Connect with us

Jamsai

ดุจรักดั่งห้วงดาราพร่างพราย

ทดลองอ่าน ดุจรักดั่งห้วงดาราพร่างพราย เล่ม 2 บทที่ 33

หน้าที่แล้ว1 of 3

บทที่ 33

ยามนี้เฉิงเซ่าซางผู้รักพี่น้องกำลังยืนแหงนหน้ามองฟ้าอยู่ตรงปากถนน ปุยหิมะที่เล็กละเอียดโปรยปรายลงมาจากผืนฟ้า ซึมซาบลงบนใบหน้ากับลำคอ ให้สัมผัสอันชื้นเย็น และพาให้หัวใจนางยิ่งมีแต่ความเลื่อนลอย

ครึ่งเค่อก่อนพี่ชายฝาแฝดเฉิงเซ่ากงพานางไปลี้ภัยชั่วคราวที่เรือนของพี่ชายทั้งสาม จากนั้นตัวเขาเองก็วิ่งกลับโถงเก้าอาชาไปสืบข่าว เฉิงเซ่าซางนั่งยองอยู่หน้าเตาไฟ บังเอิญเจอฝูเติงที่เพิ่งช่วยเฉิงซ่งเก็บเกาทัณฑ์คันธนูเสร็จเดินเข้าห้องมา

สหายเก่าหวนมาพบกัน ไม่แคล้วโอภาปราศรัย เฉิงเซ่าซางจึงได้รู้จากฝูเติงว่าฝูเลี่ยงไปติดตามอยู่ข้างกายน้องเล็กเฉิงจู้แล้ว ฝูเติงเองก็ได้รู้จากเฉิงเซ่าซางว่าอาเหมยสูงขึ้น จากนั้นฝูเติงอดไม่ได้ที่จะถามว่าเหตุใดเฉิงเซ่าซางจึงมาอยู่ที่นี่ รอจนรับรู้เบื้องลึกเบื้องหลังแล้ว เขาก็ยิ่งเป็นกังวล

“ผู้ที่นายหญิงหมายจะลงโทษยังไม่เคยพลาดมาก่อน” แววลำบากใจฉายเกลื่อนใบหน้าของฝูเติง “ข้าน้อยติดตามบิดาอยู่ใต้บังคับบัญชาใต้เท้ามานานปี ทุกคราที่นายหญิงจะลงโทษโบยคุณชาย ไม่ว่าคุณชายท่านใดไปซ่อนอยู่ที่ใด ล้วนตามตัวกลับมาลงโทษต่อได้เสมอ”

ครานี้เฉิงเซ่าซางนั่งไม่ติดแล้ว

ด้วยการถามอันกระตือรือร้นของนาง ฝูเติงจึงบรรยายอย่างสัตย์ซื่อว่าการลงโทษโบยนั้นดำเนินการเช่นไร จะสร้างความเจ็บปวดถึงขั้นใดบ้าง ตลอดจนความถี่ในการร้องโอดโอยของเหล่าคุณชาย ความเร็วที่แผลจะสมานหายดี และสภาพการฟื้นฟูของใจกายภายหลังแผลหายดีแล้ว

เจตนาเดิมของฝูเติงคืออยากบอกให้คุณหนูรู้ว่าหลบพ้นชั่วครู่ชั่วยามไม่อาจหลบพ้นไปชั่วชีวิต ต่อต้านอย่างดันทุรังมิสู้ปรับท่าทีไปรับผิดด้วยความจริงใจ จากนั้นมารดากับบุตรสาวคืนดีกันดุจเดิม

ใครจะรู้ว่าความคิดของเฉิงเซ่าซางกลับเป็น ‘สารภาพลงโทษสถานเบา…เข้าค่ายแรงงานขนอิฐ ต่อต้านลงโทษสถานหนัก…กลับบ้านไปขึ้นปีใหม่’*

เอ่ยตามสัตย์จริง นางรักถนอมร่างกายนี้ของตนมาก อย่าให้กลายเป็นว่าไม่ถูกอิ่นสวี่เอ๋อต่อยตี แต่ต้องมาย่อยยับในกำมือของเซียวฮูหยินเล่า ด้วยใจสั่นหวั่นผวาชั่วแล่น นางจึงตัดสินใจทันทีว่าจะทำแบบสมัยเด็ก ออกไปหลบคลื่นลมก่อน

แรกเริ่มฝูเติงตระหนกจนหน้าถอดสี พูดยับยั้งไปหนึ่งรอบ เห็นคุณหนูยังคงตัดสินใจแน่วแน่ จึงได้แต่คุ้มกันนางออกมาด้วยกัน สองคนออกมาทางประตูข้างของจวนสกุลเฉิง แม้ฉุกละหุกฝูเติงก็ยังไม่ลืมจูงม้าออกมาสองตัว ทว่ารอจนเดินออกมาราวห้าหกสิบจั้ง เฉิงเซ่าซางค่อยพบว่าการกระทำนี้ของตนแสนจะไม่เข้าท่า

อย่างแรก…นางขี่ม้าไม่เป็น

อย่างที่สอง…บนร่างนางไม่ได้สวมเสื้อคลุมขนสัตว์สำหรับออกมาข้างนอก ที่เท้าสวมอยู่ก็ยังเป็นรองเท้าหัวงอนพื้นนุ่มปักลายสีมรกตอ่อนคู่นั้น

อย่างที่สาม…ข้างนอกระดับความเย็นติดลบ ซ้ำร้ายมีหิมะลงเม็ดแล้วด้วย

อย่างสุดท้าย…ที่นี่ไม่ใช่ตรอกในภูมิลำเนาเดิมของนาง…ปากตรอกของที่นั่นจะมีแผงเกี๊ยวน้ำ ริมทางมีแผงโหยวตุนจื่อ** ท้ายตรอกมีแผงเต้าหู้เหม็น เดินไปอีกไม่กี่ก้าวยังจะมีห้องฉายหนังที่เจ้ใหญ่หัวหน้ากลุ่มเปิดกิจการด้วย

ตอนนี้ใกล้ถึงยามอาทิตย์อัสดงแล้ว เหนือหลังคาเรือนทั้งใกล้ไกลล้วนปรากฏควันไฟจากการหุงต้มอาหาร ผู้คนบนท้องถนนบางตา ร้านอาหารโรงเตี๊ยมอันใดที่จะแวะพักชั่วคราวได้ล้วนอยู่ในย่านที่กำหนดเท่านั้น ไม่เหมือนยุคหลังที่พบได้บนถนนทุกแห่ง

นางกับฝูเติงมองหน้ากันไปมา ฝูเติงแสนละอายใจที่ตนกระทำการไม่รอบคอบ

เฉิงเซ่าซางมิได้โทษเขาเลย ฝูอี่กับอาจู้อบรมบุตรชายมาเป็นทหาร มิใช่เป็นผู้ติดตามประจำตัวเหล่าคุณชาย ดังนั้นนางจึงชักจะลังเลแล้วว่าตนควรกลับจวนแต่โดยดีหรือไม่ ต่อให้ถูกตีถูกโบยหนึ่งยกก็ยังดีกว่าถูกความเย็นเล่นงานจนป่วยไข้เป็นไหนๆ

จะว่าไปนางเองก็เคยชินกับวันเวลาที่มีสาวใช้ผู้ติดตามแล้ว ชาติก่อนออกมาข้างนอกนางกล้าไม่พกกุญแจบ้านกับกระเป๋าสตางค์เมื่อไรกัน ตอนนี้ดียิ่ง ไม่ว่าลมพัดฝนตกหรือหิมะโปรยย่อมจะมีสาวใช้ที่ตามหลังมารีบกางร่มห่มเสื้อคลุมและถามไถ่นางอย่างเอาใจใส่

จากฟุ้งเฟ้อสู่มัธยัสถ์นั้นยากเข็ญ…คำกล่าวนี้ช่างเป็นความจริงโดยแท้

เฉิงเซ่าซางยิ้มเยาะตนเอง ขณะคิดจะยอมจำนนกลับจวนแล้วนั้น กลับได้ยินเสียงกระพรวนรถม้าอันคุ้นหูระลอกหนึ่งดังมา

ตามด้วยเสียงชายหนุ่มที่คุ้นหูยิ่งกว่า “เฉิงเซ่าซาง!”

เฉิงเซ่าซางเงยหน้ามองไป เห็นหยวนเซิ่นห่มเสื้อคลุมกันลมขนสัตว์ชะโงกครึ่งร่างออกมาจากรถม้างามหรูของสกุลหยวนคันนั้น ผิวหน้าสีขาวหิมะของเขาถูกแช่เย็นจนปรากฏสีแดงอ่อนๆ หนึ่งชั้นแล้ว แรกเห็นเฉิงเซ่าซางเขายินดียิ่งยวด ก่อนเอ่ยอย่างเป็นกังวล “ไฉนเจ้าสวมชุดออกมาเพียงแค่นี้เล่า รีบเข้ามาในรถม้าก่อน!”

ฝูเติงลังเลเล็กน้อย วันนั้นสกุลเฉิงเลี้ยงแขก เขาก็เคยเห็นหยวนเซิ่น แม้รู้ว่าคนผู้นี้มิใช่คนร้าย แต่ถึงอย่างไร…

เฉิงเซ่าซางกลับไม่มัวสนใจมากเพียงนั้น รีบเดินขึ้นหน้าไปหลายก้าว ปีนขึ้นรถม้าสกุลหยวนในไม่กี่ที หยวนเซิ่นคลี่ยิ้มละไมเบี่ยงกายเปิดทางให้นางเข้ามา ผู้บังคับรถซึ่งนั่งอยู่ตรงหัวรถยังโยนเสื้อคลุมผ้าสักหลาดตัวหนึ่งให้ฝูเติงอย่างเอาใจใส่ยิ่ง ฝูเติงรับมาคลุมร่างเงียบๆ พลิกกายขึ้นม้าแล้วจูงม้าอีกตัวติดตามอยู่ข้างรถไปช้าๆ ในใจเป็นห่วงสุขภาพคุณหนู เขายังจำได้ดี เมื่อไม่กี่เดือนก่อนมารดาของเขาเหนื่อยยากเพียงใดกว่าจะช่วยชีวิตน้อยๆ ของคุณหนูกลับมาได้

หน้าที่แล้ว1 of 3

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in ดุจรักดั่งห้วงดาราพร่างพราย

บทความยอดนิยม

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดสามีของกุลสตรีอันดับหนึ่ง เล่ม 3 บทที่ 77-78

บทที่ 77 แววตาที่เฉิงอวี๋จิ่นมองหลินชิงหย่วนราวกับมองเนื้อติดมันชิ้นหนึ่ง นางรู้ตัวว่าแววตาของตนเองชัดเจนเกินไปแล้ว จึงร...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดสามีของกุลสตรีอันดับหนึ่ง เล่ม 3 บทที่ 81-82

บทที่ 81 แสงไฟส่องสว่าง เฉิงอวี๋จิ่นมองคนตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา หลินชิงหย่วนแท้จริงแล้วเห็นเฉิงอวี๋จิ่นตั้งแต่ไกลแล้ว...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดสามีของกุลสตรีอันดับหนึ่ง เล่ม 3 บทที่ 83-84

บทที่ 83 ตอนที่เฉิงอวี๋จิ่นตื่นมาอีกครั้ง ม่านเตียงโอบรอบ ม่านเหนือหัวเป็นรูปผีเสื้อบินชมดอกโบตั๋นที่ประณีตงดงาม ผ้าห่มแ...

jamsai.com