Guest   
 
Username:
Password:




 


  
 



 
อ่านเรื่อง
มหาสงครามพ่อมดคนที่สอง
ภูยาคติ
ศึกบัลลังก์กษัตริย์วังน้ำ 4 : ความเป็นมา
13
15/02/2555 00:11:32
293
เนื้อเรื่อง
ศึกบัลลังก์กษัตริย์วังน้ำ 4 : ความเป็นมา
 
ณ ผืนแผ่นดินแห่งหนึ่งที่รายล้อมด้วยทะเลอันกว้างใหญ่จนน่าจะถูกเรียกว่าเกาะจะเหมาะกว่า แต่มีเพียงบริเวณทิศเหนือแคบๆ เท่านั้นที่มีทางทอดยาวออกไปเชื่อมกับผืนดินใหญ่ เพราะความอุดมไปด้วยน้ำของที่แห่งนี้เอง ที่แห่งนี้จึงถูกเรียกว่าเมืองวีส “วีส” ที่แปลว่า “น้ำ”
            นาน มาแล้วที่เมืองแห่งนี้ถูกปกครองด้วยสายเลือดกษัตริย์แห่ง “อาเรีย” ด้วยความเมตตาและเข้าความโอบอ้อมอารีของสายเลือดอาเรียนี้เองที่ทำให้เมือง วีสเป็นเหมือนดั่งดินแดนสวรรค์ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ อาชีพที่ทำเพียงเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไม่ได้ดูแย่จนอดอยากเพราะพวกเขาไม่ได้ทำ เพียงลำพัง ...เพราะทุกคนในเมืองแห่งนี้มีจิตใจรวมกันไว้ที่หนึ่งเดียว
            สายเลือดแห่งอาเรียถูกสืบทอดมาเรื่อยจนกระทั่งถึงคราวที่อีวานขึ้นปกครอง...
กษัตริย์อีวานทรงปกครองประชาราษฎร์อย่างผาสุกเฉกเช่นพระราชบิดาของพระองค์เอง หลังจากขึ้นครองราชย์ได้ไม่นานพระองค์ก็ทรงอภิเษกสมรสกับหญิงสาวปุถุชนธรรมดาและมีบุตรด้วยกันถึงสามคน นี่คือสิ่งยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าพระองค์ไม่เคยรังเกียจเดียดฉันประชาชนผู้ต่างยศศักดิ์เลยแม้แต่เสี้ยวหนึ่งของหัวใจ
เจ้าชาย โอเว่น บุตรคนโตของกษัตริย์อีวานนั้นเป็นชายชาตรีที่มีความสง่า กล้าหาญ องอาจ และอ่อนโยน เหมาะสมที่จะครองราชย์ต่อจากพระบิดาอย่างไม่มีผู้ใดคัดค้าน
แต่ทว่า เฮเลน อาเรีย บุตรคนกลางของพระองค์ที่เป็นหญิงสาวนี้กลับทำให้ทั้งผู้เป็นบิดาต้องเกิดความหวาดกลัว เพราะแววตาที่ดุร้ายเจ้าเล่ห์จนยากจะหยั่งได้นั้นทำให้นางถูกมองว่าเป็นอสรพิษร้ายที่ไม่ควรวางใจ... ดังคำพูดที่ว่า “อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจงู”
ไอเรน อาเรีย บุตรสาวตัวน้อยของกษัตริย์อีวานนั้นเป็นบุตรที่พระองค์ทรงรักมากที่สุด โดยนางเป็นคนร่าเริง น่ารัก ผิวสะอาดสะอ้าน และยังพูดโต้ตอบฉะฉานอีกต่างหาก สำหรับพระองค์แล้วเธอก็คือนางฟ้าตัวน้อยๆ ที่พระเจ้าประทานมาให้กับพระองค์...โดยแลกชีวิตกับพระมารดาของเธอ
 
ท่านพ่อจะจัดงานอภิเษกให้ข้าอย่างนั้นเหรอคะ!” เสียงหวานๆ ดังไปทั่วห้องของเธอ
“ใช่” กษัตริย์วัยหกสิบสามปีตอบกลับเบาๆ
“แต่ข้ายังไม่มีชายใดที่ข้ามอบใจให้แก่เขาเลยแม้แต่หนึ่งเดียวนะ”
“เพราะเช่นนี้พ่อจึงเร่งให้เจ้าตามหาชายผู้นั้นให้พบยังไงล่ะ”
“แต่ว่า...!”
“ไม่มีแต่ลูกข้า!” กษัตริย์เร่งแทรกเธออย่างรวดเร็ว “เรื่องนี้พ่อคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว”
“แต่...” ลูกสาวตัวน้อยของพระองค์ก็ยังคงคิดจะกล่าวค้าน แต่ในครานี้เสียงของเธอดูบางลง
“เชื่อพ่อซักครั้งเถิดลูกข้า เจ้าเป็นลูกสาวที่พ่อหวงแหนที่สุด พ่อตามใจเจ้าทุกอย่างตามที่เจ้าร้องขอ แค่ในครั้งนี้ช่วยทำตามที่พ่อขอจะได้ไหม แค่ครั้งนี้เท่านั้น”
“บอกข้าได้ไหม...เหตุผลนั่น” สาวน้อยจ้องเขม็งไปยังดวงตาของผู้เป็นบิดา
“ก็ได้” อีวานถอนหายใจก่อนคายความนึกคิดออกมาให้ฟัง
“ข้าจะไม่พูดอ้อมค้อมใดๆ หรอกนะ ข้าน่ะมันแก่มากแล้ว ข้าไม่รู้ว่าข้าจะอยู่บนโลกใบนี้ได้อีกนานเท่าไร ข้าอยากรู้ว่าชายใดที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์คนต่อไปต่อจากข้า ข้าอยากรู้ว่าเขามีความสามารถมากแค่ไหน มากพอที่จะทำให้เมืองวีสที่ข้าปกครองมาชั่วชีวิตรอดพ้นจากอันตรายทั้งปวงในอนาคตหรือไม่”
“ท่านพ่อห่วงแค่นั้นเองเหรอ”
“ก็เพราะไม่ใช่เพียงเท่านั้นน่ะสิ”
“หมายความว่าอย่างไรคะท่านพ่อ ยังมีอะไรอีกอย่างนั้นเหรอ”
“แน่นอนสิลูกรักของพ่อ... พ่ออยากจะเห็นคนที่จะอยู่ดูแลเจ้าต่อไปหลังจากที่เจ้าไม่มีพ่อแล้ว” สิ้นคำพูดชายแก่ก็จ้องเขม็งกลับเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลจางๆ นั้นของเธอทันที
ไม่นานนักเธอก็เดินเข้าโอบรัดเขาไว้อย่างเบาบางพลางพูดคำว่า “ข้ารักท่านนะ” ด้วยน้ำเสียงที่ละเมียดละไม
 
ไม่ใช่แค่เพียงดวงตา...แม้แต่แววตาที่ส่องประกายจนข้าสัมผัสได้นั้นก็ยังเหมือนแม่ของเจ้า ชวนให้คิดถึงแม่เจ้าที่จากไปเสียเหลือเกิน แต่ก็เพราะแบบนี้แหละข้าถึงอยากจะปกป้องเจ้าอย่างสุดความสามารถ เพราะเจ้าคือของขวัญอันล้ำค่าที่นางได้มอบไว้ก่อนจะลาจากข้าไป
 
หลัง จากนั้นเพียงไม่กี่ชั่วยามข่าวการหาคู่อภิเษกสมรสของเจ้าหญิงไอเรนก็ถูกเผย แพร่ไปทั่วดินแดนแห่งน้ำ แม้จะมีชายหนุ่มมากมายที่เฉยเมยต่อการกล่าวประกาศครั้งนี้เพราะพวกเขารู้ดี ว่ามีแต่ชายหนุ่มที่พอจะมียศศักดิ์เท่านั้นจึงจะได้เคียงคู่กับนาง แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีชายหนุ่มธรรมดาๆ หลายกลุ่มหลายบุคคลที่ยังคงแอบหวังอยู่ในใจลึกๆ
“เฮ้ คาร์นเอลลู เรอาห์ ฉันเข้าไปนะ!” เด็กหนุ่มกล่าวพร้อมกับเสียงเปิดประตู
บ้านไม้สภาพผุๆ พังๆ หลังนี้เดิมทีเป็นบ้านร้างแต่ในตอนนี้มีคนอาศัยแล้ว...นั่นก็คือพวกเรานั่นเอง ฟังดูแย่ใช่ไหมล่ะ? จากชายหนุ่มที่เคยใช้ชีวิตอย่างสุขสบายหรูหราแต่ในตอนนี้กลับต้องเดินไปซื้ออาหารให้กับผู้ชายตัวล่ำๆ สองคนที่กำลังนั่งอยู่บนพื้นราวกับทาสรับใช้
“เฮ้ เจ้าหนู!” เรอาห์ยกมือเรียก
“อะไรอีกล่ะ ฉันไม่เดินไปซื้อให้อีกรอบหรอกนะ ถ้าอยากจะได้อะไรเพิ่มก็ไปเดินเอง”
“ชิ! เพราะข้าเป็นคนสอนเจ้าเดินตลาดหรอกนะเจ้าถึงซื้อของได้”
“นี่นายคิดว่าฉันอยากเดินตลาดเป็นนักหรือไง แล้วอีกอย่างนะที่นี่ก็ไม่เหมือนเมืองอาเรนน์ด้วย ฉันไม่จำเป็นต้องหัดเลือกเนื้อต่างๆ ที่นี่ส่วนใหญ่ขายแต่ปลากับขนมปังทั้งนั้น” เด็กหนุ่มกล่าวด้วยท่าทีไม่พอใจก่อนจะชะงักลงราวกับนึกบางสิ่งขึ้นมาได้
“มีอะไรอย่างนั้นเหรอสหายข้า” คาร์นเอลลูที่นั่งกับพื้นเอ่ยถามทันทีที่เห็นหนุ่มน้อยชะงักปาก
“พอดีฉันเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าได้ยินเรื่องเรื่องหนึ่งมาจากตลาดตอนฉันกำลังซื้อขนมปัง”
“เรื่องสำคัญรึเปล่าล่ะ ถ้าไม่สำคัญก็ข้ามไปเถอะ ไม่ต้องเล่าให้พวกข้าฟังหรอก” ชายตัวโตกล่าวด้วยสีหน้าเฉยชาไม่อยากฟัง
“ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันจะสำคัญกับเราหรือเปล่าแต่...ชาวบ้านเขาบอกว่าเจ้าหญิงไอเรนกำลังจะแต่งงาน” สิ้นสุดคำพูดของเด็กหนุ่มเรอาห์ก็ตาโตขึ้นมาทันทีพลางลุกขึ้นยื่นเพื่อเค้นถามเขาอย่างดูจริงจัง
“เรื่องจริงหรือเปล่าที่เจ้าได้ฟังมาน่ะ!” เรอาห์ใช้ฝ่ามือและแขนอันใหญ่โตข้างขวาของเขากุมที่คอเสื้อของจัสติน
“โอ๊ยยย!!!” จัสตินร้องโอดโอยออกมาด้วยความเจ็บปวด
“ใจเย็นก่อนสหาย” คาร์นเอลลูที่ลุกขึ้นตามมาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นๆ พลางใช้ฝ่ามือจับไปที่แขนของเรอาห์เพื่อเตือนสติ
“ข้าขออภัยด้วยนายข้า...” เขาพูดพลางคลายมือออก
“แค่กๆๆ” เสียงไอจากอาการขาดอากาศหายใจชั่วระยะหนึ่งดังเป็นจังหวะ
“ข้าก็เข้าใจนะว่าราชวงศ์อาเรียนั้นสำคัญกับเจ้าเพียงใดแต่ข้าก็ยังอยากให้เจ้าใจเย็นไว้ก่อน” คาร์นเอลลูกล่าวกับเรอาห์ก่อนหันหน้ามาถามจัสตินต่อ
“เจ้าคิดว่าที่เจ้าได้ยินมานั้นเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าจัสติน”
“ฉันจะไปรู้ได้ไงเล่า! แล้วอีกอย่าง” เด็กหนุ่มกล่าวเสียงดังก่อนจะหันไปต่อว่าชายที่จับคอเสื้อเขาเมื่อครู่
“ฉันไม่เข้าใจหรอกนะว่านายเจ็บแค้นหรือรักใครที่เมืองนี้ ฉันไม่ได้รู้เรื่องอดีตของนาย และฉันก็ไม่ได้อยากรู้ด้วย ...อย่าทำแบบนี้กับฉันอีก”
ชายตัวโตเบือนหน้าหนีก่อนจะกล่าว “ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วย”
“ไม่เป็นไร ช่างมันเถอะ!ก็อย่างที่บอก...ฉันไม่รู้ว่านายเคยมีอดีตอะไรกับที่นี่ จะว่านายผิดเต็มปากก็คงไม่ได้”
“ขอบใจที่เจ้าพยายามเข้าใจในตัวข้า”
“พอเถอะฉันรู้สึกหวานเลี่ยนน่ะ นี่ไม่ใช่นิยายรักโรแมนติกหรอกนะ” เด็กหนุ่มยิ้ม “มันอาจจะเป็นข่าวลือก็ได้ นายอย่าวิตกจริตไปเลย”
“ไม่หรอก...ข่าวนี้เป็นจริงอย่างแน่นอน”
“นายมั่นใจได้ยังไงเรอาห์”
“ปีนี้เป็นปีที่นางอายุครบยี่สิบ...ราชาคงอยากให้นางได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระองค์ เพราะสำหรับเมืองวีสแล้วสตรีมิอาจครองบัลลังก์ได้ พระองค์คงทั้งเป็นห่วงนางพร้อมไปกับการเป็นห่วงอนาคตของเมือง”
“แล้วพระราชาไม่มีลูกชายซักคนเลยหรือไง” สิ้นสุดคำถามของจัสตินชายหนุ่มตัวโตก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป ดูเขากังวลใจมากกว่าเดิม
“ว่าไง พระราชาเมืองนี้เขาไม่มีลูกชายเหรอ หรือว่าลูกชายเขาตายไปแล้วเลยจำเป็นต้อง...”
“พอได้แล้วจัสติน!” เสียงเข้มๆ ของนักรบร่างเล็กกว่าสั่งเด็กหนุ่มให้หยุดพูดด้วยสีหน้าเข้มขรึมกว่าทุกครั้ง
“พอได้แล้ว...”
สี หน้าของเรอาห์ในยามนี้แสดงออกถึงความหนักใจอย่างเห็นได้ชัด นักรบร่างใหญ่กำหมัดทั้งสองไว้แน่นก่อนจะค่อยๆ คลายออกแล้วเดินออกจากบ้านร้างที่ทำจากไม้โทรมๆ ทางประตูหน้า เขาเดินอ้อมกลับไปยังหลังบ้านซึ่งเป็นที่เชยชมทิวทัศน์สายน้ำแห่งวีสได้เป็น อย่างดี
“ฉันควรจะไปขอโทษเขาไหม” จัสตินกล่าวเสียงอ่อย
“ใช่ เจ้าควร...เพียงแต่ไม่ใช่ตอนนี้” คาร์นเอลลูกล่าวด้วยสีหน้าหนักใจไม่แพ้กัน
เด็กหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งกลางบ้านไม้ผุๆ ที่เต็มไปด้วยฝุ่นด้วยอารมณ์เบื่อหน่าย เขาแหงนมองเพดานไม้ที่สภาพไม่ต่างอะไรจากพื้นและเสาหลักของบ้านเลย
“นายว่าฉันควรรู้อะไรเกี่ยวกับเรอาห์ไหม” เด็กหนุ่มถามด้วยใบหน้าเหม่อลอย
นักรบหนุ่มผมยาวเผยอยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก “เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องใดหรอกสหาย เรอาห์เพียงตื่นตัวกับสิ่งใหม่ๆ ในบ้านเกิดของเขาเท่านั้น อีกไม่นานเขาจะกลับมาสงบเช่นเดิม” เด็กหนุ่มยังคงเงียบ
“เมื่อครู่เจ้าเพิ่งเกรี้ยวโกรธใส่เขาพลางบอกว่าไม่อยากรู้อดีตของเขาแท้ๆ แต่ตอนนี้เจ้ากลับกำลังพยายามขอให้ข้าเล่าให้เจ้าฟังด้วยวิธีการพูดอ้อมๆ”
“เหอะ ให้ตายสิ!ใครจะอยากไปรู้เรื่องของไอเจ้าพี่ล่ำนั่นกันฮะ”
“ยอมรับเถิดสหายว่าลึกๆ ภายในใจของเจ้าแล้วก็เป็นห่วงเขาเหมือนกัน”
คำพูดของนักรบหนุ่มทำให้จัสตินเกิดอาการฟิวส์ขาดขึ้นมา “อย่าเพ้อเจ้อน่าคาร์นเอลลู!ฉันจะไปแคร์คนอย่างไอ้หมอนั่นทำไม คนอย่างเขา...” จัสตินยังพูดไม่ทันจบดีเขาจำต้องเงียบลงเมื่อเสียงประตูดังขึ้น
เด็กหนุ่มมองชายรูปร่างใหญ่ที่เข้ามาด้วยหางตาอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนเบือนหน้าหนี
“เจ้าอยากรู้เรื่องของข้าหรือไม่เจ้าหนู” เสียงทุ้มๆ ของชายร่างยักษ์เอ่ยถาม น่าแปลกที่ในครั้งนี้เขาเป็นคนเอ่ยปากว่าจะเล่าเรื่องของเขาด้วยตัวของเขาเอง
นักรบหนุ่มผมยาวคาร์นเอลลูจ้องมองไปยังเด็กหนุ่มผู้ถูกเลือก เขาอยากรู้ว่าผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมานั้นลึกๆ ภายในจิตใจแล้วเป็นคนเช่นไรกัน
“อื้ม เล่ามาสิ!”
แม้จัสตินจะตอบด้วยสีหน้าหงุดหงิดแต่คำตอบนั้นก็ทำให้คาร์นเอลลูยิ้มขึ้นมา นักรบช่างยิ้มผู้นี้เริ่มปักใจเชื่อขึ้นเรื่อยๆ แล้วว่าชายหนุ่มที่พระผู้เป็นเจ้าทรงมอบมานั้นเป็นผู้ที่มีจิตใจงดงาม เพียงแต่ในยามนี้เขายังเด็กเดินกว่าที่จะกล้าแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา...
แม้ว่าจะยังไม่มีผู้ใดได้พบเห็นจิตใจอันบริสุทธิ์ของเจ้า แต่ข้าเชื่อเหลือเกินว่าในครานี้ข้าและเรอาห์คงเห็นพ้องไม่ต่างกัน หากเป็นเจ้าต้องสามารถใช้มันได้แน่ ใช่...หากเป็นเจ้าล่ะก็คาร์นเอลลูนึก
“กษัตริย์แห่งวีสนี้มีนามว่าอีวาน บุตรชายคนแรกและคนเดียวของพระองค์นั้นเป็นชายหนุ่มรูปงามผู้กล้าหาญ ในตอนนั้นข้าเป็นผู้รับหน้าที่ฝึกดาบให้แก่เขาเอง”
 
“ย่าห์!!”เสียงของเจ้าชายรูปงามผมสีน้ำตาลเข้มยาวหยักศกเล็กน้อยดังไปทั่วบริเวณฝึกดาบของพระราชวังค์สีฟ้าที่ทำจากหินสีฟ้าจำนวนมาก
“ออกแรงให้มากกว่านี้อีก!” ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่อายุราวยี่สิบปลายๆ ดุกล่าวพระองค์พร้อมกับใช้ดาบในมือขวาฟาดใส่ดาบของพระองค์อย่างแรงจนดาบนั้นกระเด็นหลุดมือไป
“เรอาห์ท่านน่าจะออมมือให้ข้าหน่อยนะ ท่านเป็นถึงราชสีห์อัศวินที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์เมืองวีสเชียวนะ ข้าหรือจะเอาปัญหาที่ไหนชนะท่านได้เล่า” เจ้าชายใบหน้างามกล่าวพลางเดินช้าๆ เพื่อเก็บดาบบนพื้นที่หลุดมือ
“พระองค์จำต้องแข็งแกร่งและต้องแข็งแกร่งว่าข้าเพราะซักวันผู้คนในเมืองแห่งนี้จะเรียกพระองค์ว่ากษัตริย์ ซึ่งกระหม่อมเองก็ปรารถนาจะได้เรียกนามพระองค์เช่นนั้น” ชายหนุ่มตัวโตใช้ปลายดาบชี้ไปยังดาบบนพื้นพร้อมกับพยักหน้าทีหนึ่ง
 “พูดมันง่ายแต่ทำน่ะมันยากนะ ขนาดพ่อข้าเองยังฝีมือเทียบท่านไม่ติดเลย แล้วข้าด้วยวัยเพียงแค่นี้จะชนะได้อย่างไร เพราะเช่นนี้ไม่ใช่เหรอที่พ่อข้ายกให้ท่านเป็นอัศวินองครักษ์ข้า เอ่อ... และอีกอย่าง ถ้าหากข้าแข็งแกร่งกว่าท่านแล้วท่านจะอยู่ข้างกายข้าไปเพื่ออะไรล่ะ” เจ้าชายหยิบดาบขึ้นอย่างช้าๆ
“เมื่อครู่พระองค์กล่าวว่าท่านราชาอีวานที่อายุมากยังไม่อาจชนะข้าได้ แต่ในทางกลับกันที่เสด็จพ่อของพระองค์ไม่อาจมีชัยเหนือข้าอาจเป็นเพราะวัยพระองค์ก็เป็นได้... เจ้าชายโอเว่น พระองค์ต่างหากที่เป็นบุรุษและยังหนุ่มยังแน่น พระองค์ควรแข็งแกร่งเหนืออื่นใคร”
“และเหตุผลที่พระองค์ต้องมีองครักษ์ไว้เคียงข้างนั้นเป็นเพราะโลกนี้มันไม่ง่ายดายอย่างที่พระองค์คิด เชื่อข้าเถอะเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ ต่อให้นักรบเก่งกล้าเพียงใดก็ไม่อาจสามารถปราบปีศาจร้ายได้ด้วยเพียงลำพัง นักรบผู้เก่งกล้าย่อมมีคู่ขาที่ไว้ใจ”
“ข้ารู้เรอาห์และสำหรับข้าแล้วคู่ขาที่ข้าจะเชื่ออย่างหมดใจก็คือท่าน” เจ้าชายกล่าวพลางยิ้มบางๆ อย่างมั่นใจ
“ข้าว่าถึงเวลาพักของข้าแล้วนะ!” เขาอุทานทันทีเมื่อเหลือบไปเห็นนาฬิกาทรายไหลลงมาอยู่ด้านล่างจนหมดสิ้น
“บางเรื่องพระองค์ไม่จำเป็นต้องตรงเวลานักก็ได้”
“ข้ารู้เรอาห์อย่างยามเริ่มฝึกซ้อมนั้นมาให้สาย ส่วนยามเลิกซ้อมให้ตรงเวลายังไงล่ะ” เจ้าชายตะโกนพลางโบกมือไปมาแล้วเดินจากไป
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
    มีปัญหาทางเว็บ ติดต่อ [email protected] จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 259 ท่าน

Line PM