Guest   
 
Username:
Password:




 


  
 



 
อ่านเรื่อง
มหาสงครามพ่อมดคนที่สอง
ภูยาคติ
เมืองอาเรนน์ 1 : ชายที่มีชื่อว่า เรอาห์
5
14/02/2555 01:47:18
274
เนื้อเรื่อง
เมืองอาเรนน์ 1 : ชายที่ชื่อว่า เรอาห์
 
                คุณจะทำเช่นไรหากวันใดคุณลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าโลกที่คุณอาศัยอยู่ไม่ใช่โลกที่คุณคุ้นเคย คุณจะทำเช่นไรเมื่อชายแปลกหน้าคนหนึ่งยื่นมือเข้ามาหาคุณ
            คุณจะจับมือเขาไหม... ถ้าหากคุณไม่มีทางเลือกอื่นเลยนอกจากเชื่อใจ
 
                ผมตื่นขึ้นท่ามกลางแสงแดดสลัวๆ สีฟ้าอ่อนในยามเช้าตรู่ อากาศอันอับชื้นนั้นทำให้ผมรู้สึกได้ถึงกลิ่นของน้ำค้างตามต้นไม้ในพงไพรอันกว้างใหญ่ ถ้าเทียบกับยามวิกาลแล้วช่วงเวลาเช่นนี้เป็นเหมือนดั่งสวรรค์ของสัตว์ตัวน้อยต่างๆ ที่จะออกหากินอย่างสงบสุข ไม่ว่าจะเป็นกระต่าย กบ มด ผีเสื้อ ผึ้ง รวมไปถึงแมลงต่างๆ นานา หรือแม้กระทั่งสัตว์ที่อยู่นอกสายตาใครๆ อย่างเช่นเจ้าไส้เดือนสีน้ำตาลแก่ตัวนี้ที่ถูกหลงลืมไป ทั้งๆ ที่มันเป็นนักพรวนดินตัวยงเลยก็ว่าได้ แต่สุดท้ายมันกลับต้องอยู่นอกสายตา
 
                ตุบๆๆๆ เสียงฝีเท้าม้าดังเป็นจังหวะท่ามกลางไพรวันอันเงียบเหงา อุณหภูมิที่หนาวเย็นค่อยๆ ถูกปรับให้สูงขึ้นตามปริมาณแสงของสุริยาที่ส่องสว่างลงมายังผืนดิน เพียงไม่นานป่ากว้างที่ดูวกวนก็เปลี่ยนเป็นสวยงามในฉับพลัน
                “คาร์นเอลลู... แล้วเพื่อนนายล่ะ ที่ชื่อเรอาห์อะไรนั่น”
ที่เด็กหนุ่มถามอย่างนี้ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงชายแปลกหน้าที่ชื่อเรอาห์ แต่เพราะอยากรู้ว่าอยู่ห่างจากคนอันตรายพรรค์นั้นไกลแค่ไหน
                “อ้อ! เขาได้ล่วงหน้าไปยังเมืองอาเรนน์ก่อนแล้วตั้งแต่สุริยายังไม่ส่องแสง”
                “แล้วไอ้เมืองที่ว่านั่นอีกไกลไหมกว่าเราจะไปถึง”
                “สองชั่วยามเห็นจะได้ เจ้ารีบอย่างงั้นหรือ”
                “ฉันแค่อยากรู้น่ะ ทำไมนายจะต้องถามฉันไปซะทุกอย่างเลย... ฉันไม่น่าไปขอบคุณที่นายห่วงฉันตอนแรกเลยแฮะ ทีนี้เลยถามเอาๆ แทบไม่หยุด”
                นักรบหนุ่มผมยาวยิ้มน้อยๆ เหมือนเช่นทุกครั้งทำให้จัสตินรู้สึกสงสัยว่าที่ตนได้พูดประชดประชันออกไปมากมายนั้นไม่สามารถทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดได้เลยหรือ... ช่างเป็นคนไม่ใส่ใจใยดีกับโลกเสียเหลือเกิน
“ข้ารู้ว่าเจ้าง่วงสหาย เจ้าสามารถพิงข้าหลับก็ได้นะถ้าไม่รังเกียจแผ่นอกของนักรบพเนจรอย่างข้า”
                “ขอบคุณคาร์นเอลลู... คำพูดนายก็ฟังดูเป็นผู้ดีอยู่หรอก แต่คราวหน้าไม่ต้องพูดให้ตัวเองดูต้อยต่ำขนาดนั้นก็ได้ ฉันไม่เคยรู้สึกรังเกียจนายซักหน่อย”
หนุ่มน้อยพูดประชดอีกครั้งก่อนส่ายหัวด้วยใบหน้าบึ้งตึงแล้วหลับตาพร้อมกับใช้ศีรษะพิงลงกับอกของนักรบ
ไม่นานเจ้าของอกที่แบกรับชายหนุ่มตัวน้อยก็ยิ้มออกมาและส่ายหน้าพร้อมกับพูดเบาๆ “หวังว่าอกของข้าจะพอทำให้เจ้าสบายขึ้นบ้างนะสหาย”
“อืมมมม” หนุ่มน้อยขานรับด้วยน้ำเสียงงัวเงีย
 
“ตื่นเถิดสหายข้า” เสียงของนักรบพเนจรดังอีกครั้งขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าของม้าที่เงียบลง
เด็ก หนุ่มค่อยๆ ลืมตาขึ้นทีละน้อยพร้อมกับทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะแสงที่แยงตา เมื่อสายตาของเขาเริ่มปรับสภาพเข้าที่จึงรู้ว่าข้ามพ้นเขตผืนป่าและผืนหญ้า แล้ว เบื้องหน้าไปไม่ไกลคือกำแพงที่ทำจากหินสีเทายาวไปไกลราวกับล้อมรอบบางสิ่ง อยู่ ลึกเข้าไปจากช่องว่าที่ดูเหมือนเป็นทางเข้า ภาพผู้คนมากมายทั้งหญิงชายเดินจับจ่ายใช้สอยนั้นทำให้เขาอดไม่ได้ที่ยิ้มออก มา ผู้คนเหล่านั้นดูชุลมุนวุ่นวายราวกับฝูงมดที่ออกหาอาหารไม่มีผิด
“เบื้องหน้าของเจ้าคือเมืองอาเรนน์ เมืองแห่งการค้า” นักรบพเนจรกล่าวก่อนควบม้าเหยาะๆ จากพื้นหญ้าเข้าสู่พื้นหินจนเสียงของเกือกม้าที่กระทบกับพื้นเปลี่ยนเป็นดังกร่อบๆ
“ก็น่าอยู่ดีไม่เลวนะ” จัสตินพูดด้วยสายตาที่ลุกวาวพลางหันทางนู้นทีทางนี้ที
บ้านเรือนรอบๆ ตัวเขานั้นต่างจากที่เคยสัมผัสมา หินสีเทาก้อนน้อยใหญ่ถูกเรียงรายก่อขึ้นเป็นที่พักอาศัย และบรรยากาศที่ดูอบอุ่นน่าหลงใหลทำให้เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเมืองนี้ถึงเป็นเมืองแห่งการค้า
ทั้งสองขี่ม้าไปเรื่อยจนกระทั่งหยุดลงตรงบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งที่พักอาศัยในเมืองแห่งนี้ดูไปแล้วก็คล้ายกันไปเสียหมดจนถ้าหากเด็กหนุ่มบนหลังม้าคนนี้เดินทางมาเพียงลำพังอาจหลงได้ไม่ยากเลย
คาร์นเอลลูลงจากหลังม้าก่อนเดินไปเคาะประตูโค้งสีน้ำตาลที่ทำจากไม้บานใหญ่จนดังตึงๆ
จัสตินปีนลงจากม้าตามมาเพราะความอยากรู้อยากเห็นว่าใครกันหนอที่อยู่ในบ้านหลังนี้
แต่ เมื่อประตูไม้ถูกเปิดออกเขาก็แสดงสีหน้าผิดหวังออกมาทันทีเมื่อพบว่าคนที่ อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้เป็นชายที่เขาไม่ค่อยชอบขี้หน้าเท่าไหร่
“มาด้วยอย่างงั้นเหรอ...” ชายแปลกหน้าที่เป็นสหายของคาร์นเอลลูในชุดลำลองสบายๆ สีน้ำตาลพูดพลางมองด้วยสายเหยียดหยาม
“เชิญเข้ามาข้างในก่อนท่านคาร์นเอลลู” บุรุษนามว่าเรอาห์กล่าวเชิญสหายของเขาราวกับไม่เห็นหัวของเด็กหนุ่มผมสั้นคนนี้เลย
เด็กหนุ่มเดินตามนักรบที่เขาไว้ใจเข้าไปในบ้านพักเล็กๆ ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ พลางคิดว่าที่พักแห่งนี้ช่างดูเป็นบ้านๆ เสียเหลือเกิน ภายในมีเพียงเตียงนอนเก่าๆ เตียงหนึ่ง โต๊ะไม้สีเหลี่ยมที่ถูกวางอยู่กลางห้องกับเก้าอี้ไม้สามตัว และที่ทำครัวด้านข้างที่อาจจะดูไม่เหมือนที่ทำครัวสักเท่าไหร่ ช่างแตกต่างกับโลกเทคโนโลยีที่เขาเคยอยู่เสียเหลือเกิน
“เจ้าหนู ถ้าเจ้าอยากทานผลไม้ก็หยิบจากบนโต๊ะได้เลยนะ น้ำเปล่าก็น่าจะพอเหลืออยู่ในเหยือก เทใส่แก้วนั่น ซึ่งมันมีอยู่ใบเดียวหวังว่าเจ้าคงไม่รังเกียจ” เรอาห์พูดไปตามประสาเจ้าบ้านที่ดี ซึ่งใจจริงของเขาหวังเช่นปากพูดไหมนั้นไม่อาจรู้ได้เลย
แม้ความหิวเล็กน้อยจะคอยโจมตีกระเพาะอาหารสักเท่าไหร่ก็ตามที แต่เด็กหนุ่มก็สงวนท่าทีไว้ด้วยการนั่งลงบนเก้าอี้แล้วดื่มเพียงแค่น้ำเปล่าเท่านั้น แต่สายตาของเขากลับมองแอปเปิ้ลสีแดงสามลูกที่วางอยู่ด้วยความรู้สึกลำบากใจ
บุรุษทั้งสองนั้นไม่นั่งเก้าอี้แต่อย่างใด แต่กลับยืนสนทนากันราวไม่รู้สึกเหนื่อยล้าโดยคาร์นเอลลูเริ่มกล่าวก่อน
“ข้าต้องไปที่เมืองพาดอร่า”
“ท่านจะไปที่นั่นทำไม ตอนนี้ชีวิตของท่านก็น่าจะเป็นไปอย่างที่ท่านปรารถนาอยู่แล้วนี่”
“ชีวิตสงบสุขของข้าอยู่ได้ไม่นานนักเจ้าก็รู้... และภารกิจสำคัญที่สุดในยามนี้ของข้าคือพาหนุ่มน้อยผู้นี้ไปพาดอร่า”
ถ้อยคำของนักรบทำให้ชายรูปร่างสูงใหญ่ถึงกลับเหล่ตามองไปยังจัสตินที่ทำได้เพียงนั่งฟังเฉยๆ อย่างสงบ
 “ท่าน มีเหตุผลอะไรที่จะทอดทิ้งชีวิตอันเป็นสุขของท่านเพื่อพาไอ้เจ้าเด็กเมื่อ วานซืนคนนี้ไปเมืองที่ท่านรู้ว่าท่านไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น”
“ข้าต้องเขาไปพบพ่อมดก่อนที่อะไรๆ อาจจะสายไป”
“ว่าไงนะ ท่านจะไปพบพ่อมด!” เขาเร่งเสียงพร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างจับไหล่ของนักรบด้วยสีหน้าตื่นตกใจ
“ท่านกล่าวอะไรออกมารู้ตัวหรือเปล่า ท่านน่าจะรู้ดีนี่ว่าถ้าหากท่านเพียงพบหน้าอัศวินเหล่านั้น พวกมันจะ...!”
ขณะที่ชายแปลกหน้าร่างยักษ์กล่าวถึงบางสิ่งที่หนุ่มน้อยไม่เข้าใจนักรบพเนจรผมยาวก็พูดแทรกทันทีด้วยน้ำเสียงที่ดูเคร่งเครียด
“ข้ารู้ดีเรอาห์!!!...ข้ารู้ดีว่าข้ากำลังทำอะไรอยู่ และข้ารู้ดีด้วยว่าถ้าหากข้าไม่พาเขาไปในเร็ววันนี้จะไม่เป็นผลดีอย่างแน่ นอน” คาร์นเอลลูพูดพลางจ้องเข้าไปในตาของชายที่ยืนจับแขนของเขาอยู่เบื้องหน้า
“ข้าเข้าใจแล้วนายข้า...” คำพูดที่ชายร่างยักษ์เรียกคาร์นเอลลูนั้นทำให้เด็กหนุ่มที่แสร้งทำเป็นไม่สนใจอยู่นานถึงกับเหลียวมอง
“ข้าขอโทษเรอาห์ ข้าไม่ควรตะคอกเจ้า ข้ารู้ดีว่าที่เจ้ากล่าวเช่นนั้นเพราะเป็นเจ้าห่วงข้า แต่ได้โปรดเชื่อข้าและอยู่เคียงข้างข้าเช่นที่ผ่านมา”
“หึ...” ชายร่างยักษ์ฝืนยิ้มให้กับคาร์นเอลลูก่อนจะพูดกับเด็กหนุ่มด้วยน้ำเสียงไม่พอใจสักเท่าไหร่
“น้ำเปล่านั่นไม่ได้ทำให้เจ้าหนักท้องขึ้นหรอก ไปซื้ออะไรมากินเสีย เรื่องเงินข้าจ่ายให้เจ้าเอง”
“แต่ฉันไม่เคยมาที่นี่นะ! แถมยังจ่ายตลาดไม่เป็นอีกด้วย” เด็กหนุ่มพูดยิ้มยวนๆ เมื่อเห็นว่าชายเบื้องหน้ามีท่าทีลดความกระด้างลง
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็มาช่วยข้าแบกของ... ข้าไม่ยอมให้เจ้านั่งสบายโดยทำอะไรแน่ ข้าไม่ใจดีและถนอมเจ้าเหมือนท่านคาร์นเอลลูหรอกนะ” เมื่อเรอาห์กล่าวจบก็ใช้มือลากคอเด็กหนุ่มไปทันที
“ดะ-เดี๋ยวสิ โอ๊ย... ฉันเจ็บนะพวก!”
 
แม้จะถูกบังคับให้ต้องแบกสิ่งของต่างๆ ก็ตามที แต่ผมก็ยังคงเพลิดเพลินกับสิ่งรอบกาย พื้นหินสีเทาที่ทำจากหินทรงสี่เหลี่ยมก้อนเล็กๆ นับไม่ถ้วนเรียงรายจนเป็นรูปวงกลมบนพื้นนั้นสวยงามแปลกตา บ้านเรือนส่วนใหญ่ก็ทำจากหินชนิดที่คล้ายกันนี้ หรือไม่ก็ทำจากปูนโบกสดๆ ไปเลย ไร้การตกแต่งหรือลงลวดลาย
สิ่งที่ทำให้ผมนึกถึงการค้าสมัยก่อนได้ก็คงจะหนีไม่พ้นตลาด เพราะตลาดส่วนใหญ่ของเมืองแห่งนี้เป็นแบบวางแผงเสียมากกว่า มีทั้งอาหาร พืชผัก ของใช้จำเป็น ไม่จำเป็น ของที่ระลึก รวมไปถึงเพชรพลอยราคาแพง หรือแม้กระทั่งอาวุธต่างๆ ก็มีมาวางโชว์กันเป็นทาง บ้างวางราบกับพื้นก็มี แต่ส่วนใหญ่ร้านที่ขายของมีค่ามักจะขายเป็นร้านภายในที่พักเพื่อความปลอดภัยเสียมากกว่า
 
“ฉันถามอะไรหน่อยสิเจ้าหนู” เสียงของชายตัวโตผู้เต็มไปด้วยหนวดเคราดังขึ้นขณะที่เด็กหนุ่มกำลังเพลิดเพลินกับบรรยากาศรอบกาย
“เกิด อยากรู้อะไรขึ้นมาล่ะ แต่ฉันไม่มั่นใจหรอกนะว่าจะตอบนายได้ทั้งหมด” ถึงจะกลัวเล็กๆ อยู่อย่างไรก็ตามแต่เด็กหนุ่มก็ยังไม่วายทิ้งลายยียวนที่เป็นเอกลักษณ์ประจำ ตัวเขา ...แม้เอกลักษณ์นี้จะมีทั้งข้อดีและข้อเสียก็ตาม
“เจ้ารู้ไหมว่าการที่เจ้าพูดยอกย้อนข้าเช่นนี้มันยิ่งทำให้ข้ายิ่งเกลียดขี้หน้าเจ้ามากขึ้นทุกที” ชายนามว่าเรอาห์พูดพลางมองเข้าไปในตาของหนุ่มน้อยเสื้อเชิ๊ตสีขาวอย่างดุดัน
แต่ถึงกระนั้นหนุ่มน้อยก็ยังลองเสี่ยงพูดจากวนประสาทต่อไป “ฉันรู้อยู่แล้วน่า ไม่ต้องทำตาดุใส่ฉันนักก็ได้ ฉันไม่กลัวนายหรอก”
“เจ้ากำลังกลัวข้าอยู่... ข้ารู้ได้จากแววตาของเจ้า” ชายร่างยักษ์พูดพลางมองเข้าไปในตาของชายหนุ่ม
 “แล้วนายมั่นใจได้ยังไงล่ะว่านายเดาถูก”
“ข้าไม่ได้เดาเด็กน้อย ข้าต่อสู้และปลิดชีวิตคนมามากกว่าที่เจ้าคิดนัก ข้าไม่ได้มองเจ้าด้วยเพียงแค่สายตา แต่ข้ามองเจ้าด้วยประสบการณ์... จำไว้เจ้าหนู ถ้าหากว่าเจ้าไม่ใช่สหายของท่านคาร์นเอลลูแล้วล่ะก็ เจ้าคงไม่ได้ยืนเถียงกับข้านานเช่นนี้”
ดวงตาสีฟ้าอ่อนของบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ขณะจ้องเข้าไปในตาของเด็กหนุ่มนั้นฉายแววดุดัน สุขุม และเยือกเย็น ทำให้หนุ่มน้อยไม่กล้าแม้แต่กะพริบตา ภายในอกรู้สึกโหวงเหวงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ฝ่ามือที่กำแน่นก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อไคล ราวกับว่านัยน์ตาสีฟ้าอ่อนงดงามคู่นั้นสามารถสะกดผู้ที่อ่อนแอกว่าตนให้จมดิ่งลงไปในขุมนรกแห่งความหวาดกลัวได้ก็ไม่ปาน
 
                “ชีวิตที่สงบสุขงั้นรึ!?หึ... ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าจะสั้นถึงเพียงนี้ ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก” เสียงนักรบหนุ่มใจดีบ่นกับตัวเองก่อนจะหยิบแอ๊ปเปิ้ลลูกสีแดงสดเงาวาววับ ขึ้นมากัดกิน
                ประสาท ลิ้นของเขายังไม่ทันได้ลิ้มรสถึงความหอมหวานของแอ๊ปเปิ้ลได้ดีเท่าไรก็ต้อง วางมันลงไว้ที่โต๊ะเช่นเดิมเมื่อเสียงสหายทั้งสองของเขาดังลอดประตูเข้ามา
                “เมืองนี้ดีมีความสุขมากเลยนะ แต่มันคงจะดีกว่านี้เยอะถ้าไม่มีนายล่ะ”
                “สำหรับข้าเองก็เช่นกันเจ้าหนู ข้าคงจะรู้สึกโล่งหูกว่านี้ถ้าไม่มีเจ้า” เสียงของทั้งสองที่ลอดเข้ามานั้นนักรบหนุ่มฟังดูแล้วชวนให้คิดว่า ต่อไม่ต้องใช้ประสบการณ์ก็รู้ได้ทันที นี่ไม่ใช่การคุยแบบภาษาดอกไม้อย่างแน่นอน
เมื่อถึงที่พักเด็กหนุ่มช่างพูดก็รีบเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะกับนักรบเพียงหนึ่งเดียวที่ส่งยิ้มให้เขาก่อนจะเริ่มบ่นสิ่งที่ตนไม่พอใจออกมา
 “เฮ้ คาร์นเอลลู เพื่อนของนายนี่ดุจังเลยนะ”
“เจ้ารู้สึกอย่างนั้นเหรอ” นักรบหนุ่มถามกลับพลางมองไปยังสหายตัวโตของเขาที่ก้มหัวให้
“ยิ่งกว่ารู้สึกอีก เขาขู่จะทำร้ายฉันด้วยซ้ำไป”
เมื่อได้ยินคำพูดของเด็กหนุ่มแล้วคาร์นเอลลูก็ยิ้มกว้างออกมาพร้อมกับหัวเราะเบาๆ เขาพอจะเดาได้บ้างว่าเกิดอะไรขึ้นจึงถามกลับไป
 “แสดงว่าเจ้าไปพูดจากวนเขาน่ะสิ”
“เอ๋...นายรู้ได้ยังไง”
“ถึงเรอาห์จะเป็นคนขึงขังเพียงใด แต่เขาไม่ใช่คนที่คิดจะใช้กำลังกับใครโดยไม่คิดไตร่ตรอง... นั่นก็แสดงว่าเจ้าพูดกวนประสาทเขาอย่างแน่นอน เพราะตามจริงเรอาห์เขาเป็นผู้ชายที่มีความเป็นสุภาพบุรุษสูง” คาร์นเอลลูกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ช่างน่าแปลก... เพียงแค่มองแววตาเท่านั้น จัสตินก็รู้ได้ทันทีว่านักรบผู้นี้ไม่ได้ชื่นชมด้วยเพียงลมปาก ประกายวาวในดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นไร้คำมดเท็จใดๆ
“โอเค... เอาเป็นว่าครั้งนี้นายเดาถูกก็แล้วกัน” เด็กหนุ่มตอบด้วยสีหน้าไม่พอใจเท่าไหร่
ก็แหงล่ะ ถึงเขาจะรู้ว่าคาร์นเอลลูนั้นจะพูดจากใจจริง แต่สำหรับเขาแล้ว... ใครจะไปเชื่อลง ไอ้ตัวโตเนี่ยนะ สุภาพบุรุษ กระทิงแดง
 “อาหารเสร็จแล้ว!” เสียงของชายที่เด็กหนุ่มไม่ชอบขี้หน้าดังขึ้นพลางยกหม้อดินสีน้ำตาลร้อนๆ วางลงกลางโต๊ะก่อนจะเริ่มแจกจ่ายภาชนะ
กลิ่นของน้ำซุปยั่วยวนเขาไม่ต่างจากกลิ่นของเนื้อหมีคราวก่อนเลย ด้วยความหิวเขาไม่รีรอเริ่มชิมคนแรกโดยไม่ขออนุญาตใคร
ทันทีที่น้ำซุปเข้าปากเขาก็อุทานเสียงดัง “ว้าว!ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยนะเนี่ยว่าคนหน้าตาอย่างนายจะทำอาหารได้อร่อยขนาดนี้”
“ขอบคุณ... อย่างน้อยเจ้าก็พูดออกมาจากใจจริง” สิ้นสุดคำพูดของเรอาห์ เด็กหนุ่มก็เก็บรอยยิ้มอย่างฉับพลัน เขาพลาดไปเสียแล้วที่เสียรอยยิ้มแห่งความดีใจให้กับชายที่เขาเกลียดขี้หน้า
“พวกเจ้าสองคนคุยกันดีได้เมื่อไหร่ข้าคงจะดีใจไม่น้อย” คาร์นเอลลูพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟังซึ่งขัดกับบรรยากาศของทั้งสองเหลือเกิน และด้วยเหตุนี้เองทั้งโต๊ะจึงเงียบไป
“ข้าพูดอะไรผิดงั้นรึ”
“นายไม่ได้พูดอะไรผิดเลยคาร์นเอลลู... นั่นแหละปัญหา” เด็กหนุ่มตัวน้อยตอบด้วยสีหน้าซังกะตายก่อนจะใช้ช้อนตักน้ำซุปเข้าปากอีกครั้ง
 
เมื่อทานอาหารเสร็จเรียบร้อยนักรบทั้งสองก็พักอยู่บนที่นอนเก่าๆ โดยไม่ไปไหนอย่างดูสงบสุข
แต่ในความคิดของเด็กหนุ่ม บนผืนผ้าเก่าๆ สีขาวที่คลุมเตียงไม้ไว้นั้นไม่มีสิ่งใดให้ชวนแปลกตานอกเสียจากความรู้สึกสกปรกและยากจน ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเป็นภาพที่น่าเบื่อเป็นอย่างมาก
“นี่พวกนายสองคนอยู่เฉยๆ กันแบบนี้ไม่เบื่อกันบ้างรึไง” เสียงโวยวายเรื่องมากจากคนที่นักรบทั้งสองคุ้นเคยเริ่มดังขึ้นไม่ต่างจากระฆังชกมวย
“ก็ถ้าเมื่อไหร่เจ้าอายุเท่าพวกข้าเจ้าก็จะเริ่มเข้าใจเองนั่นแหละ และอีกอย่างพวกข้าเดินทางกันมามากพอแล้ว” นักรบหนุ่มผมยาวบนเตียงโทรมๆ ตอบ
คำ พูดนั้นทำให้เด็กหนุ่มเกิดสนใจเรื่องราวการเดินทางของบุรุษผู้นี้ขึ้นอย่าง กะทันหันจนต้องรีบวิ่งเข้าไปนั่งข้างเตียงด้วยรอยยิ้มแห่งความอยากรู้อยาก เห็น
“นี่นี่!แล้วนายรู้สึกยังไงล่ะ เวลาเดินทางไปในโลกกว้าง”
การเดินทางไปในโลกอันกว้างใหญ่นั้นเป็นความฝันของจัสตินมานานมากแล้ว แต่ความฝันนั้นก็ต้องถูกเก็บเข้ากรุไปด้วยเหตุผลเช่นเดียวกับหนุ่มสาวอีกหลายล้านคนบนโลก
เงิน คือ สิ่งมีค่ามากมายในโลกที่เขาเคยจากมา แม้มันจะมีทั่วอยู่ทุกหนแห่งบนโลก แต่น้อยคนนักที่จะได้สัมผัสกับเงินจำนวนมากจนพอใจ แม้นี่จะไม่ใช่เหตุผลเดียวที่มนุษย์ยังคงต้องทนทุกข์ทรมาน แต่มันก็เป็นเหตุผลดีพอที่จะทำให้ใครหลายๆ คน ...ปลิดชีวิตตนเอง
“แรกๆ มันก็รู้สึกดีอย่างที่เจ้าคิดนั่นแหละ ได้ท่องไปในโลกกว้างอย่างตามใจ ได้พบภูเขา ได้พบแม่น้ำ ได้พบใบหญ้า ได้พบผู้คนมากมาย และได้พบกับอันตรายที่คาดไม่ถึง... แต่สุดท้ายแล้วข้าก็ได้พบกับความสุขที่แท้จริง”
“ความสุขของนายคืออะไรอย่างงั้นเหรอคาร์นเอลลู”
“เมื่อเจ้าเดินไปไกลจนพอแล้วเจ้าก็จะรู้ว่าความสุขที่แท้จริงนั้นอยู่ใกล้เจ้าเพียงนิดเดียวแต่เจ้ากลับมองมันไม่เคยเห็น มันไม่ได้ถูกซ่อนเอาไว้อย่างที่ใครหลายคนคิด เพียงแต่พวกเขาไม่เคยค้นหา”
“มันคล้ายกับสิ่งเล็กๆ ที่อยู่ใต้จมูกของเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะกวาดสายตามองหามันสักเพียงใดแต่เจ้าก็ไม่มีวันจะได้พบเจอ สำหรับข้าแล้วสิ่งนั้นคือการที่ข้าได้อยู่กับที่เช่นนี้ มีชีวิตที่แสนจะธรรมดา ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ลาภยศสรรเสริญ ...ข้าพอแล้วกับสิ่งเหล่านั้น” เมื่อพูดจบคาร์นเอลลูก็เผยรอยยิ้มอุ่นๆ เช่นเคย รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยบางสิ่งที่ไม่อาจจะใช้ปัญญามาเข้าใจ
“นายรู้ตัวไหมคาร์นเอลลู... นายพูดเหมือนกับคนแก่ไม่มีผิด” เด็กหนุ่มพูดพลางมองด้วยหางตากวนๆ ก่อนที่ทั้งสองจะจ้องหน้ากันแล้วหัวเราะอย่างสุขใจ
เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วบ้านพักหลังเล็กที่แสนจะอบอุ่น อย่างที่นักรบหนุ่มได้กล่าวไว้ แม้บ้านพักหลังนี้จะไม่ได้สะดวกสบายนัก แต่ใช่ว่าจะหาความสุขและเสียงหัวเราะไม่ได้ เขาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วจากรอยยิ้มที่ทั้งสองส่งให้กัน
 
วันนี้ผมได้เรียนรู้บางสิ่งที่ผมไม่เคยเข้าใจ ถึงจะพูดอย่างนั้นก็ตาม แต่ตอนนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีนั่นแหละ แต่คุณจะเชื่อหรือไม่ว่าผมรู้สึกได้ถึงมัน ผมสัมผัสได้ถึงคำตอบของคำถามที่ผมไม่เคยคิด ผมรับรู้ได้ถึงบางสิ่งที่ผมไม่เคยวาดฝัน... แม้ตอนนี้ผมจะยังไม่รู้ว่าสิ่งนี้คืออะไรก็ตาม
แต่ผมกลับเชื่อว่า... “นี่คือสิ่งที่ผมค้นหามันมาตลอด”
 
 “เฮ้ นายจะนอนแล้วเหรอคาร์นเอลลู” นักรบไม่ตอบอะไรกลับมา เว้นแต่เพียงส่งรอยยิ้มให้อีกครั้งก่อนหลับตาลงสู่ความมืดมิด
“นอนไวขนาดนี้ดูเป็นเด็กดีจริงนะพ่อนักรบ” เด็กหนุ่มพูดประชดช่นเคยก่อนออกจากประตูที่พักไปเพียงลำพัง
ฟ้าสีแดงขณะแสงตะวันนั้นจางห่างหายนี้ช่างสวยงามเหลือเกิน ท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์เสียงสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ ของชายหนุ่มดังขึ้นยาวราวกับอดอยากมาเนิ่นนาน “ฮึบบบ!” แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องปล่อยออกไป “ฟู่ววว!”
สิ่งนี้ชวนให้คิดว่าพระเจ้าอาจจะอยากบอกมนุษย์ว่า มนุษย์ทุกคนล้วนพบกับความสุข ในช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตนั้นอาจะมีบางครั้งที่อยากเก็บช่วงเวลาเหล่านั้นให้นานแสนนาน แต่สุดท้ายแล้วมันก็ไม่ต่างจากการสูดหายใจเพื่อเก็บอากาศดีๆ เอาไว้กับตัว เพราะไม่นาน...มันก็ต้องถูกปล่อยให้หายเลือนไปจากเรา
เด็กหนุ่มยืนกินลมเล่นได้ไม่นานเสียงประตูเปิดก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงสุภาพบุรุษตัวโตที่เขาไม่ชอบหน้า ช่างทำให้เสียบรรยากาศเสียเหลือเกิน
“นี่เจ้าหนู” เสียงทุ้มๆ ขรึมๆ ดังขึ้น
“อะไรล่ะ คราวนี้จะขู่อะไรฉันอีก” จัสตินพูดก่อนจะนั่งยองๆ โดยทำเป็นไม่สนใจ
“คราวก่อนที่ข้าตั้งใจจะถาม ข้ายังไม่ได้ถามเจ้าเลยนะ”
“อ้อ แน่นอนล่ะ!จากคำถามกลายเป็นคำขู่... แต่ก็เอาเถอะมันผ่านไปแล้ว แล้วตอนนี้นายอยากจะรู้อะไร สัดส่วน อก เอว สะโพก หรือว่าเบอร์รองเท้าดีล่ะ” เด็กหนุ่มพูดก่อนจะเหลียวหลังไปมองเรอาห์อย่างเย็นชา
“ข้าอยากรู้ว่าเจ้าเป็นใคร แล้วเหตุใดท่านคาร์นเอลลูจึงต้องพาเจ้าไปยังเมืองที่ท่านไม่ต้องการจะไป”
“เขาบอกว่าฉันเป็นคนในคำทำนายน่ะ”
“หมายความว่ายังไง?”
“อันที่จริงแล้วฉันไม่ใช่คนที่นี่ ที่ที่ฉันเคยอยู่เขาไม่ใช่เทียนไขกันแล้ว” เด็กหนุ่มพูดพลางหันไปมองผู้คนในเมืองที่กำลังจุดเทียนไขตามถนนหนทางต่างๆ เพื่อให้สว่างไสวไปตามทางเดิน
“แล้วเขาใช้อะไรอย่างนั้นรึ” เรอาห์ถามพลางเดินเข้ามายืนระนาบเดียวกันแล้วก้มลงมองจัสติน
“ที่นั่นเขาใช้ไฟนีออนหลอดขาวๆ แทน อ้อ!แต่สถานที่บันเทิงต่างๆ มักจะใช้ไฟนีออนเป็นสีสันนะ อย่างเช่นร้านเหล้าที่ฮิตที่สุด ร็อคสตาร์ ที่นั่นน่ะไฟกะพริบๆ เปลี่ยนสีได้ แถมมีลูกเล่นเยอะแยะ ส่องทีเห็นแสงวิ่งเป็นเส้นอย่างกับดาบเลเซอร์ในเรื่องสตาร์วอร์”
“อย่างนั้นเชียวเหรอ” เรอาห์พูดพลางยิ้ม เขาพยายามเก็บเสียงหัวเราะเอาไว้
“ฉันรู้ว่านายคงไม่เชื่อที่ฉันพูด มันไม่ใช่เรื่องแปลก ขนาดตอนแรกฉันยังไม่เชื่อตัวเองเท่าไหร่เลย ที่นี่มันราวกับฉันย้อนมาในยุคดึกดำบรรพ์ หรือสมัยสงครามศาสนายังไงอย่างงั้น แต่ก็ไม่เชิงอีกนั่นแหละ ในที่ที่ฉันจากมานั่น “พ่อมด” เป็นเพียงแค่นิทานปรัมปราที่กุขึ้น โลกที่ฉันอยู่น่ะดูสงบสุขกว่าที่นี่ แต่เชื่อไหมว่าโหดร้ายมากกว่ามาก มันคล้ายกับภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นโดยน้ำมือมนุษย์” จัสตินพูดด้วยสีหน้าไม่ชอบใจ เขานึกถึงสิ่งเลวร้ายที่มนุษย์ในโลกของตนได้ทำลงไป
“ปากเจ้าบอกว่าที่ที่เจ้าจากมานั้นโหดร้าย แต่ทำไมเจ้ากลับดูอ่อนแอเช่นนี้ล่ะ”
“ฮะๆๆ” จัสตินหัวเราะเบาๆ
“ข้าพูดอะไรตลกอย่างนั้นเหรอ”
“เปล่าหรอก นั่งลงข้างๆ ฉันสิฉันจะเล่าให้ฟัง” เด็กหนุ่มพูดกวักมือเรียกนักรบวัยกลางคนให้นั่งยองๆ ลงข้างตน แม้นักรบร่างใหญ่จะมองด้วยท่าทีประหลาดใจเล็กน้อยแต่ก็ลองนั่งตามคำชวนของเขา
“ในโลกที่ฉันจากมานั้นมีสิ่งที่คล้ายเวทมนต์เหมือนกันนะ แต่มันถูกเรียกว่าวิทยาศาสตร์ มันเป็นสูตรเคมีชีวะที่ถ้านายได้ท่องนายเมื่อไหร่มันจะเหมือนมนต์สะกดทำให้นายหลับได้เชียวล่ะ ฮ่าๆๆ และสิ่งโหดร้ายที่สุดของวิทยาศาคร์คือการติด F บนกระดานกลางห้องประชุม”
แม้เรอาห์จะไม่เข้าใจในสิ่งที่เด็กหนุ่มได้เล่าออกมาก็ตามที แต่เขาก็ยังคงนั่งฟังต่อไปด้วยท่าทีสนุกสนาน
“ไอ้ไฟนีออนที่ฉันพูดไปจริงๆ แล้วมันก็เป็นวิทยาศาสตร์อย่างนึงเหมือนกัน มันถูกค้นพบโดยคนคนหนึ่งที่ชื่อว่า โทมัส อัลวา เอดิสัน... เอ่อ ฉันจะเล่าให้นายฟังทำไมนะ”
“เข้าเรื่องดีกว่า ที่ฉันบอกว่าโลกที่ฉันจากมานั้นโหดร้ายน่ะ ฉันไม่ได้โกหกหรอก เพียงแต่ความรู้สึกมันต่างกัน โลกของฉันนายไม่จำเป็นต้องถือดาบเล่มใหญ่ๆ วิ่งไปวิ่งมา เพราะโลกของฉันมีสิ่งที่เรียกว่าปืน... ลั่นไกเมื่อไหร่ก็ได้เรื่องเมื่อนั้น”
“ข้านึกภาพไม่ออกหรอกนะ แต่มันน่ากลัวขนาดนั้นจริงๆ น่ะเหรอ”
นักรบร่างใหญ่ฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับโลกที่จัสตินได้จากมาอยู่นานก่อนจะเงยมองฟ้าที่มืดสนิทไปโดยไม่รู้ตัว
“นี่ก็มืดแล้ว คงถึงเวลาที่เจ้าต้องไปพักผ่อนที่เตียง”
“ให้ฉันนอนเตียงแล้วนายล่ะ นอนพื้นอย่างงั้นเหรอ? ก็ขอบใจในความหวังดีนะแต่นายเจ้าของบ้านไม่ใช่รึไง” จัสตินพูดด้วยน้ำเสียงยียวน
“อย่างที่ข้าเคยพูดไว้... ถ้าเจ้าไม่ใช่สหายของท่านคาร์นเอลลูข้าก็คงให้เจ้านอนบนพื้นแล้ว” เรอาห์พูดด้วยน้ำเสียงชาเหมือนคราวก่อน
“ว้าว!” เด็กหนุ่มอุทานพร้อมกับยักคิ้วกวนประสาทอีกครั้งก่อนยิ้มฝืนๆ ก่อนจะพูดต่อ
“ฉันกับนายคงดีกันยากล่ะ” จัสตินพูดพลางใช้มือจับประตูพร้อมทำท่าทีว่าจะผลัก แต่ก็ต้องหยุดมือไว้เมื่อเสียงปรามของเรอาห์ดังขึ้น
“เดี๋ยวเจ้าหนู!”
“อะไรอีกล่ะคราวนี้”
“มีสิ่งหนึ่งที่เจ้าควรจะรับรู้เอาไว้” เด็กหนุ่มจ้องหน้านักรบด้วยท่าทีไม่เต็มใจฟัง
“ก่อนออกมาเจ้ากล่าวว่าท่านคาร์นเอลลูนอนไวราวกับเด็กตัวเล็กๆ แต่ข้าอยากให้เจ้าได้รู้ไว้ว่าเมื่อคืนที่เจ้าอยู่ในป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายอย่างหวาดระแวงนั่น... ท่านคาร์นเอลลูอยู่เฝ้าเจ้าโดยไม่เผลองีบหลับแม้เพียงเสี้ยวหนึ่งของเวลา”
“อย่างงั้นเหรอ...” เด็กหนุ่มพูดด้วยท่าทีเหมือนไม่ใส่ใจก่อนจะปิดประตู แต่ภายในใจลึกๆ นั้นเขากลับอดคิดถึงคำพูดเมื่อคืนก่อนที่จะหลับตาไปไม่ได้ คำมั่นสัญญาที่ทำให้เขามั่นใจ
 “หลับเถิดสหายข้า เจ้าไม่จำเป็นต้องหวั่นใจอันใด เพราะข้างกายของเจ้าจะมีข้าอยู่ตลอดเวลา”
ภาย ในห้องมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์สลัวๆ แสงสีฟ้าอ่อนยามราตรีนั้นส่องลอดช่องระบายอากาศเล็กๆ ลงมายังนักรบผู้กล้าหาญที่ยิ่งใหญ่ หนุ่มน้อยเดินไปใกล้เตียงนอนของชายผู้กล้าแกร่งพลางจ้องมองอยู่อย่างนั้น ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มก่อนจะกล่าวขอบคุณอย่างสุดหัวใจ
“ขอบคุณนะ... คาร์นเอลลู” เด็กหนุ่มกล่าวก่อนที่จะเดินไปทิ้งตัวลงนอนอีกเตียงหนึ่งที่อยู่ถัดไป
นี่เป็นคำกล่าวพื้นๆ หรือภาษาบ้านๆ ที่ไม่ว่าใครก็สามารถคิดและพูดออกมาได้ทั้งนั้น แต่หากเพียงลองมองเข้าไปในนัยน์ตาสีน้ำตาลของเด็กหนุ่มยามนั้น ประกายวาววับในตาคู่นั้นจะทำให้คุณรู้ว่ามันยิ่งใหญ่สักเพียงใด
 
ในเช้ารุ่งขึ้นทั้งสามต่างพาไปซื้ออาหารร่วมกัน แม้เด็กหนุ่มตัวน้อยที่สุดในกลุ่มไม่เต็มใจที่จะร่วมซื้ออาหารด้วยก็ตามที แต่ภายในใจเขายังคิดว่าอย่างน้อยก็ยังมีคาร์นเอลลูร่วมทางไปด้วยเรอาห์คงไม่กล้าที่จะขู่เขาเป็นแน่
ทั้งสามคนเดินผ่านร้านขนมปังเจ้าหนึ่งก่อนจะหยุดชะงักเพราะกลิ่นที่หอมฟุ้งเย้ายวนใจ ทั้งสามสูดหายใจเข้าลึกพร้อมกับหลับตาพริ้ม เมื่อลืมตาอีกครั้งทั้งสามก็จ้องหน้ากันแล้วยิ้มราวกับสื่อสารได้ทางสายตา
จัสตินสะบัดคอเล็กน้อยไปทางร้านขนมปังราวกับส่งสัญญาณลับก่อนนักรบหนุ่มผมยาวจะยิ้มแล้วเดินเข้าร้านไป ทันทีที่เท้าของเขาเหยียบพื้นร้าน เขาหยิบขนมปังที่วางเรียงรายบนแผ่นเหล็กโยนให้ทั้งชายทั้งสองที่เดินตามมา
 “โว้ว! ยังอุ่นๆ อยู่เลยนะเนี่ย คงอร่อยน่าดูเชียว” เด็กน้อยอุทานทันทีที่รับขนมปังก่อนใช้ฟันกัดลงไปคำโตด้วยท่าทีเอร็ดอร่อยโดยไม่สนใจความร้อนเลย
“ฮ่าๆๆ” นักรบทั้งสองหัวเราะก่อนที่คาร์นเอลลูจะหันไปจ่ายเงินกับพ่อค้า
“เด็กคนนี้หน้าตาไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่เลยนะ เขาเป็นสหายของท่านหรือท่านนักรบ” พ่อค้าที่แต่งตัวมอซอเอ่ยถาม
“อ้อใช่! เขาเป็นสหายของข้าเอง”
“งั้นก็ดีแล้วข้าจะได้จำไว้” พ่อค้ากล่าวอีก
คาร์นเอลลูรู้สึกได้ว่าคำถามนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังจึงกล่าวถามพ่อค้าอย่างตรงไปตรงมาทันที “เจ้ามีปัญหาอะไรกับสหายข้าอย่างนั้นรึ”
“นี่ท่านไม่รู้อะไรอย่างนั้นเหรอ”
“รู้อะไรพ่อค้า” เรอาห์ถามเสริม
“คำสาปมันกลับมาแล้วน่ะสิ” พ่อค้าขนมปังกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นกลัว
“เล่าให้ละเอียดทีซิ” เรอาห์กล่าวเชิงบังคับ
“ได้... เมื่อสองวันก่อนมีหญิงสาวนางหนึ่งหายตัวไป พวกเราก็ไม่ได้คิดอะไรหรอกนะ แต่เมื่อคืนนี้จู่ๆ หญิงสาวก็หายตัวเพิ่มไปอีกนาง ตอนนี้หญิงสาวทั้งเมืองต่างพากันหลบอยู่แต่ภายในที่พัก นี่ท่านไม่ได้สังเกตเลยหรือว่าระหว่างทางที่ท่านเดินกันมานั้นไม่มีหญิงสาวอยู่เลยบนท้องถนน”
สิ้นสุดคำพูดของพ่อค้าเหล่าผู้ร่วมชะตากรรมทั้งสามก็มองทอดออกไปบริเวณทางเดิน จริงอย่างที่พ่อค้ากล่าวอ้าง แม้จะมีผู้คนอยู่บ้างแต่กลับไม่มีวี่แววของอิสตรีคนใดเลยบนพื้นทางที่ผ่านมา จัสตินไม่เท่าไหร่ แต่นักรบอย่างคาร์นเอลลูพลาดสังเกตเช่นนี้ไปได้อย่างไรกัน
 
                ในเมืองแห่งคำสาป บนท้องถนนที่ไร้หญิงสาว บุรุษผู้กล้าทั้งสองกับเด็กอีกหนึ่งคนเดินคุยกันอย่างไม่ดูเกรงกลัว
“นายคิดว่าไงคาร์นเอลลู” หนุ่มน้อยเอ่ยถามขณะย้ำเท้าเดิน
“แล้วเจ้าล่ะสหาย” คาร์นเอลลูถามกลับ
“เฮ้ อย่าขี้โกงสิ! ฉันถามนายก่อนนะพวก” คำพูดของชายหนุ่มทำให้คาร์นเอลลูและเรอาห์หัวเราะเบาๆ ทันที
“นายว่าคำสาปมีจริงไหม” เขาถามเพิ่มอีก
“บนโลกแห่งนี้มีคำสาปอยู่จริงสหายข้า”
“โลกของนายนี่น่ากลัวจังแฮะ...”
“แต่ไม่ใช่เมืองนี้อย่างแน่นอน” คาร์นเอลลูกล่าวพร้อมกับยิ้ม เขามั่นใจได้ยังไงกันนะ
“นายมีหลักฐานอะไรมาบอกว่าที่นี่ไม่ได้โดนคำสาปอย่างที่ไอ้พ่อค้ามอมแมมนั่นบอกล่ะ!” เด็กหนุ่มกล่าวอ้างไปถึงลักษณะของพ่อค้าขนมปัง
“หลักฐานเหรอ... ของพรรค์นั้นข้าไม่มีหรอก แต่ก็เพราะเช่นนั้นพวกเราถึงต้องไปหายังไงล่ะ”
“พวกเรา? หมายถึงรวมฉันด้วยเหรอ” จัสตินทวนคำพูดของนักรบก่อนที่เรอาห์จะยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย
“ใช่... พวกเราทั้งสามคน จัสติน โอเกอร์”
 
คาร์นเอลลูตอบพลางยิ้มอุ่นๆ เหมือนเช่นทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ในใจผมกลับความรู้สึกหนักใจกับรอยยิ้มนั้นอย่างไรก็ไม่รู้
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
ความคิดเห็นที่ 1
คาร์นเอลลู มี 2..... คน
จากคุณ 0851811377/(0851811377) อัพเดตเมื่อ 11/09/2554 14:28:10
ความคิดเห็นที่ 2
คาร์นเอลลู มี 2..... คน
จากคุณ 0851811377/(0851811377) อัพเดตเมื่อ 11/09/2554 14:28:10
หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
 
    มีปัญหาทางเว็บ ติดต่อ [email protected] จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 274 ท่าน

Line PM