Guest   
 
Username:
Password:




 


  
 



 
อ่านเรื่อง
มหาสงครามพ่อมดคนที่สอง
ภูยาคติ
ศึกบัลลังก์กษัตริย์วังน้ำ 12 : สายนทีแห่งวีส
24
03/05/2555 10:55:49
256
เนื้อเรื่อง
ศึกบัลลังก์กษัตริย์วังน้ำ 12 : สายนทีแห่งวีส
 
                สายนทีแห่งวีสจะไหลหลากและเชี่ยวกรากดุจดั่งทะเลคลั่งด้วยเสียงของคำปฏิญาณและปณิธานแห่งการปกป้อง
            การเปลี่ยนแปลงของเด็กหนุ่มในครั้งนี้จะสร้างตำนานที่ไม่มีวันลืมเลือน
 
                “แค่ กๆ” เสียงกระแอมของชายร่างยักษ์ที่อาการสาหัสดังขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เขาอ้าปากหายใจพะงาบๆ เสียงลมหายใจของเขาแผ่วเบา...แต่เพียงแค่นี้ก็ถือเป็นปาฏิหาริย์แล้วหากดู จากสภาพร่างกายของเขา
                “เรอาห์!?” นักรบพเนจรผมยาวขานชื่อด้วยน้ำเสียงประหลาดใจพร้อมจ้องมองไปยังร่างของเรอาห์ที่เริ่มมีสีหน้าและอาการดีขึ้น
                “ดาบ เทพวารีเป็นดาบเทพแห่งการปกป้อง แต่หากผู้ใช้มีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องพอเท่านั้นจึงจะใช้ความสามารถในการ รักษาได้ ขนาดฝ่าพระบาทยังไม่สามารถใช้ความสามารถนี้ได้เลย แต่ท่านเด็กหนุ่มผู้นี้กลับดึงพลังอันแสนวิเศษของดาบเทพวารีออกมาใช้ได้ ตั้งแต่ครั้งที่ชักคมมันออกจากฝัก” แม่มดสาวห่างไปไม่ไกลกล่าวอธิบายถึงอีกหนึ่งความสามารถของดาบเทพวารี เธอไม่เคยเชื่อมาก่อนเลยว่าจะมีใครทำเช่นนั้นได้จริง
                “นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” เรอาห์ลืมตาตื่นอย่างตกใจ เขาใช้ศอกและแขนดันตัวเองขึ้นเล็กน้อย แต่ด้วยอาการบาดเจ็บที่ยังเหลืออยู่มากทำให้ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ดูเชื่องช้า ไปเสียหมดทุกอย่าง
                เขา ดันตัวเองขึ้นได้ระดับหนึ่งแล้วจึงแสดงสีหน้าตกใจ เขาพบว่าร่างของเขาเปียกและเฉอะแฉะไปด้วยน้ำ เขาหันลงมองด้านข้างของตนก็พบว่าบนพื้นที่เขานอนอยู่ก็นองไปด้วยน้ำจำนวนมาก เช่นกัน เขากวักน้ำขึ้นมาอยู่ในมือก่อนจะเทให้มันไหลรินกลับลงไป น้ำเหล่านั้นใสสะอาดและส่องประกายวิบวับ
                เขาหันกลับมาดูร่างกายตนเองอีกครั้งหนึ่ง เขาต้องประหลาดใจหนักขึ้นไปอีกเมื่อพบว่าน้ำเหล่านั้นกำลังรักษาและสมานปากแผลของเขาอยู่
                “นี่มัน...” เขาเบิกตาโตพร้อมกับคำถามที่มากมายอยู่ในหัว
                แจ๊ะๆๆ เสียงฝ่าเท้ากระทบน้ำดังเป็นจังหวะ “จัสตินยังล่ะ”
                เรอาห์ แหงนคอขึ้นมองคาร์นเอลลูอย่างช้าๆ ด้วยท่าทีประหลาดใจ “เจ้าหนูนั่นน่ะเหรอ?” เขาย่นคิ้วทวนคำพูดของนายเขาอีกครั้งด้วยสีหน้าไม่แน่ใจเท่าไรนัก
                “ใช่แล้วสหายข้า...เขาสร้างปาฏิหาริย์ได้จริงๆ” คาร์นเอลลูกล้าวพร้อมกับยิ้มบางๆ
                เรอาห์ทำหน้าอึ้งๆ ก่อนจะหันมองไปยังเด็กหนุ่มที่ยืนตระหง่านท่ามกลางเหล่าสายวารีบนผืนวัง เขาอุทานกับตัวเองช้าๆ ครั้งหนึ่ง
“ไม่น่าเชื่อ...นี่เป็นฝีมือของเจ้าหนูอย่างงั้นรึ!?”
 
                “เด็ก อย่างเจ้านะหรือที่จะล้มข้า...” เว็คเตอร์ใช้ขาขวายันตัวขึ้นมาพร้อมจ้องหน้า เขาแสยะยิ้มให้อย่างสะใจ เขามั่นใจและรู้ดีอยู่แล้วว่าต่อให้จัสตินใช้ดาบเทพวารีได้ก็ตามแต่นั่นก็ ไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาพ่ายแพ้ได้
                “ใช่ ด้วยดาบเทพวารีเล่มนี้ ฉันจะล้มแกเอง” แต่เด็กหนุ่มที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่กลับพูดอย่างมั่นใจ
                “จัส ติน... เจ้าปกป้องข้าอย่างนั้นหรือ” น้ำเสียงหวานๆ ของดังขึ้นจากด้านหลัง เธอจ้องมองแผ่นหลังของชายผู้ปกป้องเธอจากความกลัวและเหล่าพิษภัย แผ่นหลังนี้ช่างกล้าหาญเหลือเกิน
                “หลบ หลังฉันเอาไว้ มันจะมาแล้ว” เด็กหนุ่มกล่าวพร้อมกับยืดแขนซ้ายออกราวกับกำลังจะบอกศัตรูที่อยู่เบื้อง หน้าว่าถ้าหากคิดจะทำอะไรเธอแล้วล่ะก็ต้องข้ามศพเขาไปก่อน
                “อะ-อื้ม!” แม้ไอเรนจะตื่นกลัวแต่เธอก็ตอบรับและขยับตัวเองไปหลบหลังเขาตามที่เขาบอก
                “อ่อนหัดสิ้นดี!” เว็คเตอร์ฉวยโอกาสที่จัสตินประมาทซัดลูกไฟใส่อย่างรวดเร็ว
                เจ้า หญิงสาวกรีดร้องและปิดตาด้วยความกลัว จัสตินรีบชักมือซ้ายกลับอย่างว่องไว เขายกดาบเหวี่ยงไปด้านหลังแล้วหวี่ยงไปด้านหน้าอีกครั้งอย่างสุดกำลัง
                น้ำ จำนวนมากมายพวยพุ่งออกจากดาบมาสกัดเปลวเพลิงของเว็คเตอร์ไว้จนทำให้เกิดเป็น ไอหมอกคลอบคลุมไปทั่วชั่วขณะหนึ่ง เว็คเตอร์อาศัยช่วงเวลาที่ดวงตาจัสตินและเขาขาวโพลนจนไม่ต่างจากมืดบอดนั้น วิ่งตัดไปด้านซ้ายอย่างรวดเร็ว เขาจำตำแหน่งของจัสตินได้อย่างแม่นยำ
                “เจ้า เป็นเด็กที่วิเศษมาก อนาคตเจ้าคงจะแข็งแกร่งน่าดู แต่น่าเสียดายที่ต้องมาพบกับจุดจบเสียก่อน” เว็คเตอร์กล่าวลาก่อนจะซัดไฟอีกลูกเข้าใส่จากมุมอับสายตาของเด็กหนุ่ม
                เปลว ไฟพุ่งเข้าหาจัสตินอย่างรวดเร็วโดยที่เขาไม่รู้ตัว เว็คเตอร์นึกยิ้มปริ่มๆ ในใจแม้จะมีเหตุการณ์เหนือความแต่ปาฏิหาริย์ที่เด็กหนุ่มคนนี้สร้างขึ้นก็ทำ ให้เขาแอบประทับใจไม่น้อย
                ตูม มม... เสียงระเบิดดังขึ้นพร้อมกับสีหน้าอันหนักใจของเว็คเตอร์ เปลวเพลิงที่พุ่งไปเมื่อครู่กระจัดกระจายและจางหายไปในอากาศเหลือเพียงดาบสี เงินแวววาวที่เฉิดฉายท่ามกลางสมรภูมิรบอันขุ่นมัว
                “ชิ!” เขาอุทานอย่างเสียดายเมื่อรู้ว่าเปลวไฟเมื่อครู่ถูกนักรบพเนจรที่แกร่งที่สุดขัดขวางไว้ได้
                “มา ให้ข้าช่วยเถิดสหาย เจ้าคนเดียวคงไม่อาจชนะอัศวินผู้นั้นได้อย่างแน่นอน” เมื่อสลายเปลวเพลิงไปได้คาร์นเอลลูก็ยกดาบระดับไหล่ตั้งท่าพร้อมรบทันที
                “ละ-แล้วไอเรนล่ะ”
                เรอาห์ เดินเข้ามายืนข้างไอเรนพร้อมกับอาสา “หน้าที่คุ้มครองกษัตริย์อีวานกับเจ้าหญิงไอเรนให้เป็นหน้าที่ของข้ากับเจ้า หญิงเฮเลนเอง...”
                เด็กหนุ่มรีบหันควับกลับไปทันที “เรอาห์!” เขายิ้มแก้มปริ
                “ข้า ก็ไม่อยากพูดอย่างนี้นักหรอกนะ... แต่ตอนนี้เจ้าเหมาะที่จะช่วยท่านคาร์นเอลลูจัดการกับเว็คเตอร์มากกว่าจะมา ยืนคุ้มครองพวกข้า” เรอาห์กล่าวพร้อมกับยิ้มอย่างยียวน นี่แหละนิสัยของชายร่างยักษ์
                “แต่ว่า...”
                จัส ตินก็พูดไม่ทันจบเรอาห์ก็รีบแทรกทันที “จริงอยู่ที่ดาบเทพวารีเป็นดาบเทพแห่งการปกป้อง แต่คนที่จะช่วยสร้างช่องโหว่ให้ท่านคาร์นเอลลูบุกประชิดตัวเว็คเตอร์ได้ดี ที่สุดในตอนนี้ก็มีแต่ดาบเทพวารีเช่นกัน”
                “ว่าแต่ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าสายนทีแห่งวีสจะไหลเวียนอยู่ในตัวเจ้าเช่นเดียวกับกษัตริย์แห่งวีส”
                “สายนทีแห่งวีส? คราวก่อนตอนนั้นนายก็พูดอย่างนี้นี่นา มันคืออะไรอย่างแน่?”
                “สาย นทีแห่งวีสคือสิ่งที่เปรียบแทนจิตใจอันเปี่ยมไปด้วยความเมตตา ศรัทธา เสียสละ และพร้อมที่จะปกป้องคนที่ตนเองรักด้วยชีวิต มันเปรียบได้ดั่งสายโลหิตที่จะไหลเวียนอยู่เฉพาะในกายของเหล่าผู้สืบทอด บัลลังก์กษัตริย์แห่งวีสยังไงล่ะ” สิ้นสุดคำพูดของเรอาห์จัสตินก็ได้แต่นิ่งเงียบด้วยท่าทีอ้ำอึ้ง
                “ร้ายกาจจริงๆ สมแล้วที่เป็นนักรบพเนจรผู้สามารถดับชีพอัศวินลำดับที่สามแห่งพาดอร่าได้ แต่ดูซิว่าครั้งนี้ท่านจะยังรับได้อีกไหม!” เปลวเพลิงสีแดงเถือกลุกขึ้นบนผิวเนื้อทองของดาบเทพอัคคีอีกครั้งหนึ่ง การโจมตีครั้งนี้ต้องรุนแรงมากกว่าครั้งไหนๆ อย่างแน่นอน
                “ไป เถอะเจ้าหนู ได้เวลาเผชิญศึกแล้ว” เรอาห์กล่าวพร้อมกับจ้องเข้าในดวงตาของเด็กหนุ่มอย่างมั่นใจ เขาฝากความหวังทั้งหมดไว้กับเด็กคนนี้เรียบร้อยแล้ว
                “อื้ม!” จัสตินตอบรับสั้นๆ พร้อมกับหันหน้า
                “ระวัง ตัวด้วยทะ...ทะ-ท่านจัสติน” ไอเรนพูดติดๆ ขัดๆ ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อ แม้จะอายเพียงใดแต่ลึกๆ ในใจของเธอก็อยากจะบอกให้ได้ว่าเธอเป็นห่วงเขา
                เด็กหนุ่มยืดแขนขวาที่กำดาบแน่นจนสุดมือ “เชื่อใจฉันได้ ฉันนี่แหละจะล้มมันเอง” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นและน่าเชื่อถือ
แม้ไอเรนจะไม่ได้เห็นใบหน้าของเขาในขณะที่เขาพูด แต่เธอก็เชื่อจับใจ...เขากำลังยิ้มร่าอยู่อย่างแน่นอน
 
                “จงสิ้นลมไปซะ เพลิงพิโรธ!”เสียงแห่งความเคียดแค้นดังสนั่นครั้งอีกหนึ่งพร้อมๆ เปลวเพลิงขนาดมหึมาที่ถาโถมใส่ราวกับคลื่นทะเลเพลิง
                เปลวเพลิงสีแดงสดขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ มันใหญ่เสียจนทำให้พวกเขาดูเล็กลงไปถนัดตาเลยทีเดียว
                ชาย หนุ่มจากแดนไกลชี้ดาบไปข้างหน้า “กำแพงวารี” ทันใดที่เสียงของเขาเอ่ยดัง น้ำจำนวนมหาศาลก็ไหลออกมาจากดาบมากมาย น้ำเหล่านั้นเริ่มก่อตัวกลายเป็นกำแพงน้ำขนาดยักษ์เพื่อป้องกันอันตรายจาก ลูกเพลิงที่พุ่งเข้าใส่
                เหล่าเปลวไฟนรกสีแดงสดกระทบกับผืนกำแพงนทีแห่งวีสอย่างแรง!แม้เปลวไฟเหล่านั้นจะพยายามทะลุทะลวงผ่าม่านกำแพงน้ำมากเท่าใดก็ตาม แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะไร้ผล
                สายน้ำใสๆ ที่ก่อตัวเป็นกำแพงเหล่านั้นสลายเป็นเปลวไฟจนกลายเป็นไออย่างสิ้นเชิง...!
                ทุกอย่าง เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ทุกคนจ้องมองไปยังไอน้ำเหล่านั้นยังมีชายอีกคนหนึ่งไม่สนใจต่อสิ่ง ใด เป้าหมายของเขาคือศัตรูเท่านั้น!!!
คาร์น เอลลูไม่รอช้าเข้าบุกเข้าประชิดเว็คเตอร์ภายในเสี้ยววินาที ดาบสีเงินมันวาวของเขาถูกพลิกคมอย่างช้าๆ ก่อนถูกเหวี่ยงไปอย่างไร้ความลังเล
                เว็คเตอร์ถูกบุกประชิดโดยไม่ทันตั้งตัว เขาจ้องมองคาร์นเอลลูด้วยสายตาที่ตกตะลึงก่อนจะยกแขนซ้ายอันว่างเปล่าของเขาขึ้นมา
คาร์น เอลลูมองการเคลื่อนไหวนี้ของเขาเป็นเพียงการตอบสนองการโจมตีด้วยสัญชาตญาณ ปกติเท่านั้น เขาคิดเช่นนั้นจนกระทั่งแขนข้างนั้นกระทบกับดาบ
                เกร๊งงง…!เสียงดาบกระทบกับวัตถุปริศนาดังขึ้น...แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อแขนซ้ายของเขาที่ยกขึ้นมาป้องกันมีเพียงเนื้อบางๆ ของมนุษย์
                “อะไรกัน!?” นักรบพเนจรอุทานตาโต
“บ้าน่า...” จัสตินและคนอื่นเองก็เช่นกัน นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น ทำไมเขาถึงใช้แขนเปล่ารับได้ไว้ได้กันนะ!?
                “พวกท่านไม่มีทางชนะข้าได้หรอก... นั่นเป็นเพราะว่าร่างกายของข้าสามารถแปรเป็นหินผาได้ยังไงล่ะ!”
                แขน ซึ่งของเว็คเตอร์ซึ่งน่าจะขาดสะบั้นไปแล้วกลับไม่มีเลือดสักหยดที่ไหลริน หนำซ้ำแล้วคาร์นเอลลูกับจัสตินยังสังเกตเห็นสีและผิวของเขากลับกลายเป็นสี เทาเหมือนหินผาตามที่เขากล่าวอ้างอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
            แล้วมันเป็นไปได้อย่างไร!? มันต้องมีที่มาที่ไปอย่างแน่นอน...
 
                คาร์น เอลลูผงะกระโดดถอยหลังพร้อมกับเสียงของอัศวินเกราะเงินที่เย้ยตามมา “ท่านพลาดอีกแล้วนะท่านคาร์นเอลลู ช่างน่ายินดีจริงๆ แม้นักรบพเนจรที่ได้ชื่อว่าสุดแกร่งในโลกยังทำอะไรข้ามิได้ ช่างน่ายินดีเสียเหลือเกิน”
                คา ร์นเอลลู เรอาห์ และเฮเลน ต่างจ้องเขม็งไปยังร่างกายที่เปลี่ยนไปของเว็คเตอร์ ร่างที่กลายเป็นหินผาสีเทา ร่างกายที่ทิ้งความเป็นมนุษย์ออกไป พวกเขาจ้องมันเขม็ง
                “ทำหน้าเหมือนอยากจะถามว่าข้าทำได้อย่างไรเลยนะ” เขาเย้ยอีกครั้งในขณะที่พวกคาร์นเอลลูยังจ้องมองเงียบๆ
                “ข้าจะบอกให้พวกท่านรู้หน่อยก็ได้ว่าข้าได้ร่วมมือกับท่านพ่อมด ลูอิส ลูซิเฟอร์”
                “ลูอิส! ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!?” เรอาห์เป็นคนแรกและคนเดียวที่ถามกลับไปทันทีอย่างฉุนเฉียว
                “เรอาห์... ท่านคิดจริงๆ หรือว่าในตอนนั้นที่ท่านแกว่งดาบปลิดชีพเจ้าชายโอเว่นเกิดขึ้นเพราะความสะเพร่าของตัวท่านน่ะ?”
                “เว็คเตอร์!!!” เรอาห์ตะโกนอย่างขาดสติพลางมีท่าทีจะพุ่งเข้าใส่เว็คเตอร์ เขาอ้าปากกู่ร้องราวกับราชสีห์ที่คำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว
                “ช้าก่อนสหาย!” คาร์นเอลลูยื่นมือซ้ายกลับไปเพื่อเป็นการหยุดเรอาห์ที่กำลังฉุนเฉียวจนขาด สติ มันได้ผล เรอาห์มีทีท่าสงบสติลงอย่างช้าๆ การหยุดลงของเขาไม่ใช่ว่าเขาทำใจได้ แต่เขาเข้าใจถึงความเสี่ยงมากกว่า
                “อึก...!ข้า...”
                “ข้า เข้าใจเจ้าสหาย แต่หากเจ้าบุกเข้าไปอย่างขาดความสุขุมเช่นนี้ก็เท่ากับว่าเอาชีวิตไปทิ้ง เสียเปล่าๆ มันไม่สมเป็นท่านเลยจริงไหม ปล่อยให้เขาเล่าจนจบแล้วค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สายนี่”
                “ข้า กับท่านลูอิสร่วมมือกันวางแผนยึดครองเมืองวีสซึ่งเป็นพันธมิตรที่ดีที่สุด ของพาดอร่าอยู่นานจนกระทั่งท่านลูอิสยอมรับตัวข้า การที่ท่านมอบดาบเทพอัคคีและร่างกายนี้ให้กับข้า...นั่นคือสิ่งยืนยันยังไง ละ!ฮ่าๆๆ” เว็คเตอร์เล่าต่ออย่างสะใจ
                เสียง หัวเราะดังก้องไปทั่วท้องวัง คาร์นเอลลูจ้องมองไปยังบุรุษผู้ยอมละทิ้งความเป็นมนุษย์ไปเพื่อให้ได้มาซึ่ง ความแข็งแกร่งอย่างอเนจอนาถใจ
            “ว่าแต่ท่านลูอิสทำให้ร่างกายเจ้าเป็นอย่างนั้นได้อย่างไรกัน” คาร์นเอลลูถามอย่างไม่อ้อมค้อม
                “ด้วยสิ่งนี้ยังไงละ” เว็คเตอร์หงายแขนขวาขึ้นโชว์รอยสักให้คาร์นเอลลูได้เชยชม “รอยสักประหลาดเช่นเดียวกับที่เคยเห็นบนร่างของศัตรูที่ท่าน้ำเมืองอาเรนน์ มันเป็นสัญลักษณ์ของอะไรกันแน่
                “นั่นมันสัญลักษณ์อนันต์นี่นา!” จัสตินเสียงดังแทรกขึ้นมา
                ทุกๆ คนจ้องมองไปยังจัสตินเป็นตาเดียว “เจ้ารู้จักสัญลักษณ์นี้ด้วยอย่างนั้นหรือ” คาร์นเอลลูเอ่ยถาม
                “เอ่อ...คือ บนโลกของฉันเรียกมันว่า อนันต์ เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความไม่มีสิ้นสุดหรือคาดคะเนไม่ได้”
                “ข้า ไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าเอาชื่อนั้นมาจากไหน แต่สัญลักษณ์นี้ยังไม่มีชื่อ มันคือสัญลักษณ์ที่จะเกิดขึ้นบนแขนของผู้ที่ท่านลูอิสยอมรับแล้วเท่านั้น และเมื่อได้รับรอยสักนี้มาก็จะขึ้นอยู่กับว่าคนผู้นั้นจะได้รับความสามารถ พิเศษหรือไม่”
                “ข้าไม่เข้าใจอยู่ข้อหนึ่ง ความสามารถนั่นเลือกหรือกำหนดได้อย่างนั้นหรือ?” คาร์นเอลลูเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา
                “ไม่ ได้ขึ้นอยู่กับดวงหรอก ผู้ที่จะใช้ความสามารถพิเศษได้นั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีความแข็งแกร่งทั้งร่าง กายและจิตใจ ผู้ที่อ่อนแอมันจะไม่เกิดผล เขาผู้นั้นจะเป็นได้เพียงแค่ร่างทรงของท่านลูอิสซึ่งต่างจากผู้ที่ถูกยอมรับ จากเพลิงทมิฬ จึงทำให้เพลิงทมิฬที่แทรกซึมเข้ามาในกายข้าก่อให้เกิดพลังอันน่า อัศจรรย์...อย่างเช่นร่างกายที่เป็นหินกล้าของข้ายังไงล่ะ!”
                “ถ้าอย่างนั้นร่างของเจ้าก็คงจะแปรเป็นหินจริงๆ สินะ” คาร์นเอลลูกล่าวพร้อมกับยิ้มที่มุมปาก เขาได้รู้ในสิ่งที่ต้องการหมดแล้ว
                คาร์น เอลลูกระดิกใช้มือที่ถือดาบนั้นกระดิกนิ้วไปมาหลายๆ ครั้งเพื่อส่งสัญญาณบางอย่าง เมื่อจัสตินสังเกตเห็นก็ไม่รอช้าที่เรียกน้ำพุ่งโจมตีเข้าใจเว็คเตอร์
                “กระจอกน่า!” เว็คเตอร์เรียกเปลวเพลิงมาป้องกันตัวเองเพื่อสลายคลื่นน้ำ “ยังไงเสียดายของเจ้าก็ทำอะไรร่างกาย... อึก!”
                วูบ... คาร์นเอลลูเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนประชิดตัวของเว็คเตอร์อีกครั้งหนึ่ง เว็คเตอร์เบิกตาโพลงเล็กน้อยแต่ก็ยังวางใจในร่างกายอันแข็งแกร่งของเขาอยู่ เขาคิดว่าไม่ว่าอย่างไรคาร์นเอลลูก็ไม่สามารถทำร้ายร่างกายนี้ได้แน่นอน แต่เมื่อมองเข้าไปในดวงตาสีน้ำชาคู่นั้น...
คาร์นเอลลูไม่ได้คิดเช่นนั้นเลย
                คาร์น เอลลูแกว่งดาบวนจากซ้ายไปขวาอย่างว่องไปก่อนจะเอี้ยวตัวแล้วหยุดดาบในระนาบ เดียวกับหัวเข่า จัสตินที่ยืนมองอยู่ไกลรู้สึกคุ้นเคยกับท่าเช่นนี้เหลือเกิน...ใช่ มันคือท่าเดียวกับที่เขาใช้ผ่าร่างหมียักษ์เป็นสองเสี่ยง
                ทุกๆ อย่างหยุดลงราวกับเวลาบนโลกได้หยุดเดิน ความมืดเข้าครอบงำจัสติอย่างช้าๆ ตาของเขาถูกบังคับให้กะพริบลง และเมื่อดวงตานั้นลืมขึ้นอีกครั้งเขาก็พบว่าร่างหินของเว็คเตอร์... ถูกผ่าเป็นสองร่างไม่ต่างจากหมีใหญ่ในป่าเรปคราวนั้นเลย
                “เป็นไปไม่ได้...”
                “ในโลกนี้ไม่มีเพียงสองสิ่งที่ข้ากับดาบเทพไร้ชื่อเล่ม นี้ฟันไม่ขาด ข้าเข้าใจผิดว่าท่านจะสวมสิ่งนั้น ถ้าหากข้ารู้ว่าเป็นเช่นนี้แต่แรกมันคงไม่ยากแล้ว” นักรบพเนจรยืนเด่นสง่า เขาไม่รู้ตัวเลยว่าเขาทำให้หนุ่มน้อยที่มองอยู่ไม่ไกลทึกทักในใจว่าเขาเป็น ราวดั่งเทพเจ้าในตำนาน
                “หึหึ... ท่านอาจจะโค่นข้าได้ แต่ฝีมือเพียงเท่านี้เอาชนะห้าขุนพลของท่านลูอิสไม่ได้หรอก ฮ่าๆๆ!!!” เว็คเตอร์ร้องตะโกนอย่างสะใจหว่างที่ร่างทั้งสองส่วนของเขาหล่นลงกระแทกพื้น
เลือด...
ไม่ มีเลือดแม้นเพียงหนึ่งหยดที่ไหลออกจากร่างแม้นว่าดวงตาอันแวววาวของเขาจะ ค่อยๆ มืดจางลง เว็คเตอร์...เขาได้สูญสิ้นความเป็นมนุษย์แม้กระทั่งวินาทีสุดท้ายที่เขาจาก ไป
“ห้าขุนพลอย่างนั้นหรือ?” คาร์นลูนึกถามกับตัวเอง
                “ข้าต้องขออภัยเจ้าด้วยสหายข้า” คาร์นเอลลูก้มหน้ากล่าวพร้อมกับเก็บดาบเข้าฝักดังเดิม
                “ฉันไม่เข้าใจว่านายจะขอโทษฉันทำไม”
                “ข้าสมควรปล่อยให้เจ้าเป็นผู้จัดการ” นักรบหนุ่มค่อยๆ เงยและหันหน้ากลับไปมองจัสตินอย่างช้าๆ
                “ไม่เห็นสำคัญอะไรเลยนี่ ใครจะเป็นคนล้มเว็คเตอร์มันไม่ใช่เรื่องสำคัญซักหน่อย ที่สำคัญคือเราชนะต่างหาก”
                “นั่น สินะ แต่ข้าอยากให้เจ้ารู้ว่าสำหรับนักรบแล้ว “คำสัญญา” หรือ “คำสัตย์” นั้นสำคัญยิ่งกว่าคุณธรรมข้อใด” คาร์นเอลลูกล่าวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
                รอย ยิ้มที่ทำให้ใครต่อใครมิอาจห้ามได้ เมื่อใดก็ตามที่มันเผยแย้มออกมา ทางเดียวที่จะหยุดรอยยิ้มอุ่นๆ ของชายผู้นี้ได้ คือ...เราคงต้องยิ้มตอบอย่างยินดี
                จัสตินก้าวเดินกลับไปหาเจ้าหญิงผู้เลอโฉมที่เขาปกป้องไว้ด้วยชีวิต เธอมองจัสตินที่เดินเข้ามาหยุดยิ้มเบาๆ ปนหัวเราะต่อหน้าเธอ
“ปลอดภัยดีนะ” เขาถามเธอด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
                “ทะ-ท่าน จัสติน...” เธอพูดติดๆ ขัดๆ ก่อนหลบสายตาอุ่นๆ ที่เขาส่งมาให้อย่างเขินอาย เธอทำใจอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันหน้ากลับไปมองเขาอีกครั้งหนึ่ง “ข้าขอบคุณท่านจริงๆ ท่านจัสติน” ทั้งสองยิ้มและหัวเราะร่าออกมาราวกับเรื่องเลวร้ายที่ผ่านไปเมื่อครู่ไม่เคย เกิดขึ้นมาก่อน
 
                “ฝ่าพระบาท... ฝ่าพระบาท...” เสียงเรียกของหนุ่มใหญ่ร่างยักษ์และเจ้าหญิงสาวคนโตขานเรียกราชาแห่งวีสโดย หวังว่าพระองค์จะได้สติกลับมา พวกเขาหวังว่าเสียงเรียกของพวกเขาจะส่งไปถึงพระองค์
                พวก เขายิ้มอย่างโล่งใจเมื่อเห็นใบหน้าของพระองค์เริ่มมีสีโลหิต เนื้อตัวของพระองค์เริ่มอุ่นขึ้น และแววตาของพระองค์ก็เริ่มวาวขึ้นด้วย
                “ฝ่าพระบาท!”
                “ท่านพ่อ!?” เมื่อไอเรนได้ยินพี่สาวของเธอตะโกนเรียกพระบิดาเธอจึงลุกขึ้นและรี่เข้าไปหาพระบิดาอย่างเป็นห่วง
เจ้าหญิงคนน้องนั่งลงข้างพระองค์และใช้ฝ่ามือๆ น้อยๆ กุมฝ่ามืออันยิ่งใหญ่ของพระบิดาเธอไว้พลางขานเรียกพระองค์เบาๆ
                “ท่านพ่อลืมตาตื่นขึ้นสิ”
                “ไอเรน...” เสียงลมปากอันแผ่วเบาของพระองค์ที่ดังขึ้นทำให้พระธิดาทั้งสองยิ้มกว้างออกมา อดีตราชสีห์แห่งวีสอย่างเรอาห์ก็ด้วย
                “ฝ่าพระบาท!” “ท่านพ่อ!”
                “นั่นเฮเลนกับไอเรนใช่ไหม” พระองค์กล่าวอย่างแผ่วเบาพร้อมกับภาพที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
                “ใช่แล้ว!นี่ลูกท่านพ่อไง ท่านพี่เฮเลนกับไอเรน” ไอเรนส่งเสียงดังพร้อมกับเขย่ามือของพระองค์อย่างดีอกดีใจ และน้ำตาของเธอก็ไหลอีกครั้งหนึ่ง...
                น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นบนหลังมือของพระองค์ “เจ้าร้องไห้อย่างนั้นรึไอเรน?”
                เธอหายใจเข้าลึกครั้งหนึ่งก่อนจะบอก “ไม่เป็นไรหรอกท่านพ่อ มันคือน้ำตาแห่งความปิติ”
                “ข้าเข้าใจแล้ว...” พระองค์กล่าวก่อนจะหยุดลงเมื่อเห็นแผ่นหลังของชายร่างยักษ์คนหนึ่ง เขากำลังลุกขึ้นและพยายามจะเดินจากไป
“นั่นเจ้าใช่ไหม... เรอาห์?” พระองค์ถาม
                เรอาห์ หยุดเท้าลง เขาเลียริมฝีปากด้านขวาครั้งหนึ่งพร้อมถอนหายใจน้อยๆ ก่อนหันกลับไปเหลียวมองอีวานด้วยหางตา... เขาทำหน้าขรึมก่อนจะเดินจากไป
ใคร เล่าจะรู้? ใครเล่าจะเข้าใจ? ความรู้สึกของราชสีห์ผู้ซื่อสัตย์ซึ่งกลับกลายเป็นคนทรยศ แม้เขาจะยังรักเมืองชื่อวีสแห่งนี้อยู่ แต่สิ่งที่เขาทำในวันนี้ถือว่าหน้าที่ของเขาที่มีต่อผืนแผ่นดินได้สิ้นสุดลง แล้ว...หนี้ค้างของเขาถูกชำระเรียบร้อยแล้ว
                “ข้า อยากให้เจ้าได้รับรู้เหลือเกินว่า ข้ารู้สึกขอบใจให้ตัวเจ้าพอๆ กับที่รู้สึกเสียใจให้กับตัวเอง” กษัตริย์แห่งวีสเปรยออกมาขณะที่ราชสีห์เรอาห์ก้าวเท้าจากไป
                หลัง จากเหตุการณ์ร้ายได้สิ้นสุดลงจัสตินก็มอบดาบเทพวารีคืนให้แก่เฮเลน ส่วนดาบเทพอัคคีของเว็คเตอร์นั้นทางกษัตริย์อีวานได้ซ่อนไว้ในห้องลับแห่ง หนึ่งโดยคิดรอบคอบดีแล้วว่าเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย
            แต่กระนั้นในสถานที่อันมืดมิดซึ่งมีเพียงแสงเทียนอันน้อยนิดที่ส่องประกาย... การสนทนาอันน่างพรั่นพรึงกำลังบอกว่า ดาบยังไม่ปลอดภัย
 
            “ทำไมเจ้าถึงคลายคำสาปอีวานเสียล่ะ?” เสียงชายหนุ่มดังเล็ดลอดออกมาจากฮู้ดสีดำที่คลุมปิดหน้า
                “ข้าคิดว่าเมื่อเว็คเตอร์ตายแล้วข้าก็ไม่มีเหตุผลที่จะใช้คำสาปกับอีวานต่อไป” เสียงของหญิงสาวดังมาจากคนสวมชุดแบบเดียวกัน
                “เว็คเตอร์ตายจริงๆ แล้วอย่างนั้นสินะ...” เขากล่าวอย่างเสียดาย
                “ข้าพยายามทำเต็มที่แล้ว แต่ว่าท่านรู้หรือเปล่าเดสทรอย ต่อจากนี้ไปท่านลูอิสจะทำอย่างไร?”
                “นั่น ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะนำมาครุ่นคิด นายท่านมอบหมายให้เจ้าไปนำดาบเทพอัคคีคืนมาจากเมืองวีส และถ้าหากนายท่านต้องการอะไรเพิ่มเติมอีกข้าจะเป็นฝ่ายมาบอกเจ้าเอง”
“หน้าที่ ของเจ้ามิใช่การมานั่งคาดเดาหรือไถ่ถามความคิดของนายท่านจากข้า จงจำไว้ให้ดีเอลิส หน้าที่ของพวกเราคือปฏิบัติตามคำสั่ง ข้าจะไม่ขอพูดซ้ำอีก...เส้นทางที่พระเจ้าทรงวาดไว้ไม่เคยมีอะไรที่ไม่ถูก พระองค์ทรงรู้ทุกอย่าง” เขาพูดก่อนเดินจากไปในเงามืด
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
    มีปัญหาทางเว็บ ติดต่อ [email protected] จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 272 ท่าน

Line PM