว ผลักอกเขาไปให้พ้นรัศมีเธออย่างเต็มแรง

เขาพูดแบบนี้ทำไม รู้บ้างไหมว่าชักจะล้อเล่นกับหัวใจเธอมากเกินไปแล้ว

 

วาริศเจ็บหนึบที่หัวใจทุกครั้งเวลาอยู่ใกล้พริมา

นี่คือความจริงเดียวที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้ ทั้งที่อยากผลักไสเธอไปให้ไกล แต่เหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างที่เขาสร้างไว้เพื่อเหวี่ยงตัวเองไปหาเธอทุกครั้ง จนอดสงสัยไม่ได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำไปนั้นเป็นเพราะโกรธแค้น หรือยังมีใจและหลงเหลือเยื่อใยให้เธอกันแน่

คืนนั้นวาริศกลับถึงคอนโดมิเนียมไปพร้อมกับความเหนื่อยอ่อน ฤทธิ์ไวน์แดงรสนุ่มยังอาบอุ่นไปทั่วตัว ศักดากับตระการชวนเขานั่งดื่มต่อและพูดคุยเกี่ยวกับผลงานต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ หยิบยกมาถกกันด้วยวิสัยคนช่ำชองจนถึงเที่ยงคืน กระนั้นชายหนุ่มก็ยังพอมีสติ หยิบกระดาษเปล่าและปากกานั่งร่างจดหมายถึงใครคนหนึ่ง

วันรุ่งขึ้นวาริศนั่งเท้าศอกบนพนักวางแขนโซฟาเดี่ยว มือทั้งสองข้างยกปลายนิ้วขึ้นจรดเข้าหากันอย่างครุ่นคิด เขานั่งรอเจ้าของเอเจนซี่แอคต์แพลเน็ตได้สักพัก คุณอาธนาก็กลับเข้ามาหลังการประชุมร่วมกับลูกค้าเสร็จสิ้น พอคนสูงวัยกว่าเห็นซองขาวนอนนิ่งบนโต๊ะกลางเบื้องหน้าก็พอจะเดาออกได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนทิ้งกายนั่งบนโซฟาหนังตัวยาวฝั่งตรงข้าม คลี่กระดาษอ่านข้อความที่วาริศบรรจงเขียนด้วยหมึกดำ เนื้อหาบนกระดาษนั้นกระชับและเรียบง่าย วาริศร่ายคำขอบคุณต่างๆ นานาที่แอคต์แพลเน็ตให้โอกาสและประสบการณ์ในการทำงานสร้างสรรค์โฆษณาแก่เขาตามธรรมเนียมของการเขียนจดหมายลาออก

แทนที่จะแสดงอาการตระหนกตกใจ เพราะวาริศเพิ่งทำงานที่แอคต์แพลเน็ตได้ไม่ถึงครึ่งปี แต่คุณอาธนากลับยิ้มพรายราวกับตระหนักว่า ‘เวลานั้น’ ได้เดินทางมาถึงแล้ว

“รู้สึกเหมือนเป็นบันไดให้ครีเอทีฟอย่างเราก้าวไปสู่แอดดิกต์ยังไงก็ไม่รู้แฮะ” น้ำเสียงของคุณอาธนาเจือแววขำขันอย่างรู้กัน เมื่อเห็นเขากำลังย้ายฐานที่มั่นไปเอเจนซี่ใด “โอกาสมาถึงแล้ว อย่าปล่อยให้หลุดมือเชียว”

“ครับอา” เขาตอบรับเพียงสั้นๆ ระหว่างเขากับคุณอาธนานั้นไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก แค่มองตาก็รู้แล้วว่ากำลังเดินเกมต่อไปในทิศทางไหน

ทว่าคนที่ดูตกใจกับเรื่องนี้มากกว่าใครเห็นจะเป็นกริช รายนั้นตรงเข้ามาถามวาริศทันทีที่ทราบเรื่องการลาออกจากผู้เป็นพ่อ

“ทำไม…ถึงได้กะทันหันแบบนี้” กริชเป็นคนเดียวที่ถูกกีดกันไม่ให้ล่วงรู้อดีตของวาริศ “แกบอกเองไม่ใช่เหรอว่าอยากทำงานที่นี่ตลอดไป”

วาจาตัดพ้อของคนเป็นเพื่อนทำเอาวาริศใจหายวาบ “ฉันขอโทษ”

“แอดดิกต์มีอะไรดีนักหนา แกถึงอยากไปทำที่นั่น ไหนแกบอกว่าอยากช่วยฉันสานต่องานที่นี่ไง!”

“เรื่องนั้น…ฉันไม่ลืม”

“แต่สุดท้าย…แกก็เลือกที่นั่น”

“ฉันขอโทษจริงๆ ว่ะ” วาริศบอกตัวเองว่ายอมให้กริชและคนอื่นเข้าใจในตัวเขาผิดเพี้ยน

ดีกว่าล้มเลิกเป้าหมายสูงสุดของชีวิต!

ในช่วงค่ำวันนั้น วาริศอดแปลกใจไม่ได้เมื่อเห็นชื่อของเพียงแพรปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เธอหายหน้าหายตาไปพักหนึ่งหลังรู้ความจริงเรื่องเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแผนการทำลายสัมพันธ์รักระหว่างเธอกับอินทัชเมื่อหนึ่งปีก่อน

เพียงแพรนัดเขาให้มาพบกันที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในคอมมูนิตี้มอลล์ใกล้ออฟฟิศแอคต์แพลเน็ต เขาตอบตกลงด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย แม้ลึกๆ จะยังรู้สึกผิดต่อเพียงแพรมากก็ตาม แต่สุดท้ายก็แก้ต่างให้ตัวเองด้วยการครอบหมวกความคิดว่าเหตุที่ทำไปทั้งหมดนั้นเพราะหวังดีกับเพียงแพรมากจนถึงขั้นไม่อยากเห็นเธอไปเกลือกกลั้วกับลูกชายของศักดา

เมื่อถึงเวลานัดหมาย ชายหนุ่มจึงก้าวเข้าไปในร้านกาแฟซึ่งคลาคล่ำด้วยหนุ่มสาวออฟฟิศที่เพิ่งเลิกงาน บ้างรวมตัวกันจับกลุ่มสนทนา บ้างนั่งผ่อนคลายบนโซฟาหนานุ่มทอดอารมณ์มองคนเดินไปเดินมาภายในคอมมูนิตี้มอลล์ วาริศสอดส่ายสายตาไปทั่วร้าน เพียงแพรกำลังนั่งไขว่ห้างรอเขาที่มุมหนึ่งแล้ว

“ไม่ได้เจอกันพักใหญ่เลยนะ เป็นไงบ้าง สบายดีนะ?” เขาเป็นฝ่ายเริ่มทักทายเพื่อนรักด้วยน้ำเสียงสบายๆ คล้ายลืมเรื่องที่ทำกับเธอไปหมดสิ้น

“ช่วงนี้ก็เรื่อยๆ ดี กำลังวางแผนเปิดร้านเสื้ออีกสาขาที่ห้างแถวสุขุมวิท”

“จริงเหรอ ไม่เห็นรู้เรื่องเลย”

“พริมไม่ได้เล่าให้ฟังบ้างเหรอ”

วาริศชะงักงัน เขาหันไปจิบอเมริกาโนร้อนรสขมปร่า ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่แทนคำตอบ เพียงแพรรู้ตัวว่าเย้าแรงไปหน่อย แต่นั่นก็เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่วาริศเคยทำกับเธอ

“แกยังโกรธเราอยู่สิท่า” ในที่สุดเขาก็เอ่ยออกมา

เพียงแพรยิ้มจางๆ “มั้ง ก็แกเล่นแรงนี่หว่า”

“ขอโทษจริงๆ ว่ะ”

เพียงแพรเงียบไปคล้ายครุ่นคิด ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียดพยักหน้ายอมรับคำขอโทษจากเขา แล้วเปลี่ยนทิศทางบทสนทนาสู่ประเด็นที่อยากรู้มากที่สุดในตอนนี้ “ว่าแต่แกเหอะ ทำไมจู่ๆ ถึงตัดสินใจย้ายไปทำที่แอดดิกต์”

“ไอ้กริชนี่เร็วจริงๆ”

“พริมเป็นคนบอกต่างหาก…” ดวงตาของเพียงแพรเผยชัดถึงความฉงนปนไม่เข้าใจอย่างรุนแรง “ทำไมถึงเป็นที่นั่น แกก็รู้นี่ว่าเจ้าของแอดดิกต์คือคุณศักดา!”

“ใช่ เรารู้”

“แต่แกก็ยังไป โคตรไม่เข้าใจเลยว่ะ”

“อย่าคิดมากเลยน่า เราก็แค่อยากเปลี่ยนที่ทำงานใหม่”

เพียงแพรคาดคั้นเอาทันควัน “ถึงจะพูดอย่างงั้นก็เถอะ เป็นเอเจนซี่อื่นก็ได้นี่ ไม่เห็นต้องเป็นแอดดิกต์เลย”

“แพร แกก็รู้นี่…ว่าสิบปีก่อนเราเจออะไรมาบ้าง ทำไมพ่อถึงจากเราไป ทำไมพริมถึงทิ้งให้เราอยู่โดดเดี่ยว ทำไมเรากับแม่ถึงต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปถึงอเมริกา!”

หลุมโคลนแห่งอดีตดูดวาริศลงไปยังก้นบึ้งอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยแรงกระแทกกระทั้นขัดข้องในโชคชะตา ดวงหน้าคมเปลี่ยนไปเป็นขมวดขมึงอัดแน่นด้วยโกรธา ก่อนจะค่อยๆ คลายลงทว่ายังเหลือเค้าสลดหดหู่

“แกก็เลย…จะเอาคืนคนพวกนั้น?”

เพียงแพรถามตรงๆ ไม่อ้อมค้อม จนวาริศรู้สึกตีบตัน พยายามกลืนก้อนแข็งจุกกลางลำคอลงอย่างยากเย็น

“เรารู้ว่าแกยังโกรธที่พวกเขาทำกับครอบครัวแกเมื่อสิบปีก่อน แต่ไอ้ฌาน…ไม่สิ ไอ้ริศ…ทำอย่างนั้นแล้วมันจะได้อะไรขึ้นมาวะ?!”

“เรารู้ว่ามันไม่ได้อะไร”

“…”

“แต่อย่างน้อยก็ควรจะมีใครรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นบ้าง ไม่ใช่ลอยหน้าลอยตา ใช้ชีวิตอย่างปลอดโปร่งเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างทุกวันนี้!”

“ริศ…แกจะทำอะไร”

ดวงตาคมฉานสะท้านไหว “แกไม่จำเป็นต้องรู้แพร”

 

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in LOVE

  • LOVE

    ทดลองอ่าน กับดักดวงดาว บทที่ 5

    By

    บทที่ 5 นางอิจฉา  เอ็มมานูเอลกลับถึงบ้านตอนหกโมงเช้า บอกได้เลยว่าเมื่อคืนเขากินเหล้าจนอ้วกแตก แต่ถึงจะเมาปลิ้นขนาดไหนชายหนุ่มก็ยังมีสติพอที่...

  • LOVE

    ทดลองอ่าน กับดักดวงดาว บทที่ 4

    By

    บทที่ 4 Nothing’s Changed  เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน ประโยคนี้ยังคงใช้ได้จริงไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปกี่ร้อยกี่พันปี ดูเอาเถอะ! ขนาดเด็กน้อยกำส...

  • LOVE

    ทดลองอ่าน กับดักดวงดาว บทที่ 3

    By

    บทที่ 3 เต็มเดือน  เอ็มมานูเอลไม่เคยได้นอนเล่นขี้เกียจอยู่บ้านแบบนี้มานานแล้ว ตั้งแต่เข้าวงการมาต่อให้มีเวลาไปปาร์ตี้บ่อยแค่ไหนแต่ตารางงานแล...

  • LOVE

    ทดลองอ่าน กับดักดวงดาว บทที่ 2

    By

    บทที่ 2 วัยเด็กสดใสเป็นสีชมพู  เอ็มมานูเอลหัวเราะเสียลั่นบ้านจนคนเป็นตากับยายชักจะหน้าเจื่อนและหงุดหงิดคนเป็นหลานอย่างไรพิกล สองสามีภรรยาสูง...

  • LOVE

    ทดลองอ่าน กับดักดวงดาว บทนำ-บทที่ 1

    By

    บทนำ  ยามใดที่มีคนไทยได้ดีไปโกอินเตอร์อยู่ในวงการต่างๆ ทั่วโลก คนไทยทั้งหลายจะภาคภูมิใจในตัวบุคคลเหล่านั้นเป็นพิเศษ เช่น ดาราคนนี้ได้ไปเล่นห...

  • LOVE

    ทดลองอ่าน นิรันดร์บรรจบ บทที่ 5

    By

    บทที่ 5 “ชายเล็ก...” เสียงกระซิบแผ่วระโหยแรง สากเครือราวเศษไม้เปื่อยยุ่ยหวิวผ่านริมโสตเรียกให้นิรุจผงกศีรษะขึ้นมองตึกหลังใหญ่โดยไม่รู้ตัว กล...

  • LOVE

    ทดลองอ่าน นิรันดร์บรรจบ บทที่ 4

    By

    บทที่ 4 แสงอาทิตย์ตีวงโค้งกึ่งกลางแผ่นฟ้าพอดิบพอดี กระนั้นอะไรบางอย่างก็กลับขับเน้นให้ตึกใหญ่ทรงโบราณคร่ำคร่าดูจะทะมึนมืดในความรู้สึกผู้พบเห...

บทความยอดนิยม

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดหญิงเทพสมุนไพร เล่ม 5 บทที่ 1

บทที่ 1  “เซียนปรุงยาเป็นใครกันแน่” “เป็นเช่นที่รัชทายาทคาดเดา เซียนปรุงยาคือฮูหยินของเซียวจวิ้นพ่ะย่ะค่ะ” ได้ยินเช่นนี้...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน นิยายเรื่องนี้ข้าไม่ได้เขียน! บทนำ

บทนำ  หลินหว่านฝันอีกแล้ว เรื่องราวในความฝันเกี่ยวข้องกับจุดจบของหลี่หลิงหว่านตัวประกอบหญิงในนิยายเรื่อง ‘น้องสาวขุนนางท...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน นิยายเรื่องนี้ข้าไม่ได้เขียน! บทที่ 1

บทที่หนึ่ง  หลินหว่าน อืม ตอนนี้ควรเรียกว่าหลี่หลิงหว่านแล้วกระมัง สองแขนของนางกอดเข่าขมวดคิ้วงามนั่งอยู่บนตั่งไม้ข้างหน...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน นิยายเรื่องนี้ข้าไม่ได้เขียน! บทที่ 2

บทที่สอง  สายตาของหลี่หลิงหว่านกับหลี่เหวยหยวนประสานกันท่ามกลางหิมะโปรยปราย เพียงสบตาครั้งเดียวหลี่หลิงหว่านก็รู้สึกสั่น...

jamsai.com