Guest   
 
Username:
Password:




 


  
 



 
อ่านเรื่อง
มหาสงครามพ่อมดคนที่สอง
ภูยาคติ
พิเศษ อดีตเมืองวีส 2
21
04/04/2555 01:58:06
205
เนื้อเรื่อง
พิเศษ อดีตเมืองวีส 2
 
หลังจากวันนั้นแล้วสิ่งต่างๆ กลับไม่เป็นดังคาด จะร้ายกาจสักเพียงใดหากความชิงชังนั้นได้เข้าครอบงำผู้มีความทะเยอทะยานและความฉลาดที่พร้อมเพรียบ
เช้าวันรุ่งขึ้นเจ้าหญิงเฮเลนผู้งดงามเดินตามเสียงอึกทึกไปจนกระทั่งถึงห้องฝึกซ้อมของพี่ชายของเธอ เธอหยุดมองบุรุษทั้งสองซึ่งเต็มไปด้วยกล้ามเนื้ออันแข็งแรงฟาดดาบใส่กันราวสัตว์ป่า เธอจ้องมองอยู่คู่หนึ่งด้วยใบหน้าไม่พึงพอใจสักเท่าไรก่อนจะกระแทกเสียงดังแทรกการฝึกซ้อม
“ขอโทษนะ! แต่...” เฮเลนหยุดชะงักครู่หนึ่งเมื่อทั้งสองมองมา น้ำเสียงของเธอเริ่มนุ่มลง “เอิ่ม... คืออย่างนี้นะ ข้าได้ข่าวมาว่าเมื่อคืนมีคนเปิดศึกสะท้านปราสาท ณ ห้องซ้อมของทหารระดับสาม...”
เจ้าชายโอเว่นยิ้มเยาะพร้อมกับมองไปยังเรอาห์
“อ้อ... นั่นข้าเอง แต่...”
“และท่านควรจะรับรู้ว่าว่ารุ่งเช้านี้ศัตรูที่ท่านปลิดเพลิงวิญญาณแห่งนักรบไปสิ้นนั้นเปลวไฟของเขากลับลุกโหมขึ้นมาใหม่อีกครั้ง”
“เร็วงั้นเชียว?” เจ้าชายโอเว่นถามกวนๆ
“ใช่... แถมแรงกว่าเดิมด้วย” เฮเลนตอบพลางยิ้มกวนๆ กวนกลับพี่ชาย
“แล้วท่านเห็นว่าข้าควรทำเช่นไรกับไฟแห่งวิญญาณดวงนั้น” เรอาห์ถามอย่างสงสัย เขาไม่แน่ใจว่าเจ้าหญิงเฮเลนกำลังต้องการสื่ออะไรถึงเขากันแน่
“ตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม”
ขณะที่ตอบนั้นนางจ้องตาของข้าอย่างดุดัน แม้ข้าจะไม่เข้าใจอะไรมากนักแต่ดวงตาคู่นั้นของนางกำลังแสดงออกถึงความกังวลบางอย่าง บางเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า
เมื่อเฮเลนเดินจากไปโอเว่นรีบถามเรอาห์ทันที “เจ้าจะทำจริงหรือเรอาห์”
“หากจำเป็นข้าก็จะทำ”
“ก็แล้วแต่เจ้าละกัน ข้าคงไม่อาจสนับสนุนให้คนสนิทของข้าฆ่าทหารของราชาหรอกนะ”
“ข้าเข้าใจดีเจ้าชาย หากข้าเป็นท่าน ข้าก็คงจะตอบเช่นเดียวกัน”
“ก่อนอื่นเราน่าจะไปปรึกษาเรื่องนี้กับท่านพ่อก่อนนะ ถ้าขืนให้เฮเลนเป็นคนพูดเองข้าเกรงว่าท่านพ่อจะอคติกับคำพูดของนาง”
“นั่นสินะ...”
พวกเขาทั้งสองมุ่งตรงไปยังท้องพระโรงหวังบอกกล่าวสิ่งที่ค้างคาใจและหยุดยั้งเรื่องราวบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น สิ่งนั้นไม่อาจมีใครรู้ได้เลย ไม่มีหลักฐาน ไม่มีคำสันนิฐาน ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นจริง มีเพียงคำยืนยันจากปากผู้หญิงคนหนึ่ง กับ สังหรณ์ของผู้ชายอีกคนหนึ่ง...เท่านั้นเอง
“ฝ่าพระบาท!” “ท่านพ่อ!” เรอาห์และโอเว่นต่างก็ตะโกนทันทีที่ผลักประตู
พวกเขานิ่งเงียบ เบื้องหน้าของกษัตริย์อีวานคือทหารวังระดับสามผู้ซึ่งไม่สมควรจะอยู่ที่นี้ ณ เวลานี้ ทหารนายนั้นกำลังร่ายรำวิชาท่าทางที่สง่างามกว่าครั้งก่อนหน้ามาก
“เก่งมาก ฮ่าๆๆ เจ้ามีพรสวรรค์จริงๆ” กษัตริย์กล่าวพลางใช้ฝ่ามือทั้งสองตบเข้าหากันเป็นจังหวะ
สิ้นเสียงปรบมือทั้งสองเดินย่ำเท้าไปหาพระองค์อย่างช้าๆ สายตาของอัศวินร่างยักษ์จับจ้องนายทหารอย่างไม่วางสายตา แต่ในขณะเดียวกันทหารผู้นั้นกลับไม่แลมองเขาเลย
“เสด็จพ่อชอบเขาอย่างนั้นหรือ” เจ้าชายกล่าวกับพ่อก่อนเหลียวมองทหารด้วยหางตา
“ใช่เขาเก่งดีนะ ข้าชอบเขาแถมยังคิดว่าจะเลื่อนระดับให้กับเขาด้วย” ราชากล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ว่าไงนะ!”
“ฝีมือของเขาดีกว่าอัศวินบางคนอีกนะ”
“แต่ท่านพ่อ!”
“ข้ารู้โอเว่น... เขายังเป็นอัศวินไม่ได้ด้วยกฎอะไรหลายๆ อย่าง ความชอบบ้างล่ะ การพิสูจน์ความภักดีบ้างล่ะ ความกล้าหารในสนามรบบ้างล่ะ ความเป็นผู้นำบ้างล่ะ... ก็เพราะเหตุนี้ไงข้าถึงคิดจะเลื่อนระดับให้กับเขาจากทหารวังระดับสามเป็น ทหารวังระดับหนึ่ง”
สิ้นเสียงของราชา โอเว่นและเรอาห์ต่างจ้องมองกันอย่างเงียบงัน ทั้งสองรู้ดีว่าราชามีนิสัยเช่นไรและคงเป็นการยากหากทั้งสองจะเปลี่ยนใจของพระองค์ วิธีที่จะกำจัดเขาจากนี้ไปคงจะยากยิ่ง เมื่อเขาได้เป็นทหารวังระดับหนึ่งเมื่อใดย่อมแปลว่าหน้าห้องของเขาจะมีผู้คุ้มกัน นั่นหมายถึงโอกาสที่จะปลิดชีพเขาโดยมิให้ผู้อื่นล่วงรู้นั้นน้อยลงจนแทบจะเป็นศูนย์
 
นับจากวันที่เว็คเตอร์กลายเป็นทหารระดับหนึ่งเขาเริ่มใกล้ชิดกับกษัตริย์อีวานมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยคำหวานต่างๆ นานาและคารมที่จับใจพระองค์ ด้วยความชาญฉลาดของเว็คเตอร์เขาสามารถคาดเดานิสัยใจคอของกษัตริย์อีวานได้ไม่ยาก และหากรู้สิ่งที่พระองค์ชอบและไม่ชอบแล้วนั้นสำหรับเขาการโน้มน้าวก็หาใช่เรื่องยากอีกต่อไป
“ฝ่าพระบาท พระองค์รู้หรือไม่ว่าการเปลี่ยนทัศนคติความเชื่อของบุคคลนั้นยากยิ่งกว่าการเปลี่ยนใจคน” เว็คเตอร์กล่าวเบาๆ ขณะยืนเคียงข้างราชา ณ สวนพักผ่อน
“ทำไมจู่ๆ เจ้าถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะเว็คเตอร์” เว็คเตอร์เงียบ
“ข้ารู้นะว่าเจ้ามีเรื่องไม่สบายใจอยู่ บอกข้ามาได้เลย”
“พระองค์ทรงปรีชายิ่งนัก ขนาดข้าพยายามกลบเกลื่อนแล้วยังไม่อาจหลบสายพระเนตรของท่านได้เลย”
“พูดมาสิเว็คเตอร์”
“มีอิสตรีนางหนึ่งกล่าวหาว่าข้ามิซื่อสัตย์ต่อพระองค์อย่างแท้จริง...”
“หึ เจ้าหมายถึงลูกสาวคนโตของข้าสินะ”
“ข้าขออภัย...” เว็คเตอร์เดินถอยสองก้าวพลางก้มหัวอย่างนอบน้อม
“ไม่เป็นไร” พระองค์พูดพลางยกฝ่ามือขึ้นก่อนจะเริ่มเล่าอดีต
“นางเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ยามเมื่อดวงตาของนางมองมายังข้ามันทำให้ข้าอดไม่ได้ที่จะหวั่นใจว่าเมืองของข้าจะพินาศลงเมื่อใด สายตาของนางไม่ต่างอะไรไปจากอสรพิษที่พร้อมจะแว้งฉกข้าได้ทุกเมื่อ ข้าเคยส่งทหารไปประจำห้องนางมามากมาย...เจ้าอยากรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับทหารเหล่านั้น”
“พวกเขาถูกเผาทั้งเป็น” อีวานกล่าวพลางถอนหายใจด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ทั้งหมดเลยอย่างนั้นหรือพระองค์...”
เว็คเตอร์เงยหน้าขึ้นมองอีวานอย่างสงสัยก่อนอีวานจะเอ่ยเบาๆ อย่างรู้สึกเจ็บปวด
“ไม่... ยกเว้นเพียงเรอาห์เท่านั้นที่นางไม่ทำร้าย แถมยังกลับส่งเสริมอีกด้วย ข้าก็ไม่รู้หรอกนะว่าเป็นเพราะอะไรแต่ทหารที่ข้าต้องเสียไปมีมากมาย ทหารเหล่านั้นทุกคนล้วนมีครอบครัวที่ต้องดูแล ข้า...ข้า...” อีวานกล่าวอะไรไม่ถูกพลางส่ายหัวไปมา
“ชิ นางแม่มดร้าย!” กษัตริย์อีวานกล่าวอย่างรังเกียจก่อนเดินจากเว็คเตอร์ไปอย่างหัวเสีย
“มิน่าล่ะ...ต้องระวังนางให้มากกว่านี้แล้วสิ”
เว็คเตอร์ยืนโดดเดี่ยวเพียงลำพังพลางจ้องมองไปยังชายสองคนที่อยู่อีกฟากหนึ่งของสวน เขายิ้มเล็กๆ ที่มุมปากก่อนจะเดินกลับเข้าวังไป
“มันมองมาทางพวกเราแล้วยิ้มทำไมกัน” เรอาห์กล่าว
“มันคงอยากให้ท่านชกหน้าสักหมัดล่ะมั้ง ฮ่าๆ”
“แต่ข้าคิดต่างจากท่านนะเจ้าชาย มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่นอน”
“อย่าคิดมากไปล่ะ ข้าห่วงสุขภาพท่านนะ”
“เชื่อก็บ้าแล้ว...” เรอาห์พูดยิ้มๆ
 
เสียงรองเท้าบูทสีน้ำตาลคู่งามกระทบกับพื้นดินภายในเมืองวีสดังตุบๆ ก่อนจะหยุดลงเมื่อพบว่าปลายทางข้างหน้าคือทางตัน เขาถอนหายใจ
“เจ้ากำลังมองหาข้าอยู่อย่างอย่างนั้นหรือเว็คเตอร์” ทหารวังระดับหนึ่งหันหลังกลับอย่างว่องไวทันทีที่เสียงของใครบางคนดังขึ้น
“เจ้าคือคนที่สะกดรอยข้าขณะเดินเล่นอยู่ในตลาดใช่หรือไม่” เว็คเตอร์ถาม
“ใช่... ข้าเอง” เสียงทุ้มๆ ตอบกลับ
เบื้องหน้าของทหารวังระดับสูงสุดคือชายสวมเสื้อคลุมสีดำปกปิดใบหน้า แต่สิ่งนั้นหาใช่เหตุผลที่เขาจำต้องค่อยๆ ชักดาบคู่ใจของเขาออกมาไม่
“แลดูดาบที่เหน็บอยู่ที่เอวด้านซ้ายของเจ้าจะยาวเกินไปที่จะนำมาใช้รบจริงนะ”
“ใช่ มันยาวมากหากเทียบกับดาบสั้นเล่มขวามือข้าหรือแม้กระทั่งดาบของเจ้า”
“ข้าหวังว่าเจ้าคงจะไม่ได้พกไว้เพื่อโชว์เล่นหรอกนะ หึหึ” เว็คเตอร์หัวเราะเยาะเล็กๆ เพราะดาบที่ยาวเช่นนั้นไม่ได้ทันชักออกจากฝักก็คงจะตายเสียแล้ว
“ข้าได้ยินเรื่องราวของเจ้ามามากเว็คเตอร์ ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง มีความทะเยอะทะยาน และสิ่งที่เจ้าปรารถนาที่สุดในยามนี้คือต้องการเหนือกว่าอัศวิน เรอาห์ สตรองค์ ราชสีห์แห่งวีส”
“หาใช่เพียงเท่านั้น...ข้าต้องการทำลายเขาจนสิ้น” เว็คเตอร์กล่าวเสริม “ดูเจ้าพอจะรู้จักตัวตนของข้านี่... เจ้าเป็นใครกัน”
“ข้ามีข้อเสนอที่น่าสนใจมาให้เจ้า” ชายปริศนากล่าวพร้อมกับดีดกระดาษที่ถูกขยำจนเป็นก้อนเท่าหัวแม่โป้งให้เว็คเตอร์
ทหารวังระดับหนึ่งใช้มือซ้ายตวัดรับอย่างว่องไว “นี่คืออะไร”
“ข้อเสนอบางอย่างที่มีประโยชน์ต่อเจ้า ภายในนั้นจะบอกวิธีที่เราจะได้พบกันอีกหากเจ้าสนใจที่จะร่วมมือกับข้า... ข้าต้องลาแล้วเว็คเตอร์”
“เดี๋ยวก่อน!” ชายปริศนาหยุดเท้าที่กำลังจะจากไป “เจ้ายังไม่ได้ตอบข้าเลยว่าเจ้าคือใคร”
ชายชุดดำหันกลับมองเว็คเตอร์อีกครั้งด้วยหางตาพลางยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยนามที่แท้จริงของเขาให้ได้รับฟัง
“ลอร์ด อดัม เดสทรอย จำนามของข้าไว้ให้ดีล่ะ”
สิ้นสุดการแนะนำตัวเว็คเตอร์ก็ได้แต่จ้องมองการจากไปของชายปริศนาอย่างสงสัย เขาอยากรู้แทบขาดใจว่าภายในก้อนกระดาษห่วยๆ นี้ถูกซ่อนเนื้อหาอะไรไว้บ้าง และมันจะมีประโยชน์กับตัวเขาอย่างไร
 
ต่อมาไม่นานเท่าไรโอเว่นและเรอาห์ร่วมกันวางแผนเพื่อปลิดชีพเว็คเตอร์เนื่องจากหลายๆ สิ่งภายในวังเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อาทิเช่น ขุนนางชั้นสูงหัวแข็งบางคนถูกฆาตกรรม การตายอันน่าแปลกประหลาดของอัศวินแห่งวีสยามเมื่อเขาออกนอกผืนแดนวีส หรือแม้กระทั่งรูปแบบการปกครองที่เริ่มจะเรรวน
เรอาห์ เฮเลน และโอเว่นเชื่ออย่างจับใจว่าเว็คเตอร์คือตัวการ การประชุมลับของเหล่าอัศวินที่เหลืออยู่จึงเกิดขึ้นภายใต้การนำของเจ้าชายโอเว่น
ห้องใต้ดินอันมืดมิดแห่งหนึ่งใต้พระราชวังสีฟ้าอันงดงามถูกจัดกลายเป็นห้องประชุมลับสำหรับเหล่าอัศวินที่แข็งแกร่งสี่คน เสียงของเจ้าชายผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมก้องกังวานท่ามกลางความมืดและแสงเทียน อัศวินเหล่านั้นต่างยินดียิ่งที่จะได้อยู่ร่วมศึกแห่งประวัติศาสตร์
“ฝีมือของเว็คเตอร์นั้นร้ายกาจของแท้และแน่นอน เขาเป็นนักรบผู้พระเจ้าประทานมาซึ่งยากมากที่จะได้พบเจอบุคคลที่มีทั้งความพยายามและพรสวรรค์เช่นเขา แต่นั่นก็หาใช่ปัญหาไม่เมื่อข้างกายของข้าคือนักรบที่แกร่งเหนือนักรบอื่นใดสมญานามราชสีห์แห่งวีส เขาสามารถปราบเว็คเตอร์ได้ทุกยามตามที่ต้องการหากไร้ทหารวังระดับสามคุ้มกันอยู่...นี่แหละตัวปัญหา เราจะสังหารเขาได้อย่างไรให้เงียบที่สุดแล้วมีเวลาพอที่จะจัดฉากให้ดูเสมือนเป็นการฆ่าตัวตายหรือไม่ก็ทำลายหลักฐานจนสิ้น”
“ท่านกำลังจะบอกว่าท่านต้องการให้ใครสักคนหนึ่งเป็นตัวล่ออย่างนั้นรึ” อัศวินวัยหกสิบเจ็ดปีไว้หนวดรุงรังเอ่ยถาม
“ใช่... ข้ากับเรอาห์และใครอีกคนหนึ่งขอเวลาในการสังหารเขาและจัดฉากไม่นาน พวกข้าต้องการเช่นนี้”
“ข้าขออาสาที่จะไปปลิดชีพมันกับท่านเจ้าชายโอเว่น!” อัศวินที่หนุ่มที่สุดลุกขึ้นกล่าวเสียงดัง
“เจ้าเห็นว่าอย่างไรล่ะเรอาห์”
“ก็ดี...ข้าต้องการผู้ที่มีความมุ่งมั่นเช่นเขา”
“อัศวินอีกสองท่านที่เหลือขอให้คิดแผนการที่จะหลอกล่อให้ทหารยามและเว็คเตอร์แยกจากกันให้ได้ทันภายในสามวัน ข้าต้องการปลิดชีพมันให้เร็วที่สุด...จบการประชุม” เมื่อเปลวเทียนริมผนังถูกดับจนมอดสิ้น อัศวินผู้หนึ่งภายใต้เงามืดยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก
 
แผนการได้เริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็วกลางดึกวันหนึ่งภายใต้คำสั่งของเจ้าชายโอเว่น คืนนี้เป็นคืนเดือนดับ...ช่างเหมาะแก่การลอบปลิดชีพอสูรร้ายเสียเหลือเกิน
อัศวิน อาวุโสทั้งสองทำตามแผนที่วางเอาไว้อย่างดีโดยการให้คนหนึ่งปลอมตัวเป็นผู้ ลักลอบเข้าวังแล้วทำทีเป็นว่าถูกอีกคนหนึ่งพบตัวบริเวณหน้าห้องพักของ เว็คเตอร์เพื่อดึงความสนใจให้ทหารบริเวณนั้นตามผู้ร้ายไปจนหมด
“นั่นไงมันอยู่นั่น รีบจับตัวไว้เร็ว!” อัศวินแก่ชี้สั่งด้วยสีหน้าเคร่งเครียดสมจริงซึ่งทำให้ทหารยามทั้งหลายไม่ทันเอะใจเลยว่านี่เป็นเพียงละครฉากหนึ่งเท่านั้น
ทหาร ยามทั้งหมดวิ่งไล่อัศวินอีกคนที่ปลอมตัวไปไกลจนลับตาดีแล้วเขาจึงเริ่มผงก หัวสองทีให้กับทหารยามอีกสองนายที่ไม่ยอมวิ่งตามทหารเหล่านั้นไป ทันทีที่ทหารทั้งสองผงกหัวตอบเขาก็วิ่งจากไปทันที
“เริ่มล่ะนะ” ทหารคนหนึ่งพูดให้สัญญาณก่อนจะถีบประตูอย่างแรง
ทั้งสองเดินเข้าประตูพร้อมกับเหลียวมองดูรอบๆ ที่แลดูมืดมิดวังเวงไปเสียหมดทุกอย่าง มีเพียงมุมหนึ่งเท่านั้นที่มีแสงส่องสว่างจากเทียนไขปรากฏ ห่างจากเทียนไขไปไม่ไกลมีหนังสือเล่มหนึ่งวางไว้โดยหน้าปกมีอักษรเขียนไว้ว่า “วีส”
เรอาห์จ้องอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “ไปกันเถอะเขาไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว”
แท้จริงแล้วทหารทั้งสองคือเรอาห์กับอัศวินหนุ่มที่อาสาจะมาปลิดชีพเว็คเตอร์ร่วมกัน เดิมทีเจ้าชายโอเว่นควรจะอยู่ร่วมด้วยแต่กลับต้องตัดใจเมื่ออัศวินทุกคนเห็นว่ามือของพระองค์ไม่ควรแปดเปื้อนด้วยเรื่องพรรค์นี้
“เป็นไปได้อย่างไรก็ข้าเห็นเขาเข้ามาในห้องนี้กับตาของข้าและเขาก็ยังไม่ได้ออกมาเลยด้วยซ้ำ” อัศวินหนุ่มตอบ
“ท่านเรอาห์ เป็นไปได้ไหมที่เขาอาจจะรู้ว่าพวกเรากำลังมาลอบสังหาร”
“ก็อาจจะ...เว็คเตอร์เป็นชายที่มีปัญญาสูงส่ง ก่อนหน้านั้นเขาอาจจับสังเกตบางอย่างจากใครสักคนในกลุ่มพวกเราก็เป็นได้” เรอาห์กล่าวชมในความชาญฉลาดของเว็คเตอร์
“แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนกัน”
“นั่นหาใช่คำถามที่ควรถาม”
อัศวินทั้งสองวิ่งวนหาเว็คเตอร์ไปทั่วทั้งปราสาทจนกระทั่งได้พบกับเป้าหมายที่ระเบียงชั้นสอง แม้ฟ้าจะไร้แสงจากจันทร์ส่องกระจ่างแต่เรอาห์ก็มั่นใจว่าชายสวมชุดทหารวังระดับหนึ่งเบื้องหน้านี้คือเขาอย่างแน่นอน
เป้า หมายยืนชมท้องฟ้าที่ไร้แรงจันทร์อย่างสงบราวกับเป็นเป้านิ่ง ฝ่ามือทั้งสองของเขาสัมผัสกับหินสีฟ้าที่เย็นยะเยือกโดยที่ไม่รู้เลยว่าท้อง ฟ้าที่มืดมิดในยามนี้อาจจะเป็นภาพทิวทัศน์สุดท้ายก่อนจะจากโลกไป
“เว็คเตอร์...” เสียงทุ้มๆ ดังขึ้นจากด้านหลังของชายที่คาดว่าเป็นเว็คเตอร์ ทันทีที่เขาหันกลับมองปลายดาบก็พุ่งใส่เขาอย่างไร้ความปราณี ด้วยความว่องไวและสติที่ดีเยี่ยมทำให้เขาหลบคมดาบของเรอาห์ได้อย่างฉิวเฉียด
เว็คเตอร์จ้องมองเศษผ้าเล็กๆ ที่ถูกเฉือนจากการโจมตีเมื่อครู่หล่นร่วงลงสู่พื้นอย่างช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองศัตรู
“เรอาห์นี่ท่าน…!” เขายังพูดไม่ทันจบอัศวินร่างยักษ์ในชุดทหารยามก็แกว่งดาบใส่อย่างไม่ยั้งหวังปลิดชีพศัตรูโดยมิให้เอ่ยปากร้องใดๆ
การ โจมตีแต่ละดาบของราชสีห์เรอาห์นั้นเผยให้เห็นถึงสมาธิและความนิ่งสงบดั่ง ทะเลยามหลับใหลแต่เปี่ยมไปด้วยความดุร้ายของสัตว์ป่าดั่งคลื่นใต้น้ำที่ไม่ อาจเห็นด้วยดวงตา
“เดี๋ยวก่อนเรอาห์ นี่ข้า...อุก!” ทุกอย่างจบอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ไม่มีการรีรอหรือฟังความอันใด ไม่มีการลังเลหรือไขว้เขว
ความรู้สึกจุกแน่นและเจ็บที่ท้องทำให้ชายหนุ่มค่อยๆ ลดระดับสายตาลงด้วยดวงตาที่เบิกโพลง ในตอนนี้เขารู้ตัวแล้วว่าเขาคงไม่มีโอกาสได้พูดอะไรอีกมากนักเพราะแท่งเหล็กอันแหลมคมได้แทงทะลุท้องของเขาไปเสียแล้ว เขาจับคมดาบด้วยมือที่เปื้อนเลือดตนเองพร้อมพยายามดึงออกอย่างสั่นๆ
เรอาห์จ้องศัตรูที่กำลังจะตายอย่างดุดันราวกับราชสีห์ที่จ้องเหยื่อ สมาธิของเรอาห์ดีเยี่ยมมาตลอดจนกระทั่งเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังของเขาขณะที่เขากำลังดึงดาบออกจากท้องเป้าหมาย
“ทหารจับตัวเขาไว้!!!” อัศวินเลื่องชื่อเบิกตาโพลงโต เสียงนี้เหตุใดช่างคุ้นหูเสียเหลือเกิน!
เรอาห์หันกลับไปมองเจ้าของเสียงที่คุ้นเคย เขาตกตะลึงจนขาแข้งนั้นเย็นและแข็งไปหมดเมื่อชายที่อยู่ด้านหลังของเขาคือชายผู้เป็นเป้าหมายกำลังชี้นิ้วสั่งกองทหารมาจับกุม แล้วคนที่เขาใช้ดาบแทงไปคือใครกัน?
ความสงสัยทั้งหมดของเขาค่อยๆ ถูกตอบโจทย์ด้วยความจริงที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้เมื่อเขาฝืนกลับไปมองผู้ที่เขาใช้ดาบแทงทะลุร่างไปเมื่อครู่
ดวงตาของอัศวินร่างยักษ์เบิกโพลงอย่างที่สุด ภายในแววตาสีฟ้าอ่อนอันสวยงามดั่งอัญมณีนั้นคล้ายกับว่ามีน้ำใสๆ คลอเคล้ากันอยู่
ทุกๆ อย่างเมื่อครู่ที่ผ่านมานั้นคล้ายดั่งภาพลวงตา ชุดทหารวังระดับหนึ่งที่เขาเห็นแท้จริงแล้วเป็นชุดของเจ้าชาย...เจ้าชายที่เขาควรจะปกป้อง...หาใช่ทำร้าย
“ไม่...!!!” เสียงคำรามของราชสีห์อันโศกเศร้าดังดึกก้องไปทั่ววัง เขาก้มลงอุ้มร่างของสายเลือดแห่งอาเรียที่เขาจงรักภักดีมาตลอดไว้ในอ้อม แขนอย่างทรมานหัวใจ
“ไม่ ทำไมจึงเป็นท่านไปได้เจ้าชายโอเว่น... ท่านต้องไม่เป็นอะไร ข้าไม่ได้ต้องการทำร้ายท่านเช่นนี้” เรอาห์กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือพร้อมกับสั่นไปทั้งเนื้อตัว
“ข้ารู้เรอาห์...” เสียงเบาๆ ของเจ้าชายในสภาพอิดโรยในอ้อมแขนกล่าว
“ข้ารู้ดีว่าท่านเป็นเช่นไร ท่านรู้ไหมเรอาห์ ท่านเปรียบเสมือนพี่ชายแท้ๆ ของข้า ข้ารักท่าน ฉะนั้นแล้วอย่ากล่าวโทษตัวเองเลย ข้าดีใจนะ...ที่อย่างน้อยข้าก็ได้ตายด้วยดาบของท่าน” โอเว่นยิ้ม นี่คือถ้อยคำสุดท้ายที่เจ้าชายได้ทิ้งท้ายให้เรอาห์ก่อนที่ความมืดมิดจะเข้ามาปกคลุมหัวใจ
ทหารทั้งหลายเข้ามาจับกุมเขาและอัศวินอีกคนเอาไว้
“ลูกชายข้าอยู่ไหน!” เสียงอันร้อนรนของอีวานดังมาแต่ไกล เขาเป็นห่วงลูกชายของตนอย่างเหลือล้น ลูกชายเพียงคนเดียวที่จะสืบราชบัลลังก์นี้ต่อไป
“ฝ่าพระบาท เจ้าชายโอเว่นอยู่ทางนี้ครับ” เว็คเตอร์พูดพลางผายมือออกให้กษัตริย์เดินผ่านไป
“โอ้ไม่!ลูกชายข้า...” อีวานอุทานพร้อมกับวิ่งไปผลักร่างของเรอาห์ออกไปเพื่อแบกรับร่างไร้สติของลูกชายที่ตนหวงแหน
“ไปเรียกหมอมา!ไปเรียกหมอมาเร็วๆ!” อีวานตะโกนสั่งทหารรอบๆ ลาวกับบ้าคลั่งเมื่อพบว่าเสียงหัวใจของโอเว่นยังเต้นอยู่อย่างแผ่วเบา
แม้ ลมหายใจของโอเว่นจะแผ่วเบาสักเพียงใด แม้โอกาสที่ลูกชายของตนจะรอดนั้นริบหรี่เพียงไหน ขอเพียงหัวใจของเขายังเต้น...เพียงเท่านี้ก็พอแล้วสำหรับความหวังที่พระเจ้า ประทานมาให้
“ข้าไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าท่านจะกล้าทำเช่นนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาข้ามองท่านผิดมาตลอด” เว็คเตอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงแอบแฝงไปด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ
“...” ไร้เสียงโต้ตอบใดๆ จากบุรุษผู้ถูกขนานนามว่าแกร่งที่สุด
“หึ... ท่านคงไม่รู้ว่าข้าเศร้าใจเพียงใดที่มันต้องมาจบเช่นนี้ ลาก่อนอัศวินเรอาห์ วันอันรุ่งโรจน์ของท่านได้ดำเนินมาถึงจุดจบแล้ว” เว็คเตอร์กล่าวก่อนเดินจากไป
“หากลูกชายของข้าตาย เจ้าจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต!” แม้แต่กษัตริย์ที่เขาภักดีมาตลอดในครานี้ก็ยังคงทิ้งเขาให้เดียวดาย
เรอาห์ได้แต่ก้มหน้าเงียบ เขาสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น หากว่ามันคือความฝัน นี่ก็คงจะเป็นฝันร้ายที่สุดในชีวิตของอัศวินอย่างเขา
ทหารช่วยกันยกร่างของเจ้าชายโอเว่นไปรักษาอย่างรวดเร็วพร้อมกับอีวาน ส่วนเรอาห์กับอัศวินอีกคนนั้นถูกนำไปจำคุกไว้ก่อนเพื่อรอดูอาการของเจ้าชายโอเว่
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
    มีปัญหาทางเว็บ ติดต่อ [email protected] จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 293 ท่าน

Line PM