Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน พันสารท เล่มที่ 1 บทที่ 3 #นิยายวาย

มู่หรงชิ่นแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา “หีบสองใบนั้นของเจ้าเพียงแค่ตบตาคนเท่านั้น คิดว่าคนรอบข้างล้วนเป็นคนโง่หรือ สิ่งของที่ต้องคุ้มกันจริงๆ เกรงว่าถูกเจ้าพกติดตัวเอาไว้ ไม่ห่างแม้แต่ครู่เดียวกระมัง”

พอคำพูดนี้ออกไป กระทั่งพวกพรรคลิ่วเหอเองก็มองไปยังอวิ๋นฝูอีอย่างประหลาดใจ

อวิ๋นฝูอีสีหน้ามืดครึ้ม “เจ้าบ้านมู่หรงฟังข่าวลือมาจากที่ใดจึงคิดว่าเป็นจริง หีบสองใบนี้เป็นผู้อื่นไหว้วาน ขอให้พวกเราส่งกลับหนานเฉิน เจ้าของสิ่งที่ข้าคุ้มกันเจ้าเองก็รู้จักดี จะว่าไปยังเป็นพวกพ้องของเจ้าบ้านมู่หรง เซวียหรงพระอาจารย์รัชทายาทผู้ล่วงลับ หลังเขาป่วยตาย ครอบครัวสกุลเซวียวานพรรคลิ่วเหอส่งสิ่งของที่เหลือของเขากลับบ้านเกิดของพระอาจารย์น้อยเซวีย กาลก่อนประมุขของพวกเรากับพระอาจารย์น้อยเซวียมีไมตรีต่อกันหลายส่วน จึงสั่งให้ข้าคุ้มกันส่งด้วยตัวเอง ก็เพียงเท่านี้!”

มู่หรงชิ่นกล่าว “ในหีบสองใบนั้นล้วนใส่ของใช้เมื่อกาลก่อนของเซวียหรง ส่วนใหญ่เป็นหนังสือ แค่หนังสือสองหีบจัดการที่นั่นก็ได้ เหตุใดยังต้องเดินทางพันลี้ ส่งจากแคว้นฉีลงทางใต้”

อวิ๋นฝูอีกล่าว “เจ้าถามข้า ข้าไปถามใครได้อีก”

มู่หรงชิ่นกล่าวต่อ “ตั้งแต่พวกเจ้าเดินทางมา ถูกลอบทำร้ายจี้ปล้นซ้ำๆ หรือว่าคนเหล่านั้นต่างมาเพื่อหนังสือเก่าสองหีบของเซวียหรง”

“บางทีอาจมีคนคิดว่าพระอาจารย์น้อยเซวียเก็บสมบัตินับไม่ถ้วนขณะมีชีวิตอยู่ และคิดว่าสิ่งที่ใส่อยู่ในหีบสองใบนั้นล้วนเป็นเงินทองทรัพย์สมบัติกระมัง กลับคิดไม่ถึงว่าเขาจะโปร่งใส แม้กระทั่งทรัพย์สินที่เหลือก็มิได้ทิ้งไว้เท่าใดนัก”

มู่หรงชิ่นกล่าวเสียงเย็นชา “ในสิ่งของที่เหลือของเซวียหรง มีหนังสือ ‘เก็บทรัพย์ในสมุทร’ เล่มหนึ่ง ขอให้รองประมุขอวิ๋นมอบออกมา”

อวิ๋นฝูอีกล่าว “หนังสือล้วนอยู่ในหีบสองใบนั้น ด้านในมีก็คือมี ไม่มีก็คือไม่มี หีบล้วนรอให้จัดการแล้ว เจ้ายังให้ข้ามอบอะไรอีก”

มู่หรงชิ่นมองไปยังพรรคพวกทั้งสอง มู่หรงซวิ่นกล่าวขึ้นว่า “หลานหาทั่วแล้ว หาได้มีหนังสือที่เรียกว่าเก็บทรัพย์ในสมุทรไม่”

ในอากาศถ่ายทอดเสียงหัวเราะคิกคัก “เจ้าบ้านมู่หรงมีความอดทนเสียจริง หากอ้อมค้อมต่อไปเช่นนี้ เกรงว่ารองประมุขอวิ๋นคงแสร้งโง่จนถึงที่สุดเป็นแน่ มิสู้เจ้าบอกมาตามตรงจะดีกว่า หนังสือเก็บทรัพย์ในสมุทรเล่มนั้นเป็นเพียงปก สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในคือเล่มจิตเพ้อพกของคัมภีร์สุริยัน ให้นางมอบชิ้นส่วนของคัมภีร์สุริยันออกมาโดยตรง!”

หรือว่าโดยรอบยังซ่อนคนอื่นไว้อีก!

หูเหยียนหูอวี่สองพี่น้องเผยสีหน้าประหลาดใจสงสัย รีบชะโงกมองรอบด้าน กลับมองเห็นแต่กิ่งไม้หนาทึบ ในวัดเงียบสงัด ไหนเลยจะมีเงาคนสักสาย

ทว่าขณะต่อมา พวกเขาก็มองเห็นหลังเสามีเงาร่างเงาหนึ่งเพิ่มขึ้นมา

บทสนทนาของคนเหล่านี้ เมื่อครู่เฉินกงกลั้นความเจ็บปวดตั้งใจฟังอยู่ครึ่งค่อนวัน พบว่าตนเองฟังไม่เข้าใจแม้แต่ประโยคเดียว ปณิธานที่จะเข้าร่วมพรรคลิ่วเหอแต่เดิมหายไปนานแล้ว เขาถูกลงโทษพักหนึ่ง เจ็บจนทั่วร่างผุดเหงื่อ ยามนี้ความเจ็บปวดบรรเทาเล็กน้อย จึงมีแรงเหลือเงยหน้าขึ้นไปมองดูเงาคนสายนั้น แต่พอมองไปก็ตกใจจนสะดุ้ง คิดในใจว่าไม่มองยังดีเสียกว่า

ภายใต้แสงจันทร์ปรากฏศีรษะโล้นเลี่ยน สวมจีวร เห็นได้ชัดว่าเป็นหลวงจีนน้อยรูปหนึ่งในวัดชูอวิ๋น

เพราะในวัดมีอาคันตุกะหญิง ฉะนั้นหลวงจีนน้อยทั้งสองจึงยกห้องให้อวิ๋นฝูอีอยู่ พวกเขาย้ายมานอนรวมกับพวกเฉินกง เมื่อครู่ขณะเฉินกงลุกขึ้นมาชมความสนุก โดยรอบมืดมิดไร้แสงไฟ เขารู้เพียงคนของพรรคลิ่วเหอออกไปแล้ว แต่ก็มิได้ดูอย่างละเอียดว่าหลวงจีนน้อยทั้งสองยังอยู่หรือไม่

แต่ตอนนี้ฟังไป สุ้มเสียงของหลวงจีนน้อยรูปนั้นแตกต่างกับก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด เพราะกลับกลายเป็นเสียงสตรีอันอ่อนหวาน!

เฉินกงรู้สึกเพียงหัวสมองสับสนวุ่นวาย ไม่เข้าใจว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

แต่จุดสนใจของคนอื่นกลับไม่อยู่ที่หลวงจีนน้อยถูกคนลอบสับเปลี่ยน หรือว่ามิใช่หลวงจีนน้อยตัวจริงตั้งแต่แรก

สีหน้าของคนทั้งหมดล้วนเปลี่ยนแปลงขณะนางกล่าวคำว่า ‘คัมภีร์สุริยัน’ ออกมา

อวิ๋นฝูอีกล่าว “ท่านคือผู้ใดอีก หลบๆ ซ่อนๆ หรือว่าไม่อยากให้คนรู้”

‘หลวงจีนน้อย’ กล่าวเสียงอ่อนหวาน “เดิมทีผู้อื่นคิดแฝงเข้ามาอย่างลับๆ ล่อๆ ค่อยนำสิ่งของไปอย่างลับๆ ล่อๆ น่าเศร้าที่รองประมุขอวิ๋นไม่ให้โอกาสนี้แก่ข้า เจ้าบ้านมู่หรงยังสอดมือกลางคัน ทำให้ข้ามิอาจไม่ปรากฏตัว”

อวิ๋นฝูอีไม่กระจ่างถึงที่มาของอีกฝ่าย กำลังขมวดคิ้วสังเกต ฝ่ายตรงข้ามยิ้มพลางกล่าวอีก “รองประมุขอวิ๋นคิดว่าสงวนท่าทีรอบคอบ เงียบเชียบไร้สุ้มเสียง แต่คิดไม่ถึงว่าตั้งแต่พวกเจ้าออกจากเมืองหลวงก็ถูกคนนับไม่ถ้วนเพ่งเล็งแล้ว คนทั้งสองกลุ่มก่อนหน้าเป็นเพียงปลาเล็กปลาน้อย ไม่ควรค่าให้กล่าวถึง คืนนี้ต่างหากคือการรวมตัวของผู้เด่นล้ำ เกรงว่านอกจากพวกเรานิกายเหอฮวนกับเจ้าบ้านมู่หรง ยังมียอดฝีมือมิได้เผยหน้าอีกกระมัง ฤกษ์ยามเหมาะเจาะ ยากที่จะรวมตัวอยู่ที่เดียวกัน เหตุใดไม่เรียกคนอื่นออกมาให้หมด ทุกคนพูดคุยถึงไมตรี และพูดคุยถึงชิ้นส่วนของคัมภีร์สุริยันว่าจะแบ่งสรรอย่างไรกันแน่ ให้ผู้แข็งแกร่งได้ไปหรือว่าฉีกเป็นหลายส่วน ทุกคนต่างถือคนละส่วน”

น้ำเสียงแฝงความเยาะเย้ย ตลกขบขันอย่างยิ่ง ที่นั่นกลับไม่มีผู้ใดหัวเราะ

อวิ๋นฝูอีหนักใจ

มู่หรงชิ่นคนเดียว นางยังฝืนรับมือได้ แต่นิกายเหอฮวนกระทำการพิสดาร สถานการณ์จึงรับมือยากขึ้นอย่างยิ่ง อนึ่งฟังความหมายภายใต้คำพูดที่ฝ่ายตรงข้ามกล่าว คล้ายยังมีคนซุกซ่อนอยู่ในที่ลับมิได้ปรากฏตัว

มู่หรงชิ่นกล่าวเสียงหนักๆ “รองประมุขอวิ๋น เจ้าเองก็เห็นแล้ว คืนนี้ยอดฝีมือที่วัดชูอวิ๋นมีมากดุจเมฆ อาศัยเพียงเจ้าคนเดียวคงรับมือไม่ไหว หากเจ้ายอมมอบคัมภีร์สุริยันมา ข้าย่อมปล่อยเจ้าไปในนามของราชสำนัก อีกทั้งคุ้มครองพวกเจ้าออกจากชายแดนอย่างปลอดภัย”

“เจ้าบ้านมู่หรงแม้เป็นคนของราชสำนัก แต่ด้วยอำนาจในแคว้นฉีของนิกายเหอฮวนเรา เกรงว่าจะมีคุณสมบัติกล่าวคำพูดนี้มากกว่า” หลวงจีนน้อยที่รูปโฉมซื่อตรงธรรมดาเดินมาจากหลังเสา พลางกระหยิ่มยิ้มย่องกล่าว

และมิได้เห็นนางมีท่าทีใดๆ มู่หรงซวิ่นที่อยู่ด้านข้างจึงส่งเสียงอา รีบปล่อยเสิ่นเฉียวออก ถอยปราดไปด้านหลังหลายก้าว

มู่หรงชิ่นขยับกายเล็กน้อย แล้วจึงขวางอยู่เบื้องหน้ามู่หรงซวิ่นในชั่วขณะ แสงรำไรสองสายในแขนชุดคลุมลอยโฉบออก คนกระโจนตามไปหาหลวงจีนน้อย

ภายใต้แสงจันทร์ เฉินกงมองดูแขนชุดคลุมของสองคนนั้นฉวัดเฉวียนอย่างเหม่อลอย แสงเงาตัดสลับ บรรยายรายละเอียดการปะทะกันของความเป็นและความตายประดุจดอกท้อเบ่งบาน พลันตระหนักได้ว่าก่อนหน้าตนเดือดดาลเพราะพรรคลิ่วเหอไม่ยอมรับตนเอง เป็นความคิดที่น่าขันเสียนี่กระไร และความเข้าใจต่อยุทธภพที่ตนเองว่าก็ไร้เดียงสาเสียนี่กระไร

เขาอดหันไปมองดูเสิ่นเฉียวมิได้

ในมือเสิ่นเฉียวยังคงถือไม้เท้าไม้ไผ่อันนั้น ยืนอยู่อย่างนิ่งเงียบยิ่ง ครึ่งร่างซ่อนเร้นอยู่ในเงามืด แทบชวนให้ไม่สังเกตเห็นเขา

เสิ่นเฉียวผู้นี้ คล้ายธรรมดาเหลือเกิน แต่ก็คล้ายซ่อนปริศนาหลายชั้น ชวนให้คาดเดาไม่ได้

มู่หรงชิ่นกับหลวงจีนน้อยประมือกันทางโน้น อวิ๋นฝูอีมองดูกลุ่มคนทางนั้นแวบหนึ่ง ผุดความคิดเล็กน้อย ฝ่าเท้าก็ขยับตาม

ฝีเท้าของนางมิอาจเรียกว่าไม่เร็ว ก้าวเดียวคือสิบก้าวของคนทั่วไป ย่างก้าวแช่มช้อย ไม่ทิ้งร่องรอย

ทว่านางเพิ่งก้าวออกไปเพียงก้าวนั้น ด้านหลังก็มีแรงกดหนักอึ้งดั่งเขาไท่ซานตามติดอยู่เบื้องหลัง กดลงใส่ศีรษะ

มู่หรงชิ่นกับหลวงจีนน้อยที่กำลังประมือกันอย่างเต็มที่กลับลงมือใส่อวิ๋นฝูอีโดยพร้อมเพรียง!

หลวงจีนน้อยหัวเราะเสียงอ่อนหวาน ไม่ลืมสัพยอก “รองประมุขอวิ๋นเองก็ใจแคบเหลือเกิน ลูกน้องของเจ้ายังอยู่ที่นี่ เจ้าคิดจากไปโดยไม่เหลียวแล นี่คือพฤติการณ์ที่พึงมีของผู้นำหรือ หากถ่ายทอดออกไปภายหลังใครยังกล้าติดตามเจ้า”

อวิ๋นฝูอีรู้ดีว่าสิ่งของอยู่ที่ตน พวกหลิวชิงหยาไม่สำคัญอะไรและพวกมู่หรงชิ่นไม่แยแสเลย คงไม่มีอันตรายอะไรในฉับพลันทันใด จึงตัดสินใจไปก่อนเพียงลำพัง ยามนี้หลวงจีนน้อยมีเจตนาปลุกปั่น นางเองก็มิได้กล่าวสักคำ มู่หรงชิ่นคนเดียวทำให้นางแบ่งเวลาว่างมิได้ กอปรกับปีศาจสาวนิกายเหอฮวน ความกดดันเพิ่มเป็นเท่าตัวโดยแท้

ยึดถือคนทั้งสามนี้เป็นจุดศูนย์กลาง พลังปราณสามกลุ่มปะปนปะทะกัน คนรอบข้างเกรงว่าจะถูกลูกหลง มิอาจไม่ถอยหลบออกไป หลิวชิงหยากับซั่งกวนซิงเฉินมิได้โชคดีเพียงนั้น ทั้งคู่มิอาจขยับเขยื้อนและไม่รู้โชคร้ายถูกพลังปราณกลุ่มใดชนใส่ กระอักเลือดคำใหญ่ทันที หูเหยียนหูอวี่ตกใจหน้าถอดสี เข้าไปหมายลากคนออกมา แต่กลับพบว่าตนเองมิอาจเข้าใกล้วงรบของสามคนนั้นได้เลย

หลวงจีนน้อยกับมู่หรงชิ่นดูคล้ายร่วมมือกัน แต่ความจริงต่างก็ยำเกรงซึ่งกันและกัน ป้องกันอีกฝ่ายลอบทำร้ายตนเองจึงยังกักฝีมืออยู่บ้าง อวิ๋นฝูอีเดิมทีใช้หนึ่งต้านสอง สถานการณ์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่เนื่องเพราะฝ่ายตรงข้ามทั้งสองคนต่างมีความกังวล นางหาสมดุลอันลึกล้ำจากในนั้น ค้ำยันไว้อย่างยากลำบาก

แต่สถานการณ์สมดุลที่อันตรายเช่นนี้ไม่นานก็ถูกทำลาย ไม่รู้เพราะเหตุใด มู่หรงชิ่นพลันเปลี่ยนความคิด มีดปีกจักจั่นผ่านหน้าอวิ๋นฝูอีและพุ่งไปทางหลวงจีนน้อย พอเห็นดังนั้นก็มิอาจไม่พุ่งกายหลบออก อีกทั้งคมมีดบางกลับตามติดเหมือนเงา ไม่ตายไม่เลิกรา

หากกล่าวถึงเรื่องพละกำลัง มู่หรงชิ่นสูงกว่า ‘หลวงจีนน้อย’ หนึ่งขุม เพียงแต่เมื่อครู่ทั้งสองฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกัน ระยะห่างเช่นนี้จึงมิได้เปิดเผยออกมา ยามนี้สถานการณ์พลิกผัน คนที่หนักหนาสาหัสก็เปลี่ยนเป็นหลวงจีนน้อย ด้านหลังคือเสา เหนือศีรษะคือชายคา นางถอยจนมิอาจถอย หางตาเหลือบเห็นเฉินกงที่อยู่บนพื้นด้านข้าง จึงไปจับคนโดยไม่แม้แต่จะคิด หมายนำมาเป็นเกราะกำบัง

ฉากนี้ในสายตาของคนที่วรยุทธ์ต่ำทรามถึงขั้นไม่เป็นวรยุทธ์เกิดเพียงพริบตา ท่าทางของคนเหล่านี้ประหนึ่งแสงเงาวูบวาบ มองเห็นรายละเอียดไม่ชัดเจน

เฉินกงถึงขั้นมิทันสังเกตว่าหลวงจีนน้อยยื่นมือมาหาตนเอง ยังคงหันหน้ามองดูทางด้านอวิ๋นฝูอีและมู่หรงชิ่น

เสิ่นเฉียวพบแล้ว

ตอนนี้เขาไม่มีกำลังภายในสักนิด วรยุทธ์ที่ว่าก็จำได้เพียงเศษเสี้ยว ลืมนั่นลืมนี่อยู่เสมอ สุขภาพไม่ดี ไอเป็นเลือดเป็นระยะ ซ้ำยังตาบอด แต่เขามิอาจนิ่งดูดาย

ฉะนั้นเขาจึงเลือกยื่นมือช่วยเหลือ

ขณะเฉิงกงถูกผลักล้มแรงๆ ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

หลวงจีนน้อยเห็นคนที่หมายจะจับแต่เดิมถูกเปลี่ยนเป็นไม้เท้าไม้ไผ่อันหนึ่ง ก็ส่งเสียงร้องเอ๊ะอย่างเลี่ยงมิได้

ชั่วอึดใจเปลี่ยนแปลงมากหลาย ประกายมีดบรรลุถึงแล้ว หลวงจีนน้อยได้แต่ปล่อยไม้เท้าไม้ไผ่ออก ฝ่ามือขาวนุ่มหนีบนิ้วราวเด็ดบุปผา ฝืนรับคมบางนั้นเอาไว้

คมบางทะลุผ่านพลังปราณผ่าเข้าไป เสียบฝ่ามือของหลวงจีนน้อย หากมิใช่นางใช้เรี่ยวแรงหมดสิ้นจับเอาไว้แนบแน่น พลังมีดต้องไม่หยุดเพียงเท่านี้แน่

ฝ่ามือของหลวงจีนน้อยโลหิตไหลรินทันที

หากมิใช่ไม้เท้าไม้ไผ่อันนั้นทำเสียเรื่องกลางคัน ตอนนี้นางคงจับตัวตายตัวแทนได้นานแล้ว คงไม่ถึงขั้นได้รับบาดเจ็บ บนหน้านางปรากฏความโหดร้ายและจิตสังหาร ไม่สนใจอวิ๋นฝูอีกับมู่หรงชิ่นทางโน้นแล้ว นางงอนิ้วเป็นกรงเล็บ ตะปบใส่ศีรษะเสิ่นเฉียวทันที!

ที่มู่หรงชิ่นทิ้งอวิ๋นฝูอีไปคิดบัญชีหลวงจีนน้อย เป็นเพราะเขารู้ว่าคืนนี้อวิ๋นฝูอียากที่จะปลีกตัว ไม่ว่าใครรั้งนางอยู่ต่อล้วนไม่สำคัญ

ดังคาด เสียงชิ่ง หยกดังขึ้นท่ามกลางความมืดมัว สดใสกังวานไกล เมื่อคนรอบข้างได้ยินพลันหูตาสว่างเพราะมัน ทว่าเข้าสู่โสตของอวิ๋นฝูอีกลับเหมือนพันเข็มแทงเนื้อ หมื่นกระบี่ทะลุหัวใจ ทั่วร่างยากรับความผิดปกติได้ พลังปราณและกำลังภายในที่คิดจะโคจรก็หยุดชะงักเอาดื้อๆ

เป็นผู้ใดอีก!

อวิ๋นฝูอีหวาดผวาในใจ ไม่มีเวลาว่างอีก ทุ่มเทแรงทั้งหมดหมายตามไป แต่กลับพบว่าตนเองราวกับถูกตาข่ายล่องหนผืนหนึ่งสกัดเอาไว้ ขยับเขยื้อนมิได้แม้แต่ก้าวเดียว

นางคิดเอาเองว่าแม้วรยุทธ์ไม่อยู่ในสิบอันดับแห่งใต้หล้า แต่ก็ไม่ถึงขั้นย่ำแย่เช่นนี้ ยามนี้จึงรู้ว่าผิดมหันต์ คนผู้นี้ยังมิได้เผยหน้าก็ยับยั้งนางจนสิ้นท่าแล้ว

หรือว่าคืนนี้สิ่งของในตัวของตนเองถูกลิขิตให้รักษาไว้ไม่อยู่ คิดถึงตรงนี้ อวิ๋นฝูอีบังเกิดความสิ้นหวังเล็กน้อยอย่างเลี่ยงมิได้

อีกด้านหนึ่ง หลวงจีนน้อยคว้าไปยังเสิ่นเฉียว นิ้วทั้งห้าว่องไวปานฟ้าแลบ ไม่มีความลังเลหรือหยุดชะงักสักนิด

หากกล่าวถึงเรื่องสู้ตัวต่อตัว บางทีนางอาจยังมิสู้อวิ๋นฝูอีหรือมู่หรงชิ่น แต่รับมือเสิ่นเฉียวคนเดียวย่อมเหลือเฟือ สำเร็จได้โดยไม่เปลืองแรง

เมื่อครู่เสิ่นเฉียวสกัดหลวงจีนน้อยไม่ให้จับเฉินกงไว้ได้ กระบวนท่านั้นถึงแม้แยบยล แต่ก็อาศัยจังหวะที่เหนือความคาดหมาย

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน นวลหยกงาม เล่ม 10 บทที่ 12

          บทที่ 12 “โปรดเสด็จกลับไปตอนนี้เถอะ ถือเสียว่าไม่ได้มาหานาง ถือเสียว่านางหนีการแต่งงาน ถือเสียว่าในแผ่นดินไม่ม...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน นวลหยกงาม เล่ม 10 บทที่ 11

          บทที่ 11 ตอนเหยาจื่อชีขี่ลาลงเขาซื้อเกลือกลับมาถึงก็เกือบเป็นเวลาอาหารกลางวันแล้ว เหยาฮ่วงบ่นว่านางสองคำแล้วให...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน นวลหยกงาม เล่ม 10 บทที่ 13

          บทที่ 13 “ดีมาก ถ้าข้าทำเรื่องที่สร้างความกระวนกระวายใจให้เจ้าอีก ก็ทำอย่างเมื่อครู่นี้ บอกออกมาอย่างชัดเจนแจ่...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน นวลหยกงาม เล่ม 10 บทที่ 15

          บทที่ 15 หลูซื่อกลับถึงตำบลหลงเฉวียนแล้วพักผ่อนคืนหนึ่ง วันถัดมาก็เริ่มเร่งมือตระเตรียมสินเจ้าสาวให้อี๋อวี้ เค...

jamsai.com