Guest   
 
Username:
Password:




 


  
 



 
อ่านเรื่อง
มหาสงครามพ่อมดคนที่สอง
ภูยาคติ
ศึกบัลลังก์กษัตริย์วังน้ำ 8 : ไหว้วาน
17
09/03/2555 00:09:53
195
เนื้อเรื่อง
ศึกบัลลังก์กษัตริย์วังน้ำ 8 : ไหว้วาน
               
                เสียงลมยามตะวันล้าเสียดสีกับเม็ดทรายจำนวนเหลือคณาให้กลิ้งเป็นริ้วๆ ตามกันบนพื้นสีหินเทาของเมืองวีส เสียง ‘แซกๆ’ ที่เกิดจากรองเท้าบูทสีน้ำตาลของชายคนหนึ่งเองก็ดังตามจังหวะของการเดิน ชุดผ้าสีออกเทาๆ กับเสื้อสีเขียวแก่โทรมๆ นั่นคงเหมือนชาวบ้านจนแทบแยกไม่ออกเลยว่าเป็นนักรบหากเอวด้านซ้ายของเขาไม่ได้เหน็บดาบเล่มโตไว้
 
                “อื้อๆๆ!”
                ‘ชู่วววว์’เสียงลมเบาๆ ดังอยู่ข้างหูของเธออย่างชวนจั๊กจี้ หญิงสาวรูปงามที่อยู่ในอาการตื่นตระหนกค่อยๆ ผ่อนคลายอารมณ์ลงเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าเจ้าของฝ่ามือที่ปิดปากเธอไว้อยู่นั้นไม่มีเจตนาจะทำร้ายเธอ
                “ห่างจากพระองค์และข้าไปไม่เกินยี่สิบก้าวมีชายคนหนึ่งกำลังเดินป้วนเปี้ยนอยู่ ข้าคิดว่าเขาคงมิได้พกดาบออกมาเดินกินเล่นเป็นแน่” เสียงนุ่มๆ ที่ไม่คุ้นนักกล่าว
                “อื้อๆๆ” หญิงสาวใช้มือขาวนวลของเธอตบลงบนมือที่ปิดปากเอาไว้สามครั้ง
                “เอาล่ะ หากข้าปล่อยมือแล้วขอพระองค์อย่าส่งเอะอะเสียงโวยวายออกมาเชียว”
                สาวน้อยพยักหน้าน้อยๆ ก่อนเขาจะคลายมือ “แฮ่กๆ” ไม่นานเสียงหายใจถี่ๆ ของเธอก็ตามมา
                หญิงสาวแสนงามหันหลังกลับพลางเงยหน้ามองชายหนุ่มเจ้าของฝ่ามือที่ปิดปากเธอไว้เมื่อครู่ ใบหน้าของเขามีเคราเขียวๆ เป็นไรเล็กน้อยสลับกับเส้นเคราสีดำที่ยาวขึ้นบ้างแล้ว หน้าตาคมเข้ม รูปร่างสมส่วน ผมยาวหยักศกเล็กน้อย นัยน์ตาสีน้ำตาล และท่าทางอ่อนโยน
                “เจ้าคือสหายของเรอาห์นี่นา” เธอจำหน้าของคาร์นเอลลูได้แม่นยำเนื่องจากมีดสั้นซึ่งถูกขว้างด้วยฝีมือที่คมกริบเมื่อคราวก่อนได้ช่วยเหลือชีวิตของจัสตินไว้ และยังเปิดโอกาสให้เธอได้หาจังหวะหลบหนีต่างหาก
                “ใช่ ข้าเอง”
                “แล้วเรอาห์หายไปไหนเสียล่ะ!” ไอเรนเร่งเสียง
                “ชู่วว์...” ชายหนุ่มชูนิ้วชี้ขึ้น “ข้าบอกแล้วว่าอย่าส่งเสียงดังไงล่ะ”
                ไอเรนผงกหัวช้าๆ คาร์นเอลลูจึงเริ่มกล่าว “เรอาห์อาศัยอยู่ในบ้านพักหลังเดิมนั่นแหละเพียงแต่ข้าออกมาดูลาดเลาแล้วบังเอิญพบพระองค์กำลังทำท่าทางลับๆ ล่อๆ จึงแอบตามมาดู”
                “แอบตามมาดูอย่างนั้นหรือ เรียกสะกดรอยจะสวมควรกว่าไหม ขนาดข้าระวังถึงเพียงนี้ยังไม่รู้ตัวเลยว่ามีเจ้าอยู่ใกล้ๆ จนกระทั่งเจ้าปิดปากข้า หากเจ้าเป็นศัตรูข้าคงสิ้นลมไปแล้ว” เจ้าหญิงสาวกล่าวประชดกลับมาเป็นชุด
                “แต่ข้าก็มิได้ศัตรูเป็นใช่ไหม” ชายหนุ่มถามย้อนกลับกวนๆ ด้วยรอยยิ้มทำเอาเธอตอบอะไรต่อไปไม่ถูก
                “เอาล่ะ สิบ... เก้า... แปด... เจ็ด...” คาร์นเอลลูนับถอยหลังเบาๆ พลางใช้ท่อนแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามเป็นมัดๆ ดันเธอจนชิดแน่นเข้ากับกำแพง
                “จะ-เจ้ากำลังจะทำอะไรน่ะ!”
                “สอง... หนึ่ง...” สิ้นเสียงไปหนึ่งจังหวะชายหนุ่มกระโจนออกจากมุมทันทีพร้อมกับเหวี่ยงหมัดใส่ชายที่เดินผ่านมาในจังหวะนั้น
                เป็นโชคร้ายของเขาเมื่อชายที่เขาหมายหวังต่อยให้สลบกลับหยุดจามไปก่อนทำให้กำปั้นที่เหวี่ยงไปทำได้แค่เพียงเฉี่ยวปลายจมูกเล็กๆ พอให้แดงก่ำเป็นสีมะเขือเทศ
                เคว้ง! ชายแปลกหน้าไม่มีรีรอที่จะใช้มือขวาชักดาบที่เหน็บไว้ข้างเอวด้านซ้ายออกมา
                เคว้ง!คาร์นเอลลูก็เช่นกัน
                ทั้ง สองจดๆ จ้องๆ กันอยู่ไม่นานก่อนฝ่ายศัตรูจะตัดสินใจรุกเข้าหาก่อน คาร์นเอลลูยกปลายด้ามดาบขึ้นสูงและกดตัวดาบลงต่ำเพื่อให้ตัวดาบป้องกันการ โจมตีจากด้านข้างอย่างรวดเร็วก่อนจะออกแรงเหวี่ยงปลายคมดาบขึ้นโดยผลักดาบ ของศัตรูไปพร้อมกัน จากนั้นเขาก็กดปลายคมดาบลงอีกด้านหนึ่งเพื่อให้รูปแบบสรีระของศัตรูเกิดความ เสียสมดุลก่อนจะใช้คมดาบเฉือนเนื้อสดๆ ที่อยู่ใต้เสื้อสีเขียวแก่โทรมๆ เข้าไปบางๆ บริเวณหน้าท้อง
                ‘อึกก...’แม้นแผลจากการโจมตีจะไม่ลึกมากนักแต่ก็พอส่งผลให้ชายผู้นี้ไม่อาจเยื้องกายหนีหายไปไหนได้อีกต่อไป
                ชายผู้โชคร้ายทรุดลงคุกเข่ากับพื้นพลางใช้มือซ้ายกุมแผลที่ท้อง มือขวาของเขาจับดาบและกดลงพื้นเพื่อค้ำตัวเองเอาไว้ไม่ให้ล้มลงกอง คาร์นเอลลูใช้ปลายแหลมของคมดาบจ่อไปที่หน้าผาก
                ผิวดาบสีเงินเล่มงามรับแสงสีส้มของตะวันยามคล้อยต่ำ เงาของแสงที่สะท้อนตกลงบนพื้นทรายที่ห่างไปไม่ไกลจากเขานัก เขาเอ่ยปากข่มขวัญศัตรูอย่างช้าๆ และหนักแน่น
                “เจ้าเองก็เป็นนักรบ เจ้าคงจะรู้ตัวแล้วว่าเมื่อครู่ข้าจงใจใช้คมดาบกรีดผิวเจ้าเพียงน้อยหาใช่เจ้าสามารถหลบดาบของข้าได้ไม่ ...และเจ้าก็รู้ว่าข้าเองก็มิได้พลาดไปแต่อย่างใดเสียด้วย” คมดาบและสายตาอันทระนงของเขาทำให้ศัตรูผู้โชคร้ายไม่อาจเอ่ยโต้อันใดได้
                “แม้ แผลที่ท้องของเจ้าจะมองว่าผิวเผินสำหรับนักรบอย่างเราเพียงใด แต่หากปล่อยนานไปเจ้าเองก็จะตายเพราะเสียเลือดมาก เจ้ามีเวลาไม่มากแล้ว ฉะนั้นจงเร่งบอกข้ามาเสียดีกว่าว่าผู้ใดเป็นคนส่งเจ้ามาที่นี่”
                “ใครจะสั่งข้าและข้าจะมาที่แห่งนี้เพื่ออะไร และอีกอย่าง...ข้ามิเคยรู้จักท่านเลยแม้แต่น้อย” เขาเงยหน้าขึ้นพูดพลางกุมแผลที่ท้องอย่างเจ็บปวด สายตาของเขาดูอ่อนล้าลงทุกที
                “นั่นสินะ... ออกมานี่ได้แล้วพระองค์ ปลอดภัยแล้ว” คาร์นเอลลูใช้มือซ้ายที่ว่างจากดาบกวักเรียกเจ้าหญิงเจ้าหญิงอย่างช้าๆ
                เมื่อ ไอเรนพ้นออกมาจากมุมกำแพงชายปริศนาก็แสดงอาการร้อนรนขึ้นทันที นักรบที่โชกโชนอย่างคาร์นเอลลูสามารถรับรู้ความผิดผกติทางร่างกายของชายผู้ นี้ได้อย่างว่องไว รอยแก้มขยับที่เกิดจากฟันที่ขบกันแรงขึ้นเพียงเล็กน้อย สายตาที่ไม่นิ่งนัก แววตาที่แฝงด้วยความหวั่นไหวของจิตใจ หรือแม้กระทั่งบรรยากาศที่สัมผัสได้จากตัวเขาก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คาร์น เอลลูรู้ว่าไอเรนคือเป้าหมายของเขาอย่างแน่นอน
                “สวยดีนี่ แต่เสียใจนะที่ข้าไม่เคยรู้จักนางเลย” เขาพยายามบ่ายเบี่ยง
                “เจ้าคิดให้ถี่ถ้วนก่อนจะตอบเถิดว่าคุ้มแล้วหรือไม่ที่จะตายเพื่อปกป้องผู้หมายจะทำร้ายพระธิดาของกษัตริย์ของเจ้า เจ้าเองก็เป็นทหารที่ดี แต่เหตุใดจึงต้องมาทำร้ายสายเลือดของกษัตริย์ผู้ปกครองเมืองของเจ้ากัน”
                ไอเรนจับจ้องไปยังทหารผู้บาดเจ็บ เขาไม่สบตาเธอแม้เพียงน้อย หาใช่เพราะอาการบาดเจ็บที่ท้องไม่ แต่คงเพราะความรู้สึกผิดที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจ
                “จะให้ข้าทำอะไรอย่างนั้นหรือ” ไอเรนถามเผื่อมีอะไรที่คาร์นเอลลูต้องการให้เธอช่วย
                “พระองค์ไม่ต้องทำใดๆ ทั้งสิ้น”
                ไอเรนหันไปมองทางด้านนักรบหนุ่มชุดหนังสีน้ำตาลก่อนจะรู้สึกชื่นชมในความสามารถอย่างประหลาดใจ เธอคาดไม่ถึงเลยว่าการฟันเพื่อให้เกิดแผลเพียงเล็กน้อยของเขาในครานั้นเขาตั้งใจเพื่อให้เหตุการณ์ดำเนินมายัง ณ จุดนี้ เพื่อเขาจะได้ใช้วิธีกดดันฝ่ายตรงข้ามโดยการบีบบังคับทางจิตใจด้วย เวลา ความตาย ความซื่อสัตย์ เกียรติยศ ความรู้สึกผิด ความภักดิ์ดี และความหวาดกลัว ...สิ่งเหล่านี้ล้วนพุ่งตรงเข้าจู่โจมจิตใจของทหารนายนี้โดยที่เขามิได้รู้ตัวเลย
                “คือข้า...” และบ่อยครั้งที่ร่างกายอันแข็งแกร่งนั้นจำต้องพ่ายแก่จิตใจอันบอบบาง
 
                อีกทางด้านหนึ่งของเมืองวีส
เสียงฝีเท้าที่กำลังวิ่งดังไม่ขาดสายก่อนจะหยุดลง กลุ่มชายจำนวนไม่น้อยยืนวางมาดอย่างโล่งอก บ้างท้าวเอว บ้างยืนมือไขว้หลัง บ้างยกกำปั้นขึ้นกำแน่น แต่มีเพียงคนหน้าสุดเท่านั้นที่เอ่ยกล่าวราวกับใหญ่โต ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าสตรีผิวแทนอันงดงามที่ยืนหลังชนฝานั้นคือสายเลือดแห่งอาเรีย
                เฮเลนยืนนิ่งอย่างไร้ทางหลักหนี ด้านหลังของนางคือกำแพงอันสูงตระหง่านของชาวบ้านที่สร้างไว้เพื่อเป็นการบ่งบอกอนาเขต แต่ในตอนนี้สำหรับนางแล้วมันคือสิ่งก่อสร้างที่ทำให้นางหมดซึ่งหนทางไป
                “พระองค์จนมุมแล้ว ยอมให้พวกข้าจับดีๆ เสียเถิด” ชายคนหน้ากล่าวด้วยท่าทางหยิ่งยโส
“แล้วถ้าข้าตอบว่าไม่ล่ะ” ท่ามกลางเหตุการณ์คับขันและน่าหวาดหวั่นแต่สายตาของนางยังคงส่องประกายแวววาวตลอดเวลาอย่างไร้ซึ่งความหวาดกลัว
                “เคยมีผู้ใดบอกหรือเปล่าว่าผิวพรรณของพระองค์นี่ช่างงดงามน่าสัมผัสจริงๆ จะเป็นอะไรไหมหากพวกข้าจะขอลิ้มลองรสชาติของสตรีผู้สูงศักดิ์สักคราหนึ่งในชีวิต” เมื่อเขาพูดจบชายที่เหลือก็ต่างหัวเราะชอบใจเบาๆ
                “นี่เจ้ากำลังขู่ข้าอย่างนั้นหรือ”
                “ข้ามิได้ขู่พระองค์... ชายเหล่านี้เองก็เช่นกัน พวกเรากระหายกลิ่นเนื้อสาวงาม พระองค์คงมิอาจรู้หรอกว่าการเป็นนักรบนั้นต้องทนทรมานและเหงาเพียงใด” เหล่าชายหนุ่มยิ้มเล็กยิ้มน้อยชอบใจอีกครั้ง
                “หือ!?” ชายด้านหน้าอุทานอย่างประหลาดใจเมื่อเจ้าหญิงโฉมงามยื่นมือขวาและนิ้วอันเรียวงามของนางออกมาราวกับเชื้อเชิญ
                ชายหนุ่มยิ้มก่อนจะกล่าว “ข้าเข้าใจว่าพระองค์คงเหงาและว้าเหว่มากสินะ พวกข้าจะขจัดความเดียวดายนั่นไปใหเอง...”
ชายด้านหน้ามุ่งตรงเข้าไปหาเฮเลนด้วยใบหน้ามื่นชื่น รอยยิ้มของเขาค่อยๆ เบ่งบานขึ้นเรื่อยๆ ดั่งดอกทานตะวันที่รับแสง ...แต่ไม่ก็จำต้องหุบลงทันทีด้วยความหวาดผวา
“เหวอออ!” ชายที่แสดงท่าทางหื่นกระหายเมื่อครู่รีบถอยกรูดจนล้มลงจนก้นกระแทกกับพื้นหิน
“งูๆๆ!” เขาอุทานอย่างตื่นตกใจ
เหล่า ชายฉกรรจ์ทั้งหลายเมื่อได้ยินต่างก็พากันตื่นตระหนกตามกันพร้อมจับจ้องไปยัง งูพิษสีเขียวหยกที่กำลังรัดแขนและผิวสีแทนของเจ้าหญิงผู้งดงาม อสรพิษร้ายสีเขียวชูคอขึ้นอย่างช้าๆ พลางอ้าปากและแลบลิ้นสองแฉกอันน่าสยดสยองออกสลับกับเข้าอย่างรวดเร็ว เกล็ดสีหยกอันมันเลื่อมของมันแลดูงดงามแต่แฝงไว้ด้วยความน่าหวาดผวา ช่างเหมือนกับนางผู้เป็นเจ้าของมันเหลือเกิน
“บุรุษเยี่ยงเจ้า...แท้จริงแล้วช่างน่าสมเพชนัก” เจ้าหญิงเฮเลนกล่าวลอยๆ ด้วยสายตาเย็นชา...ก่อนท้องนภาจะกู่ก้องไปด้วยเสียงแห่งความทรมานจากนรกภูมิ
 
เสียงอะไรน่ะ!เจ้าได้ยินเหมือนข้าหรือเปล่า” หนุ่มใหญ่กล้ามโต ใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเคราสั้นๆ นั้นหันไปถามเด็กน้อยที่อยู่ใกล้ๆ
“เสียงอะไรเหรอ” ชายหนุ่มงุนงงครู่หนึ่งก่อนเสียงเคาะประตูจะดังขึ้นเป็นจังหวะ ผู้เคาะประตูนี้น่าจะเป็นสหายของพวกเขาไม่ผิดแน่
ทั้งสองหันขวับไปยังประตูไม้สีน้ำตาลเก่าๆ บานหลักที่ถูกผลักเข้ามาจากด้านนอก รองเท้าบูทหนังสีน้ำก้าวนำเข้ามาก่อนพร้อมกับเสียงทักทายหวานๆ ของสาวคนหนึ่ง
“ว่าไง...” ชายตัวโตกับเด็กหนุ่มแสงสีหน้าตกตะลึงเมื่อพบว่าสหายของเขาได้พาหญิงสาวแสนงามในชุดสีขาวประดับลูกไม้คนเดิมติดพ่วงมาด้วย
น้ำเสียงทักทายอันประหม่าและรอยยิ้มของเธอมองแว่บเดียวก็รู้ว่าฝืนสร้างมันขึ้นมา
“เธอสบายดีหรือเปล่า” จัสตินทักทายกลับ
“นี่!ข้าอุตส่าห์ทักเจ้าดีๆ นะ” จัสตินผงะถอยหลังอย่างงุนงง นี่เธอมาอารมณ์ไหนของเธอกัน แล้วฉันทำอะไรผิดไปงั้นเหรอ
“ฉันพูดอะไรผิดไปงั้นเหรอ”
“ที่เจ้าถามว่าสบายดีหรือเปล่านั่นที่จริงแล้วเจ้าแกล้งหลอกว่าข้าเพี้ยนใช่ไหม!”
“อ้าวเฮ้!เดี๋ยวก่อนฉันยังไม่ทันได้คิดอะไรเลยนะ...”
“เจ้าไม่ต้องทำมาเป็นแกล้งโง่เลยนะ ข้ารู้ว่าเจ้าตั้งใจ!”
“นี่มันไปกันใหญ่แล้วแม่คุณ!”
“ว่าไงนะ!เจ้าหาว่าข้าเพ้อเจ้อเหรอ!”
“โธ่!นี่เธอไปถึงไหนแล้วเนี่ย”
ในขณะที่หนุ่มสาวต่างเพิ่มความสัมพันธ์ให้แก่กัน หนุ่มใหญ่ทั้งสองเบือนหน้าหนีน้อยๆ ก่อนคนตัวโตที่นั่งอยู่จะย่นคิ้วพร้อมกล่าวเบาๆ กับอีกคน
“สรุปแล้วนางไม่ได้ทักข้าใช่ไหม”
“ฮื่อ... ข้าคิดว่าเช่นนั้นนะ” คาร์นเอลลูตอบกลับอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก
                เสียงถกเถียงกันเจี๊ยวจ๊าวของทั้งสองยังดังต่อเนื่องอย่างไม่หยุดหย่อน เรอาห์ทำหน้าหน่ายก่อนจะกุมขมับพร้อมกับเอ่ยถามคาร์นเอลลูอีกครั้งหนึ่ง
                “ท่านเห็นว่าอย่างไรนายข้า”
                “เจ้าหมายถึงสิ่งใด”
                “ข้าหมายถึงเจ้าหญิงตัวน้อยแห่งวีส” ในขณะที่เรอาห์ถามอยู่เสียงจานแตกก็ดังขึ้นครั้งหนึ่ง
นักรบผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองหันไปมองหนุ่มสาวที่เริ่มจะลงไม้ลงมือใส่กันพร้อมขมวดคิ้ว เจ้าหญิงผู้งดงามในคราบชุดสีขาวประดับลูกไม้ประโปรงสีแดงสดใสเป็นฝ่ายเริ่มตบตีก่อน... ส่วนเสียงจานแตกนั่นคงเป็นการแสดงถึงการประกาศข่มขู่ของเธอว่า ข้าพร้อมจะใช้อาวุธแล้วนะ!
“ข้าคิดว่าพระองค์เจอคู่สมรสแล้ว (แม้นจะยังดูไม่ลงตัวเท่าไรนักก็ตาม)”
“ว่าไงนะ!!!” หนุ่มสาวทั้งสองต่างพร้อมใจกันตะหวาดใส่ผมยาวอย่างขุ่นเคืองทันทีที่เขาพูดจบ
“ปะ-เปล่านี่!...พวกเจ้าคงหูฝาดไป” คาร์นเอลลูแก้ตัวด้วยรอยยิ้มแหยงๆ
“ว่าแต่ท่านมาพร้อมกับท่านคาร์นเอลลูได้อย่างไรกันเจ้าหญิง” ทันทีที่เรอาห์เอ่ยถามบรรยากาศที่ครื้นเครงก็เปลี่ยนไปทันที เจ้าหญิงตัวน้อยมีท่าทีผ่อนคลายอารมณ์คึกลงบ้าง
“ข้ากับเขาไม่ได้พบกันโดยบังเอิญหรอก เอ่อ...คือข้า ข้ามีเรื่องวานให้พวกเจ้าช่วยข้าหน่อย...” นับตั้งแต่เข้ามาในที่พักนี่เป็นครั้งแรกที่น้ำเสียงของเธอฟังดูจริงจัง
เหล่าบุรุษผู้กล้าทั้งสองกับเด็กหนุ่มในคำทำนายต่างเงียบลงพร้อมที่จะรับฟังคำไหว้วานจากเธอ และผู้ที่เคร่งเครียดที่สุดแล้วคงเป็นอื่นใครไปมิได้นอกเสียจากบุรุษร่างยักษ์ผู้มีฉายานามว่าราชสีห์แห่งวีส
ใครเล่าจะล่วงรู้ว่าเขาคิดมาตลอดนับตั้งแต่เท้าเหยียบย่างเข้ามา ณ ดินแดนแห่งน้ำนี้ว่า
โชคชะตา...คงนำพาเขากลับมากู้เกียรติและนามที่เขาเสียไป
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
    มีปัญหาทางเว็บ ติดต่อ [email protected] จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 297 ท่าน

Line PM