Guest   
 
Username:
Password:




 


  
 



 
อ่านเรื่อง
มหาสงครามพ่อมดคนที่สอง
ภูยาคติ
เมืองอาเรนน์ 3 : ความแข็งแกร่ง
7
14/02/2555 01:49:23
201
เนื้อเรื่อง
เมืองอาเรนน์ 3 : ความแข็งแกร่ง!
 
                เบื้องหน้าของเด็กหนุ่มคือมีดสั้นที่คมกริบ ความหวาดกลัวนั้นคืบคลานเข้าสู่ในใจของผู้ที่อ่อนแอเสมอ...ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใดก็ตาม
 
เราเกือบไปแล้ว! เราเกือบไปแล้ว!เมื่อกี้มีดสั้นนั่นมันแทงทะลุหัวเราแน่ถ้าหากเรอาห์ไม่ใช้ดาบมาปัดไป... ใช่! ถ้าเขามาไม่ทัน... เราคงจะตายไปแล้ว
ใบหน้าซีดเซียวของเด็กหนุ่มบ่งบอกว่าความหวาดกลัวได้สิงสถิตเข้าไปภายในใจของเขาไปเรียบร้อยแล้ว ความหวังเดียวของเขาในตอนนี้คือชายร่างโตที่เขาเกลียดขี้หน้านักหนา
“นะ-นี่มันเกิดอะไรขึ้น” เด็กหนุ่มถามด้วยเสียงสั่นๆ พลางมองมีดสั้นบนพื้นหญ้าอย่างไม่ละสายตา
“นี่แหละตัวตนที่แท้จริงของคำสาป มันกำลังหลบอยู่ที่ไหนซักแห่งในเงาไม้เหล่านี้ ระวังตัวให้ดีล่ะ” เรอาห์พูดพลางกวาดสายตาไปรอบๆ
“นายหมายความว่าไง”
“ท่านคาร์นเอลลูคงจะเล่าแต่นิทานสยองขวัญให้เจ้าฟังสินะ อันที่จริงเจ็ดปีก่อนท่านคาร์นเอลลูเป็นเพียงคนเดียวที่ล่วงรู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของมนุษย์ ด้วยเหตุนั้นท่านจึงตัดสินใจไล่ล่าฆาตกรเพียงลำพัง”
 “เมื่อท่านคาร์นเอลลูได้พบฆาตกร ท่านก็ได้ปลิดชีวิตของมันด้วยมือท่านเองเพื่อให้ชาวเมืองอาเรนน์กลับมาสงบสุขอีกครั้ง แต่ทว่าท่านคาร์นเอลลูไม่คิดที่จะอวดอ้างความสามารถหรือเรียกร้องสินจ้างจากใคร ท่านจึงเก็บเรื่องนี้ไว้ลำพังจนกระทั่งชายตัดไม้ได้พบกับศพของเหล่าหญิงสาว”
“แม้ฉันจะรู้ว่าคาร์นเอลลูเป็นพวกไม่สนใจความดีความชอบก็เถอะ แต่ฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่าเขาจะเพี้ยนถึงขนาดนี้” ฆ่าฆาตกรเสร็จแล้วหมกศพไม่บอกใครเนี่ยนะ!ไอ้หมอนี่มันเพี้ยนได้ใจจริงๆ
มีดสั้นอีกเล่มก็ถูกขว้างโดยคนร้ายปริศนาอย่างรวดเร็ว เป้าหมายของเขายังคงเป็นจัสตินเช่นเดิม เรอาห์ใช้ดาบปัดมีดสั้นทิ้งอีกครั้งหนึ่งอย่างว่องไวก่อนจะเอ่ยสั่ง
“หนีไปซะเจ้าหนู!”
“หมายความว่าไง จะให้ฉันทิ้งนายไว้ที่นี่คนเดียวงั้นเหรอ!” เด็กหนุ่มยังคงเป็นห่วงชายที่เขาเกลียดขี้หน้า
“เจ้าไม่รู้ตัวหรือไงว่าไอ้เจ้าคนที่ปามีดนั่นมันคิดจะสังหารเจ้าก่อน... นั่นเป็นเพราะเจ้าอ่อนแอยังไงล่ะ!ต่อให้เจ้าอยู่ที่นี่ต่อไปเจ้าก็รังแต่จะเป็นตัวถ่วงของข้าเสียเปล่าๆ!”
ผม ทำหน้านิ่งอึ้งไป เพราะคำพูดของเรอาห์แท้ๆ ที่ทำให้ผมรู้ตัวและคิดแค้นใจ แต่ต่อให้แค้นใจตัวเองมากเท่าไหร่ก็ตามผมก็จำต้องวิ่งหนีหางจุกตูดไปอย่าง ทุลักทุเล...ไม่สมเป็นลูกผู้ชายเอาเสียเลย แต่มันไม่มีทางเลือกแล้ว เรอาห์พูดถูก ในตอนนี้ผมเป็นได้แค่ “ตัวถ่วง” สำหรับเขา
ผมวิ่งไปได้เพียงแค่สามก้าวเท่านั้นมีดเล่มใหม่ก็ถูกขว้างมา เสียงดาบกระทบกับมีดอีกครั้งทำให้ผมต้องหยุดเท้าและเหลียวหลังกลับไป แต่เสียงดุๆ ของชายคนเดิมทำให้ผมต้องก้าววิ่งต่อ
“วิ่งต่อไปสิ! ไม่ต้องเหลียวหลังมา ที่นี่ปล่อยข้าจัดการเอง!” เขาสั่งด้วยเสียงดุดัน
ความสับสนและความหวาดกลัวที่อัดแน่นอยู่ภายในหัว ลมหายใจที่กระหืดกระหอบและไม่เป็นจังหวะ ทุกๆ ก้าวที่เท้านั้นย่างเหยียบไปทำไมถึงได้รู้สึกอ่อนแรงลงเช่นนี้ ทั้งๆ ที่ระยะทางที่เข้ามาและก้าวออกไปนั้นเท่ากัน แต่ความรู้สึกที่เหน็ดเหนื่อยนั้นกลับต่างกันราวฟ้ากับดิน...ตอนนี้สิ่งที่ผมทำได้เห็นทีว่าคงจะไม่พ้น “วิ่ง” เท่านั้น
มีด อีกเล่มถูกขว้างไป แต่คราวนี้เป้าหมายของคนปริศนากลับเป็นเรอาห์แทนที่จะเป็นเด็กหนุ่ม ครั้งนี้เรอาห์เลือกกระโดดม้วนตัวกับพื้นแทนที่จะใช้ดาบปัดทิ้งเหมือนกับทุก ครั้ง เมื่อเขาลุกขึ้นยืนอีกครั้งหนึ่ง มีดในมือซ้ายของเขาที่เก็บขึ้นจากพื้นก็ถูกขว้างออกเข้าไปในเงามืดอย่างรวด เร็ว
“ฟุ่บ!” เสียงมีดเสียดสีกับใบไม้ดังขึ้น และเป็นดังคาดศัตรูเริ่มสนใจที่จะสนทนาด้วย
“เจ้าเป็นใครกัน! ขนาดข้าขว้างมีดสั้นพร้อมกับย้ายที่ไปตลอดเวลาในเงามืดยังสามารถรู้ตำแหน่งข้าได้” เสียงเอ่ยถามของศัตรูดังขึ้น
“ข้าพลาดไปหน่อย... ถ้าข้าตัดสินใจทิ้งดาบแล้วใช้มือขวาปาไปก็คงจะปลิดชีวิตเจ้าได้แล้วแท้ๆ” เรอาห์ตอบกลับอย่างไม่เกรงกลัวพลางหยิบดาบของเขาที่ทิ้งไว้กับพื้นขึ้นมาสะบัดซ้ายขวา ใช่... เขาถนัดมือขวา
ในตอนนี้นักรบร่างยักษ์หนวดเคราเฟิ้มเหลือเพียงตัวคนเดียวแล้ว ซึ่งนั่นอาจเป็นผลดีกับเขาก็ได้ ไม่จำเป็นต้องปกป้องใคร สิ่งเดียวที่ต้องคิดคือ ฟาดฟันศตรู
 
เมืองอาเรนน์นั้นกว้างใหญ่ แต่บริเวณท่าเรือของเมืองอาเรนน์ที่ส่องสว่างไปด้วยแสงจันทร์ เย็นยะเยือกไปด้วยสายลมยามดึก และอับชื้นไปด้วยกลิ่นไอทะเล ชายสวมเกราะสองคนยืนห่างกันไม่ไกลหันหน้าสนทนากันด้วยท่าทีระแวดระวัง
“การ สวมชุดนักรบในยามวิกาลนี่ไม่เหมาะเลยนะ ยิ่งใช้ผืนผ้าปกปิดใบหน้าแล้วด้วยยิ่งไปกันใหญ่” นักรบผมยาวกล่าวกับชายปริศนาที่สวมเกราะนักรบและปกปิดใบหน้าเบื้องหน้าเขา ด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ไม่นานเสียงอู้อี้ๆ ของชายปริศนาก็กล่าวตอบ
“อย่าเข้าใจข้าผิดไป ข้าแพ้กลิ่นไอของทะเลจึงจำเป็นต้องใช้ผ้าปิดจมูกไว้เท่านั้น”
“โทษทีสหาย ช้าคงเข้าใจผิดไปเอง” เมื่อพูดจบคาร์นเอลลูหันหลังเดินจากไปทันที
ชายปริศนาใช้โอกาสที่นักรบหนุ่มผมยาวหันหลังให้ค่อยๆ ชักดาบออกจากฝักช้าๆ สายตาของเขาจับจ้องไปยังเป้าหมายอย่างไม่กะพริบ
“อ้อใช่! ข้าลืมไป...” คาร์นเอลลูหันกลับมาอีกครั้งทำทีว่าลืมพูดอะไรบางอย่างจึงทำให้อีกฝ่ายจำเป็นต้องพุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็ว เพราะเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วที่จะสังหารศัตรูโดยไม่ทันตั้งตัว
เสียงคมดาบกระทบกันดังจนเสียดหู ดาบที่มุ่งหวังจะสังหารของชายปริศนาถูกหยุดยั้งไว้ได้ด้วยความว่องไวของคาร์นเอลลู ทั้งสองต่างจ้องตากันอย่างไม่มีความกลัวเกรง บัดนี้สายตาอันอบอุ่นใจดีได้เปลี่ยนไปแล้ว ภายในนัยน์ตาสีน้ำตาลตอนนี้มีเพียงสิ่งเดียวที่หลงเหลือ... ชัยชนะ
“เก่งดีนี่ที่สามารถรับการจู่โจมของข้าได้ เจ้ามีนามว่าอะไรนักรบพเนจร” ชายปริศนาเอ่ยถามพลางใช้แรงกดดาบในมือโดยหวังประลองความแข็งแรงกับคาร์นเอลลู
“นาม ของข้านั้นไม่สำคัญอะไรกับเจ้าหรอก แล้วที่เจ้าทำเมื่อครู่ข้าเองก็ไม่ได้เรียกมันว่าการจู่โจม” สิ้นสุดคำพูดคาร์นเอลลูก็ใช้แรงสะบัดชายปริศนาให้กระเด็นออกไปเพื่อตั้งระยะ ใหม่
“แต่ข้าจะบอกนามของข้าให้เจ้ารู้ไว้...”
ชายปริศนาเริ่มแกะผ้าที่ปกปิดใบหน้าออก ใบหน้าของเขามีหนวดเคราเล็กน้อย ดูจากใบหน้าแล้วอายุเขาคงรุ่นราวคราวเดียวกับคาร์นเอลลู เขาแสยะยิ้มทีหนึ่งก่อนจะค่อยๆ อวดอ้างบารมี และนามของเขาอย่างชัดเจนดุดัน
“ข้าคือนักรบพเนจรที่ถูกกล่าวขานว่าแกร่งที่สุดในโลก ข้าคือนักรบพเนจรเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถสังหารอัศวินลำดับที่สามแห่งเมืองพาดอร่า นามของข้าคือ... คาร์นเอลลู
สิ้นสุดคำแนะนำตัวของชายปริศนาที่อยู่ตรงหน้า คาร์นเอลลูที่น่าจะเกิดอาการแปลกใจกลับยังนิ่งเฉยได้ราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไร แล้วนักรบหนุ่มยิ้มหวานนี้จะชนะชายตรงหน้าที่ซึ่งมีชื่อเหมือนกับเขาได้อย่างไรหากสิ่งที่ชายคนนั้นพูดมาเป็นความจริง
 
...
 
บนทางเดินที่มืดมิด มีเพียงแสงเทียนและแสงจันทร์เท่านั้นที่ยังคงส่องนำทางเด็กหนุ่มให้วิ่งไปตามทางเดินบนพื้นหิน ตลอดทางที่วิ่งไปมีเพียงความเงียบสงัด มีเพียงชาวบ้านไม่กี่คนที่ยังคงเดินอยู่บนถนนชวนให้คิดว่า เมืองแห่งการค้าในโลกแห่งนี้ช่างต่างกับโลกที่เขาเคยจากมา เพราะโลกที่เด็กหนุ่มได้จากมานั้น...ราตรีมิเคยหลับใหล
“โทษครับพี่!! เห็นนักรบผมยาวประบ่าใส่เกราะเหล็ก รูปร่างพอดีๆ ตัวสูงๆ ไหมครับ!”
คนแล้วคนเล่าที่เด็กหนุ่มเอ่ยถาม แต่คำตอบจากพวกเขานั้นกลับเหมือนๆ กันทุกคน...ยกเว้นลุงแก่ๆ หนวดเครารุงรังสภาพมอซอคนนี้
“อ้อ!เห็นไปทางนู้นน่ะ ว่าแต่นี่ดึกแล้วมันอันตรายนะ” จัสตินวิ่งไปยังทางที่ชายชราชี้ทันทีอย่างไม่รีรอ
“อ้าว ฟังให้จบก่อนสิเจ้าหนู!”
หนุ่มตัวน้อยวิ่งหน้าตั้งไปตามทางที่ชายชราบอก ภายในใจเขาหวังเรียกให้คาร์นเอลลูไปช่วยเรอาห์อีกแรงหนึ่ง แต่ความคิดเขาก็ต้องเปลี่ยนไปเมื่อพบว่าคาร์นเอลลู นักรบที่เขาเชื่อมั่นที่สุดกำลังตกอยู่บนที่นั่งลำบากไม่แพ้กับเรอาห์เลย ศัตรูที่เขาต่อกรอยู่นั้นเป็นใครกันแน่ เหตุใดคาร์นเอลลูถึงดูทีท่าว่าจะแพ้พ่ายเช่นนี้
ชายผู้อ้างว่าเป็นนักรบที่แกร่งที่สุดฟาดฟันนักรบหนุ่มใจดีอย่างไม่ยอมพักหายใจ นักรบหนุ่มผมยาวทำได้เพียงแค่ตั้งรับและปัดดาบไปมาโดยไร้ซึ่งทางที่จะโต้กลับได้เลย
เสียงเหล็กกระทบกันดังแล้วดังเล่าไม่ขาดช่วงดั่งพายุที่โหมกระหน่ำ พายุลูกนี้ที่มีทีท่าไม่ยอมหยุดพักก็ต้องชะงักลงเมื่อปลายดาบของเขาได้เฉียดแขนเสื้อนักรบหนุ่มจนเลือดออก
นักรบหนุ่มใจดีใช้ฝ่ามือขวาที่จับดาบของเขาสัมผัสกับเลือดตัวเองก่อนจะกล่าวขอร้อง
“ก่อนที่ข้าจะตายด้วยดาบของนักรบที่แกร่งเยี่ยงท่าน ข้าขอถามอะไรหน่อยจะได้ไหม”
“ได้ เจ้าอยากรู้อะไรล่ะ ถ้าข้าตอบได้ ข้าจะถือเสียว่าเป็นของขวัญก่อนจะส่งเจ้าไปยมโลก”
“ใครเป็นคนคิดค้นยาที่เจ้าใช้กับพวกนางอย่างนั้นเหรอ” คำพูดของคาร์นเอลลูทำให้นักรบเบื้องหน้าถึงกับตาโต
“ทำไมเจ้าถึงคิดเช่นนั้นล่ะ”
“กลิ่น”
“กลิ่น!?”
“กลิ่นที่โชยออกมาจากตัวเจ้าเหมือนกับฆาตกรเมื่อเจ็ดปีก่อนไม่มีผิด”
“จมูกดีนี่ ฝีมือก็ไม่เลว เจ้าเป็นใครกันแน่” เจ้านี่คงจะได้กลิ่นยาตั้งแต่ดาบแรกแล้วสินะ แต่มันกลับแสร้งทำเป็นไม่รู้สึกอะไร
“ไหนว่าเจ้าจะตอบคำถามข้ายังไงล่ะ” คาร์นเอลลูทวงสัญญาที่นักรบเบื้องหน้ากล่าวไว้
“ขอโทษที ข้าไม่คิดว่าการให้คำตอบกับคนที่กำลังจะตายมันจะเกิดประโยชน์อะไร เพราะอย่างไรเจ้าก็ต้องตายอยู่แล้ว ถ้าเจ้าอยากจะรู้นักก็ลองไปถามยมบาลก็แล้วกัน!” เมื่อการสนทนาสิ้นสุดนักรบที่อ้างว่าแกร่งที่สุดในโลกก็พุ่งทะยานเข้าไปหาคาร์นเอลลูโดยหวังเผด็จศึก
แต่คราวนี้บางอย่างกลับแปลกไป นักรบผู้อ่อนโยนกลับกลายเป็นฝ่ายไล่ต้อนศัตรู เขากระแทกดาบใส่เต็มแรงก่อนเพื่อให้ศัตรูเสียจังหวะ หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ฟาดดาบบนขวาสลับไปบนซ้ายก่อนจะค่อยๆ สลับซ้ายขวาไปมาพลางลดระดับลงเรื่อยๆ เมื่อเห็นว่านักรบเบื้องหน้าชะล่าใจ คาร์นเอลลูยกดาบขึ้นสูงแล้วฟาดลงอย่างแรง...!
แม้ดาบสุดท้ายที่นักรบหนุ่มใจดีฟาดลงไปนั้นจะได้ผลก็ตามที แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็สามารถหลบได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวจึงทำให้บาดเจ็บเพียงเล็กน้อยที่แขนด้านซ้าย ซึ่งบาดแผลนี้ทำให้ทั้งสองดูทีท่าว่าฝีมือเสมอกัน
“เจ้าร่ำเรียนเพลงดาบมาจากใครกัน!” นักรบปริศนาผู้มีชื่อเหมือนเอ่ยถามเมื่อรู้สึกว่าคาร์นเอลลูมีความคล่องแคล่วและชำนาญการดาบสูงกว่าที่ตนคิดไว้นัก
                “ทำไม เจ้ารู้สึกเหนื่อยแล้วอย่างนั้นเหรอ”
                “เหนื่อยเหรอ...? นักรบที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างข้าจะเหนื่อยเพราะเจ้าอย่างงั้นเหรอ!” นักรบปริศนากล่าวเสียงดังพร้อมกับฟาดดาบลงอย่างแรงจนคาร์นเอลลูต้องใช้วิธีปัดออกไป
                เด็กหนุ่มยืนดูอยู่นานเมื่อเห็นทั้งคู่ยืนห่างกันแล้วจึงตัดสินใจตะโกนเรียกชื่อนักรบที่คุ้นเคยเพื่อบ่งบอกว่าตนเองอยู่ที่นี่
                “คาร์นเอลลู!!!
หนุ่มน้อยผู้มาจากแดนไกลไม่ได้รู้เลยว่าความไร้เดียงสาของเขาจะเป็นเหตุให้นักรบที่เขาไว้ใจต้องบาดเจ็บ เมื่อคาร์นเอลลูละสายตาจากศัตรูไปสนใจตามเสียงเรียกเพียงครู่เดียว ในเสี้ยววินาทีนั้นนักรบผู้อ้างว่าแกร่งที่สุดในโลกก็ได้ฟาดดาบเข้าใส่อย่างรวดเร็ว
                แต่ ด้วยความโชกโชนศึกของนักรบผู้อ่อนโยน เขาตระหนักได้ทันทีว่าเขาพลาดท่าเสียแล้ว เขาตัดสินใจเลือกหลบหลีกแทนที่จะใช้วิธีป้องกันอย่างที่เขาถนัดโดยการเอนลำ ตัวถอยหลังจนแผ่นหลังแทบจะขนานกับพื้น แต่ถึงกระนั้นดาบศัตรูที่ฟาดใส่เป็นแนวขวางก็ตามที แต่เขาก็ยังคงถูกคมดาบของศัตรูบาดเข้าเนื้อหนังบริเวณหัวไหล่ด้านซ้ายได้ลึก พอควร
“คาร์นเอลลู!?” นักรบปริศนาผู้อ้างตนว่าแข็งแกร่งอุทานเสียงดังพร้อมกับนัยน์ตาที่เบิกโพลง
คาร์นเอลลูใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีที่ศัตรูเบื้องหน้าตกใจแทงดาบหมายจะปาดคอให้จบในดาบเดียว
นักรบผู้อ้างตนว่าแกร่งที่สุดตั้งสติกลับมาได้รวดเร็วสมเป็นมืออาชีพ เขาหลบเงาดาบที่พุ่งมาทางด้านซ้ายจากหางตาจนล้มลงกองกับพื้น เขางอเข่าทั้งสองขึ้นโดยให้ฝ่าเท้านาบกับพื้นหวังจะดีดตัวขึ้นยืนใหม่อีกครั้ง แต่ความตั้งใจของเขาก็ต้องล้มเหลวลงเมื่อพบว่าคมดาบอันเงาวาวของคาร์นเอลลูได้จ่อคอเขาไว้เสียแล้ว
เด็กหนุ่มวิ่งตามมาดูอย่างเป็นห่วงเมื่อรู้ว่าตนเองทำสิ่งที่ผิดพลาดไปพลางพูดขอโทษอย่างสำนึก
“ฉันขอโทษคาร์นเอลลู ฉันไม่ควรจะตะโกนเรียกนายอย่างนั้นตอนที่นายกำลังสู้ ฉันขอโทษ คือฉัน...”
“ข้าไม่เป็นอะไรสหาย... สิ่งที่เจ้าควรทำในเวลานี้หาใช่การกล่าวขอโทษข้าไม่ แต่เจ้าควรใช้สายตาของเจ้าจับจ้องเขาให้ดี... ถ้าเจ้าไม่อยากทำผิดพลาดแบบเมื่อครู่อีกเป็นครั้งที่สอง” คาร์นเอลลูพูดพร้อมกับจ้องนักรบที่นอนกองกับพื้นโดยไม่เหลียวแลจัสตินเลย
“”อะ-โอเค” จัสตินทำตามที่คาร์นเอลลูแนะนำโดยการจ้องไปยังศัตรูที่กองราบกับพื้นด้วยสภาพที่ไร้ทางสู้
“แข็งแกร่งจริงๆ”
คำชื่นชมจากนักรบที่กำลังจะพ่ายแพ้นี้เป็นคำชมที่มาจากใจจริงหาใช่หลอกลวง... สายตาที่จับจ้องอย่างเคียดแค้นนั่นก็เช่นกัน
 
                ศึกนี้กำลังจะจบลงแล้วอย่างนั้นหรือ..? หรือนี่เป็นเพียงการเริ่มต้น...?
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
    มีปัญหาทางเว็บ ติดต่อ [email protected] จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 276 ท่าน

Line PM