Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน พันสารท เล่มที่ 1 บทที่ 4 #นิยายวาย

“ตามใจแล้วกัน ข้าไม่อยากไปทางใต้แล้ว อยากไปทางเหนือ เดินทางไปเยี่ยมเมืองเย่เฉิงสักหน่อย ได้ยินว่าที่นั่นรุ่งเรืองยิ่งนัก โอกาสออกหน้าคงมากเช่นกัน”

ขณะกล่าวคำพูดนี้ เฉินกงขาดความสนใจ เขาไม่มีสิ่งของอะไรต้องเก็บ มีเสื้อผ้าติดตัวสองชุด ผูกห่อของก็ไปได้แล้ว ก่อนออกเดินทางหันหน้ามองดูอีกแวบหนึ่ง เห็นเสิ่นเฉียวนั่งอยู่ตรงนั้นเงียบๆ ไม้เท้าไม้ไผ่วางอยู่หน้าลำตัว แม้ตาบอด แต่ใบหน้ากลับหันมาทางตนเอง คล้ายกำลังส่งเขาอยู่

เฉินกงพลันเจ็บแปลบปลายจมูกขณะกล่าว “เจ้า…เจ้าต้องรักษาตัวด้วย”

เสิ่นเฉียวพยักหน้าแล้วกล่าว “เจ้าก็เช่นกัน”

คนทั้งสองที่พบกันโดยบังเอิญ เดินทางร่วมกันเพราะโอกาส ซ้ำยังแยกทางเพราะมีเส้นทางต่างกัน เดิมนี่คือเรื่องราวที่ปกติเหลือเกิน แต่เฉินกงในวัยสิบกว่าปี ยังมิได้เรียนรู้การเผชิญหน้าอย่างใจเย็น

หลังเฉินกงไปไม่นาน เสิ่นเฉียวเองก็จัดเก็บสัมภาระ เตรียมออกจากเมือง ที่เขาไปคือประตูใต้ ไม่มีทางพบกับเฉินกง คนทั้งสองแยกกันไป ต่างมีเป้าหมายของตัวเอง แต่เขากลับยังมีความตั้งใจอีกอย่างหนึ่ง

 

เฉินกงออกจากเมืองอย่างหวั่นวิตกตลอดทาง เห็นไม่มีผู้ใดติดตามหรือขัดขวางจึงโล่งอก

เมืองไหวโจวใกล้กับแคว้นเฉิน ขบวนพ่อค้าผ่านไปมาไม่ขาดสาย แม้กระทั่งด้านนอกประตูเมืองตอนกลางวันก็มีคนหาบสิ่งของมาขาย เสียงตะโกนดังไม่ขาดหู คึกคักยิ่งนัก เฉินกงเอาแต่หลบหลีกบุคคลร้ายกาจเหล่านั้นก่อน จึงไม่มีเวลามองดูอย่างละเอียด ยามนี้อยู่ในตลาดอันเจริญรุ่งเรือง อารมณ์ที่ชอบชมความคึกคักของเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปีผุดออกมาอีกครั้ง

แต่เขาเองก็มิกล้าเดินมาก หมุนตัวหนึ่งรอบ ซื้อแป้งย่างร้อนกรุ่นที่เพิ่งออกจากเตาสองชิ้นเตรียมกินระหว่างทาง แล้วจึงเดินไปตามทางหลวงสู่ทิศเหนือต่อไป

เดินได้ร้อยกว่าก้าว ก็ได้ยินด้านหลังถ่ายทอดเสียงกีบเท้าม้าระคนกับเสียงกรีดร้องร่ำไห้ เฉินกงรีบหันหน้าหมุนตัวมองเห็นหลายคนพุ่งปราดออกมาจากในเมือง วิ่งประจันหน้ามาหาเขา ด้านหลังติดตามด้วยกองกำลังกลุ่มใหญ่ มือถือเกาทัณฑ์ ควบม้าวิ่งตะบึง

เขายังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ยืนตะลึงอยู่กับที่ครู่หนึ่ง แลเห็นคนเหล่านั้นเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ กองกำลังด้านหลังถึงขั้นน้าวเกาทัณฑ์พาดสายแล้วเตรียมยิงมาทางนี้ เฉินกงตกใจจนขวัญกระเจิงทันที วิ่งหนีไปตามสัญชาตญาณ หัวสมองกลับยังมึนงง ไม่เข้าใจว่าอยู่ดีๆ เหตุใดพลันเกิดเหตุเช่นนี้

มิเพียงแค่เขา ประชาชนตรงปากประตูเมืองก็วุ่นวายเป็นพัลวัน วิ่งหนีอุตลุดไปทั่ว ร้องอุทานไม่หยุด

เฉินกงมิกล้าแม้แต่จะหันหน้าไปมอง วิ่งไปข้างหน้าสุดชีวิต ในใจรู้สึกว่าตนเองโชคร้ายถึงขีดสุด ไปที่ใดที่นั่นล้วนเกิดเรื่อง

วิ่งได้พักหนึ่ง เสียงลูกเกาทัณฑ์แหวกฝ่าอากาศถ่ายทอดมาโดยพลัน โฉบผ่านปลายหูของเขาเสียบเข้าในโพรงหญ้าด้านหน้าเขา

ขาของเขาอ่อนระทวยแทบจะทรุดล้มไปข้างหน้า

ด้านหลังมีเสียงคนแผดร้องและเสียงคนสะดุดล้มลงบนพื้นตลอดเวลา คนที่อยู่บนหลังม้าถ่ายทอดเสียงเกาทัณฑ์มาจากไกลๆ คล้ายมีความสุขอย่างยิ่ง

ยังมีเสียงคนกล่าวประจบ “เพลงเกาทัณฑ์ของท่านอ๋องยอดเยี่ยม เรียกได้ว่าแม่นเหมือนจับวาง ไม่มีพลาดเป้าโดยแท้จริง!”

เสียงหัวเราะพลันหยุดลง คนผู้นั้นกระชากเสียง “คนที่วิ่งเร็วที่สุดผู้นั้นด้านหน้า พวกเจ้าห้ามขยับ ข้าจะยิงเขา!”

ยังมีใครวิ่งได้เร็วกว่าเฉินกง ไม่มีแล้ว!

เขาพลันรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น!

ขุนนางชนชั้นสูงส่วนใหญ่ชอบล่าสัตว์ แต่มีบางคนวิปริตยิ่งนัก พวกเขาไม่ชอบล่าสัตว์กลับชอบล่าคนเป็นๆ โดยเฉพาะการปล่อยนักโทษและทาสออกไป สั่งให้พวกเขาวิ่งหนีสุดความสามารถ จากนั้นใช้เกาทัณฑ์ยิงพวกเขา เป็นตายไม่สน นี่เรียกว่าล่าคน

เฉินกงเองก็เคยได้ยินคนกล่าวถึงหลังออกจากอำเภอฝู่หนิง ในตอนนั้นเขายังฟังด้วยความประหลาดใจ ตามด้วยเสียงจุ๊ๆ ตอนนี้เรื่องราวเช่นเดียวกับที่คนเล่านิทานบอกกำลังเกิดขึ้นกับตัว ไม่สนุกเลยแม้แต่น้อย

เมื่อตระหนักได้ถึงจุดนี้ หัวใจของเขาเต้นเร็วขึ้นกว่าจังหวะกลองทันที เกรงว่าหัวใจจะหลุดออกจากอก

เฉินกงหยุดลงโดยพลัน หันกายหมอบลงกับพื้น ร้องขอชีวิตเสียงดัง “ผู้สูงศักดิ์ไว้ชีวิตด้วยๆ ข้ามิใช่เหยื่อ ซ้ำยังมิใช่นักโทษหรือข้าทาส แต่เป็นพลเมืองดี!”

“พลเมืองดีแล้วอย่างไร ข้าอยากฆ่าก็ฆ่า!” ผู้เป็นหัวหน้าหัวเราะอย่างไม่ไยดี กระทั่งมองเห็นลักษณะของเขาชัดเจน ร้องเอ๊ะอย่างอดมิได้ “เจ้าเงยหน้าขึ้นมาดูสักหน่อย”

เฉินกงรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้น บนหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

มู่ถีผอกลับมองดูด้วยความสนใจ “แม้สีผิวดำไปเล็กน้อย แต่ก็หมดจดสดใส แขนขาดูไปก็นุ่มนวล หากข้าไว้ชีวิตเจ้า เจ้ามีอะไรตอบแทน”

เฉินกงกล่าวอย่างมึนงง “ผู้น้อยเป็นวัวเป็นควาย ยอมให้ผู้สูงศักดิ์ใช้งาน…”

มู่ถีผอยิ้มน้อยกล่าว “เช่นนั้นประเสริฐ ทหาร พากลับไปอาบน้ำให้สะอาด!”

เฉินกงออกจากบ้านตั้งแต่เด็ก มิใช่ไม่เข้าใจโลก เมื่อแลเห็นสีหน้าที่คนทั้งหมดด้านข้างมองดูเขาล้วนแปลกประหลาดยิ่งนัก กอปรกับคำพูดนั้นที่คนผู้นี้กล่าวเมื่อครู่ เขาพลันตอบสนองขึ้นมา นี่ตนเองถูกเห็นเป็นชายบำเรอแล้ว!

ที่แคว้นฉีโดยเฉพาะในชนชั้นสูง ชายบำเรอนั้นหาใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรไม่ ฮ่องเต้หลายสมัยของแคว้นฉีล้วนไม่เกี่ยงชายหญิง เบื้องบนเป็นเช่นไร เบื้องล่างย่อมสนใจบุรุษเพศตาม

เฉินกงไม่รู้ว่าเขาพบเจอขุนนางคนโปรดที่มีชื่อเสียงที่สุดข้างกายฮ่องเต้ฉี แต่นี่หาได้หยุดยั้งอาการขวัญกระเจิงหลังตอบสนองของเขาไม่ เฉินกงโขกศีรษะไปพลางกล่าวเสียงดังไปพลาง “ผู้สูงศักดิ์ไว้ชีวิตด้วย ข้า ข้าไม่มีรูปร่างงดงามอะไร ข้าไม่อยากตามท่านกลับไป!”

สีหน้าของมู่ถีผอมืดครึ้มลง

หัวใจของเฉินกงเต้นระรัว

เขาเคยเรียนหมัดเท้าจากเสิ่นเฉียวหลายกระบวนท่า แต่ฝ่ายตรงข้ามมีกองกำลังกลุ่มใหญ่ แต่ละคนถือดาบพกกระบี่ แววตามันขลับ วิทยายุทธ์เพียงผิวเผินนี้ของเขามิอาจสำแดงได้เลย เกรงว่ายังมิทันเข้าใกล้ผู้สูงศักดิ์ท่านนี้ ก็ถูกหมื่นเกาทัณฑ์ทะลุหัวใจแล้ว

เดิมเฉินกงคิดว่าตนเองไม่เกรงฟ้าไม่กลัวดิน แต่ถึงยามนี้ เมื่อครู่รู้สึกว่าตนเองไร้เดียงสาน่าขบขัน แต่ก่อนไม่กลัว เป็นเพราะสถานการณ์เหล่านั้นตนเองรับมือได้ ตอนนี้หวาดกลัว เป็นเพราะชนชั้นสูงที่มาไม่แน่ชัดเหล่านี้ตรงหน้า เฉินกงไม่ต้องกระจ่างแจ้งถึงสถานะของพวกเขา ก็รู้ว่าตนเองมิอาจหาเรื่องอย่างแน่นอน

ข้ารับใช้ด้านข้างหัวเราะขึ้นมา “ท่านอ๋อง ผู้น้อยยังไม่เคยเห็นคนที่ไม่รู้จักกาลเทศะเช่นนี้มาก่อน!”

อีกคนหนึ่งกล่าวคล้อยตาม “ใช่แล้ว คนผู้นี้หาได้งามล้ำไม่ ท่านพอใจนับเป็นบุญของเขา เขากลับยังมีความกล้าปฏิเสธ มิสู้ยิงให้ตายคาที่จะดีกว่า!”

มู่ถีผอหรี่ตา เกาทัณฑ์ในมือค่อยๆ ยกขึ้นมา

“ผู้สูงศักดิ์โปรดให้ข้าน้อยกล่าวอย่างละเอียด!”

ในหัวสมองเฉินกงดังวิ้ง ว่างเปล่าในทันใด เขาไม่ทันคิดให้ละเอียด หลุดปากออกไป “ผู้น้อยมิได้งามล้ำอะไร ไม่ควรค่าให้ผู้สูงศักดิ์ให้ความสำคัญเช่นนี้ แต่ผู้น้อยกลับรู้จัก รู้จักคนผู้หนึ่ง! เขาน่ามองกว่าผู้น้อยมาก ไม่ๆ น่ามองกว่าคนเหล่านี้ที่ท่านพามาเสียอีก!”

ผู้ที่ตามอยู่ด้านหลังมู่ถีผอ แต่ละคนล้วนเป็นบุรุษรูปงาม พอได้ยินต่างก็หัวเราะเกรียวกราวขึ้นมา เยาะเย้ยเฉินกงว่าไม่เคยเห็นโลก

“เจ้าดูสารรูปบ้านนอกของเขา กลับบอกว่าเคยเห็นคนที่สวยงามกว่าพวกเรา!”

มู่ถีผอมิได้กล่าวคำ มือดึงลูกเกาทัณฑ์ขนนกสีขาวดอกหนึ่งออกมาแล้ว คล้ายเตรียมขึ้นสายยิงออก

เหงื่อกาฬผุดทั่วร่างเฉินกง ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเป็นตาย เขาไม่มีเวลามากอีก กล่าวเสียงดัง “คนผู้นั้นอยู่ในเมืองนี้เอง พวกเราเพิ่งแยกทางกัน หากผู้สูงศักดิ์ไม่เชื่อ ข้าสามารถพาท่านไปได้ เขารูปลักษณ์ดี เพียงแต่ดวงตาไม่ดีอยู่บ้าง เป็นคนตาบอด กะ…เกรงว่าผู้สูงศักดิ์เห็นแล้วจะไม่ชอบ!”

เมื่อได้ยินเขากล่าวว่าคนตาบอด มู่ถีผอเกิดความสนใจเล็กน้อยในที่สุด “จะว่าไป ข้ายังไม่เคยเล่นกับคนตาบอดเลย ตอนที่มัดอยู่บนเตียงคงไม่ต้องปิดตาแล้วเป็นแน่”

น้ำเสียงเหลาะแหละนำมาซึ่งยิ้มน้อยๆ อย่างมีเลศนัย

เฉินกงนับว่าเปิดหูเปิดตาความไร้เกียรติศักดิ์ศรีของชนชั้นสูงกลุ่มนี้ แต่คำพูดของเขาออกจากปากแล้ว เสียใจก็คงไม่ทัน กล่าวในใจว่าฝีมือเสิ่นเฉียวดีกว่าเขา ไม่แน่ว่าอาจขับไล่คนเหล่านี้ได้ และไม่แน่ว่าตอนที่พวกเขาไปถึงที่นั่น เสิ่นเฉียวก็อาจจากเมืองนี้ไปแล้ว

ความคิดยุ่งเหยิงแวบผ่าน เขานั่งเหม่อลอยอยู่ที่เดิมไม่ขยับ ข้ารับใช้ควบม้าเข้าไป เชยคางเขาขึ้นพลางกล่าว “ยังไม่รีบพาพวกเราไปอีก!”

เฉินกงกัดฟันกล่าว “ผู้สูงศักดิ์ท่านนี้ ความจริง ความจริงคนผู้นั้นสุขภาพไม่ดี แม้ใบหน้าน่ามอง แต่เกรงว่าจะทำให้ท่านผิดหวัง…”

มู่ถีผอสัพยอก “เช่นนั้นยิ่งดี ป่วยออดๆ แอดๆ เล่นด้วยก็น่าสนใจไปอีกแบบ หากเล่นจนตายแล้ว เช่นนั้นก็เป็นเขาสุขภาพไม่ดีเอง โทษข้ามิได้! เจ้าไม่อยากนำทางก็ได้ เช่นนั้นก็ให้เจ้ามาแทนแล้วกัน เจ้าร่างกายดี เล่นอย่างไรก็ไม่มีปัญหาเป็นแน่ ให้เจ้าถอดจนล่อนจ้อน เล่นกับหมาป่าที่ข้าเลี้ยงดีหรือไม่ พวกมันเองก็ติดสัดพอดี ข้ายังกลุ้มใจที่มิอาจหาคู่ผสมพันธุ์ให้พวกมันอยู่เลย!”

เฉินกงเบิกตาโพลง คิดไม่ถึงเลยว่าโลกยังมีคนที่โหดเหี้ยมเช่นนี้อยู่ การบรรยายของมู่ถีผอทำให้เขาสั่นเทาทั้งร่าง ไม่เกิดความคิดต่อต้านอีก

เสิ่นเฉียว เจ้าเองก็อย่าได้โทษข้า ข้าถูกบังคับ เขากล่าวเงียบๆ

 

เฉินกงพากองกำลังกลุ่มใหญ่เข้าเมือง มาถึงโรงเตี๊ยมที่พวกเขาเคยเข้าพัก ยามนี้ห่างจากตอนที่เขาออกมาเพียงครึ่งวัน

เถ้าแก่โรงเตี๊ยมยังจดจำเขาได้ เห็นเขาไปแล้วกลับมาอีก ด้านหลังยังติดตามด้วยกองกำลังกลุ่มหนึ่ง มิกล้าเย็นชา รีบเข้ามาซักถาม “นี่ท่าน…”

เฉินกงอดหันหน้ามองดูมู่ถีผอแวบหนึ่งมิได้ มู่ถีผอมองเห็นภายในโรงเตี๊ยมเรียบง่าย ขมวดคิ้วปิดจมูก ไม่ยอมเข้าด้านใน เพียงให้ข้ารับใช้ไม่กี่คนติดตามเฉินกงเข้ามาเจรจา

“คนผู้นั้นที่มาเข้าพักด้วยกันกับข้ายังอยู่หรือไม่” เฉินกงแสดงท่าทาง “เขาตาไม่ค่อยดี ซ้ำยังยันไม้เท้าไม้ไผ่”

เถ้าแก่รีบกล่าว “อยู่ๆ ยังอยู่ เขายังอยู่ในห้อง มิได้ลงมา”

เฉินกงดีใจ จากนั้นเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมา เพียงแต่ความรู้สึกผิดนี้มิได้คงอยู่นานเท่าใดนัก ก็ถูกคนขัดจังหวะ

ข้ารับใช้ที่มากับมู่ถีผอขมวดคิ้วตวาดใส่เฉินกง “ชักช้าอะไร ยังไม่พาพวกเราขึ้นไปอีก”

ฝ่ายตรงข้ามพอกแป้งแต้มชาด แผ่กลิ่นอายดัดจริต เฉินกงมองดูแวบเดียวก็ไม่ยอมมองดูอีก แต่เขามิอาจขัดขืนคำพูดของฝ่ายตรงข้าม ได้แต่พาคนขึ้นตึกไปอย่างชักช้าร่ำไร พลางหวังว่าเสิ่นเฉียวจะไปแล้ว แต่ก็หวังว่าเสิ่นเฉียวยังอยู่

เฉินกงพาคนขึ้นตึกเคาะประตู

เคาะสามที ด้านในถ่ายทอดสุ้มเสียงที่คุ้นเคยมาดังคาด “เป็นใคร”

ในชั่วขณะนั้น เฉินกงบอกได้ไม่ชัดว่าในใจตนเองมีความรู้สึกอะไร เขากลืนน้ำลายอึกหนึ่งจึงกล่าว “เป็นข้า”

“เฉินกง? เจ้ากลับมาได้อย่างไร รีบเข้ามาเถอะ” เสิ่นเฉียวผิดคาดเล็กน้อย สุ้มเสียงสงบเหมือนดังวันวาน

เฉินกงมีความรู้สึกหลากหลาย ความรู้สึกละอายผุดขึ้นมาในบัดดล

“เหตุใดยังไม่เข้าไปอีก” ข้ารับใช้ของมู่ถีผอหงุดหงิดยิ่งนัก ออกแรงผลักเขาหนึ่งที

เฉินกงโซเซไปข้างหน้า ถือโอกาสผลักประตูออก

เสิ่นเฉียวกำลังนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ใบหน้าหันไปด้านนอกเล็กน้อย คล้ายกำลังชื่นชมทิวทัศน์นอกหน้าต่าง แต่เฉินกงรู้ว่าหลังจากคืนนั้น ดวงตาของเขาก็มองไม่เห็นอย่างสิ้นเชิง

“จิ๊ นี่คือคนงามที่เจ้าว่า ก็ไม่เท่าไหร่…”

ขณะข้ารับใช้กล่าวคำพูดนี้เสิ่นเฉียวหันหน้ามาพอดี กล่าวต่อไปมิได้เล็กน้อย

มู่ถีผอที่รออยู่ด้านล่างจนหงุดหงิดขึ้นตึกมาด้วยตัวเองก็ดวงตาลุกวาว

เขามีภูมิหลังยากจน เนื่องจากบิดามารดาได้รับอำนาจ ต่อมาตัวเขาเองคลุกคลีกับฮ่องเต้ จึงมีชีวิตฟุ่มเฟือยไร้ขีดจำกัด ฉะนั้นเขาให้ความสำคัญกับเสื้อผ้าอย่างยิ่ง หากมองเห็นเสื้อผ้าคนอื่นแต่งกายไม่หรูหราพอ ก็จะไม่เห็นคนผู้นั้นในสายตา

เสื้อผ้าของเสิ่นเฉียวย่อมมิใช่วัสดุที่ดีอะไร บนศีรษะก็เพียงแค่มวยผมอย่างเรียบง่าย ไม่มีแม้กระทั่งปิ่นหยก ใช้เพียงผ้าสีเขียวสีเดียวกับชุดรัดเอาไว้

ทว่ามู่ถีผอกลับไม่ละสายตาเลย

วัสดุเสื้อผ้าอันหยาบกร้านเหล่านี้ ปิดบังความโดดเด่นของคนงามไม่อยู่เลย

ถึงขั้นขณะเสิ่นเฉียว ‘มอง’ มาทางพวกเขาโดยไม่แสดงสีหน้า เขายังรู้สึกปากคอแห้งผาก มีความวู่วามที่ระงับไม่อยู่ อยากจะไปกดฝ่ายตรงข้ามให้ล้มลง ฉีกกระชากเสื้อผ้า ย่ำยีตามอำเภอใจ

“เฉินกง เจ้าพาผู้ใดมาด้วย”

เมื่อได้ยินสุ้มเสียงอันงุนงงเล็กน้อยของเขา มู่ถีผอรู้สึกตื่นเต้นกว่าเดิมทันที

ไม่รู้ขณะคนผู้นี้ขมวดคิ้วร้องไห้ตะโกนออกมา จะเป็นรสชาติที่น่าปลาบปลื้มเพียงไร

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน นวลหยกงาม เล่ม 10 บทที่ 12

          บทที่ 12 “โปรดเสด็จกลับไปตอนนี้เถอะ ถือเสียว่าไม่ได้มาหานาง ถือเสียว่านางหนีการแต่งงาน ถือเสียว่าในแผ่นดินไม่ม...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน นวลหยกงาม เล่ม 10 บทที่ 11

          บทที่ 11 ตอนเหยาจื่อชีขี่ลาลงเขาซื้อเกลือกลับมาถึงก็เกือบเป็นเวลาอาหารกลางวันแล้ว เหยาฮ่วงบ่นว่านางสองคำแล้วให...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน นวลหยกงาม เล่ม 10 บทที่ 13

          บทที่ 13 “ดีมาก ถ้าข้าทำเรื่องที่สร้างความกระวนกระวายใจให้เจ้าอีก ก็ทำอย่างเมื่อครู่นี้ บอกออกมาอย่างชัดเจนแจ่...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน นวลหยกงาม เล่ม 10 บทที่ 15

          บทที่ 15 หลูซื่อกลับถึงตำบลหลงเฉวียนแล้วพักผ่อนคืนหนึ่ง วันถัดมาก็เริ่มเร่งมือตระเตรียมสินเจ้าสาวให้อี๋อวี้ เค...

jamsai.com