Guest   
 
Username:
Password:




 


  
 



 
อ่านเรื่อง
มหาสงครามพ่อมดคนที่สอง
ภูยาคติ
พิเศษ อดีตเมืองวีส 1
20
01/04/2555 20:43:06
310
เนื้อเรื่อง
พิเศษ อดีตเมืองวีส 1
 
ณ ผืนแผ่นดินแห่งหนึ่งที่รายล้อมด้วยทะเลอันกว้างใหญ่จนดูแล้วคล้ายกับเกาะเสียมากกว่า มีเพียงบริเวณทิศเหนือแคบๆ เท่านั้นที่มีผืนดินทอดยาวออกไปเชื่อมกับผืนดิน เพราะความอุดมไปด้วยน้ำของที่แห่งนี้เอง ที่แห่งนี้จึงถูกเรียกว่าเมืองวีส วีส ที่แปลว่า “น้ำ”
                เมือง แห่งนี้ถูกปกครองด้วยสายเลือดกษัตริย์แห่ง “อาเรีย” ด้วยความเมตตาและเข้าความใจประชาชนของสายเลือดอาเรียนี้เองที่ทำให้เมืองวี สแห่งนี้เป็นเหมือนดั่งดินแดนสวรรค์ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ อาชีพที่ทำเพียงเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไม่ได้ดูแย่จนอดอยากเพราะพวกเขาไม่ได้ทำ เพียงลำพัง ...เพราะทุกคนในเมืองแห่งนี้มีจิตใจรวมเป็นดวงเดียวกัน
                สายเลือดแห่งอาเรียถูกสืบทอดมาเรื่อยจนกระทั่งถึงคราวที่อีวานขึ้นปกครอง...
กษัตริย์อีวานทรงปกครองประชาราษฎร์อย่างผาสุกเฉกเช่นพระราชบิดาของพระองค์เอง หลังจากขึ้นครองราชย์ได้ไม่นานพระองค์ก็ทรงอภิเษกสมรสกับหญิงสาวปุถุชนธรรมดาและมีบุตรด้วยกันถึงสามคน นี่คือสิ่งยืนยันได้อย่างดีว่าพระองค์ไม่เคยรังเกียจเดียดฉันประชาชนผู้ต่างยศศักดิ์เลยแม้แต่นิดเดียว
เจ้าชาย โอเว่น บุตรคนโตของกษัตริย์อีวานนั้นเป็นชายชาตรีที่มีความสง่า กล้าหาญ องอาจ และอ่อนโยน เหมาะสมที่จะครองราชย์ต่อจากพระบิดาอย่างไม่มีผู้ใดคัดค้าน
แต่ทว่า เฮเลน อาเรีย บุตรคนกลางของพระองค์ที่เป็นหญิงสาวนี้กลับทำให้ทั้งผู้เป็นบิดาต้องเกิดความหวาดกลัว เพราะแววตาที่ดุร้ายเจ้าเล่ห์จนยากจะหยั่งได้นั้นทำให้นางถูกมองว่าเป็นอสรพิษร้ายที่ไม่ควรวางใจ... ดังคำพูดที่ว่า “อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจงู”
ไอเรน อาเรีย บุตรสาวตัวน้อยของกษัตริย์อีวานนั้นเป็นบุตรที่พระองค์ทรงรักมากที่สุด โดยนางเป็นคนร่าเริง น่ารัก ผิวสะอาดสะอ้าน และยังพูดโต้ตอบฉะฉานอีกต่างหาก สำหรับพระองค์แล้วเธอก็คือนางฟ้าตัวน้อยๆ ที่พระเจ้าประทานมาให้กับพระองค์...โดยแลกชีวิตกับพระมารดาของเธอ
 
“ย่าห์!!” เสียงของเจ้าชายโอเว่นดังไปทั่วบริเวณฝึกดาบของพระราชวังค์สีฟ้าที่ทำจากหินสีฟ้าจำนวนมาก
“ออกแรงให้มากกว่านี้อีก!” ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่อายุราวยี่สิบปลายๆ ดุกล่าวพระองค์พร้อมกับใช้ดาบในมือขวาฟาดใส่ดาบของพระองค์อย่างแรงจนดาบนั้นกระเด็นหลุดมือไป
“เรอาห์ท่านน่าจะออมมือให้ข้าหน่อยนะ ท่านเป็นถึงราชสีห์อัศวินที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์เมืองวีสเชียวนะ ข้าหรือจะเอาปัญหาที่ไหนชนะท่านได้เล่า” เจ้าชายใบหน้างามกล่าวพลางเดินช้าๆ เพื่อเก็บดาบบนพื้นที่หลุดมือ
“พระองค์จำต้องแข็งแกร่งและต้องแข็งแกร่งว่าข้าเพราะซักวันผู้คนในเมืองแห่งนี้จะเรียกพระองค์ว่ากษัตริย์ ซึ่งกระหม่อมเองก็ปรารถนาจะได้เรียกนามพระองค์เช่นนั้น” ชายหนุ่มตัวโตใช้ปลายดาบชี้ไปยังดาบบนพื้นพร้อมกับพยักหน้าทีหนึ่ง
 “พูดมันง่ายแต่ทำน่ะมันยากนะ ขนาดพ่อข้าเองยังฝีมือเทียบท่านไม่ติดเลย แล้วข้าด้วยวัยเพียงแค่นี้จะชนะได้อย่างไร เพราะเช่นนี้ไม่ใช่เหรอที่พ่อข้ายกให้ท่านเป็นอัศวินองครักษ์ข้า เอ่อ... และอีกอย่าง ถ้าหากข้าแข็งแกร่งกว่าท่านแล้วท่านจะอยู่ข้างกายข้าไปเพื่ออะไรล่ะ” เจ้าชายหยิบดาบขึ้นอย่างช้าๆ
“เมื่อครู่พระองค์กล่าวว่าท่านราชาอีวานที่อายุมากยังไม่อาจชนะข้าได้ แต่ในทางกลับกันที่เสด็จพ่อของพระองค์ไม่อาจมีชัยเหนือข้าอาจเป็นเพราะวัยพระองค์ก็เป็นได้... เจ้าชายโอเว่น พระองค์ต่างหากที่เป็นบุรุษและยังหนุ่มยังแน่น พระองค์ควรแข็งแกร่งเหนืออื่นใคร”
“และเหตุผลที่พระองค์ต้องมีองครักษ์ไว้เคียงข้างนั้นเป็นเพราะโลกนี้มันไม่ง่ายดายอย่างที่พระองค์คิด เชื่อข้าเถอะเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ ต่อให้นักรบเก่งกล้าเพียงใดก็ไม่อาจสามารถปราบปีศาจร้ายได้ด้วยเพียงลำพัง นักรบผู้เก่งกล้าย่อมมีคู่ขาที่ไว้ใจ”
“ข้ารู้เรอาห์และสำหรับข้าแล้วคู่ขาที่ข้าจะเชื่ออย่างหมดใจก็คือท่าน” เจ้าชายกล่าวพลางยิ้มบางๆ อย่างมั่นใจ
“ข้าว่าถึงเวลาพักของข้าแล้วนะ!” เขาอุทานทันทีเมื่อเหลือบไปเห็นนาฬิกาทรายไหลลงมาอยู่ด้านล่างจนหมดสิ้น
“บางเรื่องพระองค์ไม่จำเป็นต้องตรงเวลานักก็ได้”
“ข้ารู้เรอาห์อย่างช่วงเวลาเริ่มซ้อมยังไงล่ะ มาให้สาย เลิกให้ตรง ฮ่าๆ” เจ้าชายตะโกนพลางโบกมือไปมาแล้วเดินจากไป
 
ขณะที่เรอาห์กำลังเดินอยู่ในพระราชวังน้ำที่บริเวณหัวมุม ความมืดนั้นเองที่ทำให้เขาเกิดชนเข้ากับร่างบางๆ ของเจ้าหญิงเฮเลนอย่างจังจนทำให้เธอถึงกับกระเด็นลงไปนั่งกับพับเพียบกับพื้น
“พระองค์เป็นอะไรไหม” เรอาห์พูดพลางยื่นมือไปจับท่อนแขนบางๆ ของเจ้าหญิงเพื่อฉุดเธอให้ยืนขึ้นก่อนจะกล่าวขอโทษ
“ข้าขออภัยด้วย”
“ข้าไม่เป็นอะไร อาจเป็นเพราะผิวสีแทนของข้าที่กลมกลืนกับความมืดจึงทำให้ท่านไม่ทันสังเกตก็เป็นได้”
“ข้าผิดเองพระองค์...ที่เดินอย่างไม่ระวัง”
“อันที่จริงข้าควรจะดีใจมากกว่า เพราะขนาดเหล่าสตรีที่ถวายการรับใช้ให้ข้าในวังยังกลัวจนไม่กล้าแตะตัวข้าแม้แต่น้อย แต่เจ้ากลับจับมือของข้าได้โดยไม่คิดอะไร” เมื่อพูดจบเจ้าหญิงก็ยิ้มขึ้นอย่างอ่อนโยน
“เป็นเพราะพระองค์เฉลียวฉลาดและมีความสามารถมากเกินไปต่างหาก ด้วยเหตุนั้นจึงทำให้ทุกคนล้วนหวาดกลัวบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในดวงตาของพระองค์”
“ใช่ แม้แต่พระบิดาแท้ๆ ของข้า...” สายตาของเธอนั้นเศร้าหมองก่อนจะแกล้งฝืนยิ้มออกมา
“ผิวสีแทนของพระองค์งดงามเหนือสาวใดเสมอ ขอให้พระองค์มั่นใจเถิด ข้าไม่โกหกพระองค์เป็นแน่” เรอาห์พูดแซวพลางยิ้มปนหัวเราะ
“เจ้ารู้ไหมว่าเจ้ายอข้าเช่นนี้ข้ารู้สึกดีใจนะ” เฮเลนกล่าวก่อนจะเดินจากไป
 
สำหรับข้าแล้วเจ้าหญิงเฮเลนไม่ต่างอะไรไปจากหญิงสาวที่น่าสงสารที่แม้แต่พ่อแท้ๆ ของนางยังหวาดกลัว ไม่ไว้ใจในตัวนาง และยังเรียกนางว่า “อสรพิษ” หรือ “แม่มด” แต่แม้ว่านางจะถูกคนมากมายภายในวังเกลียดชังเพียงใดแต่ข้าก็ไม่เคยได้ยินว่านางเคียดแค้นชิงชังใครเลยแม้แต่ครั้งเดียว สำหรับข้าแล้วนางคือสตรีที่แกร่งที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบมา จิตใจของนางนั้นอาจแกร่งกว่าข้าเสียอีก
แม้ ภายในพระราชวังน้ำจะมีปัญหาเล็กน้อยบ้างก็ตามทีแต่เมืองวีสแห่งนี้ก็ถูกขับ เคลื่อนไปในทางที่ดีมาตลอดจนกระทั่งวันที่กษัตริย์อีวานทรงรับนักรบไร้นาม ผู้หนึ่งเข้ามาในพระราชวัง
เสียงลมที่เสียดสีกับดาบที่กวัดแกว่งอย่างว่องไวนั้นดังไม่ขาดสาย คมดาบที่ถูกวาดในอากาศอย่างงดงามแสดงถึงฝีมือของนักรบที่ถูกเชิญให้เข้ามารับใช้ภายในวังคนใหม่
กษัตริย์อีวาน เจ้าหญิงเฮเลน และเจ้าหญิงไอเรนที่อยู่บนตักของพระองค์ต่างจ้องมองแสงเงาของดาบที่สวยงามอย่างเพลิดเพลินในห้องโถงใหญ่ และเมื่อสิ้นสุดการร่ายรำเสียงปรบมือของดังๆ จากราชาผู้สูงส่งก็ดัง
“เจ้านี่ฝีมือไม่เลวอย่างที่ข้าฟังมาจริงๆ” พระองค์กล่าวชมก่อนจะเอ่ยถามบุตรสาวคนเล็กบนตักที่อายุไม่ถึงสิบขวบดี “เจ้าว่าอย่างนั้นไหมไอเรน”
“ค่ะ เสด็จพ่อ” คำตอบของเด็กสาวที่ไม่รู้เรื่องการดาบนั้นแม้จะเชื่อถืออะไรไม่ได้แต่ก็เป็นคำพูดที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับราชาได้ไม่ยากเลย
“ฝ่าพระบาทไม่ควรจะให้นักรบผู้นี้มารับใช้ในวัง” เสียงของลูกสาวอีกคนเอ่ยค้านทำให้ราชาที่กำลังจะตัดสินใจเลือกจ้างต้องเอ่ยถามเหตุผล
“ทำไมเจ้าถึงว่าอย่างนั้นล่ะ”
“ฝ่าพระบาทไว้ใจนักรบผู้นี้ไม่ได้ สายตา กริยาของเขาบ่งบอกถึงบางสิ่งที่ไม่ควรวางใจ”
“หึ!ในจำนวนผู้ที่ใกล้ชิดข้ามากมายในพระราชวังยังมีใครที่ข้าควรระวังนอกจากเจ้าอีกอย่างนั้นหรือ สำหรับข้าแล้วข้าระแวงเจ้าที่เป็นลูกของข้ามากกว่านักรบที่ข้าไม่รู้จักนามผู้นี้เสียอีก” อีวานพูดพร้อมกับจ้องเข้าไปในตาของเฮเลนราวกับจะเอาชนะ
“ข้าไม่แปลกใจเรื่องนั้นหรอกฝ่าพระบาท... แต่เชื่อข้าสักครั้งเถอะ อย่ารับเขาเข้ามาในวังเพียงเพราะเห็นว่าฝีมือดี เพราะยิ่งผู้มีฝีมือสูงใกล้ชิดท่านมากเท่าไรก็ยิ่งเป็นอันตรายต่อท่านมากเท่านั้น” เฮเลนกล่าวก่อนหันไปมองนักรบที่ยืนก้มหน้าก้มตาแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินอะไร
“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเรอาห์ไม่ยิ่งน่ากลัวกว่านักรบผู้นี้อีกหรือ เขาแข็งแกร่งกว่านักรบผู้นี้จนชนิดว่าเทียบไม่ติดเลย”
“ท่านเรอาห์นั้นภักดีต่อเมืองวีสและฝ่าพระบาทอย่างแท้จริง ความภักดีที่เขามอบให้นั้นหาที่สุดมิได้ ฝ่าพระบาทไม่ควรจะเอาเขาไปเปรียบกับนักรบผู้นี้เลย”
“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงอย่างที่เจ้าว่า... ข้าก็จะขอลองเสี่ยงดูหน่อย” ราชาอีวานพูดพร้อมกับยิ้มอย่างมีความสุขราวกับได้รับชัยชนะ
“สักวันพระองค์จะเสียใจ...” เจ้าหญิงเฮเลนกล่าวเบาๆ ก่อนจะเดินไปยังประตูทางออกของห้องโถงอย่างไม่พอใจ แต่ขณะที่เธอใช้มือจับกลอนไว้ประตูนั้นก็กลับถูกเปิดออกเองโดยผู้ที่เข้ามา
บุรุษที่เข้ามาทั้งสองคือเจ้าชายโอเว่น และองครักษ์ของพระองค์ เรอาห์ สตรองค์
“เป็นอะไรไปเฮเลน... สีหน้าเจ้าดูไม่ดีเลยนะ ทะเลาะกับท่านพ่ออีกแล้วหรือ” เจ้าชายโอเว่นเอ่ยถามเพราะมีเพียงคนเดียวในโลกที่จะทำให้เธอหน้าบูดได้อย่างนี้
“จะเชื่อข้าหรือไม่ก็ตามแต่... เสด็จพี่ได้โปรดระวังตัวจากนักรบคนใหม่นี้ด้วย” หญิงสาวเดินจากไปทันทีโดยทิ้งคำเตือนปริศนาเอาไว้
“จะ-เจ้าหมายความว่ายังไงเฮเลน เฮ้!” เจ้าชายหนุ่มยกมือขึ้นเรียกเหนือศีรษะอย่างงวยงง
แม้เจ้าชายโอเว่นจะไม่ได้ใส่ใจกับคำเตือนนั้นเลย แต่หารู้ไม่ว่าอัศวินองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ที่ยืนข้างกายของพระองค์นั้นจำทุกคำพูดของเจ้าหญิงเฮเลนไว้อย่างดี
 
เวลา ผ่านไปทหารใหม่นามว่าเว็คเตอร์ก็ถูกบรรจุเข้ามาเป็นทหารรับใช้ในวังซึ่งเขา ใช้เพียงเวลาไม่นานก็มาอยู่แถวหน้าของทหารระดับล่างได้อย่างไม่ยากเย็น
ฝีมือ อันร้ายกาจของเขาถูกยอมรับและประจักษ์ในใจของเหล่าทหารวังระดับเดียวกันหรือ แม้กระทั่งเหนือขึ้นมาจนเหล่าสหายทหารระดับล่างของเขาคิดว่าไม่มีผู้ใดแกร่ง เหนือเขาได้แล้วในยามนี้... แม้แต่อัศวินที่ถูกกล่าวกันว่าแข็งแร่งที่สุดในประวัติศาสตร์เมืองวีสก็ตาม ที
แต่ตำนานของเขาจำต้องจบลงเมื่อวันหนึ่งเขาได้รับรู้ว่ายังมีตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่เขาไม่อาจก้าวข้ามได้ นักรบที่ถูกกล่าวขานกันว่าเป็นนักรบอัจฉริยะแห่งวีส นักรบวีสเพียงผู้เดียวที่มีมีความสามารถเทียบเท่ากับหนึ่งในห้าอัศวินแห่งพาดอร่า
“ย่ะห์!” นักรบหนุ่มตัวเล็กส่งเสียงพร้อมกับฟาดดาบไม้ลงยังบ่าชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง
“โอ้ย!ไอ้บ้านี่เอาจริงนี่หว่า” สิ้นสุดเสียงร้องของชายผู้บาดเจ็บเหล่าผองเพื่อนรอบๆ ห้องซ้อมดาบของทหารวังระดับล่างก็ส่งเสียงหัวเราะกันสนั่นหวั่นไหว
แต่ไม่นานทุกเสียงหัวเราะจำต้องเงียบลงเมื่อเสียงผู้คุมของพวกเขาดังเข้ามา “ยืนตรง!” สิ้นเสียงนักรบทั้งหมดที่นั่งและยืนต่างรีบเข้าแถวกันหน้ากระดานเรียงสี่คนสี่แถวอย่างเป็นระเบียบ
ผู้คุมของพวกเขาเดินผ่านประตูเข้ามาพร้อมกับชายอีกสองคนที่ทำให้เหล่าทหารต้องตกตะลึง เจ้าชายโอเว่นและเรอาห์เดินเข้ามาภายในห้องซ้อมพลางมองรอบๆ อย่างสบายใจ
“วันนี้ข้าขอแนะนำบุคคลสองท่านให้เจ้าได้รู้จัก ท่านแรกคือเจ้าชายโอเว่น อนาคตกษัตริย์ที่จะปกครองดินแดนแห่งนี้ต่อจากกษัตริย์อีวาน สายเลือดแห่งอาเรีย” ทหารทุกนายต่างจ้องมองไปยังชายรูปงามอย่างฮือฮาและปลาบปลื้ม
“เงียบ!ท่านที่สอง ท่านผู้นี้คืออัศวินองครักษ์ของเจ้าชายโอเว่น ท่านเป็นนักรบที่ได้รับนามว่าแกร่งที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์เมืองวีสแห่งนี้เคยมีมา ราชสีห์แห่งวีส เรอาห์ สตรองค์”
สิ้นสุดคำแนะนำตัวเรอาห์ที่มองไปรอบๆ สังเกตว่ามีชายคนหนึ่งคนที่สองแถวสองจากขวามือจ้องมองเขาอย่างไม่วางสายตา เขาไม่อาจเดาได้ว่าดวงตาคู่นั้นกำลังอยากจะลองสู้กับเขาหรือกำลังชื่นชมเขากันแน่
“ฮึฮึ เจ๋งจริงเปล่าวะ เจอเว็คเตอร์เข้าไปรับรองจอดแน่” ทหารคนหนึ่งส่งเสียงกระซิบกระซาบ ทหารที่เหลือก็หัวเราะตามเบาๆ ทันที
“เมื่อครู่ใครเป็นคนพูดก้าวออกมา!” ผู้คุมเอ่ยถาม
“ผมครับ!” ทหารคนหนึ่งด้านหลังสุดตะโกนตอบยอมรับผิดอย่างไม่ปิดบังพลางเดินออกมายืนหน้าแถว
“เรอาห์ท่านน่าจะแสดงฝีมือให้เขาดูนะ” เจ้าชายโอเว่นเอ่ยยิ้มๆ
“ข้าขอปฏิเสธพระองค์ ข้าไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องสู้กับเขา” เสียงทุ้มๆ ตอบกลับ
“ตัวใหญ่อย่างเดียวนี่หว่า ที่ไหนได้ใจปลาซิวชะมัด!” เมื่อสิ้นเสียงคำเหยียดหยามผู้คุมก็ง้างแขนทำท่าจะชกทหารของเขาแต่กำปั้นนั้นกลับถูกฝ่ามือใหญ่ๆ จับห้ามเอาไว้
“ไม่จำเป็นหรอกผู้คุม เขาเพียงคึกคะนองตามประสาทารกที่เพิ่งหย่านมเท่านั้นเอง” เรอาห์พูดพลางจ้องมองไปยังทหารที่ยืนหน้าแถว
“ถ้าหากท่านแกร่งขนาดนั้นจริงข้าอยากให้ท่านพิสูจน์โดยการต่อสู้กับสหายในหมู่ของข้าคนหนึ่ง ก็ถ้าท่านไม่กลัวที่จะพ่ายชัยให้กับทหารวังระดับต่ำน่ะนะ” ทหารนายนั้นจ้องตากลับโดยไม่มีความเกรงกลัว
“เอาเลยเรอาห์ แสดงให้พวกเขาดูสิว่าตำนานมันเจ้ามันมีที่มาอย่างไร” เสียงยุของเจ้าชายโอเว่นดังขึ้นอย่างสนุกสนาน
“เอาเลยๆ!!” เสียงทหารที่เหลืออีกสิบสี่คนตะโกนดังอย่างไม่ยอมหยุด พวกเขาหวังที่จะได้เห็นเว็คเตอร์ที่เขาเชื่อมั่นได้ประมือกับอัศวินในตำนานอ ย่างเรอาห์
ทุกเสียงเชียร์ที่ดังไม่ยอมหยุดต่างเงียบลงเมื่อเสียงทุ้มๆ ตอบกลับ “ได้ ข้าจะแสดงให้ดู”
“แต่ว่าท่าน!” เจ้าชายรูปงามยกมือขวาขึ้นเล็กน้อยพลางมองหน้าผู้คุม
“ได้ครับ... เว็คเตอร์ออกมา!!” สิ้นสุดคำสั่งของผู้คุมทหารนายหนึ่งก็ก้าวออกมา ทหารนายนั้นคือคนที่จ้องมองเขาอย่างไม่ยอมหยุดนั่นเอง และเขาจำได้แม่นว่านักรบผู้นี้คือคนที่เจ้าหญิงเฮเลนกล่าวเตือนให้ระวังให้ดี
“ข้าจำเจ้าได้ เจ้าแสดงฝีอยู่ในวังคราวนั้น” ราชสีห์เรอาห์กล่าวทักทายก่อน
“ข้าเองก็เช่นกัน” เขาตอบกลับเสียงสั่นๆ ทำเอาเพื่อนทหารของเขารู้สึกเสียขวัญ
“เจ้ากำลังสั่นเพราะความกลัวอย่างนั้นเหรอ”
“หาไม่นายท่าน สาเหตุที่ข้าสั่นมาจากความปิติยิ่งเมื่อได้รู้ว่าข้ากำลังจะได้ประดาบกับอัศวินผู้เป็นตำนาน”
“แม้นด้วยเพียงดาบไม้?”
“แค่นั้นก็เกินพอแล้ว” หลังจากทหารตอบรับเรอาห์ก็เดินไปหยิบดาบไม้สองเล่มแล้วโยนให้ฝ่ายตรงข้ามหนึ่งเล่มทันที ทหารทั้งหลายต่างเดินเข้าชิดกำแพงพร้อมกับรอดูศึกอันยิ่งใหญ่อย่างใจจดใจจ่อ
ไม่มีสัญญาณเริ่มต้นใดๆ แต่ทั้งสองฝ่ายกลับยกดาบขึ้นพร้อมกันโดยพลทหารเว็คเตอร์ได้พุ่งเข้าโจมตีด้วยการฟันอย่างไม่ยั้งก่อน เรอาห์รับได้ทุกการโจมตีของเขาจนทหารที่เหลืออดไม่ได้ที่จะส่งเสียงเชียร์ฮือฮาอย่างสะใจ
เว็คเตอร์ที่ได้ขึ้นชื่อเรื่องความว่องไวอันร้ายกาจดูหงอลงไปทันทีเมื่อชายที่เขากำลังรุกไล่อยู่ไม่แสดงทีท่าว่าจะตามดาบเขาไม่ทันเลย
เว็คเตอร์สะบัดดาบไปมาซ้ายขวาพลางพลิกข้อมือซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ไม่ว่าเขาจะใช้ลูกเล่นแบบใดชายสูงใหญ่ตรงหน้าก็ดูจะรู้แกวเขาไปหมด
“โอ้ย!” เสียงร้องของเว็คเตอร์ทำเอาทุกคนต่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะคนที่บุกเข้าใส่ตลอดเวลาอย่างไม่มีจังหวะใดให้รุกกลับคือเว็คเตอร์ มีเพียงเจ้าชายรูปงามเท่านั้นยิ้มเยาะเบาๆ ออกมาราวกับรู้ว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น
“จะบุกเข้ามาต่อไหม” ชายร่างยักษ์พูดพร้อมกับส่งสายตาท้าทาย
“ข้าอยากให้ท่านเป็นฝ่ายบุกข้าบ้างมากกว่า หากท่านป้องกันเพียงอย่างเดียวเช่นนี้ข้าคงจะไม่ปลื้มใจเท่าไรนัก”
“จับดาบเจ้าเอาไว้แน่นๆ ล่ะ” สิ้นสุดคำพูดของเรอาห์เจ้าชายก็ยิ้มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
“จบแล้วล่ะ” เจ้าชายกล่าวก่อนจะเดินออกจากห้องซ้อมทหารไป
กลุกๆๆ เสียงดาบไม้กระทบกับพื้นปูนดันขึ้นท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าทหารและเว็ค เตอร์ แรงกระแทกก่อนหน้าทำเอาแขนทั้งสองของเว็คเตอร์ชาไปทั้งแขน เรี่ยวแรงมหาศาลเมื่อครู่ทำให้เขาคิดเป็นอื่นไปไม่ได้นอกเสียจากสัตว์ ร้าย...หรือที่มาของนามราชสีห์แห่งวีสจะได้มาเพราะการนี้กัน
“ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าให้จับดาบของเจ้าไว้แน่นๆ” ราชสีห์แห่งวีสพูดพร้อมกับจ้องเข้าไปในตาของชายตัวเล็ก
นัยน์ตาสีฟ้าอันงดงามคู่นั้นราวกับกำลังสะกดเว็คเตอร์ไว้ให้ตกลงไปอยู่ในภวังค์แห่งความหวาดกลัว ระดับฝีมือของอัศวินผู้นี้ไกลเกินที่เข้าจะเอื้อมถึงนัก แต่สิ่งที่เกินเอื้อมนี่ล่ะถึงจะเหมาะเป็นเป้าหมายของเขามากที่สุด
“สักวันข้าจะเหนือกว่าท่านให้ได้” ทหารหนุ่มพูดในขณะที่ขยับแขนไม่ได้แม้แต่น้อย
“ข้าดีใจที่ได้ยินเช่นนี้ แต่ใจจริงข้าหวังให้คำพูดของเจ้าออกจากปากศิษย์ข้ามากกว่า” เรอาห์พูดติดตลกก่อนจะเดินจากไปจากห้องซ้อม
“เป็นไงบ้างเว็คเตอร์!” เหล่าสหายทหารของเขากรูกันเข้ามาถามอย่างเป็นห่วงแต่เขากลับพูดวกวนอยู่เพียงแค่สองคำ
“แข็งแกร่งจริงๆ เขาสุดยอดจริงๆ แข็งแกร่งจริงๆ สุดยอดจริงๆ...”
 
 
 
ด้วยความชื่นชมในตัวเรอาห์ของเว็คเตอร์ทำให้เขามีความมุ่งมั่นที่จะก้าวเดินต่อไป เว็คเตอร์พยายามทุกวิถีทางที่จะแกร่งเหนือกว่าเรอาห์ สิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจในตัวเองมาตลอดคือความว่องไวเขาจึงตั้งใจว่าจะใช้สิ่งที่ตนภูมิใจนี้เป็นรากฐานของความแข็งแกร่ง แต่ทว่าความคิดและปณิธานของเขาต้องแปรไปเมื่อได้พบความจริงว่าพรสวรรค์ทางดาบของเขากับเรอาห์นั้นต่างกันราวฟ้ากับดิน
“ข้าก็ไม่ได้อยากจะขัดเจ้าหรอกนะ ข้าเห็นเจ้าซ้อมดาบทุกวันข้าเองก็ดีใจแต่...” ผู้คุมเอ่ยปากบอกกับชายที่ฝึกตนเพียงลำพังอยู่ในห้องซ้อมทหารระดับสาม
“ท่านอยากจะพูดอะไรกันแน่ผู้คุม” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมฝึกต่อไป
“เจ้าไม่สามารถชนะท่านเรอาห์ได้หรอก”
“ทำไม...” ชายหนุ่มเริ่มหยุดมือลง
“เพราะ ข้าไม่อยากให้เจ้าถลำลึกไปมากกว่านี้... เจ้าเป็นคนเก่งและมีความพยายามเหนืออื่นใครที่ข้าได้พบพานมา แต่เป้าที่เจ้าหมายไว้นั้นสูงเกินไป หากเจ้ายังดึงดันที่จะตามไล่เขาให้ทันอนาคตของเจ้าจะมีเพียงความเจ็บปวด เคียดแค้นและชิงชังเท่านั้นที่รออยู่”
ผู้คุมเตือนด้วยความหวังดี เขารู้ดีว่าผู้ชายอย่างเว็คเตอร์มีความทะเยอทะยานมากเพียงใด มันคงเป็นเรื่องน่าเศร้าถ้าหากว่าเขาดิ้นรนเท่าใดก็ไม่อาจสำเร็จ
“พระเจ้าสร้างข้าและเขามาให้มีมือและเท้าเท่ากัน… ข้าไม่เชื่อว่าด้วยการที่เป็นมนุษย์เหมือนกันจะไม่สามารถเทียบเทียมกันได้ พรสวรรค์เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ข้าคิดว่าท่านเรอาห์เองก็สร้างมันขึ้นด้วยมือของเขา แล้วจะมีเหตุผลใดล่ะที่ข้าจะไม่สามารถสร้างได้เทียมทัด” เขาพูดพลางฟาดดาบลงอย่างรุนแรงจนเสียงลมที่เสียดสีกับผิวไม้ดังไปทั่วห้องฝึก
“เจ้ายังหันหลังกลับได้นะเว็คเตอร์” ผู้คุมพูดเตือนอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากประตูไปพลางมองดวงเดือนและดาราที่ระยิบระยับคณานับบนท้องฟ้า
พระจันทร์ยามดึกนั้นช่างสวยงาม สีฟ้าบนหินใหญ่แต่ละก้อนส่องประกายวาววับยามเมื่อแสงอันกระจ่างต้องถูกจนคล้ายกับผืนท้องนที ไม่แปลกใจเลยหากจะมีกษัตริย์และเมืองมากมายที่หมายจะครอบครองมัน นามของพระราชวังบาดาลอาจได้มาเพราะความงามนี้ก็เป็นได้
 
ขณะที่ผู้คุมวัยสี่สิบปีกว่าๆ ยืนมองท้องฟ้าอย่างสับสน เสียงชายผู้หนึ่งก็เอ่ยแทรกเข้ามา เจ้าของเสียงนั้นทำให้เขาถึงกับรู้ว่าความสวยงามกำลังถึงคราจากไป
“ยังไม่นอนอีกหรือท่านผู้คุม” ชายรูปร่างสูงใหญ่วัยยี่สิบปีกว่าๆ เอ่ยถาม
“ท่านเรอาห์...” ผู้คุมกล่าวด้วยท่าทางเกร็งๆ
“มีอะไรรึท่านผู้คุม ข้าเองก็ออกมาเดินชมดาวเล่นเช่นเดียวกับท่านนั่นแหละไม่มีอะไรหรอก”
“ข้าว่าคืนนี้ท่านกลับไปเสียเถิด ข้ารู้สึกมีลางสังหรณ์ไม่ค่อยจะดี” ผู้คุมกล่าวเตือน
“ท่านสังหรณ์อะไรอย่างนั้นรึ”
“สังหรณ์ว่าท่านจะพ่ายแพ้ยังไงล่ะ!” เสียงชายอีกคนแทรกเข้ามา สายตาของเรอาห์รีบย้ายไปจ้องมองเขาทันที
“เมื่อครู่เจ้าว่าอย่างไรนะ” เรอาห์กล่าวพลางจับจ้องไปยังชายปริศนาที่เดินเป็นวงกลมรอบตัวเขา
“ข้าบอกว่าท่านจะปราชัยยังไงล่ะ”
“เจ้ากำลังบอกข้าว่าข้าจะปราชัยให้กับชายคนเดิมที่ข้าฟันดาบของเขาหล่นลงพื้นเมื่อสามปีก่อนอย่างนั้นรึ”
“พอเถอะเว็คเตอร์ เจ้าไม่อาจชนะอัศวินผู้นี้ได้หรอก!” ผู้คุมกล่าวเตือนชายหนุ่มก่อนความโศกเศร้าที่มากมายจะพุ่งเข้าทำร้ายเขาหลังศึก
“ท่านผู้คุม... หากข้าฝึกปรือฝีมือมากมายด้วยความพยายามถึงเพียงนี้แล้วยังมิอาจจะชนะเขาได้ นั่นแสดงว่าพระเจ้าก็ไม่เคยให้ผู้ใดเท่าเทียมกัน”
“หากเจ้าต้องการจะพิสูจน์พระผู้เป็นเจ้าถึงเพียงนั้นแล้วพร่ำพรรณนาราวกับเด็กอยู่ใย อ้อใช่! เจ้ามิใช่เด็กตัวเล็กๆ แล้วนี่ เพราะข้าสอนให้เจ้าหย่านมมารดาครั้งที่ดาบของเจ้าหล่นกระแทกพื้น”
สิ้นสุดคำเหยียดหยามของเรอาห์ชายหนุ่มนามว่าเว็คเตอร์ก็พุ่งโจมตีเข้าใส่พลางร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่ง เว็คเตอร์ใช้การเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วที่เขาภูมิใจเป็นแกนหลักในการโจมตี เขาเชื่ออย่างสุดใจว่าเรอาห์ที่ร่างกายใหญ่โตถึงเพียงนี้มิอาจจะว่องไวตามเขาทันอย่างแน่นอน
เรอาห์หลบคมดาบที่ฟาดฟันเข้ามาอย่างไม่ได้พักหายใจ แม้เด็กหนุ่มเบื้องหน้าเขาจะแข็งแกร่งขึ้นมากจนน่าตกใจก็ตามแต่ด้วยประสบการณ์ต่อสู้ที่มากมายของเขาก็พอรู้วิธีที่จะโต้กลับไม่ยาก
เรอาห์ ปล่อยเด็กหนุ่มฟาดคมดาบใส่เขานานติดต่อกันถึงห้านาทีก่อนที่จะคมดาบของเขา ป้องกันการโจมตีสุดท้ายโดยกายปัดออกแล้วใช้ปลายด้ามดาบส่วนล่างสุดกระแทก เข้ากับข้อมือของเว็คเตอร์
ชายหนุ่มร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้เขาเจ็บปวดกว่าเก่ามากมายมหาศาล เทคนิคการป้องกันและรุกกลับอย่างฉับพลันในครั้งนี้เป็นเทคนิคเดียวกับที่เขาพลาดพลั้งเมื่อครั้งก่อน และนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เขาเริ่มหมดความศรัทธาที่ให้กับพระเจ้า
“ทำไม...!!!” เด็กหนุ่มแหงนหน้าตะโกนถามท้องฟ้าอย่างบ้าคลั่งแต่กลับไร้วี่แววเสียงคำตอบ จากพระเจ้านอกเสียจากคำตอบจากชายหนุ่มร่างยักษ์ที่เขาพ่ายแพ้
“เพราะเจ้ามุ่งมั่นที่จะชนะข้าเกินไป”
“ท่านว่าอย่างไรนะ!” เขาหันไปถามเรอาห์อย่างสงสัย
“ในหัวของเจ้ามีเพียงแต่ชัยชนะ วิญญาณของเจ้าก็มีเพียงแต่ชัยชนะ...ดังนั้นแล้วดาบของจึงมีเพียงแต่การรุก รุกไล่ข้าหวังจะปลิดชีวิตสังหารข้าแล้วก้าวข้ามศพข้าไป”
ทันใดนั้นเองท้องนภาเหนือวีสขึ้นไปก็ส่องแสงเป็นเส้นสายกลางท้องฟ้าพร้อมกับร้องลั่นราวกับจะสำแดงอนุภาพของพระเจ้า หยดเม็ดฝนจำนวนนับไม่ถ้วนร่วงหล่นจากท้องฟ้าเบื้องบนลงยังผืนดินและท้องทะเลอันกว้างใหญ่แห่งวีส
“ทำไมล่ะ!การหวังชัยชนะในการต่อสู้มันผิดตรงไหน ท่านจะบอกว่าท่านต่อสู้โดยมิได้มุ่งหวังเพียงได้รับชัยชนะอย่างนั้นรึ!?ช่างน่าขันสิ้นดี” เขาพูดด้วยใบหน้าที่เริ่มเปียกปอนไปด้วยเม็ดฝน
“ใช่ การต่อสู้ย่อมมีทั้งรุกและรับ แต่นั่นมิใช่สาเหตุที่เจ้าพ่ายแพ้ให้กับข้าถึงสองครั้ง พรสวรรค์ทางดาบของเจ้าเหนือนักรบอื่นใดเท่าที่ข้าเคยพบมาแต่เจ้ากลับขาดสิ่งที่นักรบวีสทุกคนพึงมี”
“ข้าขาดสิ่งใดไป...” เว็คเตอร์เอ่ยถามพลางจ้องตาเรอาห์ไม่กะพริบท่ามกลางสายฝนอันเย็นฉ่ำนี้ สิ่งใดกันที่เขาขาดไป
“สิ่งที่ต้องปกป้อง”
“ท่านว่าอะไรนะ!?” ดวงตาของเขาเบิกโพลง เขาไม่เข้าใจว่าเรอาห์กำลังต้องการบอกอะไรกับเขากันแน่
“มันคือสิ่งที่ชาววีสทุกคนมีอยู่ในสายเลือด มันคือสิ่งที่ทำให้กษัตริย์สายเลือดแห่งอาเรียแข็งแกร่งเหนือกษัตริย์ใด มันคือสิ่งที่ทำให้วีสยังคงเป็นวีส และมันจะเป็นสิ่งที่ทำให้วีสนั้นยังคงความเป็นเอกราชจวบจนนิรันด์”
“ฮ่าๆๆ!!!” เขาส่งเสียงหัวเราะดังลั่นไปทั่วกลางสายฝนที่โปรยปรายไม่ต่างจากเสียสติ
“เว็คเตอร์...” ผู้คุมเรียกชื่อชายหนุ่มด้วยความรู้สึกสงสาร มันเป็นไปตามที่เขาคิดเอาไว้ ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำให้เว็คเตอร์เจ็บปวด สิ่งที่จะยังคงเหลือในใจเขาต่อไปจะมีเพียงความเคียดแค้นและชิงชังเท่านั้น
“ท่านจำไว้อัศวินเรอาห์... ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามสักวันข้าจะอยู่เหนือท่านให้ได้ จำคำข้าไว้ให้ดี” ชายหนุ่มกล่าวจบก็เดินจากไปท่ามกลางสายฝน แผ่นหลังอันน่าเศร้านั้นกำลังคิดจะทำสิ่งใดต่อไปกัน
“ข้าขออภัยด้วยท่านเรอาห์ที่ข้าไม่สามารถคนควบคุมคนของข้าได้ ต่อจากนี้ไปขอให้ท่านระวังตัวให้ดี” ผู้คุมกล่าวเตือน
“เจ้าหญิงเฮเลนเคยกล่าวเตือนไว้แล้วแต่...ข้าเชื่อมั่น ถ้าหากภายในกายของเขายังมีสายโลหิตแห่งวีสอยู่ล่ะก็ สักวันหนึ่งเขาจะต้องรู้จักคำว่า “ปกป้อง” อย่างแน่นอน”
 
สักวันหนึ่ง...
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
    มีปัญหาทางเว็บ ติดต่อ [email protected] จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 297 ท่าน

Line PM