Guest   
 
Username:
Password:




 


  
 



 
อ่านเรื่อง
มหาสงครามพ่อมดคนที่สอง
ภูยาคติ
ศึกบัลลังก์กษัตริย์วังน้ำ 5 : การพบเจอครั้งแรก
14
21/02/2555 20:02:50
276
เนื้อเรื่อง
ศึกบัลลังก์กษัตริย์วังน้ำ 5 : การพบเจอครั้งแรก
 
เสียง เดินเตาะแตะของชายรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งดังก้องอยู่ในพระราชวังน้ำ ที่บริเวณหัวมุมมืดๆ นั้นเองที่ทำให้เขาเดินชนเข้ากับร่างบางๆ ของเจ้าหญิงสาวอย่างจังจนทำให้เธอถึงกับกระเด็นลงไปนั่งกับพับเพียบที่พื้น
“พระองค์เป็นอะไรไหม” ชายรูปร่างสูงใหญ่กล่าวพลางยื่นมือไปสัมผัสท่อนแขนบางๆ สีแทนของเธอเพื่อฉุดให้ยืนขึ้นก่อนจะกล่าวขอโทษ
“ข้าขออภัยด้วยเจ้าหญิงเฮเลน” เขาจ้องหน้าเธอ
เบื้องหน้าของเขาคือเจ้าหญิงสาวร่างน้อยดูบอบบาง ผิวของเธอสีแทนละเมียดละไมสวยงาม ผมของเธอสีน้ำตาลและยาว ผมที่หยักศกเล็กน้อยนั้นอาจได้เชื้อมาจากพระบิดาของเธอ ใบหน้าของเธอดูคมคายและมีเสน่ห์ แต่ที่เหนือกว่าสิ่งอื่นใดคือดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจางๆ ทั้งคู่ของเธอที่ส่องประกายสดใสแต่แฝงไปด้วยอันตรายที่น่ากลัว
“ข้าไม่เป็นอะไร อาจเป็นเพราะผิวสีแทนของข้าที่กลมกลืนกับความมืดจึงทำให้ท่านไม่ทันสังเกตก็เป็นได้”
“ข้าผิดเองพระองค์...ข้าเดินไม่ระวัง”
“ไม่หรอก... อันที่จริงข้าควรจะดีใจมากกว่า ขนาดเหล่าสตรีที่ถวายการรับใช้ให้ข้าในวังยังกลัวข้าเสียจนไม่กล้าแตะต้องข้าแม้แต่น้อย แต่เจ้ากลับจับมือของข้าได้โดยไม่มีความรู้สึกใดๆ” เมื่อพูดจบเจ้าหญิงก็ยิ้มขึ้นอย่างอ่อนโยน
“เป็นเพราะพระองค์เฉลียวฉลาดและมีความสามารถเหนือบุคคลทั่วไปต่างหาก และด้วยเหตุนั้นจึงทำให้ทุกคนล้วนหวาดระแวงบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในดวงตาของพระองค์” เขากล่าวพลางจ้องเข้าไปในดวงตาสีชาคู่นั้นของเธอ
“ใช่ ทุกคนล้วนหวาดกลัว แม้แต่พระบิดาแท้ๆ ของข้าเองก็ตาม” สายตาของเธอนั้นเศร้าหมองก่อนจะแกล้งฝืนยิ้มออกมา “แต่ยกเว้นเจ้า”
“ผิวสีแทนของพระองค์งดงามเหนือสาวใดเสมอ อย่างน้อยก็มีข้าคนหนึ่งที่คิดเช่นนั้น” เจ้าหญิงผิวสีแทนย่นคิ้วใส่
“ขอให้พระองค์มั่นใจเถิด ข้าไม่โกหกพระองค์เป็นแน่” เรอาห์ยิ้มปนหัวเราะ
“เจ้ารู้ไหมว่าเจ้ายอข้าเช่นนี้ข้ารู้สึกดีใจนะ” เฮเลนกล่าวก่อนจะเดินไปจากสายตาของเขาด้วยท่าทีเขินอายเล็กน้อย
สำหรับข้าแล้วเจ้าหญิงเฮเลนไม่ต่างอะไรไปจากหญิงสาวที่น่าสงสาร แม้แต่พ่อแท้ๆ ของนางยังหวาดกลัว ไม่ไว้ใจในตัวนาง และยังเรียกนางว่า “อสรพิษ” หรือ “นางแม่มด” แต่แม้ว่านางจะถูกคนมากมายภายในวังเกลียดชังเพียงใดแต่ข้าก็ไม่เคยได้ยินว่านางนั้นรู้สึกเคียดแค้นชิงชังใครเลยแม้แต่ครั้งเดียว สำหรับข้าแล้วนางคือสตรีที่แกร่งที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบมา จิตใจของนางนั้นอาจแกร่งยิ่งกว่ารักรบเยี่ยงข้าเสียอีก
 
ภายในเมืองที่ดูสงบสุขชาวบ้านต่างมีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ชายและหญิงของเมืองแห่งนี้มักมีผิวคล้ำเสียเป็นส่วนใหญ่เพราะไอแดดและไอทะเล มีเพียงสตรีจำนวนไม่มากนักที่จะมีผิวขาวใสสดงดงาม
หญิงสาวผิวขาวนวลนางหนึ่งเดินตามทางไปเรื่อย ดวงตาสีชา แก้มอมชมพูประกายผุดผ่องบ่งบอกถึงการรักษาอย่างดี ผมสีน้ำตาลปนแดงเล็กน้อย ปลายผมยาวเลยบ่าประมาณสองนิ้ว ริมฝีปากเอิบอิ่มและแดงอมชมพู เสื้อแขนยาวสีขาวประดับลูกไม้เล็กน้อยกับกระโปรงสีแดงสวยสดใส
ชายหนุ่มทุกย่านที่เธอนั้นก้าวผ่านต่างมองกันเป็นตาเดียว กริยาท่าทางขณะที่เธอเดินช่างดูสง่า เอวที่เด้งไปมาขณะก้าวเท้าและสัดส่วนที่ลงตัวนั้นช่างชวนให้หลงใหลเสียเหลือเกิน การที่เธอแสดงท่าทีสับสนกับการเลือกเดินนั้นเองที่ทำให้ใครหลายคนต่างคิดไปว่าเธอเป็นนักท่องเที่ยวที่มาจากต่างแดน ก็แน่ล่ะ...ผิวที่งดงามเช่นนี้สำหรับชาวเมืองวีสแล้วมันคงเป็นไปไม่ได้เลย
“เฮ้อ...!” สตรีงามถอนหายใจครั้งหนึ่ง “กว่าจะหลบทหารออกมาจากวังได้ก็ทำเอาเหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย!” เธอกล่าวอย่างภาคภูมิใจก่อนยืดเส้นยืดสายพร้อมก้าวเดินไป
สาวงามเดินเล่นไปทั่วเมืองอย่างไร้ซึ่งจุดหมายปลายทาง ใจของเธอหวังเพียงได้มองประชาชนและบรรยากาศนอกวังที่ตนไม่ค่อยได้พบเจอมากนัก
ทุก ครั้งที่เธอออกจากวังนั้นเธอจะต้องคลุมผ้าขาวเพื่อปกปิดใบหน้าไว้ส่วนหนึ่ง เสมอซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นประเพณีเก่าแก่สำหรับเจ้าหญิงที่ยังมิได้สมรส กับบุรุษใด และทุกครั้งที่เธอก้าวท้าวออกจากปราสาทใหญ่สีฟ้านั้นจะมีทหารคอยเฝ้าคุม เข้มอยู่ตลอดเวลาเพื่อมิให้เกิดอันตรายใดๆ กับตัวเธอ แต่มิใช่วันนี้ วันที่เธอแอบลอบออกมาด้วยสองเท้าของเธอเอง
บรรยากาศในเมืองและรอยยิ้มของประชาชนรอบๆ ทำเอาเธอไม่อาจหุบยิ้มได้ เธอเดินตามทางไปเรื่อยจนกระทั่งสังเกตเห็นบางอย่าง ห่างไปลิบๆ โน่น นั่นคือกลุ่มเด็กห้าคนที่กำลังวิ่งเล่นกันอยู่ ดูจากท่าทางการเล่นแล้วคงจะเล่นต่อสู้กันตามประสาเด็กผู้ชาย ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเธอจึงเดินเข้าไปหาอย่างช้าๆ
เมื่อเธอเดินเข้าไปจึงรู้ว่าที่เธอเห็นว่าเด็กๆ เหล่านั้นมิได้เล่นต่อสู้กันแต่อย่างใด พวกเขากำลังกลั่นแกล้งเด็กชายตัวเล็กที่สุดในกลุ่ม ท่าทางอ่อนแอ เด็กคนนั้นยืนร้องไห้ให้เด็กอีกสี่คนรุมแกล้งด้วยการชกต่อย
“นี่พวกเจ้าทำอะไรกันน่ะ!” เสียงแหลมๆ ของเธอตวาดใส่
เด็กทั้งสี่แหงนหน้าขึ้นมองเธอด้วยสีหน้าขึงขังก่อนเด็กคนหนึ่งในนั้นจะตอบเธอกลับ “ก็ไอ้เจ้านี่มันอ่อนแอนี่นา”
“อ่อนแอแล้วมันยังไง” สาวงามถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“ก็ไอเจ้านี่มันบอกว่าอยากเป็นทหาร แต่มันกลับอ่อนแอขนาดนี้จะไปเป็นได้อย่างไร ถ้าอ่อนแอขนาดนี้แล้วจะป้องกันเมืองได้อย่างไร” เด็กคนเดิมตอบกลับ
“ก็ข้าถึงถามว่าแล้วมันยังไงล่ะ”
“ก็คนที่จะเป็นทหารได้ต้องแข็งแกร่งสิถึงจะถูก ถ้าอ่อนแอขนาดนี้แล้วเป็นทหารก็มีแต่ไปตายเปล่าเท่านั้นแหละ”
“ใช่ๆๆ!” เด็กที่เหลืออีกสามคนส่งเสียง
“ใช่ เขาอ่อนแอ” เด็กทั้งสี่เงียบลงเมื่อเธอกล่าวเห็นด้วย เหลือเพียงเสียงกระซิกๆ ของเด็กน้อยตัวเล็กที่สุด
“แต่พวกเจ้าคิดผิดไปอย่างหนึ่ง...เขาได้รับรู้ถึงความอ่อนแอของตนเองแล้วในวันนี้ เขาอาจจะอ่อนแออีกอย่างนี้ไปอีกห้าปี สิบปี หรือยี่สิบปีข้าก็มิอาจรู้ได้ แต่สักวันหนึ่งเขาจะยืนขึ้นและเขาจะเข้มแข็งยิ่งกว่าพวกเจ้าทั้งสี่”
“มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน” เด็กอีกคนหนึ่งเอ่ยถาม
“เพราะเขารู้ซึ้งถึงความอ่อนแอ เขารู้ซึ้งถึงผู้ที่อ่อนแอ เขารู้ซึ้งถึงผู้ที่ถูกรังแก เขาทนผ่านความอ่อนแอของตนเองจนเข้าใจความแข็งแกร่งซึ่งต่างจากพวกเจ้าที่ไม่เคยเข้าใจคำว่าอ่อนแอเลยแม้แต่น้อย... จงจำไว้เด็กน้อยว่ากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ทุกพระองค์ล้วนเริ่มต้นจากความอ่อนแอมาด้วยกันทั้งสิ้น กษัตริย์ทุกพระองค์ล้วนเคยถูกดูแคลนและเหยียดหยามโดยบิดาของพระองค์หรือแม้กระทั่งครูฝึกของพระองค์เอง” ครั้งนี้เด็กทั้งสี่เงียบลงไม่มีใครทักท้วงอีก
“ข้าจะถามเจ้าอีกเป็นครั้งสุดท้าย อ่อนแอแล้วมันยังไง”
“ข้าขอโทษนะ” เด็กคนแรกที่ทักท้วงกล่าวขอโทษเพื่อนของตนเป็นคนแรกพลางจับบ่าของเด็กที่ร้องไห้อยู่เบาๆ
หลังจากนั้นเด็กที่เหลือต่างก็ทำตามกัน “ข้าก็ขอโทษด้วย” จนเกิดเป็นภาพที่น่าดูชม
สาวงามผิวเปล่งปลั่งยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก เมื่อเติบโตขึ้นไปเด็กเหล่านี้จะเข้าใจถึงความแข็งแกร่งและพวกเขาจะเป็นกำลังสำคัญให้กับเมืองวีสสืบไป และจะมันเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ดั่งสายนทีที่จะไหลเวียนวนจวบจนจะถึงวันสิ้นโลกา
“ดีมาก จงจำไว้พวกเราคือชาววีสเหมือนกัน” หญิงสาวก่อนก่อนเงยหน้าขึ้น
นั่นมัน...!” ไอเรนอุทานพลางเอียงคอพร้อมขมวดคิ้วน้อยๆ ก่อนจะกล่าวกับเด็กๆ “ข้าขอตัวก่อนนะ” พร้อมกับเดินจากไป
ไอเรนเดินดุ่มๆ พลางก้มหน้าลงต่ำก่อนเลี้ยวหลบเข้าไปในตรอกด้านขวา เธอชะโงกหน้าอีกครั้งโดยโผล่ออกมาเพียงครึ่งใบหน้า สายตาของเธอหยุดนิ่ง
ห่างไปเบื้องหน้าของเธอราวยี่สิบเมตรคือหนุ่มใหญ่ร่างยักษ์สวมชุดผ้าสีน้ำตาล เจ้าหญิงสาวจำได้ว่าเห็นเขาเมื่อวาน เขาคือสหายขององครักษ์ประจำตัวเธอ เขากำลังสนทนาอะไรบางอย่างกับแม่ค้าขายปลา
“ขอบคุณมากนะ” เสียงทุ้มๆ กล่าว
“ไม่เป็นไรหรอก” หญิงขายปลากล่าวด้วยรอยยิ้มตามประสาแม่ค้า
“เขาคุยอะไรกับแม่ค้านะ” หญิงสาวกล่าวกับตนเองด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เมื่อเรอาห์ออกเท้าจากแม้ค้าไปได้ระยะหนึ่งเจ้าหญิงสาวในคราบปุถุชนตัดสินใจก้าวตามทันที ภายในใจของเธอคิดเพียงแต่ต้องรู้ให้ได้ว่าชายผู้เป็นสหายของ เว็คเตอร์ อัศวินคุ้มครองประจำตัวเธอนั้นเป็นคนเช่นไรกันแน่ เธอไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเธอนั้นกำลังจะเข้าไปพัวพันกับเรื่องยุ่งๆ และอันตรายเข้า
เจ้าหญิงสาววัยสิบเก้าปีผิวขาวเนียนเป็นประกายย่องเดินตามชายรูปร่างสูงใหญ่ไปจนกระทั่งถึงกระท่อมโทรมๆ หลังหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ชายทะเล เธอแปลกใจ
“สหายของเว็คเตอร์อาศัยในที่แบบนี้เนี่ยนะ” หล่อนอุทานกับตัวเองทันทีเมื่อได้เห็นสภาพบ้านไม้ที่พวกจัสตินแอบเข้ามาอาศัย
“เอาไงดี...ดูท่าทางน่ากลัวยังไงก็ไม่รู้” ไอเรนใช้นิ้วชี้สัมผัสปากตนเองเบาๆ เธอมักจะทำเช่นนี้เป็นประจำเมื่อเวลาใช้ความคิด
“ตามไปดูต่อละกัน” เจ้าหญิงตัวน้อยเหลียวซ้ายแลขวาก่อนจะเดินต่ออย่างช้าๆ
เธอ หยุดเท้าลงและก้มลงมองรูที่ไม่เล็กเท่าไรที่เกิดจากการผุพังตามกาลเวลา เธอสังเกตเห็นชายรูปร่างสูงใหญ่เมื่อครู่กำลังสนทนากับใครบางคนซึ่งมีผมยาว ภาพที่เล็ดลอดเข้ามาผ่านช่องไม่ชัดนักจึงทำให้เธอไม่มั่นใจว่าคนผมยาวนั้น คือบุรุษหรือสตรีกันแน่ เธอค่อยๆ ก้มลงอีกอย่างช้าๆ พลางใช้ใบแก้มขาวนวลแนบเข้ากับกำแพงไม้ผุๆ พังๆ เธอเพ่งโดยใช้ประสาทตาทั้งหมดไปยังช่องโหว่จนแน่ใจแล้วว่าอีกคนหนึ่งที่อยู่ ด้วยนั้นคือบุรุษผมยาวผมหยักศก ไม่ใช่ผู้หญิงแต่อย่างใด
ไอ เรนกวาดสายตาต่อไปเพื่อหวังสังเกตสิ่งอื่นสิ่งใดนอกเหนือจากนี้จนกระทั่งเธอ สังเกตพบว่าชายหนุ่มผมยาวที่อยู่ในบ้านไม้หลังนี้พกดาบติดเอวไว้...
ท่าทางอันตรายจัง ต้องบอกให้เว็คเตอร์กับท่านพ่อรับรู้เรื่องนี้เสียแล้วสิเธอคิด
“เฮ้! นี่เธอกำลังทำอะไรอยู่น่ะ” เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังของเธอ
ไม่นะ!ข้าโดนจับได้แล้วอย่างนั้นหรือ? หรือว่าพวกมันจงใจล่อลวงข้ามาที่แห่งนี้กันแน่!?
“ว่าไง ช่วยตอบอะไรหน่อยสิ” เสียงชายหนุ่มนั้นเข้าใกล้เธอมากขึ้นกว่าครั้งก่อน
ข้าจะต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว เป็นไงก็เป็นกันล่ะนะ!เธอตัดสินใจหันควับกลับอย่างฉับพลันพลางปั้นหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดีใส่
“อะ-อ้อ เปล่าเลย!ข้าเป็นนักเดินทางและบังเอิญว่าข้ากำลังหลงทางเสียด้วย ท่านพอจะช่วยข้า...” เสียงพูดจ้อๆ ของเจ้าหญิงสาวเงียบลงเมื่อพบว่าเบื้องหน้าของเธอคือชายหนุ่มท่าทางพิลึกๆ และในสายตาของเธอเขาดูซื่อบื้อเอามากๆ เสียด้วย
ชายหนุ่มท่าทางซื่อบื้อยืนจ้องเธอเขม็งตาไม่กะพริบก่อนเขาจะเลื่อนระดับสายตาจากใบหน้าลงไปส่วนอื่นๆ ของเธอ
“อะ-แฮ่ม!” เธอกระแอม
“คะ-คือ... มีอะไรที่ฉันพอจะช่วยได้ไหม” ชายหนุ่มหยุดสายตาทันทีพลางยิ้มแหยงๆ ออกมา...
สุดยอดเลยแฮะผู้หญิงคนนี้...เขาคิดในใจหลังจากสมองประมวลผลภาพเสร็จ
ไอเรนส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจัสตินจะเอ่ยปากอีกครั้งหนึ่ง “ไปดูวิวทะเลกันไหม”
“มะ-เมื่อครู่เจ้าว่าอย่างไรนะ!” เธอกล่าวด้วยตาเบิกโต ตั้งแต่เกิดมาทั้งชีวิตของเธอยังไม่เคยมีชายใดกล้าเอ่ยชวนเธอเช่นนี้มาก่อน
“ไปดูวิวทะเลกันไหม... ฉันพูดอะไรแปลกอย่างนั้นเหรอ”
“ปะ-เปล่านี่!ก็ดี ไปสิ” ไอเรนยังคงรู้ตัวว่าตนนั้นกำลังปลอมตัวเป็นสามัญชน แต่ถึงต่อให้เธอนั้นมาในคราบเจ้าหญิงก็เถิด ชายท่าทางโง่ๆ เช่นนี้ก็ไม่อาจดูไม่รู้อยู่ดี
ระหว่างทางที่เดินไปยังริมทะเลด้านหลังของบ้านนั้นต้องผ่านทางลาดชันเสียก่อน สำหรับชายหนุ่มแล้วคงไม่มีปัญหาใดๆ แต่กับสตรีที่สวมใส่กระโปรงสีแดงงดงามอย่างเธอแล้วดูยากยิ่งนัก
ไอเรนพยายามค่อยๆ ก้าวเท้าลงอย่างช้าๆ ทีละน้อยจนกระทั่ง “อะไรของเจ้าน่ะ!” เธอส่งเสียงดังขึ้นทันทีที่จัสตินนั้นเดินวกกลับมายื่นมือขวาให้กับเธอ
“จับมือฉันไว้สิ ไม่งั้นเดี๋ยวก็ล้มเอาหรอก” จัสตินกล่าวพลางยิ้มน้อยๆ
“ไม่จำเป็นหรอก สตรีแห่งวีสทำเองได้อยู่แล้ว” เธอพูดพร้อมกับจ้องเขม็งเข้าไปในดวงตาสีเทาของชายหนุ่มก่อนจะกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่อผืนทรายที่เธอเหยียบนั้นทลายลง
“ว้าย!” สิ้นเสียงร้องไม่ทันไรร่างของเธอก็ถูกนาบลงบนกายของชายหนุ่มเสียแล้ว
“โอย... ปัดโธ่!ก็ฉันบอกแล้วว่าให้จับมือฉันไว้ไม่งั้นเดี๋ยวก็ล้มเอาหรอก” จัสตินบ่นประชดเหมือนเช่นทุกครั้งไม่เว้นแม้กระทั่งกับสาวสวยโฉมงาม...ช่างซื่อเสียจริง
เจ้าหญิงสาวรีบใช้ฝ่ามือทั้งสองดันลำตัวและใบหน้าที่แนบกับอกอุ่นๆ ขึ้นหนีทันที ใบหน้าของเธอนั้นไร้สีเลือดบ่งบอกว่าเธอกำลังช็อคกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“อ้าย!เจ้าบังอาจแตะต้องตัวข้าอย่างนั้นหรือ เจ้ามันสมควรตาย ตั้งแต่เกิดมายังไม่มีชายใดนอกจากบิดาข้าได้สัมผัสกายข้ามากขนาดนี้มากก่อน เลยนะ!!!” ไอเรนส่งเสียงดังพลางใช้ฝ่ามือทั้งสองฟาดและทุบตีไม่หยุดหย่อน
“หยุด... เดี๋ยวก่อน หยุด...” ชายหนุ่มใช้มือทั้งสองขึ้นปัดป้องอย่างสุดชีวิตแต่ก็มิอาจต้านทานได้จนกระทั่ง “ฉันบอกให้หยุดยังไงเล่าไม่ได้ยินเหรอ ถ้าเธอไม่อยากโดนตัวฉันก็ลุกขึ้นไปจากตัวฉันก่อนสิ!”
เจ้า หญิงสาวหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง เมื่อสติกลับมาครบถ้วนแล้วเธอก้มลงมองตนเองทันที จากใบหน้าขาวซีดเมื่อครู่กลับมีเลือดแดงฝาดไปทั่วราวกับผลแอ๊ปเปิ้ลที่สุข งอม...ช่างน่ารับประทานเสียเหลือเกิน
เจ้าหญิงสาวรีบลุกขึ้นจากตัวชายหนุ่มด้วยท่าทางเคอะเขินพลางกล่าวขอโทษ “ข้าขอโทษด้วย ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเจ้า”
ชายหนุ่มตัวน้อยลุกขึ้นตามมาติดๆ เขาใช้ฝ่ามือทั้งสองปัดฝุ่นทรายที่เกาะตามเนื้อตัวพลางบ่นพึมพำ “ก็ฉันบอกตั้งแต่ทีแรกแล้วว่าให้จับมือฉันไว้ ถ้าเธอเชื่อฟังฉันตั้งแต่แรกนะเธอคงจะไม่หกล้มแบบนี้...แล้วฉันก็ไม่ต้องมาเจ็บตัวเพราะถูกเธอตีแบบนี้ด้วย”
“นี่เจ้าจะไม่มากไปหน่อยหรือไง!” เสียงแหลมๆ ของเธอดังเสียดหูจนจัสตินต้องเงยหน้าขึ้นมองเธออย่างสงสงสัย
“เจ้าพูดว่าข้าด้วยคำเดิมเป็นหนที่สองแล้วนะ เจ้าเนี่ยมีความเป็นลูกผู้ชายบ้างหรือเปล่า”
ให้ตายสิ! ยายนี่นอกจากมีแรงเป็นช้างสารแล้วแถมยังบ่นเก่งเป็นหมีกินผึ้งอีกหรอเนี่ย แต่ตอนนี้ยังก็ขอโทษเธอก่อนดีกว่า ไม่งั้นเธอบ่นเป็นชุดไม่หยุดแน่ เผลอๆ เจอกันคราวหน้ายังเอาเรื่องนี้มาบ่นซ้ำได้เลยล่ะมั้ง นี่แหละน่าที่เขาว่าผู้หญิงนี่เข้าใจยาก
“โอเคๆ ฉันขอโทษ” จัสตินกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่เต็มใจนักแต่กระนั้นแล้วสาวงามก็มีท่าทีพออกพอใจขึ้นบ้างเล็กน้อย
หญิงสาวเดินยังชายหาดด้านหลังอย่างเงียบๆ ก่อนค่อยๆ ยองและนั่งลง จัสตินเห็นดังนั้นก็เดินตามไปติดๆ ทันทีก่อนจะหย่อนก้นลงข้างๆ เธอ
“ทะเลที่นี่สวยจังเนอะว่าไหม สะอาดใสจนมองลงไปเห็นปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำได้เลย”
“ทะเลทุกที่ก็เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ” หญิงสาวกล่าวก่อนหันมองใบหน้าของชายหนุ่มที่อยู่ข้างเคียงด้วยสีหน้าประหลาดใจ
ในโลกที่เต็มไปด้วยธรรมชาติเช่นนี้แล้วแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์และสวยงามคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ช่างต่างจากโลกที่เราจากมาเสียเหลือเกิน หากโลกของเราย้อนของสิ่งแวดล้อมได้สักครึ่งของโลกแห่งนี้ก็คงจะดีไหมน้อย...ผมคิดเช่นนั้น
“นี่เจ้าพกอาวุธติดตัวด้วยอย่างนั้นเหรอ!” ไอเรนกล่าวพลางจ้องดาบสั้นที่เหน็บไว้บริเวณเอวด้านซ้ายของจัสติน ในเวลาปกติดาบสั้นจะถูกผ้าบริเวณชายเสื้อปิดไว้เสมอ แต่เพราะการนั่งลงนั่นเองที่ทำให้ด้ามของดาบถูกดันจนโผล่ออกมา
“อะ-อ้อ!ก็พกไว้ป้องกันตัวน่ะ ทำไมเหรอ”
“ก็เจ้าดูไม่เหมือนนักรบเอาซะเลยนี่”
“ก็ฉันไม่ใช่นักรบนี่...ถึงแม้ว่าจะอยากลองเป็นดูบ้างเพราะมันเท่ก็เถอะ” ชายหนุ่มหันไปยิ้มให้หญิงสาวก่อนที่เธอจะยิ้มตอบแล้วหันหนีกลับไป
“ตะวันยามใกล้ลับฟ้าที่นี่สวยมากรู้ไหม”
“ฉันคิดว่าพระอาทิตย์ตกดินเหมือนๆ กันทุกที่นั่นแหละ”
“ไม่เหมือนกันหรอก...” เจ้าหญิงเอ่ยลอยๆ พลางมองไปยังตะวันดวงที่เข้าใกล้ขอบฟ้าทีละน้อย
“เธอรู้ไหมว่าทำไมพระอาทิตย์ตกดินถึงสวยงามเสมอ”
หญิงสาวหันควับมองชายหนุ่มทันที “มันมีเหตุผลด้วยอย่างนั้นหรือ” ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ
“แล้วเหตุผลคืออะไรล่ะ” ไอเรนถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“ก็เพราะว่าคนเรามักจะรู้คุณค่าของสิ่งนั้นๆ ก็เมื่อเวลาที่ใกล้จะสูญเสียมันไปยังไงล่ะ... เหมือนกับเวลาที่เรามองตะวันว่าสวยงามก็เมื่อยามที่มันจะลับขอบฟ้าไป”
“เจ้าเองก็พูดดีเป็นกับเขานี่นา” เธอประชด
“ว่าแต่เธอเถอะ ทำไมเธอต้องโกหกฉันด้วยอย่างนั้นเหรอ” จัสตินพูดพร้อมกับหันหน้าไปมอง
“กะ-โกหก? ข้าไปโกหกอะไรเจ้าอย่างนั้นหรือ”
“ก็เธอโกหกฉันว่าเธอเป็นนักท่องเที่ยวทั้งๆ ที่อันที่จริงแล้วเธอเป็นคนเมืองนี้แท้ๆ”
“จะ-เจ้าพูดอะไรของเจ้าน่ะ” ไอเรนกำมือตัวเองไว้แน่น สายตาเธอลุกลี้ลุกลน เธอจ้องดาบที่เอวชายหนุ่มสลับกับใบหน้าของเขา
“ก็ไม่ได้ตั้งใจจะจับผิดหรอกนะ แต่ตอนที่ฉันยื่นมือให้เธอหลุดพูดออกมาเองว่า ไม่จำเป็นหรอก สตรีเมืองวีสทำเองได้อยู่แล้ว”
ไอเรนจ้องหน้าชายหนุ่มด้วยท่าทีนิ่งเงียบเพื่อดูสถานการณ์ว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไป เธอถอนหายใจยาวครั้งหนึ่งก่อนจะสนทนาต่อเมื่อเห็นว่าจัสตินไม่มีท่าทีที่เป็นภัยต่อเธอเลย
“เจ้ารู้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วค่อยมาถามข้าตอนนี้อย่างนั้นเหรอ”
“ก็ใช่... ก็ฉันเห็นว่าเธอไม่ได้ดูเป็นคนไม่ดีนี่นา นอกจากพูดมากกับเสียงดังแล้วที่เหลือเธอก็เพอร์เฟ็คเลยล่ะ”
ไอเรนมีท่าทีเขินเล็กน้อยก่อนจะฉุกใจคิดได้ “นี่เจ้าชมข้าหรือหลอกว่าข้ากันแน่ฮะ!”
“ฮ่าๆๆ ก็ต้องชมน่ะสิถามได้... แล้วแต่ว่าเธอเป็นใครกันล่ะ” จัสตินพูดพร้อมกับเขยิบก้นมาอยู่ด้านหน้าเธอเพื่อที่จะได้มองตาของเธอได้ถนัดๆ
จะ ด้วยเหตุใดก็ตามแต่เจ้าหญิงไอเรนแห่งวีสเริ่มมีความเชื่อใจให้กับชายหนุ่ม ตัวน้อยที่มาจากแดนไกลมากขึ้นเรื่อยๆ นางรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้ต่อปากต่อคำกับเขา นางสัมผัสได้ว่าผู้ชายที่นั่งอยู่ในสายตาของนางในยามนี้เป็นบุรุษที่มีบาง สิ่งที่พิเศษเหนือกว่าบุรุษอื่นใด...มันคือบางสิ่งที่นางสัมผัสได้ด้วยหัวใจ
“ฉันชื่อ จัสติน โอเกอร์ แล้วเธอล่ะ” เขาแนะนำตัวด้วยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก
ด้วยความเชื่อใจไอเรนไม่ลังเลเลยที่จะตอบคำถามไปตรงๆ
“ข้าชื่อไอเรน ข้าเป็น...” ไอเรนยังแนะนำตัวไม่ทันจบดีชายหนุ่มก็กล่าวขัดคอขึ้นมาเสียก่อน
“คนท่าทางเถื่อนๆ พวกนั้นใช่เพื่อนของเธอหรือเปล่าน่ะ” จัสตินกล่าวพร้อมกับชี้ไปยังกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวนหกคนด้านหลังเธอ
ไอเรนรีบหันหลังกลับไปมองทันที เธอเห็นชายฉกรรจ์รูปร่างล่ำสันแต่งตัวมิดชิดและปกปิดใบหน้าจำนวนหกคนมุ่งตรงเข้ามาอย่างช้าๆ
“ข้าคิดว่าไม่ใช่นะ” นัยน์ตาของเธอเบิกโต
ชายหนุ่มมองคนเหล่านั้นแล้วลุกขึ้นยืนพลางเอ่ยเบาๆ “รู้อะไรไหม ถึงเธอจะตอบว่าใช่ฉันก็ไม่เชื่ออยู่ดีนั่นแหละ” เขายื่นมือให้เธอ
ไอเรนจับมือของจัสติน เธอฉุดตัวเองขึ้นยืนตามก่อนจะเดินหลบหลังแผ่นหลังของชายหนุ่ม
“เฮ้!พวกนายต้องการอะไรน่ะ” จัสตินกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงไม่เข้าหูเหมือนเช่นทุกครั้ง
“ส่งนางมาให้ข้า” เสียงของชายคนหนึ่งในกลุ่มเอ่ย
“ก็รู้นะว่าเธอสวยสะเด็ดเจ็ดย่านน้ำอยู่แต่ว่านายจะมาขอกันง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้หรอก ฉันเจอเธอก่อน และฉันจีบเธอก่อน” จัสตินพูดเพื่อยืนกรานว่าไม่ว่างอย่างไรเขาก็ไม่ยอมส่งไอเรนไปแต่โดยดี... แม้เหตุผลที่เขาเข้าใจจะต่างไปสิ้นเชิงก็ตาม
“ข้าไม่มีเวลามาพูดกับเจ้าหรอกนะ หลบไป!” ชายฉกรรจ์กล่าวพร้อมใช้หลังมือขวาตบเข้าที่ศีรษะของจัสตินเข้าอย่างจังจนเขากระเด็นกลิ้งลงไปกองกับพื้น
ชายฉกรรจ์ทั้งหกไม่รอช้าต่างพากันเดินกรูเข้าหาไอเรนทันที “นี่พวกเจ้า!?”
ไอเรนรีบเลิ่กชายเสื้อตัวเองขึ้นเล็กน้อยก่อนจะควักมีดสั้นที่แอบพกติดตัวไว้ตลอดขึ้นมาหวังปกป้องตนเอง แต่จำนวนที่มากเกินไปนั้นทำให้เธอสับสนจนถูกชายหนึ่งในกลุ่มอ้อมเข้าด้านหลังและจับข้อแขนทั้งสองของเธอเอาไว้
 “เรอาห์!คาร์ลเอลลู!ช่วยฉันด้วย!!!” จัสตินตะโกนเสียงดังแต่กลับไร้วี่แววของการตอบรับทำให้เขาคิดว่าทั้งสองคงจะออกไปข้างนอกระหว่างที่เขากับไอเรนคุยกันอยู่แน่ๆ
ชายหนุ่มตัวเล็กที่นอนกองกับพื้นพยายามลุกขึ้นด้วยเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่พลางคิดในใจว่า นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นอีกเนี่ย แล้วไอ้เจ้าพวกนี้เป็นใครกัน...!
เมื่อเขาดันตัวเองลุกขึ้นมาได้ก็พบว่าไอเรนกำลังจะถูกกลุ่มชายปริศนาลากตัวไปแต่...
“ปัดโธ่เว้ย!” จะให้ทำอย่างไรล่ะ ผู้ชายอ่อนแอตัวลำพังอย่างเราจะเอาอะไรไปสู้อะไรกับผู้ชายตัวล่ำๆ ตั้งหกคน
“เฮ้ยพวกแกน่ะ!”
แต่สุดท้ายแล้วก็เหมือนเช่นทุกครั้ง
“เป็นผู้ชายแท้ๆ มากันหกคนรุมผู้หญิงคนเดียวแบบนี้ทุเรศจริงๆ ว่ะ!...แน่จริงมาตัวต่อตัวกับฉันไหม”
นี่คือการตัดสินใจครั้งสุดท้ายของชายหนุ่มจากแดนไกล
ชายฉกรรจ์ทุกคนหยุดลงก่อนที่คนหนึ่งจะเดินวกกลับมา เมื่อเห็นว่าศัตรูเดินกลับมาแล้วจัสตินจึงชักดาบสั้นที่พกไว้ที่เอวออกมาทันที เสียงเหล็กที่เสียดสีทำให้ชายที่มุ่งตรงเข้ามาหยุดชะงักลง
จัสตินชื้นใจขึ้นมาหน่อยเมื่อรู้ว่าเจ้าคนพวกนี้ก็กลัวอาวุธเหมือนกัน
“นายรู้จัก แจ็คกี้ ชาน ไหมล่ะ ฉันนี่แหละศิษย์เขาล่ะ ย๊ะฮู้ว!” จัสตินกวัดแกว่งดาบด้วยท่าทางที่จำมาจากในหนัง
แต่เพียงไม่นานชายปริศนาก็ก้าวเดินต่ออย่างไม่มีท่าทีชะงักอีกเลยแม้ว่าจัสตินทำท่ากวัดแกว่งดาบไปมาด้วยท่าทีเอาจริงเอาจัง
“ไอ้ท่าทางแกว่งดาบมั่วซั่วของเจ้ามันทำให้ข้ามีอารมณ์ขันมากเจ้ารู้ไหม” เสียงที่เล็ดลอดออกมาจากผืนผ้าที่ปิดบังใบหน้าแสดงออกถึงความเหยียดหยามอย่างชัดเจน
ตายโหงละ!!!ไอ้เจ้าพวกบ้านี่มันไม่กลัวเลยอย่างงั้นเหรอ เห็นทีต้องฟันแหลกสถานเดียวแล้วล่ะ...
“ย้ากกกก!!!” ชายหนุ่มตัวน้อยวิ่งถาโถมเข้าใส่ศัตรูอย่างไม่คิดชีวิต
 
แม้การกระทำเช่นนี้นักรบส่วนใหญ่จะมองเป็นการโจมตีที่ไม่คิดถึงชีวิตตนเอง แม้การกระทำเช่นนี้จะถูกมองเป็นความกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่ อย่างน้อยก็มีเขาคนหนึ่งที่คิดเช่นนั้น
ชายฉกรรจ์หลบหลีกอย่างคล่องแคล่วดูชำนาญการก่อนจะใช้มือขวาคว้าข้อมือของหนุ่มน้อยอย่างว่องไว
“เจ้านี่ช่างอ่อนหัดเสียจริงๆ” นัยน์ตาของจัสตินเบิกโพลง ขนแขน ขา และหน้าของเขาลุกซู่ แม้ก่อนหน้านี้เหงื่อของเขาจะไหลออกมามากเพียงใดแต่ทั่วกายของเขาในครานี้กลับรู้สึกเย็นวาบไปชั่วขณะหนึ่ง
ในเสี้ยววินาที... จัสตินได้เรียนรู้อีกครั้งว่าสิ่งเร้าที่ทำให้เขาต้องทำเช่นนั้นคือความหวาดกลัว...หาใช่ความกล้าไม่ มันคือความน่าสมเพช...หาใช่สิ่งที่สวยหรูอย่างที่เคยได้รับฟังมา
มันจะใช่ความกล้าก็ต่อเมื่อบุคคลคนคนนั้นเตรียมใจมาแล้ว...เท่านั้น
                ด้วยความอ่อนแอที่เกิดจากความหวาดกลัวจึงทำให้นิ้วของเขาไร้เรี่ยวแรง ชายฉกรรจ์แย่งดาบจากมือเขาได้อย่างง่ายดาย
“จงโทษตัวเองเถิดที่เกิดมาอ่อนแอ...”
                ชายฉกรรจ์ชูดาบขึ้นสูง จัสตินหลับปี๋เพื่อหลบตัวเองให้พ้นจากความหวาดกลัวที่มากเกินกว่าจะรับไหวท่ามกลางเสียงโหยหวนของเจ้าหญิงสาวที่ดังสนั่นนภา
                “ไม่นะ...!!!”
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
    มีปัญหาทางเว็บ ติดต่อ [email protected] จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 291 ท่าน

Line PM