Guest   
 
Username:
Password:




 


  
 



 
อ่านเรื่อง
มหาสงครามพ่อมดคนที่สอง
ภูยาคติ
ศึกบัลลังก์กษัตริย์วังน้ำ 13 : สิ่งที่ต้องทำให้ได้ของเจ้าหญิง
25
14/05/2555 20:20:58
228
เนื้อเรื่อง
ศึกบัลลังก์กษัตริย์วังน้ำ 13 : สิ่งที่ต้องทำให้ได้ของเจ้าหญิง
 
                การสร้างปาฏิหาริย์นั้นยาก แต่การทำให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้นยากยิ่งกว่า...
 
                รุ่งเช้ายามเมื่อตะวันโผล่พ้นผืนทะเลได้เพียงครึ่งหนึ่ง มีรับสั่งจากกษัตริย์แห่งวีสให้เชิญเหล่านักรบผู้กล้าหาญให้มาเข้าเฝ้า
                ณ เก้าอี้หินสีฟ้าตัวเดิมมีชายชราวัยหกสิบต้นๆ นั่งรอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว แม้เขาจะนั่งอยู่ตรงนี้เช่นเมื่อวาน แต่สภาพร่างกาย สีหน้า และแววตากลับต่างออกไป พระองค์คงหายดี
                “ก่อนอื่นข้าต้องขอขอบใจพวกเจ้าเป็นอย่างมาก ข้าและเมืองวีสแห่งนี้เป็นหนี้พวกเจ้า” เสียงนุ่มๆ ของกษัตริย์วัยหกสิบสามปีกล่าวบนเก้าอี้สีฟ้าอันศักดิ์สิทธิ์ โดยมีพระธิดาทั้งสองของพระองค์ยืนขนาบอยู่ทั้งซ้ายและขวา
                “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรฝ่าพระบาท” นักรบพเนจรที่คุกเข่าอยู่กล่าวรับอย่างนอบน้อม
                “นะ-นั่นสิ” จัสตินที่คุกเข่าอยู่ข้างๆ ดูตื่นตัวกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เขาก้มๆ เงยๆ ทำตัวเงอะงะ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะวางตัวอย่างไรเมื่ออยู่ต่อหน้ากษัตริย์แห่งวีส เขาไม่รู้ธรรมเนียมอะไรเลย
                “โดยเฉพาะเจ้า... จัสติน”
                “เห ฉันหรอ!?” จัสตินเงยหน้าขึ้นอุทานเสียงดังพร้อมกับใช้นิ้วชี้ไปที่อกตัวเองอย่างแปลกใจ
                “ใช่ ข้าได้รู้มาว่าเจ้าเป็นคนปกป้องไอเรนลูกสาวของข้าให้พ้นจากอันตรายด้วยดาบเทพวารีมิใช่หรือ”
                “พูดตามตรงแล้วฉันก็แค่ฟลุ๊คน่ะ...ใช่ มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญ” จัสตินตอบอย่างไม่มั่นใจ ความรู้สึกเหี่ยวๆ นี้ไม่ได้ดั่งใจอีวานเสียเหลือเกิน จนอีวานต้องเรียกเขาเข้ามาใกล้ๆ
                “เดินมาหาข้าสิท่านนักรบ” พระองค์เรียกจัสตินว่านักรบ และพระองค์คิดเช่นนั้นจริงๆ มันทำให้จัสตินแอบอมยิ้มอยู่ในใจ นี่กษัตริย์ของวีสเรียกฉันว่านักรบเชียวนะ
                จัสตินเดินไปหากษัตริย์อีวาน ระหว่างเดินขึ้นบันไดเขาพยายามทำตัวให้ปกติมากที่สุด แต่ความประหม่าของเขาก็ยังมองเห็นได้ชัดจากมือและนิ้วทั้งสองข้างที่ไม่ค่อยจะอยู่สุกเท่าไรนัก ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไรแต่นิ้วมือมันจ้องจะขยับอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเท้าทั้งสองของชายหนุ่มหยุดลงบนบันได้ขั้นสุดท้าย อีวานยื่นมือขวาออกไปสัมผัสลงบนกระหม่อมของเด็กหนุ่มเบาๆ จัสตินสะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็ไม่กล้าจะแหงนหน้าขึ้นสบตา ทำได้เพียงแค่ก้มมองพื้นต่อไป
                “ข้าได้ฟังเรื่องราวมามากมาย ข้ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบกับเด็กหนุ่มในคำทำนาย และข้ายินดียิ่งขึ้นไปอีกเมื่อรู้ว่าเจ้าสามารถใช้ดาบเทพวารีได้ ข้าจึงตัดสินใจมอบของสองสิ่งให้กับเจ้า...” กษัตริย์อีวานชักมือกลับแล้วหยิบสิ่งของสองสิ่งยื่นให้กับจัสติน เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองสิ่งของที่พระองค์มอบให้อย่างประหลาดใจ นี่พระองค์ให้ฉันจริงๆ อย่างนั้นหรือ!?
                สิ่งของทั้งสองที่กษัตริย์อีวานยื่นให้สิ่งแรกคือดาบซึ่งมีฝักสีฟ้าเล่มหนึ่งกับตราหินวงกลมสีฟ้าอันหนึ่งซึ่งมีลายสัญลักษณ์โลมาคู่สลักไว้บนพื้นหินอย่างสวยงาม ดาบเล่มสีฟ้านี้ฉันรู้จักมันดีอยู่แล้วเพราะก็ฉันเคยใช้มันปกป้องพวกพ้องที่ฉันรักไว้นี่ แต่ตราหินวงกลมนี้คืออะไรกัน?
                “สิ่งแรกคือดาบเทพวารีซึ่งเจ้าคงจะรู้จักมันดีแล้ว ส่วนอีกสิ่งหนึ่งคือตรากษัตริย์แห่งวีส” อีวานยื่นดาบและตราให้ทันทีที่พูดจบ พระองค์ไม่ลังเลเลยที่จะยกสองสิ่งสำคัญนี้ให้กับเขา พระองค์คิด เด็กหนุ่มท่านนี้จะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงโลก ของสองสิ่งนี้คงช่วยเขาได้แน่ ไม่สิ...ที่ข้าให้เขามันเป็นเพราะข้ารู้สึกว่าเขาเหมาะที่จะเป็นกษัตริย์แห่งวีสคนต่อไป
                จัสตินรับมาอย่างอึ้งๆ เขาหยิบตราขึ้นและจ้องมองมัน “ตรากษัตริย์แห่งวีสอย่างนั้นหรอ?”
                “ใช่แล้ว...มันคือตราสัญลักษณ์ที่ข้าจะมอบให้เฉพาะกับผู้ที่จะเป็นตัวแทนของข้าเท่านั้น โดยปกติแล้วข้าจะมอบให้แก่อัศวินที่ได้รับภารกิจสำคัญจากข้าเท่านั้น ฉะนั้นแล้วไม่ว่าเจ้าจะไปอยู่บนผืนเมืองใดเจ้าจะคือตัวแทนของข้า เจ้าจะได้รับการต้อนรับอย่างดีเยี่ยม...เจ้าจะคือชายหนุ่มผู้อยู่ในฐานะกษัตริย์แห่งวีสอย่างถูกต้อง”
                “ของทั้งสองอย่างนี่มันมีค่ามากฉันคิดว่า...” พระองค์ยิ้มทันทีเมื่อเห็นจัสตินเริ่มพูดไม่เข้าท่าก่อนจะพูดสวนกลับไปทันทีเพื่อขวางไม่ให้เขาคิดอุตริไปไกลกว่านี้
                “ข้ารู้ดีว่าข้ากำลังทำอะไรอยู่หนุ่มน้อย! ที่ข้ามอบสิ่งของสำคัญทั้งสองนี้ให้แก่เจ้านั่นก็เพราะข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้า ข้าเติบโตและผ่านอะไรมามากกว่าเจ้านักฉะนั้นอย่าแม้แต่จะปฏิเสธข้า แม้ในตอนนี้เจ้าจะยังเป็นดักแด้ที่อยู่ในรังอันอ่อนแอ...แต่เชื่อข้าสิ สักวันเจ้าจะกลายเป็นผีเสื้อธรรมดาที่งามสง่ายิ่งกว่าพญาหงส์ตัวใด
                “พระองค์...” จัสตินอุทานออกมาอย่างปลาบปลื้ม มันเป็นน่าเหลือเชื่อที่จะมีใครสักคนยอมรับฉันถึงเพียงนี้ ฉันจะไม่อวดอ้างว่าฉันจะเป็นแบบนั้น แต่ฉันให้สัญญาว่าฉันจะพยายามทำให้ได้...
                “จงมั่นใจเถิด... ดาบเทพวารีไม่เคยยอมให้ผู้ที่มีจิตใจอ่อนแอและสกปรกเป็นผู้ใช้มัน มันคือดาบแห่งสายน้ำอันบริสุทธิ์ที่จะมีเพียงมนุษย์ผู้มีจิตใจบริสุทธิ์และเมตตาเฉกเช่นมันเท่านั้นจึงใช้ได้ และจงยินดีเถิด... สายนทีที่ไหลเวียนอยู่ในกายของเจ้าคือสิ่งยืนยันแล้วว่าเจ้าคู่ควรกับมันมากเพียงใด จงรับทั้งสองสิ่งนี้ไปแล้วใช้มันเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ไปในทางที่ควร” สำหรับจัสตินแล้วนี่เป็นคำกล่าวยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยได้ฟังมา แม้มันจะเต็มไปด้วยความกดดันมากมายแต่สำหรับเขาแล้วมันช่างมีค่าและน่าจดจำ...
                “ฮื่อ...ฉันจะทำให้ดีที่สุด” จัสตินตอบ เขานิ่งขึ้นจนดูคล้ายกับว่าความประหม่าทั้งหลายของเขาได้สลายสิ้นแล้ว แววตาของเขาดูหนักแน่นขึ้นท่ามกลางรอยยิ้มของกษัตริย์อีวาน คาร์นเอลลู เฮเลน หรือแม้กระทั่งไอเรนที่ยืนอยู่ข้างกายพระองค์ ไม่นานพระองค์ก็ลุกขึ้นเดินไปทางออกด้านหลัง
                เฮเลนเดินตามพระบิดาของเธอไปในทันที ไอเรนหยุดมองจัสตินอยู่ครู่หนึ่งด้วยสายตาที่ปลาบปลื้มพลางคิดในใจว่าเขานี่แหละเหมาะที่สุด จัสตินเงยหน้าขึ้น ทั้งสองสบตากัน ไอเรนยิ้มหวานครั้งหนึ่งก่อนเดินตามพระบิดาของเธอไป
                “อ้อใช่!ข้าต้องฝากขอบใจราชสีห์ตนนั้นแทนข้าด้วย แม้เขาจะไม่ได้มาร่วมฟังในครั้งนี้แต่ข้าคิดว่าเขาก็คงอยากได้ยิน” อีวานหันกลับไปมองหนุ่มน้อยที่กำลังกำหมัดแน่นพลางกล่าวยิ้มๆ ด้วยดวงตาอันอ่อนโยนก่อนเดินจากไป
                จัสตินมองไปยังกษัตริย์และพระธิดาทั้งสองที่กำลังเดินจากไปยังที่พักของพวกเขาอย่างช้าๆ เขามองคนเหล่านั้นด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ เขาหวังแค่เพียงหญิงสาวผิวขาวตัวน้อยที่เดินอยู่หลังสุดจะหันหน้ากลับมามองเขาแม้เพียงครู่ แต่มันช่างเศร้าเหลือ...ที่เธอไม่ทำเช่นนั้น
                “ได้เวลาไปกันแล้วสหาย” จัสตินหันกลับไปมองคาร์นเอลลูที่ยืนเรียกอยู่ด้านหลัง “มาเถอะ” นักรบหนุ่มยกมือขวาขึ้นกวักเรียก
                จัสตินแหงนหน้าขึ้นมองเพดานที่อยู่สูงและไกลออกไปจากตัวเขา ทุกส่วนโครงสร้างของพระราชวังแห่งนี้ทำจากหินสีฟ้าด้วยกันทั้งสิ้น สีที่ทำให้เขารู้สึกนึกถึงบางสิ่งหรือบางคน เขาหลับตาอย่างช้าๆ ก่อนก้มหน้าลงต่ำแล้วจึงถอนหายใจ เขาลืมตาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง “อืม...เราไปกันเถอะ”
                เด็กหนุ่มกลับหลังหันและก้าวเดินไปโดยไม่รู้ตัวเลยว่าในขณะนั้นเจ้าหญิงตัวน้อยได้แอบเหลียวหลังมามองแผ่นหลังของเขาอย่างมีความหวัง
            คาร์นเอลลูและจัสตินยิ้มให้กันอย่างอบอุ่นการเดินครั้งใหม่ใกล้เข้ามาแล้ว
 
                เจ้าหญิงผู้งดงามทั้งสองเดินมาส่งพระบิดาถึงหน้าประตูเหล็กสีแดงซึ่งเป็นประตูห้องส่วนตัวของกษัตริย์ เมื่อนิ้วมือแต่ละนิ้วของพระองค์สัมผัสกับห่วงคล้องสีทองบนบานประตูก็ไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณ
                “ขอบใจมาก” พระองค์กล่าวพลางผงกหัวครั้งหนึ่งพร้อมกับออกแรงดันประตู
                “ดะ-เดี๋ยวท่านพ่อ!” ไอเรนเปล่งเสียงดังออกมา สีหน้าของเธอเหมือนมีบางอย่างไม่สบายใจ
                “มีอะไรอย่างนั้นหรือไอเรน” พี่สาวผิวแทนข้างๆ เธอเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล
                พระบิดาของเธอไม่เอ่ยถามสิ่งใดและไม่หันกลับมาสบตาเธอแม้แต่น้อย แต่พระองค์กลับกล่าวกับเธอราวกับว่ารู้ใจ “จงไปเถิดลูกรัก หากนั่นคือเส้นทางที่เจ้าได้ตัดสินใจไปเรียบร้อยแล้ว ข้าคงขวางเจ้าไม่ได้ ไม่สิ...ต่อให้ขวางเจ้าได้ ข้าก็ไม่ใจร้ายพอที่จะทำเรื่องเช่นนั้นอยู่ดี”
                “เรื่องร้ายๆ !? เรื่องอะไรเหรอคะท่านพ่อ...?” ไอเรนถามอย่างสงสัย
                “ก็อย่างเช่นการแยกคนรักให้จากกันยังไงล่ะ” พระองค์กล่าวพร้อมกับอมยิ้มไปด้วยแต่ไอเรนกลับกลายเป็นคนที่มีท่าทีลุกลี้ลุกลนผิดปกติแทน
                “ไม่ใช่อย่างนั้นนะ!ข้าแค่...” หลังจากที่เธอพยายามแก้ตัว พี่สาวของเธอก็เริ่มเผยยิ้มน้อยๆ ออกมาบ้าง
                อีวานหัวเราะน้อยๆ พร้อมกับละมือออกจากบานประตูหนัก พระองค์หันหน้าไปมองลูกสาวของตนเองอย่างเข้าใจ “เจ้าไม่จำเป็นต้องพูดอะไรทั้งสิ้นไอเรน เจ้าอาจพยายามหลอกตัวเอง หลอกพี่เจ้า หลอกเจ้าหนุ่มนั่น หรือเจ้าจะหลอกใครก็ตาม แต่ข้าผู้เป็นพ่อของเจ้านั้นรู้ดีที่สุด ข้าเลี้ยงเจ้ามาตั้งแต่เกิด ข้าอยู่กับเจ้าตั้งแต่ตอนนั้น ข้าเป็นคนเพาะบ่มเจ้าข้าจึงรู้จักเจ้าดีที่สุดลูกสาวตัวน้อยของข้า ใช่...นั่นก็เพราะเจ้าเป็นลูกของข้า และข้าเป็นพ่อของเจ้า
                “ท่านพ่อ...” เจ้าหญิงสาวร่างบางเริ่มมีน้ำซึมออกมาจากดวงตาน้อยๆ เธอถาโถมเข้ากอดพระบิดาของเธออย่างแนบแน่น ความอบอุ่นที่ไม่ว่าจะเมื่อใดก็จรรโลงใจเธอได้เสมอ ความรักอันยิ่งใหญ่ที่ไม่ว่าจะเมื่อใดก็จะเข้าใจและมีให้เสมอ “ข้ารักท่านนะ... ท่านพ่อ”
                “ข้ารู้ไอเรน แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องห่วงข้า อย่าทำให้ข้าต้องรู้สึกผิดที่ทำให้เจ้าพลาดโอกาสสำคัญของเจ้าไป อย่าทำเช่นนั้นลูกรัก” กษัตริย์วัยหกสิบสามใช้แขนทั้งสองโอบกอดเธอ พระองค์ลูบหลังของเธอเบาๆ อย่างอบอุ่นและอ่อนโยน
                “ข้ารักท่านนะ ท่านพ่อ!” ไอเรนย้ำคำอีกครั้งให้มั่นใจ
                “ข้าก็รักเจ้า ไอเรน แต่เจ้าควรรีบไปเถิด พวกเขาคงใกล้ออกเดินทางกันแล้ว” เมื่อกล่าวจบอีวานใช้มือทั้งสองผละลูกสาวคนสุดท้องออกจากอ้อมกอดพร้อมกับยิ้มอย่างอบอุ่น
                ไอเรนจ้องหน้าซึ่งยิ้มแย้มแต่เต็มไปด้วยรอยย่นของพระบิดา เธอใช้มือขวาอันขาวนวลปาดน้ำตาทั้งสองข้าง “ข้าไม่รู้ว่าควรกล่าวกับท่านเช่นไรท่านพ่อ”
                “แค่คำง่ายๆ ก็พอลูกรักของข้า ลาก่อนไอเรน...” ใช่แล้ว...บางครั้งการใช้คำพูดอันเรียบง่ายนั้นก็เพียงพอแล้วที่บ่งบอกความหมายได้หลายร้อยพัน
                “ลาก่อนท่านพ่อ...” เธอหันหนีพร้อมกับเดินจากทันทีที่กล่าวจบเพื่อปกปิดหยาดน้ำตาที่จากจะอดกลั้นไม่ให้รินไหลอีกครั้งหนึ่ง
                ต่อให้เจ้าจะจากข้าไปไกลแม้นอีกฟากหนึ่งของโลก แต่ข้าอยากจะขอให้เจ้าได้จดจำเอาไว้ว่า ไม่ว่าเจ้าจะรอนแรมห่างข้าไปไกลหรือแสนนานเพียงใด แต่เมื่อใดที่เจ้ากลับมา เมื่อใดที่เจ้ามายืนตรงที่แห่งนี้อีกครั้ง ที่นี่จะยังคงเป็นบ้านของเจ้า ดินแดนแห่งนี้ยังพร้อมต้อนรับเจ้า ข้าคนนี้จะยังคงมอบรอยยิ้มแห่งความสุขนี้ให้กับเจ้า ...ไม่ว่าเจ้าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม ไอเรน ... “ลูกรักของข้า”
 
                “ที่นี่มันด้านหลังของวังไม่ใช่เหรอ?” จัสตินพูดพร้อมกับมองกำแพงสีฟ้าอันใหญ่โต ห่างไปด้านขวาอีกไม่ไกลมีป้อมปราการซึ่งสร้างจากหินชนิดเดียวกันอยู่ ด้านบนของป้อมปราการมีทหารของวีสยืนอยู่ฝั่งละสองคน โดยคนหนึ่งมีแตรไว้ส่งสัญญาณเมื่อเจอเหตุร้ายและอีกคนมีธนูไว้เพื่อโจมตีข้าศึก ทั้งหมดต้องยืนตากแดดตากลมเพราะไม่มีหลังคา
                “แน่นอนล่ะเจ้าหนู นี่คงไม่ใช่ด้านหน้าแน่นอน” เจ้าของเสียงประชดทุ้มๆ นี้คงมิใช่อื่นใครนอกเสียจากเรอาห์ อดีตราชสีห์แห่งวีส
                จัสตินหันหลังไปมองเรอาห์ด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายแต่เรอาห์ที่อยู่ด้านหลังกลับยิ้มยียวนพร้อมกับยักคิ้วน้อยๆ จัสตินคิด ให้ตายสิทำไมหมอนี่ต้องจ้องจะขัดฉันตลอดนะ
                เด็กหนุ่มถอนหายใจหนึ่งครั้งก่อนเร่งฝีเท้าเดินหนีไปถามคาร์นเอลลูที่อยู่หน้าสุด “นี่ทำไมคนเฝ้ายามถึงมีแค่นี้เองล่ะ” เรอาห์ยิ้มอย่างผู้ชนะ ดูท่าเขาจะสะใจกับการกลั่นแกล้งจัสตินเหลือเกิน
                “นั่นก็เพราะว่าเมืองวีสในยามนี้เป็นช่วงที่สงบไม่มีเรื่องรบใดๆ และยังไม่มีเรื่องใดให้ระแวงอีกด้วย” คาร์นเอลลูตอบด้วยใบหน้าซังกะตายเหมือนเช่นทุกครั้ง
                “แล้วนี่เรากำลังจะไปไหนกัน”
                หนักรบหนุ่มผมยาวหยุดเท้าลงพร้อมกับชี้ไปยังประตูบานใหญ่สีแดงซึ่งอยู่ระหว่างป้อมปราการทั้งสอง เมื่อครู่มันคงถูกบดบังด้วยส่วนที่โค้งเว้าของป้อมปราการทั้งสอง
                “เปิดประตู!!!” ทหารบนป้อมปราการคนหนึ่งตะโกนเสียงดังทำให้จัสตินรู้ว่ายังมีทหารทำหน้าที่นายทวารอยู่อีกสี่คน และสองในสี่นั้นกำลังเปิดบานประตูให้แก่พวกเรา
                เมื่อประตูถูกดึงเปิดออกจนเสร็จสิ้น จัสตินรีบวิ่งไปดูทันที ดิน ต้นไม้ ใบหญ้า และความอับชื้น... นี่เขาต้องเจอกับป่าอีกแล้วรึนี่
                “ให้ตายสิ!โลกนี้มันจะอุดมสมบูรณ์ไปไหนนะ” เด็กหนุ่มท้าวเอวประชดด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์
                “รีบไปกันเถอะเจ้าหนู จุดหมายอยู่อีกไม่ไกลแล้ว” เรอาห์กล่าวระหว่างเดินแซงไป
                จัสตินหันกลับไปมองด้านหลังอีกครั้งหนึ่งราวกับมีบางสิ่งที่ยังค้างคาใจของเขาอยู่ ใบหน้าของเขาบ่งบอกว่าเขากำลังอาลัยวรณ์บางสิ่งอย่างชัดเจน
                ตุบ... คาร์นเอลูใช้มือขวาวางบนไหล่เด็กหนุ่มเบาๆ “เราต้องรีบไปกันแล้วสหาย”
เด็กหนุ่มลดสายตาลงมองฝ่ามือที่บีบไหล่ขวาของเขาเบาๆ อยู่ เขาหันกลับไปมองอีกครั้งพร้อมขมวดคิ้วน้อยๆ แล้วจึงหันหน้ากลับมามองนักรบพเนจรผมยาว “นั่นน่ะสินะ...” เขาฝืนยิ้มก่อนจะเดินไป
                ก็นะ... ถ้าหากสิ่งไหนที่มันไม่ได้เป็นของเรา จะยื้อหรือจะหวังอย่างไรมันก็ไม่อาจเป็นของเรา แต่ถ้าหากสิ่งไหนถูกลิขิตให้เป็นของของเราแล้วล่ะก็ ต่อให้จากกันไปไกลสุดฟ้าหรือขอบโลก เราคงได้ครอบครองมันสมใจในซักวันแน่
                ระหว่างที่พวกเขาทั้งสามกำลังจะก้าวเท้าพ้นเขตประตูไปเสียงเรียกของความรักก็ดังกู่ก้องไปทั่ว “ท่านจัสติน...!!!” เสียงขานชื่อเด็กหนุ่มในคำทำนายจากเจ้าหญิงสาวอันสูงส่ง เธอมาทันเวลาพอดิบพอดี
                สีหน้าของไอเรนดูเป็นกังวลมาก คิ้วของเธอขมวดเข้าหากันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เธอจ้องไปยังเด็กหนุ่มในคำทำนายอย่างโล่งใจ เธอคิดว่า ข้าเกือบพลาดสิ่งสำคัญไปเสียแล้วสิ ต้องขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าที่ไม่ให้ข้าคลาดกับเขาไป
                จัสตินรีบหันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว “ไอเรน...!”รอยยิ้มของหนุ่มน้อยที่ห่างหายไปนานเริ่มหวนกลับคืนมาบนใบหน้าอีกครั้งหนึ่ง
                นักรบทั้งสองจ้องมองไปยังเจ้าหญิงโฉมงามกับเด็กหนุ่มผู้กล้าตัวน้อยแล้วอดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม...
                เจ้าหญิงชุดขาวกางเกงดำวิ่งโถมเข้าใส่ชายหนุ่มอย่างยินดี ใบหน้าของเขาและเธอช่างดูมีความสุขเหลือเกิน
เธอกระโดดโอบกอดเขาทันทีเมื่อถึงตัว
“ดะ-เดี๋ยวซี่!” จัสตินใช้ทั้งสองมือผลักเธอออกจากตัวจนสำเร็จก่อนจะใช้มือทั้งสองมือนั้นจับไหล่เธอเอาไว้ “นี่เธอมากอดฉันทำบ้าอะไรของเธอเนี่ยยายเซ่อ ไม่เห็นจำเป็นต้องดีใจเว่อร์ขนาดนั้นเลย!”
                “จำเป็นสิ!” เธอตอบด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจบางอย่าง
                “เอ๋...!?” เด็กหนุ่มอึ้งและงงไปทันควัน นี่เธอบ้าไปแล้วหรือไรกัน
                “มีใครบ้างล่ะที่ไม่ดีใจเมื่อได้รู้ว่าจะได้เดินทางไปบนโลกกว้างกับคู่อภิเษกของตนเอง”
                “หา!!!เมื่อกี้ที่เธอพูดหมายความว่ายังไง!?” จัสตินเผลอทำหน้าตกใจชนิดหลุดโลกออกมา นี่เธอไปแล้วจริงๆ สินะเนี่ย
                “ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะทำให้ท่านยอมอภิเษกกับข้าให้ได้”
“ดะ ดะ-เดี๋ยวก่อน! อภิเษก!?นี่เธอบ้าไปแล้วจริงๆ ใช่ไหม” เด็กหนุ่มโบกไม้โบกมืออย่างลนลาน เขาไม่ได้เตรียมใจรับการจู่โจมสายฟ้าแลบครั้งนี้มาก่อน ไม่สิ...ไม่เคยคิดเลยจะถูกกว่า
“ละ-แล้วนั่นเฮเลนนี่นา!” เขาต้องร้องเสียงหลงอีกครั้งเมื่อเห็นหญิงสาวผิวแทนที่อยู่ไกลออกไป นางสวมชุดขาวแขนยาวและกางเกงดำขายาวซึ่งเหมือนกับไอเรน เพียงแต่หากเปรียบเทียบกันแล้ว พี่สาวของเธอดูเป็นผู้ใหญ่และดูเซ็กซี่มากกว่า
“ฮื่อ!ใช่แล้ว ท่านพี่เฮเลนต้องการตามมาดูแลข้าน่ะ” หญิงสาวยิ้มร่าออกมาอย่างดีอกดีใจ “รีบไปกันเถอะ พวกท่านรีบไม่ใช่เหรอ!”
“ดะ-เดี๋ยวก่อนซี่เธอจับมือฉันแน่นเกินไปแล้วนะ ฉันเจ็บนะ!” ไอเรนจับมือเขาไว้แน่น...เธอหวังว่าฝ่ามือนี้จะแน่นพอที่จะทำให้เขาอยู่กับเธอโดยไม่จากไป
เธอต้องการจับเขามัดไว้ด้วยฝ่ามือน้อยๆ อุ่นๆ และหัวใจของเธอดวงใหญ่ของเธอ
“ก็ข้าบอกแล้วยังไงเล่าว่าข้าจะทำให้ท่านยอมอภิเษกกับข้าให้ได้...” เธอคิด
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
    มีปัญหาทางเว็บ ติดต่อ [email protected] จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 264 ท่าน

Line PM