Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน พันสารท เล่มที่ 1 บทที่ 1 #นิยายวาย

คงสลบไสลไม่ได้สตินานแล้ว แม้กระทั่งกระบี่ในมือก็ยึดกุมไว้ไม่อยู่ ในขณะเดียวกับที่ตกพื้น กระบี่ก็ตกลงตามมาบริเวณไม่ไกลนัก

“กระดูกทั่วร่างคงแหลกหมดแล้ว!” อวี้เซิงเยียนขมวดคิ้วสำรวจดูครู่หนึ่ง ส่งเสียงจุ๊ๆ แสดงความเสียดาย ซ้ำยังไปจับชีพจรของเขา รู้สึกเหมือนยังมีโอกาสรอดชีวิต

แต่คนผู้หนึ่งเป็นเช่นนี้ ถึงแม้ช่วยชีวิตกลับมา เกรงว่าจะอยู่ไม่สู้ตาย

ถึงอย่างไรอวี้เซิงเยียนก็มีภูมิหลังจากนิกายมาร ต่อให้เยาว์วัยเพียงไร ความเมตตาก็มีจำกัด ฉะนั้นถึงแม้จะมียาลูกกลอนหวนคืน เขาก็ไม่มีความคิดที่จะล้วงออกมาให้อีกฝ่ายกิน

เพียงแต่…

“อาจารย์ วันนี้เป็นวันที่เสิ่นเฉียวกับคุนเสียนัดประลอง คนผู้นี้ตกลงมาจากด้านบน หรือว่า…”

เยี่ยนอู๋ซือเดินเข้ามา มิได้ไปมองดูคน แต่เก็บกระบี่ของเขาขึ้นมาก่อน

คมกระบี่เย็นเยียบราวสายน้ำฤดูสารท ไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย สะท้อนไอหมอกในแม่น้ำคล้ายแผ่ระลอกคลื่นเป็นเส้นๆ ขึ้นมา บริเวณใกล้ด้ามกระบี่มีอักษรจ้วน เล็กๆ เขียนไว้

อวี้เซิงเยียนเขยิบเข้ามามองดู ร้องเอ๊ะหนึ่งคำ “กระบี่ปฐพีร่วมโศก! นี่เป็นกระบี่ประจำตัวของเจ้าสำนักตำหนักเสวียนตู คนผู้นี้คือเสิ่นเฉียว!”

มองดูเสิ่นเฉียวที่เจ็บหนักเจียนตายอีกครั้งก็รู้สึกเหลือเชื่อ “วรยุทธ์ฉีเฟิ่งเก๋อเป็นหนึ่งในใต้หล้า เสิ่นเฉียวคือศิษย์ของเขา ซ้ำยังรับช่วงดูแลเขาเสวียนตู เหตุใดจึงย่ำแย่ถึงขั้นนี้!”

อวี้เซิงเยียนนั่งยองๆ ลงเบื้องหน้าเสิ่นเฉียว ขมวดคิ้วพลางกล่าว “หรือว่าวรยุทธ์ของคุนเสียเหนือกว่าหูลู่กูอาจารย์ของเขาแล้ว?”

หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นคนใดในเขาเสวียนตูตกลงมา เยี่ยนอู๋ซือล้วนไม่มีความสนใจมองดูอีกแม้เพียงครู่ แต่เมื่อมีสถานะเจ้าสำนักเพิ่มขึ้นมา ถึงอย่างไรเสิ่นเฉียวก็แตกต่างกัน

เขาทิ้งกระบี่ปฐพีร่วมโศกเล่มนั้นให้อวี้เซิงเยียน ซ้ำยังมองดูใบหน้าที่หน้าตาต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิงของเสิ่นเฉียวครู่หนึ่ง พลันเผยรอยยิ้มที่สื่อความหมายไม่ชัดเจนออกมา

“เอายาลูกกลอนหวนคืนออกมาให้เขากินก่อน”

เป็นไปไม่ได้เลยที่เยี่ยนอู๋ซือจะแบกคนที่เจ็บหนักเจียนตายผู้หนึ่งกลับไป ถึงแม้คนผู้นี้คือเจ้าสำนักของเขาเสวียนตูก็ตาม

เป็นเหตุที่อนุชนต้องแบกรับแทน ดังนั้นหน้าที่นี้จึงตกอยู่กับอวี้เซิงเยียน

หมู่บ้านของนิกายฮ่วนเยวี่ยตั้งอยู่ในอำเภอฝู่หนิงละแวกยอดเขาปั้นปู้ แม้เป็นระยะทางที่ไม่ไกลมากนัก แต่กระดูกทั่วร่างเสิ่นเฉียวแทบแหลกละเอียด ลำพังแค่แบกคนเดินก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยังต้องระวังแรงอย่าทำให้อาการบาดเจ็บของเขาหนักกว่าเดิมอีก แม้ว่าวิชาตัวเบาของอวี้เซิงเยียนจะยอดเยี่ยม ก็ยังต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วยาม จึงบรรลุถึงหมู่บ้าน

เยี่ยนอู๋ซือไปก่อนหนึ่งก้าว ขณะนี้ดื่มชาอย่างสบายใจแล้ว

“อาจารย์ ท่านจะช่วยเสิ่นเฉียวจริงๆ หรือ” หลังอวี้เซิงเยียนจัดหาที่พักให้คนเสร็จ ก็เข้ามารายงานหน้าที่ “ชีพจรของเขาขาดเกือบแปดหรือเก้าส่วน กระดูกแหลกละเอียดหลายจุด ลมปราณยังคงอยู่หนึ่งถึงสองส่วน แต่ต่อให้ช่วยจนรอดชีวิต เกรงว่าวรยุทธ์ก็ยากที่จะฟื้นฟูแล้ว ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงขณะตกลงมาท้ายทอยเองก็กระแทกจนแตก ไม่แน่ว่าหลังฟื้นขึ้นมาก็จะกลายเป็นคนโง่แล้ว!”

เยี่ยนอู๋ซือแย้มยิ้มเล็กน้อย ทว่ารอยยิ้มกลับไม่มีความอบอุ่นแม้แต่นิด “ศิษย์ของฉีเฟิ่งเก๋อ เจ้าสำนักแห่งเขาเสวียนตู กุมอำนาจเที่ยงธรรม เป็นใหญ่ในใต้หล้า เกียรติยศสูงส่ง วันใดตกอับ แม้แต่คนพิการก็เทียบมิได้ แม้กลับสู่เขาเสวียนตูอีกครั้งก็ไม่สามารถเป็นเจ้าสำนักได้แล้ว หลังฟื้นขึ้นมารู้สภาพของตน ไม่รู้ว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร”

อวี้เซิงเยียนถอนหายใจ “ที่กล่าวก็ถูกต้อง คนทั่วไปยังรับความแตกต่างเช่นนี้มิได้ ยิ่งเสิ่นเฉียวบุตรรักแห่งสวรรค์ผู้นี้ด้วยแล้ว ยิ่งสูงตกลงมาก็ยิ่งรุนแรง!”

เขาสงสัยในทันใด “แต่จะว่าไปแล้ว ในเมื่อเสิ่นเฉียวคือศิษย์ของฉีเฟิ่งเก๋อ ซ้ำยังรับช่วงดูแลเขาเสวียนตูได้ ชื่อเสียงก็อยู่ในสิบอันดับของใต้หล้า วรยุทธ์ต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่ ต่อให้คุนเสียเอาชนะเขาได้ แต่สามารถทำให้เขาแพ้ย่อยยับเช่นนี้ได้อย่างไร หรือว่าวรยุทธ์ของคุนเสียสูงกว่าหูลู่กูในปีนั้นแล้ว”

เยี่ยนอู๋ซือยิ้มพลางกล่าวอีก “คำถามข้อนี้ รอเสิ่นเฉียวฟื้นขึ้นมา หากเขามิกลายเป็นคนโง่ไปเสียก่อน เจ้าก็ลองถามเขาดูได้”

อวี้เซิงเยียนพบว่าหลังจากเก็บเสิ่นเฉียวได้ อารมณ์ของอาจารย์คล้ายดีขึ้นไม่น้อย จำนวนครั้งในการยิ้มก็มากกว่าแต่ก่อน แต่นี่ก็ยังไม่ถึงขั้นทำให้เขาเกิดความเข้าใจผิดว่าอาจารย์มีความรู้สึกดีต่อเสิ่นเฉียว ซึ่งมองเห็นไม่ชัดแม้กระทั่งรูปร่างลักษณะจากการพบหน้าครั้งแรกก็ตาม

เขาถามหยั่งเชิง “ท่านอาจารย์ช่วยเสิ่นเฉียว คิดให้เขาเสวียนตูติดค้างน้ำใจพวกเราใช่หรือไม่”

เยี่ยนอู๋ซือกล่าวด้วยความสนใจเต็มเปี่ยม “หากเขาสู้แพ้จนตัวตาย ก็นับว่าจบสิ้น แต่ในขณะที่เขาฟื้นขึ้นมา พบว่าตนมิเพียงไม่ตาย ทั้งยังสูญเสียทุกสิ่งที่เคยครอบครองในอดีตไป ได้รับบาดเจ็บสาหัส ชีพจรขาดสะบั้น สูญเสียวรยุทธ์ ในใจจะรู้สึกอย่างไร ยิ่งตำแหน่งสูงอำนาจมากก็ยิ่งรับการโจมตีเช่นนี้ไม่ได้ ปณิธานของเขาต้องพังทลายด้วยเหตุนี้เป็นแน่ ถึงเวลาข้าค่อยรับเขาเข้าสำนัก ค่อยๆ ฝึกฝนเจ้าสำนักเขาเสวียนตูที่ใจดีมีเมตตาและสูงสง่าน่าเกรงขามในวันวาน ให้เป็นศิษย์พรรคมารที่ใช้อุบายไม่เลือกในสายตาชาวโลก หรือเจ้าว่านี่มิใช่เรื่องที่น่าสนใจมากเรื่องหนึ่ง”

อวี้เซิงเยียนฟังจนปากอ้าตาค้าง “…หากเขากลายเป็นคนโง่เล่า”

เยี่ยนอู๋ซือกล่าวอย่างผ่อนคลาย “เช่นนั้นก็หาที่สักแห่งฝังเป็นตามใจชอบแล้วกัน”

อวี้เซิงเยียนรู้มาโดยตลอดว่าอาจารย์อารมณ์แปรปรวนและเชื่อมั่นในการกระทำของตัวเอง แต่หลายปีนี้ไม่เคยได้สัมผัสด้วยตัวเอง อย่างมากก็เพียงแค่ฟังจากปากคนรอบข้าง บัดนี้พอได้เห็นจึงรู้ว่าเป็นดังที่เขาว่า

เพียงแต่ลองคิดดูอย่างละเอียด นิกายฮ่วนเยวี่ยถูกเรียกขานเป็นหนึ่งในสามนิกายพรรคมาร เนื่องจากคนในพรรคมารกระทำการผิดธรรมดา ยึดเพียงผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก ตัวอวี้เซิงเยียนเอง หากไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเสิ่นเฉียว เขาก็ไม่มีทางไปช่วยคนด้วยความเมตตากรุณาอย่างเด็ดขาด

“ท่านอาจารย์ เสิ่นเฉียวผู้นี้มีสถานะพิเศษ เหตุใดพวกเราไม่ใช้เขามาแลกเปลี่ยนน้ำใจสักอย่างกับทางเขาเสวียนตูเล่า หากคำนึงถึงชื่อเสียงของเขาเสวียนตู พวกเขาไม่มีทางปล่อยให้เจ้าสำนักตัวเองเร่รอนอยู่ข้างนอกกระมัง”

เยี่ยนอู๋ซือยิ้มน้อยๆ หากเปลี่ยนเป็นศิษย์เอกอย่างเปียนเหยียนเหมยอยู่ที่นี่ คงไม่มีทางถามคำถามไร้เดียงสาน่าขันเช่นนี้อย่างแน่นอน อวี้เซิงเยียนยังเยาว์เหลือเกิน

แต่วันนี้ยังนับว่าเขาอารมณ์ดีและไม่คร้านที่จะอธิบาย “เจ้าเองก็รู้ว่าเสิ่นเฉียวชื่อเสียงอยู่ในสิบอันดับแห่งใต้หล้า แม้จะเร้นกายในป่า มีเพียงไม่กี่คนที่เคยเห็นเขาลงมือ แต่คุนเสียก็ไม่ใช่หูลู่กู เสิ่นเฉียวบรรลุถึงสภาวะของยอดฝีมือก่อนกำเนิดเช่นนี้ ต่อให้พ่ายแพ้คุนเสียจนต้องหนีเอาตัวรอด ก็คงไม่ยากเกินกำลังเจ้าสำนักเขาเสวียนตู แต่ไฉนเขาจึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้”

อวี้เซิงเยียนก็ยังไม่นับว่าโง่ถึงที่สุด เมื่อได้ฟังจึงกล่าวต่อว่า “ระหว่างนั้นต้องเกิดเหตุอะไรแน่ หากเหตุสุดวิสัยนี้เกิดขึ้นภายในเขาเสวียนตู ต่อให้พวกเรามอบเสิ่นเฉียวกลับไป ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่จำเป็นต้องยอมรับ ถึงเวลาอาจมิได้รับน้ำใจ แต่กลับแปดเปื้อนกลิ่นคาวแทน”

สุดท้ายมิใช่หมดทางเยียวยาหรือ เยี่ยนอู๋ซือชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง “มีข้าอยู่ นิกายฮ่วนเยวี่ยก็ไม่จำเป็นต้องเห็นแก่หน้าผู้ใด ซ้ำยังไม่ต้องไปแลกเปลี่ยนน้ำใจอะไร” แม้เสิ่นเฉียวจะมีสถานะพิเศษ แต่สำหรับเขาแล้วก็เป็นเพียงของเล่นแปลกใหม่เท่านั้น

คำพูดนี้เกรี้ยวกราดอย่างยิ่ง แต่เยี่ยนอู๋ซือในวันนี้เวลานี้ มีต้นทุนต่อคำพูดเช่นนี้จริง

สิบปีก่อนเขาสู้กับชุยโหยววั่ง แม้พ่ายแพ้บาดเจ็บแต่ก็มิได้หนีเอาตัวรอด ในตอนนั้นวรยุทธ์ของปรมาจารย์นิกายมารลึกล้ำมิอาจคาด สูสีกันกับฉีเฟิ่งเก๋อ สิบปีให้หลัง ชุยโหยววั่งและฉีเฟิ่งเก๋อล้วนตายสิ้น เยี่ยนอู๋ซือกลับก้าวหน้าขึ้นอีกขั้นเพราะแตกฉานขั้นเก้าของคัมภีร์หงส์กิเลน แม้ไม่อาจรู้ความก้าวหน้าของวรยุทธ์ได้ในชั่วพริบตา แต่ไม่มีทางต่ำไปกว่าสิบปีก่อน

บัดนี้ใต้หล้ารู้ว่าคนในยุทธภพที่ปรากฏตัวอีกครั้งมีบางตา เมื่อใครหวนมาก็รังแต่จะคึกคักยิ่งกว่าเดิม สิบอันดับในใต้หล้าก็ต้องจัดลำดับใหม่เช่นกัน

คิดถึงตรงนี้ อวี้เซิงเยียนขอบตาร้อนผ่าว ตื้นตันอยู่บ้าง “ขณะท่านเก็บตัว นิกายเหอฮวนมาหาเรื่องแทบทุกวัน ศิษย์กับซางอิ่งสิงเคยประมือกันคราหนึ่ง ซ้ำยังได้รับบาดเจ็บ มิอาจไม่ออกจากเมืองเฟิ่งหลิน หลีกหนีจากยุทธภพ ฉะนั้นจึงเอ้อระเหยอยู่ภายนอกหลายปีเพียงนี้ ดีที่ท่านกลับมาแล้ว…”

พรรคมารหรือนิกายมารที่คนนอกเรียกขาน ความจริงเป็นเพียงคำเรียกกว้างๆ อย่างหนึ่ง

พรรคมารในตอนแรกหมายถึงนิกายรื่อเยวี่ยแห่งเขารื่อเยวี่ยเมืองเฟิ่งหลิน ต่อมาก็แบ่งจากหนึ่งเป็นสาม กลายเป็นนิกายฮ่วนเยวี่ย นิกายเหอฮวน และนิกายฝ่าจิ้ง ทั้งสามแขนงแม้สังกัดพรรคมารเหมือนกัน แต่ก็กลมเกลียวกันแค่ภายนอก สู้กันในที่ลับและแจ้งไม่เคยหยุดหย่อน

หลังเยี่ยนอู๋ซือเก็บตัวเมื่อสิบปีก่อน นิกายฮ่วนเยวี่ยก็ถูกมองเหมือนฝูงมังกรไร้เศียร นิกายเหอฮวนจึงหมายผนวกนิกายฮ่วนเยวี่ยเข้าในสำนัก เพียงแต่ศิษย์ในสำนักนิกายฮ่วนเยวี่ยเดิมทีก็กระจัดกระจายอยู่แต่ละพื้นที่ หาได้เคยรวมตัวอย่างเคร่งครัดไม่ เปียนเหยียนเหมยกระทำการสงวนท่าทีรอบคอบ แม้สู้พวกหยวนซิ่วซิ่วและซางอิ่งสิงมิได้ แต่ลอบสร้างความยุ่งยากให้นิกายเหอฮวนไม่น้อย ต่างฝ่ายต่างหักล้างกัน นิกายเหอฮวนเองก็ไม่ได้เปรียบเท่าใดนัก

แต่กลับเป็นอวี้เซิงเยียนที่เคยเสียเปรียบหลายครั้ง เพราะเข้าสำนักช้าที่สุด ซ้ำยังเยาว์วัย

บัดนี้เยี่ยนอู๋ซือออกจากการเก็บตัว คนในนิกายฮ่วนเยวี่ยเหมือนบุตรที่มีมารดาในที่สุด ย่อมดีใจจนลิงโลด

“อาการบาดเจ็บของเสิ่นเฉียว คนทั่วไปดูแลไม่ได้ เจ้าอยู่ที่นี่สักไม่กี่วัน ดูแลกระทั่งเขาฟื้นตื่นค่อยกลับยอดเขาปั้นปู้ สำเร็จขั้นห้าของคัมภีร์หงส์กิเลนให้จงได้” เยี่ยนอู๋ซือกล่าว

อวี้เซิงเยียนรับคำอย่างนอบน้อม “ศิษย์น้อมรับคำสั่ง”

อาการบาดเจ็บของเสิ่นเฉียวสาหัสยิ่ง เพียงแต่รอยแผลบนหน้าส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการถูกบาดขณะตกลงมา หลังชำระล้างเลือดออกไป ก็เผยหน้าตาดั้งเดิม

ถึงแม้บนหน้ามีรอยแผล บนศีรษะเองก็พันปิดด้วยผ้าบางรอบหนึ่ง แต่ยังคงมิได้ทำร้ายถึงความหล่อเหลางดงามของเขา ไม่ว่าจะเป็นความโค้งของสันจมูก หรือว่าริมฝีปากที่เม้มแน่น ล้วนมีกลิ่นอายสันโดษเปล่าเปลี่ยวอยู่หลายส่วน สอดคล้องกับภาพลักษณ์เหนือสามัญชนที่คนรอบข้างนึกถึงคนสำนักพรตเขาเสวียนตูยิ่ง

คาดเดาได้ไม่ยาก หลังจากดวงตาคู่นี้ลืมขึ้น จะก่อเกิดผลลัพธ์อันงดงามเหลือล้ำเพียงไร

อวี้เซิงเยียนถูกเยี่ยนอู๋ซือรับเป็นศิษย์ได้ ย่อมไม่มีทางที่จะเป็นคนรูปโฉมอัปลักษณ์ ตัวเขาท่องเที่ยวทั่วหล้า นับว่าเคยพบเห็นคนงามเลิศล้ำไม่น้อย แต่กับใบหน้าที่มีรอยแผลนับไม่ถ้วนนี้ของเสิ่นเฉียว เขายังคงเหม่อลอยครู่หนึ่ง แล้วจึงหยิบยาขึ้นมา เริ่มทายาให้เขาพลางลอบรู้สึกเสียดาย

ถึงแม้กระดูกหักต่อได้ ชีพจรขาดต่อได้ แต่อวัยวะภายในที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสนั้นกลับมิใช่สิ่งที่ซ่อมแซมให้กลับมาดีได้เท่าไร ซ้ำยังได้ฝึกปรือน้อยลง ภายหน้าเกรงว่าเสิ่นเฉียวผู้นี้จะเทียบไม่ได้แม้กระทั่งคนทั่วไป ลองคิดว่าเหตุการณ์ที่วรยุทธ์ซึ่งตนเองฝึกมาอย่างลำบากสูญหายไปในชั่วข้ามคืน อวี้เซิงเยียนก็รู้สึกมิอาจจินตนาการและยอมรับได้ กลับกัน ความสะเทือนใจที่เสิ่นเฉียวได้รับคงมากกว่าเขา

น่าเสียดายนัก

อวี้เซิงเยียนมองดูใบหน้าขาวซีดปราศจากสีเลือดของฝ่ายตรงข้าม ส่ายหน้าพลางลอบกล่าวในใจ

ที่เยี่ยนอู๋ซือลงมือช่วยคน เพียงแค่เกิดจากความคิดชั่ววูบ หลังคนถูกช่วยกลับมา ทุกอย่างก็กลายเป็นหน้าที่ของอวี้เซิงเยียน เขาไม่เคยถามแม้แต่ประโยคเดียว

อำเภอฝู่หนิงคืออำเภอเล็กๆ อำเภอหนึ่ง เดิมทีไม่มีผู้คนมาเยือนแต่อย่างใด แต่เพราะศึกนั้นที่ยอดเขาปั้นปู้เป็นที่เลื่องลือเหลือเกิน หลายวันนี้จึงมีคนในยุทธภพไม่น้อยทยอยลงมาจากยอดเขาปั้นปู้ ผ่านอำเภอฝู่หนิงก็แวะค้างแรมหนึ่งคืน อวี้เซิงเยียนออกไปข้างนอกจึงบังเอิญได้ยินข่าวคราวไม่น้อยกลับมา

อย่างเช่นการต่อสู้ของเสิ่นเฉียวกับคุนเสียตระการตาอย่างยิ่ง น่าเสียดายที่ถึงอย่างไรเสิ่นเฉียวก็มิใช่ฉีเฟิ่งเก๋อ เทียบกับอาจารย์ของเขาแล้วยังห่างไกลอย่างยิ่ง ส่วนคุนเสียเทียบกับหูลู่กูเมื่อยี่สิบปีก่อน ยังมีท่าทางที่เหนือกว่า ฉะนั้นปรมาจารย์เสิ่นมิเพียงสู้ไม่ได้ ยังถูกตีตกหน้าผากระดูกแหลก

ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าคุนเสียส่งสารท้ารบไปยังเสิ่นเฉียวโต้งๆ คนไม่น้อยล้วนเดือดดาลอย่างยิ่ง ซ้ำยังใคร่ทดสอบ คิดสยบความโอหังของชาวทูเจวี๋ย ทว่าหลังศึกนี้จึงเห็นว่าแม้กระทั่งเจ้าสำนักเขาเสวียนตูก็แพ้ยับเยิน คนที่อยากออกหน้าแต่เดิมเหล่านั้นย่อมต่างหลบลี้หนีหาย มิกล้าลูบคมอีก

เมื่อผ่านศึกนี้ คุนเสียชื่อเสียงกระเดื่องเลื่องลือแทนที่เสิ่นเฉียวแล้ว ไต่เต้าสู่สิบอันดับแห่งใต้หล้า ว่ากันว่าเขามาจงหยวนครานี้ จะท้าประลองยอดฝีมือจงหยวนอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายต่อไปอาจเป็นหลวงจีนเสวี่ยถิงแห่งแคว้นโจว

นับตั้งแต่ชาวจิ้นย้ายลงใต้ ห้าชนเผ่านอกด่านเข้าสู่จงหยวน ใต้หล้าไม่เคยมีการรวมแคว้นเป็นหนึ่งอีกเลย บัดนี้ทางเหนือมีโจวและฉี ทางใต้มีราชวงศ์เฉิน (ราชวงศ์ใต้) ทูเจวี๋ยและถู่อวี้หุนยึดชายแดนขยายพื้นที่ บรรดาสำนักและตระกูลขุนนางต่างทำเพื่อเจ้านายตัวเอง

เขาเสวียนตูเป็นหัวหน้าสำนักเต๋า นับตั้งแต่ฉีเฟิ่งเก๋อเป็นต้นมาก็ยืนหยัดเป็นกลาง ไม่ก้าวก่ายการแย่งชิงอำนาจทางโลก บัดนี้เสิ่นเฉียวพ่ายแพ้ให้คุนเสีย เป็นตายไม่แน่ชัด เขาเสวียนตูยังไม่รู้จะให้ใครสืบทอด ผู้สืบทอดก็ไม่รู้จะสานต่อจุดยืนของรุ่นก่อนได้หรือไม่ สถานการณ์ในใต้หล้าก็ไม่แน่ว่าจะเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุนี้หรือเปล่า

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน เกิดใหม่อีกที ไม่ขอสามีสกุลหลี่ บทที่ 1 – บทที่ 2

บทที่ 1  เสิ่นหยวนฝันถึงชาติก่อนของนางอีกแล้ว... ลมเย็นพัด ต้นอู๋ถง ผลัดใบ สองตานางพันด้วยผ้าขาว เท้าเปลือยเปล่าอยู่บนพื...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน เกิดใหม่อีกที ไม่ขอสามีสกุลหลี่ บทที่ 3 – บทที่ 4

บทที่ 3 ฉางหมัวมัวเพียงนึกว่าเสิ่นหยวนเสียดายข้าวของมากมายที่นำติดมาจะถูกโจรสลัดปล้นไปจึงเอ่ยเตือนว่า “นี่เป็นเวลาอะไรแล...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน เกิดใหม่อีกที ไม่ขอสามีสกุลหลี่ บทที่ 7 – บทที่ 8

บทที่ 7 ห้องเก็บของไม่มีผู้ใดมาทำความสะอาดนานแล้ว พอผลักประตูฉลุลายเปิดออกกลิ่นราอับชื้นก็โชยมาปะทะหน้า ไฉ่เวยพูดขึ้นว่า...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน เกิดใหม่อีกที ไม่ขอสามีสกุลหลี่ บทที่ 9 – บทที่ 10

บทที่ 9 คิ้วเรียวสวยของเสิ่นหยวนขมวดมุ่น นางไม่รู้จักสาวใช้ตรงหน้านี้ แต่จุดสำคัญคืออีกฝ่ายแต่งตัวยั่วยวนปานนี้ กิริยาวา...

jamsai.com