Connect with us

Jamsai

ข้าต้องปกป้องศิษย์พี่ผู้หล่อเหลา

ทดลองอ่าน ข้าต้องปกป้องศิษย์พี่ผู้หล่อเหลา เล่ม 1 บทที่ 11 – 12

หน้าที่แล้ว1 of 4

บทที่ 11

 ถ้าว่ากันตามพลังวัตร นอกจากมู่หวาฮุยแล้ว หลิงซิงเหยาก็น่าจะทุ่มเทให้กับการต่อสู้ได้มากที่สุด น่าเสียดายที่มีอวิ๋นชูเยวี่ยเป็นอุปสรรคขัดขวางอยู่ตลอดเวลา

อวิ๋นชูเยวี่ยก็ไม่รู้เพราะถูกภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้ตกใจยังไม่ได้สติกลับคืนมา หรือว่าไม่กล้าสังหารมาร ใบหน้าซีดเผือด ยืนทำอะไรไม่ถูกอยู่ตรงที่เดิม ต่อให้มีมารถืออาวุธเข้ามาจะสังหารนาง นางก็ไม่รู้จักเคลื่อนไหว เอาแต่ส่งเสียงกรีดร้อง

เช่นนั้นก็ต้องลำบากหลิงซิงเหยาแล้ว

ไม่เพียงต้องจัดการกับมารหลายตนที่อยู่รอบตัว ยังต้องคอยแบ่งสมาธิมาดูแลอวิ๋นชูเยวี่ย เมื่อใดที่มีมารเข้ามาใกล้อวิ๋นชูเยวี่ย เขาก็ต้องเข้าไปขวาง

แม้ภายหลังหลิงซิงเหยาที่มีฐานะเป็นพระเอกสามารถสยบได้ทั้งฟ้าและดิน แต่น่าเสียดายที่เวลานี้เป็นแค่ช่วงเริ่มต้นเท่านั้น พลังวัตรของเขามีจำกัด คนเดียวต้องดูแลสองคนเช่นนี้ ชั่วครู่ชั่วขณะยังพอไหว แต่พอนานเข้าต้องรับมือทั้งซ้ายขวา ช่วงหลังแม้แต่เพลงกระบี่ก็ออกจะสับสนแล้ว

ถึงเมิ่งถังจะไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อหลิงซิงเหยามาโดยตลอด แต่ตอนนี้นางก็ทนไม่ไหวอยากจะคำรามใส่อวิ๋นชูเยวี่ยแทนเขาสักคำ

หยิบกระบี่ของเจ้าขึ้นมาสังหารศัตรูสิ!

ยามนี้ดีชั่วเจ้าก็เป็นผู้บำเพ็ญเซียนขั้นสร้างฐานแล้ว ไม่ใช่แม่หนูน้อยอายุไม่กี่ขวบในแดนมนุษย์ เห็นศิษย์ร่วมสำนักของตนล้วนกำลังตะลุยเข้าสังหารศัตรูอย่างห้าวหาญ เหตุใดเจ้ายังยืนโง่งมอยู่ที่นี่อยู่ได้

อีกทั้งยังต้องให้คนผู้หนึ่งแบ่งสมาธิมาคอยปกป้องเจ้าท่ามกลางประกายดาบเงากระบี่! ทำเช่นนี้ไม่ถูก!

ทว่าหลังจากคำรามถ้อยคำเหล่านี้ในใจจบแล้ว เมิ่งถังก็หันหน้ากลับไปอย่างเย็นชา วิ่งไปทางโจวอิ้งเสวี่ยต่อไป

นางมองออก แม้หลิงซิงเหยาคนเดียวต้องปกป้องสองคนจะรับมือลำบาก แต่อย่างน้อยพวกเขาสองคนยังไม่มีอันตรายถึงชีวิตในช่วงนี้ แต่โจวอิ้งเสวี่ยทางด้านนั้นไม่เหมือนกัน

ขาซ้ายของโจวอิ้งเสวี่ยถูกดาบฟันใส่เป็นแผลใหญ่ คิดจะหลบหลีกก็ยังลำบาก

มีเมิ่งถังเข้ามาช่วยโจวอิ้งเสวี่ยก็เบาแรงลงไม่น้อย โจวอิ้งเสวี่ยถึงร่างกายได้รับบาดเจ็บแต่จิตใจเข้มแข็ง ไม่ยอมล่าถอย ยังคงลากขาข้างหนึ่งร่วมกันต่อสู้กับเมิ่งถัง เห็นสภาพการณ์แล้วในใจของเมิ่งถังอดทอดถอนใจไม่ได้

หลิงซิงเหยาตาบอดหรืออย่างไร! โจวอิ้งเสวี่ยที่แข็งแกร่งอดทนเช่นนี้ไม่ต้องการกลับไปชอบอวิ๋นชูเยวี่ยที่ทุกครั้งที่ตกอยู่ในช่วงคับขันอันตรายก็รู้จักแต่กรีดร้อง

พอสมาธิไม่จดจ่อ แขนซ้ายก็ถูกอาวุธฟาดเข้าทีหนึ่ง

ดีที่อาวุธของฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่พวกดาบกระบี่ แต่เป็นกระบอง ดังนั้นแม้เมิ่งถังจะได้ยินเสียงกร๊อบ คาดว่าแขนซ้ายกระดูกคงหักแล้ว แต่โชคดีที่นับว่ายังรักษาแขนไว้ได้ ไม่ได้เห็นมันถูกฟันขาดร่วงลงไปกับพื้น

เจ็บปวดดุจถูกคว้านใจ หน้าผากมีเหงื่อเย็นซึมออกมา แต่เมิ่งถังไม่มีเวลาให้คิดอะไรมาก

ช่วงความเป็นความตายไม่อาจมาใส่ใจบาดแผลเหล่านี้ รักษาชีวิตไว้ได้จึงจะสำคัญที่สุด

ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่ได้ส่งเสียงร้องแม้แต่คำเดียว แขนซ้ายใช้การไม่ได้แล้วก็ห้อยลง มือขวากุมกระบี่ฟาดฟันออกไปตามเดิม

คงเพราะถูกความเจ็บปวดปลุกเร้าขึ้นมา เพลงกระบี่ยิ่งดุเดือดรุนแรงขึ้น ชั่วขณะนั้นกลับคุกคามมารสองตนที่อยู่รอบข้างจนไม่กล้าเข้าใกล้

ความจริงมู่หวาฮุยก็แบ่งสมาธิจับตามาทางด้านนี้อยู่ตลอด เห็นเมิ่งถังได้รับบาดเจ็บ ในใจกระตุกวาบ หัวคิ้วขมวดมุ่นขึ้นมา

พริบตาถัดมากระบี่อู๋จี๋ก็สาดแสงโชติช่วง ถึงกับตัดกลางเอวมารตนหนึ่งที่กำลังเข้ามาใกล้เขาขาดเป็นสองท่อน

ศิษย์พี่ใหญ่โกรธขึ้นมา ในสมรภูมิก็ถูกกำหนดฝ่ายแพ้ชนะแล้ว

เมื่อสังหารมารตนสุดท้ายแล้ว ไม่รอให้ร่างล้มลงกับพื้น มู่หวาฮุยก็ทะยานมาถึงข้างกายเมิ่งถังแล้ว

เก็บกระบี่อู๋จี๋ มือข้างหนึ่งของเขากุมแขนซ้ายเมิ่งถังเบาๆ อีกมือหนึ่งดึงแขนเสื้อขึ้นสูง ตรวจดูอาการบาดเจ็บก็เห็นบนท่อนแขนเรียวงามดุจรากบัวขาวผ่องดุจหิมะมีรอยบวมเขียวช้ำอยู่แถบหนึ่ง ดูแล้วสยดสยอง เห็นชัดว่ากระดูกข้างในหักแล้ว

มู่หวาฮุยหนักใจเล็กน้อย รีบรวบรวมปราณวิเศษไว้ที่ฝ่ามือ จากนั้นก็ทาบไปที่บริเวณบาดเจ็บเบาๆ

เมิ่งถังรูปร่างผอมบาง แขนเรียวเล็กเป็นพิเศษ เขาเอามือข้างหนึ่งทาบลงมาเช่นนี้ก็สามารถกุมได้รอบ

เมิ่งถังรู้สึกว่าบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บเมื่อครู่เจ็บปวดราวถูกไฟแผดเผา แต่พอมู่หวาฮุยทาบมือลงมาก็เหมือนมีฝนวิเศษพร่างพรมลงมา เย็นสบายเป็นที่สุด คล้ายว่าชั่วพริบตาเดียวแม้แต่ความเจ็บปวดก็ไม่รู้สึกแล้ว

กระทั่งไม่รู้ว่าเพราะนางเกิดความรู้สึกลวงหรือไม่ คล้ายรู้สึกได้ว่ากระดูกที่หักกำลังเชื่อมต่อกันอย่างช้าๆ…

การใช้พลังเชื่อมกระดูกที่หักให้ต่อกันใหม่ต้องสิ้นเปลืองปราณวิเศษอย่างมาก แม้มู่หวาฮุยในร่างจะมีปราณวิเศษเต็มเปี่ยม แต่หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งถ้วยชา* แผ่นหลังของเขายังคงมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ซึมออกมาชั้นหนึ่ง ทว่าใบหน้าดูแล้วยังคงมีท่าทีสงบนิ่ง รอจนกระดูกแขนที่หักของเมิ่งถังเชื่อมติดกันดีแล้ว เขาจึงดึงมือของตนกลับมา

“ขยับดูซิ” มู่หวาฮุยพูดสั้นกระชับเพียงไม่กี่คำ แล้วมองเมิ่งถัง

เมิ่งถังไว้วางใจเขาอย่างยิ่ง แม้จะรู้สึกว่าเรื่องนี้ลี้ลับมหัศจรรย์อย่างมาก แต่ยังคงขยับแขนซ้ายของตนช้าๆ จากนั้นนางก็พบว่าแขนของตนเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วราวกับเมื่อครู่ไม่ได้กระดูกหักเช่นนั้น

นี่เป็นเวทมนตร์อะไรกันแน่

หน้าที่แล้ว1 of 4

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in ข้าต้องปกป้องศิษย์พี่ผู้หล่อเหลา

บทความยอดนิยม

กระวานน้อยแรกรัก

ทดลองอ่าน กระวานน้อยแรกรัก บทที่ 1

บทที่ 1 ในช่วงเวลาที่หนาวเหน็บที่สุดของเหมันต์ฤดู เมืองหลวงมีหิมะปลิวว่อนดุจขนห่าน ลมหนาวยามคืนเหมันต์พัดพาให้โคมไฟที่มุ...

กระวานน้อยแรกรัก

ทดลองอ่าน กระวานน้อยแรกรัก บทที่ 2

บทที่ 2 อารมณ์ดีๆ อันมาจากการชื่นชมรูปโฉมอันงามงดเฉิดฉันของหมิงถานยังคงอยู่ต่อไปจนกระทั่งออกจากจวนเดินทางเข้าวังหลวง นอก...

กระวานน้อยแรกรัก

ทดลองอ่าน กระวานน้อยแรกรัก บทที่ 3

บทที่ 3 ระหว่างทางมุ่งหน้าไปหอทิงอวี่ ไป๋หมินหมิ่นชื่นชมว่าไฉนเผยซื่อถึงได้วางตัวดีเช่นนี้อยู่พักหนึ่ง ต่อมาก็บ่นอิดออดว...

jamsai.com