Guest   
 
Username:
Password:




 


  
 



 
อ่านเรื่อง
มหาสงครามพ่อมดคนที่สอง
ภูยาคติ
ศึกบัลลังก์กษัตริย์วังน้ำ 6 : บาดแผล
15
01/03/2555 00:56:34
295
เนื้อเรื่อง
ศึกบัลลังก์กษัตริย์วังน้ำ 6 : บาดแผล
 
“ไม่นะ...!!!”เจ้าหญิงโฉมงามกรีดร้องอย่างหวาดกลัว เธอเกร็งแขนเหมือนพยายามสะบัดโดยที่ลืมไปเลยว่าตนเองถูกจับแขนทั้งสองไว้อยู่
เจ้าหญิงสาวกำหมัดแน่น ฝ่ามือของเธอมีเหงื่อซึมออกมาหมาดๆ ทันทีปลายดาบบนมือของชายฉกรรจ์หน้าสุดพุ่งเข้าหาคอของจัสตินนัยน์ตาของเธอก็เบิกโพลง และในเวลาเดียวกันนั้นเองที่เธอได้ยินเสียงวัตถุบางอย่างเฉียดใบหูและผมของเธอไปดังฟุ่บ
ในขณะที่จัสตินหลับตาลงอย่างช้าๆ เพื่อพาตนเองหนีออกจากภาพแห่งหวาดกลัว เสียงของชายฉกรรจ์คนหนึ่งก็ร้องดังขึ้นห้วนๆ
“โอ้ย!” เขาตัดสินใจเปิดตาอีกครั้งและพบว่าชายฉกรรจ์ที่จ้องจะทำร้ายเขาเมื่อครู่ได้นอนกองลงกับพื้นไปเสียแล้ว จัสตินยิ้มปริ่มๆ เมื่อสังเกตเห็นว่าชายที่นอนกองอยู่มีมีดสั้นปักอยู่ที่คอ
“ขออภัยด้วยสหายที่ข้าอาจมาช้าไปเสียหน่อย” เสียงนุ่มๆ กับรอยยิ้มบางๆ
จัสตินหันกลับไปยิ้มให้กับคาร์นเอลลูที่อยู่เหนือทางชันขึ้นไปก่อนวิ่งไปหยิบดาบของเขาออกจากมือศพของชายปริศนา
“พวกเจ้าเป็นใครกัน!” ชายฉกรรจ์หนึ่งในห้าที่เหลือเอ่ย
ไอ เรนไม่รอช้ารีบใช้จังหวะที่ชายที่จับมือเธอไว้ละความสนใจและผ่อนแรงลงนี้รีบ สะบัดแขนตนเองออกก่อนจะเหวี่ยงแขนที่กำมีดสั้นไว้จนคมมีดปาดเข้าที่นิ้วของ ชายที่หมายจะจับเธอ
“นี่เจ้า!” ชายฉกรรจ์ก้มลงมองปลายนิ้วชี้ที่โดนเฉือนไปเล็กน้อยก่อนจะแสดงท่าทีโกรธแค้น
เธอจ้องตาเขาเพียงครู่หนึ่งก็รู้ได้ทันทีว่าเขาต้องทำร้ายเธอแน่ และครั้งนี้คงไม่ใช่การจับแขนเธอไว้เฉยๆ เหมือนครั้งที่ผ่านมาอย่างแน่นอน เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วเธอจึงตัดสินใจวิ่ง
เจ้าหญิงสาววิ่งทางด้านซ้ายหวังอ้อมหลังบ้านซึ่งเป็นเส้นทางที่ไม่มีผู้ใดยืนอยู่ ชายฉกรรจ์ดังกล่าววิ่งตามเธอไปอย่างทันท่วงที
“อย่างหวังว่าเจ้าจะหนีข้าพะ- อุ๊บ!!!” ท่อนแขนมหึมาฟาดเข้าใส่หน้าของเขาอย่างจังโดยไม่ทันตั้งตัว
“ที่ แห่งนี้ไม่ใช่ที่สำหรับคนอย่างท่านมาอยู่ ท่านมาที่นี่เพราะเหตุใดกัน...เจ้าหญิงไอเรน” เสียงทุ้มและดุดังขึ้น แต่เสียงนี้ต่างจากเสียงเมื่อครู่นัก...หรืออีกนัยหนึ่งก็คือน้ำเสียงครั้ง นี้ชวนขนลุกกว่า
ไอเรนหันกลับอย่างรวดเร็วแล้วพบกับแผ่นหลังที่สูงใหญ่ เธอรู้ตัวดีว่าต่อให้เธอโกหกต่อไปก็คงไม่เป็นผลอะไร
“ขะ-ข้า...แอบตามเจ้ามาน่ะ”
“แล้วทหารคุ้มกันกับเว็คเตอร์ล่ะไปไหน” เรอาห์หันหน้ากลับมาถามอย่างดูจริงจัง
“ไม่มีหรอก ข้าแอบออกมาเพียงลำพัง”
“อย่างนั้นเหรอ”
“อ๊ะ ระวัง!เขาจะหนีไปแล้ว” เธอร้องเตือนอย่างตกใจเมื่อเห็นว่าชายที่กองกับพื้นลุกขึ้นและพยายามจะวิ่งหนีไปด้วยอาการซวนเซ
เรอาห์นิ่งจนไอเรนเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “เจ้าไม่ตามเขาไปเหรอ!”
“ข้าไม่มีเหตุผลใดแล้วที่จะต้องทำร้ายเขานี่จริงไหม”
“แต่...!”
“ข้ามาช่วยท่านเจ้าหญิง!” ไอเรนเงียบลง “ข้ามิได้มาคร่าชีวิตใคร...โปรดเข้าใจข้าด้วย”
ไอเรนลดสายตาอย่างรู้สึกผิด “ข้าชอบคุณเจ้านะ”
“พวกเจ้าปลอดภัยกันใช่ไหม” คาร์นเอลลูเอ่ยถามขณะเดินคู่กับจัสติน
“เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหมไอเรน!” จัสตินเอ่ยปากถามทันทีที่เดินถึงตัวของเธอพลางยกยกมือทั้งสองข้างของเธอมาจับไว้
“ขะ-ข้า!” ไอเรนสะดุ้งเล็กน้อยเพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่มีใครกล้าถือวิสาสะทำเช่นนี้กับเธอ
“ข้าปลอดภัยดี...” เธอตอบเสียงอ่อนพลางบิดตัวและเบือนหน้าหนี “ละ-แล้วเจ้าล่ะ”
“ก็อย่างที่เห็น อวัยวะฉันยังครบถ้วน!” ทันทีที่ชายหนุ่มตอบกวนๆ เธอรีบหันควับกลับมาทันที
“เจ้านี่มัน...!” เธอกล่าวอย่างฉุนเฉียว
“ฉันทำไมเหรอ แล้วทำไมเธอต้องทำเสียงดุใส่ด้วยล่ะ”
เจ้าหญิงผู้แสนงดงามได้เพียงจ้องเขม็งด้วยแววตาที่โกรธเคืองแต่ไม่สามารถกล่าวอธิบายใดๆ ให้ชายหนุ่มได้ฟังได้ ก็ใครจะไปกล้าบอกเล่าว่าคำพูดของเขาเมื่อครู่นั้นพรากเอาความรู้สึกและบรรยากาศอันซาบซึ้งไปจากเธอเสียหมด
“ช่างข้าเถอะ ข้าจะกลับวังแล้ว!”
“วังอย่างงั้นเหรอ เธอเป็นใครกัน” ไอเรนหยุดนิ่ง
“นางคือเจ้าหญิงไอเรนแห่งเมืองวีส” เสียงทุ้มๆ กล่าว
“ว่าแล้วเชียวทำไมถึงรู้สึกคุ้นๆ เสียงนัก!”
“เจ้าหมายความว่ายังไงกัน!” ไอเรนรีบหันกลับมาถามอย่างว่องไวด้วยสีหน้าขึงขัง
“ปะ-เปล่า!ฉันยังไม่ได้พูดเลยนะว่าฉันคุ้นเพราะเธอเป็นคนบ่นเก่งน่ะ” จัสตินพูดพลางยกมือขึ้นสองข้าง
“อึ๊...!” เธอพยายามเก็บอารมณ์โกรธเอาไว้อย่างที่สุด
“เป็นไรไป...ปวดอึหรอ”
“เจ้านี่จงใจกวนโทสะข้าใช่ไหม” ไอเรนกล่าวเสียงเบา
“ว่าไงนะ!”
เปรี้ยง...!สิ้นเสียงหมัดกระแทกหน้าความมืดมิดก็เข้าปกคลุมจิตใจของชายหนุ่ม แม้นักรบทั้งสองที่อยู่ในเหตุการณ์จะสามารถป้องกันหมัดนั้นได้ทันแต่ก็กลับไม่นิ่งเฉยไม่ทำอะไร โดยเฉพาะเรอาห์ที่นึกครึ้มในใจว่า‘สมควรแล้วที่เขาต้องโดนเช่นนี้’
“พระองค์จะกลับวังด้วยตัวลำพังอย่างนั้นหรือ” นักรบเสียงนุ่มเอ่ยถาม
“ท่านน่าจะให้เราไปส่งนะ เจ้าพวกนั้นอาจวกกลับมาทำร้ายท่านอีกครั้งก็เป็นได้” เรอาห์กล่าวเสริม
“ข้าคิดว่าโดนไปขนาดนั้นแล้วพวกชาวบ้านเหล่านั้นคงไม่กล้ากลับมาทำร้ายข้าแล้วล่ะ”
“ชาวบ้าน!?ท่านคิดเช่นนั้นจริงหรือเจ้าหญิง”
“เจ้าหมายความเช่นไรกัน”
“การเคลื่อนไหวในการหลบหลีกและการตัดสินใจของพวกคนเหล่านั้นเห็นชัดว่าพวกเขามิใช่ชาวบ้านธรรมดาอย่างแน่นอน การเคลื่อนไหวที่ดีปานนั้นจำต้องถูกฝึกฝนอย่างหนักกันและไม่ใช่เพียงเดือนหรือสองเดือนอย่างแน่นอน” คาร์นเอลลูกล่าวอธิบาย
“พวกเจ้าสองคนต้องการจะบอกอะไรข้ากันแน่ เจ้าจะบอกว่าคนเหล่านั้นเป็นทหารของวีสอย่างนั้นหรือไง”
“ข้าบอกได้เพียงแต่ว่าเว็คเตอร์มิใช่คนเขลา... การที่ท่านแอบออกมาเช่นนี้ยิ่งไม่มีทางเลยที่เขาจะไม่รู้ตัว”
“ว่าไงนะ!นี่เจ้ากำลังกล่าวหาอัศวินองครักษ์ข้าอยู่นะ ถึงเจ้าจะรู้จักเขามาก่อนก็เถอะ แต่ข้ารู้จักเขานานกว่าเจ้า อย่ามากล่าวร้ายใส่เช่นนี้เพราะเจ้าอาจไม่รู้จักเขาดีพอ”
“ไม่เลยท่านไอเรน... ข้าและพี่ชายของท่านรู้จักเขาดียิ่งกว่าท่านหรือผู้ใดเสียอีก” เรอาห์กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“ว่าไงนะ!?นี่เจ้ารู้ด้วยเหรอว่าข้ามีพี่ชาย”
“ใช่...ข้ารู้จักเจ้าชายโอเว่นดีเสียยิ่งกว่าใคร”
“เจ้าเป็นใครกัน”
“ข้านามว่าเรอาห์ หากต้องการรู้จักข้ามากกว่านี้แล้วล่ะก็จงลองใคร่ถามจากพี่สาวของท่านดูละกัน นางคงพร้อมที่จะให้คำตอบที่ถูกต้องแก่ท่านอยู่แล้ว”
 
ภายในปราสาทที่ทำมาจากหินสีฟ้าอันงดงาม บริเวณหน้าห้องหนึ่งนั้นเองที่ชายหนุ่มผ้าคลุมสีแดงยืนนิ่งราวกับว่ากำลังรอใครบางคน
เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดลงข้างเขา เว็คเตอร์เงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มผมสีบลอนด์รูปร่างล่ำสันคนหนึ่ง “ได้ตัวนางไหม” เขาเอ่ยถาม
“เงียบ เช่นนี้แสดงว่าเจ้าทำพลาดสินะ แต่ข้าจะให้โอกาสเจ้าอ้างเหตุผล หากเหตุผลที่เจ้ากล่าวมาสมควรดีข้าก็จะเว้นโทษเจ้าไป...แต่ถ้าหากไม่ล่ะก็ เจ้าคงรู้ดีว่าจะมีผลอย่างไรตามมา”
“พวกข้าถูกชายหนุ่มคนหนึ่งเข้ามาขัดขวาง”
“พวกชอบทำตัวเป็นฮีโร่มีไม่มากนักหรอกนะในเมืองนี้ แต่ปัญหาไม่ได้ตรงนั้น ต่อให้มันมีอาวุธมาข้าก็ไม่เห็นว่าชาวบ้านหนุ่มเพียงลำพังจะสามารถขัดขวางทหารฝีมือกล้าได้ถึงหกคน แม้นทหารเหล่านั้นจะมิได้พกอาวุธก็ตาม”
“ชายหนุ่มคนนั้นไม่ได้เป็นปัญหาเลยนายท่าน แต่ชายอีกสองคนที่เข้ามาทีหลังมีฝีมือร้ายกาจมาก”
“สองคน?” ทันทีที่เว็คเตอร์ได้ยินชายหนุ่มที่มีฝือมือสองคนเขาก็คิดถึงเรอาห์และสหายที่ตามมาอีกคนทันที
“ใช่แล้วนายท่าน”
“เจ้าช่วยเล่าเกี่ยวกับชายสองคนที่เข้ามาทีหลังหน่อยซิ”
“คนหนึ่งรูปร่างลักษณะคล้ายท่านคือไม่ใหญ่และไม่เล็กนัก ส่วนอีกคนหนึ่งรูปร่าง...”
“เว็คเตอร์อยู่ไหม!” พลทหารยังไม่ได้เริ่มเล่ารายละเอียดของชายอีกคนก็จำต้องถูกขวางไว้ด้วยเสียงหวานๆ ที่คุ้นเคย
“ไว้มาบอกรายละเอียดข้าต่อ ตอนนี้เจ้าไปรอข้าที่หน้าประตูก่อน” พลทหารเดินไปยังหน้าประตูห้องของเขาที่อยู่ห่างไปไม่ไกล
เมื่อไอเรนเดินมาถึงเว็คเตอร์รีบกล่าวทักทายด้วยคำหวานทันที “มีอะไรหรือเจ้าหญิงผู้งดงาม”
“เจ้าไม่ต้องมาพูดหวานกับข้าเลยนะ รู้ไหมว่าวันนี้ข้าต้องไปเจออะไรมาบ้างขณะที่เจ้าไม่อยู่เฝ้าข้า!”
“หมายความว่าพระองค์แอบออกนอกวังเพียงลำพังอย่างนั้นหรือ” เจ้าหญิงสาวเบิกตาโตพร้อมกับมีท่าทีกระอักกระอวน
“ไม่จำเป็นต้องโกหกข้าต่อแล้วเจ้าหญิงไอเรน เพราะถ้าท่านอยู่เพียงภายในวังปัญหาใดๆ คงมิเกิดกับตัวพระองค์อย่างแน่แท้”
ภาย ในชั่วพริบตาระหว่างกล่าวกับไอเรน เว็คเตอร์ก็ฉุกคิดได้ทันทีว่าควรจะไถ่ถามข้อมูลจากเธอจะง่ายกว่า และคำตอบของนางก็ต้องมีข้อมูลของชายที่ช่วยเหลือมากกว่าทหารของเขาเป็นแน่ และแถมยังสามารถได้รู้ความนัยลึกๆ หรือความคิดเห็นของนางที่แทรกผ่านคำพูดได้อีกด้วย
“เล่าให้ข้าฟังซิว่าพระองค์ไปพบเจอกับเหตุการณ์ใดมา แล้วผลสุดท้ายเป็นอย่างไร”
“ข้าถูกชายกลุ่มหนึ่งรุมเข้าทำร้ายข้า ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาต้องการอะไร”
“โอ้พระเจ้า!แล้วพระองค์รอดมาได้อย่างไร ใครเป็นผู้เข้ามาช่วยพระองค์กัน ข้าอยากจะไปขอบคุณเขาสักครั้งหนึ่งพร้อมกับมอบบางสิ่งบางอย่างเพื่อแทนน้ำใจเขาจริงๆ”
“ชายหนุ่มผู้นั้นนามว่า จัสติน โอเกอร์ ชื่อของเขาฟังดูแปลกประหลาดดี แต่เขาเป็นคนดีนะ ก่อนหน้านั้นข้ายังนั่งดูตะวันริมหาดกับเขาอยู่เลย เขา...”
ขณะที่ไอเรนกล่าวภาพในหัวของเธอแลดูจัสตินจะเป็นผู้ชายที่แสนวิเศษ “ไม่สิ!!!” เธอนึกถึงช่วงเวลาที่เธอหกล้มและนอนทับบนตัวเขาก่อนที่ท่าทีของเธอจะเปลี่ยนไป
“เจ้านั่นเป็นเพียงผู้ชายห่วยๆ ที่ไม่สามารถปกป้องใครได้ การพูดการจาก็ไร้ความเสนาะ ไร้ซึ่งสมบัติผู้ดีที่แฝงอยู่เลย!...แม้เขาจะเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อช่วยเหลือข้าก็เถอะ” ไอเรนกล่าวด้วยท่าทีที่แปลกออกไปกว่าทุกครั้ง
เว็คเตอร์ เริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีเท่าไรกับน้ำเสียงของเธอในตอนท้าย เขารู้ได้ในทันทีว่าต้องมีบางซับซ้อนมากกว่านั้น แต่ไม่ว่าสิ่งนั้นจะคืออะไรก็ตามแต่ในยามนี้ข้อมูลที่เขาต้องการมากที่สุด คือชายสองคนที่เข้ามาช่วยเหลือต่างหาก
“ถ้าเขาเป็นอย่างพระองค์ว่าจริง เขาไม่น่าจะช่วยเหลือพระองค์จนรอดพ้นอุปสรรคนะ” เว็คเตอร์รู้ว่าช่วงเวลานี้สมควรที่เขาจะต้องเป็นฝ่ายรุกถามเสียมากกว่ามารอคอยคำตอบจากสตรีที่กำลังสับสนกับความรู้สึกของตนเอง
“อ๋อ!ชายอีกสองคนที่เข้ามาช่วยข้าในเวลาถัดไปเป็นสหายของจัสตินเองนั่นแหละ พวกเขาสองคนเก่งมากเลยนะ ต่างกับเจ้าจัสตินลิบลับเลย”
“สหายของของเขาอย่างนั้นเหรอ” เว็คเตอร์ทำหน้าสงสัยอย่างประหลาดใจ
“หนึ่งในสองคนนั้นเป็นสหายเก่าของเจ้าที่คราวก่อนเจ้าบอกข้ายังไงล่ะ” ไอเรนกล่าวส่งคำยืยันให้กับเว็คเตอร์โดยไม่รู้ตัว
‘จัสติน โอเกอร์ คงเป็นเด็กเมื่อตอนนั้นสินะ แย่จริงๆ ข้ามัวแต่สนใจจนลืมไปว่ามีเจ้าหนูนี่อยู่ในกลุ่มของท่านเรอาห์ด้วย ส่วนชายรูปร่างพอเหมาะอีกคนเห็นทีคงจะเป็นผู้ติดตามของท่านเรอาห์ในตอนนั้นอย่างไม่มีผิดเพี้ยนแน่ ฝีมือของเจ้านั่นก็ร้ายกาจไม่เบา’
‘ประติดประต่อเรื่องได้แล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้จริงทหารระดับสามที่ส่งไปต่อให้มีอาวุธครบมือก็คงมิสามารถเอาชนะทั้งสองคนได้อย่างแน่นอน โอกาสเช่นนี้หายากแท้แต่ข้านี่กลับช่างโชคร้ายเสียจริงๆ’...เว็คเตอร์นึก
“สหายของข้าผู้นั้นเก่งกาจมาก พระองค์ช่างโชคดีเสียจริงที่เขาบังเอิญอยู่ใกล้ๆ ...ว่าแต่เขาได้พูดอะไรถึงข้าบ้างหรือเปล่า” ไหนมาฟังซิว่าท่านเรอาห์ได้กล่าวอะไรที่สำคัญไว้บ้าง
“เอ่อ...อันที่จริงข้ากังวลเรื่องนี้แหละ”
“กังวลอะไรหรือเจ้าหญิง”
“เขาบอกว่าเจ้าเป็นคนไม่ดี...”
‘เรอาห์ ท่านคงจงใจพูดกำกวมเพื่อให้นางมาเค้นถามจากข้าสินะ คงหวังว่านางจะสามารถจับพิรุธทางสีหน้าได้เพื่อเป็นให้ข้าเป็นผู้ยืนยันสิ่งที่กล่าวหาข้าด้วยตัวข้าเอง แต่ท่านหารู้ไม่ว่าเจ้าหญิงไอเรนน่ะไม่ใช่ผู้ที่สังเกตสิ่งเหล่านี้เหมือนเจ้าหญิงเฮเลนหรอก นางต่างจากพี่สาวของนางลิบลับ...ทั้งซื่อ ไร้เดียงสา และยังมองโลกในแง่ดีไปเสียหมด’
“ฮ่าๆๆ นี่เขากล้าใส่ร้ายข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
“แต่เขารู้จักกับพี่ชายของข้านะ เห็นว่ารู้จักดีเสียด้วย”
“แน่นอนล่ะพระองค์”
“เจ้าหมายความอย่างไร”
“ข้าเองก็ไม่อยากกล่าวถึงนักหรอกนะ...แต่พระองค์อย่าเผลอเชื่อลมปากที่ลวงหลอกนั้นเป็นอันขาด”
“เจ้ากำลังต้องการบอกอะไรข้ากันแน่” ดวงตาสีชาจับจ้องอย่างสงสัย ชายเบื้องหน้ากำลังต้องการบอกอะไรกันแน่
“ข้าเองก็ไม่รู้หรอกนะว่าเหตุใดเขาจึงช่วยพระองค์ แต่สิ่งหนึ่งพระองค์ควรรู้ไว้ก็คือ กบฏเรอาห์ สตรองค์ หรือชายที่พระองค์ได้พบปะพูดคุยมานั้นเป็นผู้สังหารและดับลมหายใจเจ้าชายโอเว่นด้วยมือของเขาเอง”
“ที่เจ้ากล่าวมาเป็นเรื่องจริงอย่างนั้นหรือ”
เจ้าหญิงสาวนิ่งอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง คิ้วของเธอถูกบีบเข้าหากันโดยที่ไม่รู้ตัว สายตาของเธอลดลงต่ำ
เว็คเตอร์ถือโอกาสช่วงเวลาที่เธอกำลังสับสนนี้กล่าวคำพูดในเชิงโน้มเอียง “แล้วพระองค์ยังจะเชื่อคำสนทนาเหล่านั้นอีกอย่างนั้นหรือ”
“นี่ข้า...” ไอเรนพยายามย้อนเรื่องราวในความทรงจำเพื่อหาพิรุธหรือจุดที่ผิดไปบางอย่าง...แต่หามีไม่
การสนทนามันควรจะเป็นไปตามที่อัศวินหนุ่มผ้าคลุมสีแดงคาดไว้ทั้งหมดหากแต่ขณะที่เธอกำลังสับสนกับจิตใจของตนเองและแลไปทางขวาเล็กน้อย เธอบังเอิญสังเกตเห็นชายคนหนึ่งจากหางตา เขาแอบเดินมาดูเธอและเว็คเตอร์ราวกับว่าเขากำลังรอให้พวกเขาทั้งสองสนทนาเสร็จก่อนจะเดินหายเข้าไปทางห้องของเว็คเตอร์อีกครั้งหนึ่ง
ช่วงเวลาที่ชายผู้นั้นเดินกลับไปนั่นเองที่เธอฉุกคิดถึงคำพูดคำหนึ่งของนักรบร่างยักษ์ เขากล่าวกับเธอก่อนจากว่า “จงมีสติไตร่ตรองรอบคอบตลอดเวลาเพราะวาจาของมนุษย์คือศาสตราวุธที่แสนคม ขอให้ท่านจงปลอดภัยเจ้าหญิง”
‘นิ้วของเขา!’ ไอเรนสบถในใจราวกับนึกบางสิ่งออกก่อนภาพของชายปริศนาดังกล่าวจะหายไปจากสายตา
“เป็นอะไรไปพระองค์” ชายหนุ่มกล่าวด้วยท่าทีห่วงใย
“เปล่า!ข้าแค่สับสนอะไรนิดหน่อย” เจ้าหญิงแสนงามแสดงอาการสับสนออกมาจนเห็นได้ชัด
“ให้ข้าช่วย...”
“ข้าขอโทษ” ชายหนุ่มสมส่วนยังกล่าวไม่ทันจบเจ้าหญิงของเขาก็เดินจากอย่างผิดแผกไปจากทุกครั้ง
สิ่งผิดปกติแม้จะเล็กน้อยเช่นสายตาก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้บุรุษอย่างเว็คเตอร์ตั้งคำถามกับตัวเอง เขาเดินกลับและเลี้ยวไปยังประตูห้องของตนเพื่อหาทหารคนเดิมที่ยังสนทนาค้างอยู่ก่อนเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา
“เมื่อครู่เจ้าได้แอบเดินออกมาบ้างหรือเปล่า”
“คือข้าแค่เพียง...”
‘ฟุ่บ!’ เสียงเสียดสีของเสื้อผ้าดังขึ้นครั้งหนึ่ง เพียงเสี้ยววินาทีนั้นฝ่ามือของเว็คเตอร์ได้กำคอของทหารชายไว้แน่นเสียจนเขา ไม่อาจส่งเสียงใดๆ ออกมาได้แม้กระทั่งเสียงร้องของความเจ็บปวด
“ข้าจะถามเจ้าอีกครั้งหนึ่ง...เจ้าได้ก้าวเท้าของเจ้าพ้นออกมาจากเงากำแพงนี้หรือไม่” น้ำเสียงอันดุดันของชายผู้มีท่าทีสุขุมเช่นเขาทำเอาทหารอดรู้สึกหวาดผวาในใจไม่ได้
นายทหารระดับสามพยายามพยักหน้าขึ้นลงแม้จะถูกฝ่ามือของเว็คเตอร์บีบคอไว้แน่นเสียจนหายใจไม่ออก
“เจ้ามีอะไรอยากจะบอกกับข้าหรือเปล่าเกี่ยวกับการไปลอบจับตัวเจ้าหญิงในครานี้” ทหารหนุ่มเงียบ
“นิ้วเจ้าไปโดนอะไรมา” เว็คเตอร์กล่าวทันทีที่สังเกตเห็นผ้าพันแผลที่นิ้วโป้งของทหาร เขาคลายมือออกเพื่อให้ทหารสามารถตอบได้
‘แค่กๆๆ!’ ทหารหนุ่มใช้ฝ่ามือทั้งสองจับไปที่ต้นคอของตัวเองพลางไออย่างทรมานพลางพยายามบอกที่มาของแผลที่นิ้วโป้ง “ข้าถูกมีดของนางปาดเข้าขณะที่ข้ากำลังตกใจเพราะชายสองคนที่เข้ามาทีหลัง”
“อย่างนี้นี่เอง...” เว็คเตอร์เข้าใจเหตุผลที่ไอเรนเดินจากไปด้วยท่าทีผิดแผกทันที
“เจ้าทำให้ข้าผิดหวังนะทหาร”
“ข้าเสียใจนายท่าน แค่กๆ! ข้าทำดีที่สุดแล้ว ขอโอกาสให้ข้าได้แก้ตัวเถอะ” เขาวิงวอนขอโอกาสจากชายหนุ่มเบื้องหน้า
เว็คเตอร์จับจ้องเข้าไปในดวงตาของเขา “ข้ารู้ว่าเจ้าทำดีที่สุดแล้ว”
‘ฟุ่บ!!!’
“แต่ยังดีไม่พอ” เขากล่าวเบาๆ ด้วยน้ำเสียงอันเย็นชาก่อนพื้นหินที่เทาจะถูกฉาบโฉลมไปด้วยเลือดสีแดงจากศีรษะของทหารที่มิได้อยู่บนบ่าอย่างที่มันควรจะเป็น
 
‘ข้าต้องจับตัวนางให้ได้ก่อนที่เรื่องมันจะบานปลายเสียแล้วสิ’เขาคิดในพลางเก็บดาบสีเงินงามอร่ามเข้าฝักอย่างช้าๆ

------------------------------------
ปล.ขี้เกียจคิดมากเรื่องสำนวนละ คนจะบ่นก็ช่าง ไว้เขียนจบเรื่องก่อนค่อยแก้ทีเดียวดีกว่า แบบนี้ไม่ไหว มีแต่บั่นทอนกำลังใจในการเขียน เฮ้อ...~

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
    มีปัญหาทางเว็บ ติดต่อ [email protected] จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 262 ท่าน

Line PM