Connect with us

Jamsai

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่านนิยาย หงส์คืนจันทร์ บทที่ 2

บทที่ 2

 

แสงอรุณแรกเพิ่งจะสาดกระทบลงบนถนนสายหลักนอกชานเมืองหลวง ขบวนเจ้าสาวอันยิ่งใหญ่ก็เคลื่อนขบวนมุ่งหน้าผ่านมา

เสียงปี่ดังกังวานไปทั่วบริเวณถนนหลวง เกี้ยวเจ้าสาวสีแดงที่อยู่กลางขบวนดึงดูดสายตาผู้คนได้เป็นพิเศษ พู่ระย้าที่ประดับอยู่บนยอดเกี้ยวกำลังแกว่งไกวไปตามจังหวะก้าวเดินของคนหาม

ฉับพลันนั้นม่านเกี้ยวก็ถูกมือคู่หนึ่งเลิกขึ้น ด้านในแว่วเสียงร้องแหลมชวนให้ผู้คนตระหนกออกมา “ข้าต้องการปลดทุกข์! ปลดทุกข์!”

สาวใช้ชุดแดงที่เฝ้ารับใช้อยู่ด้านข้างได้ยินเช่นนั้นก็รีบกวาดสายตาไปรอบๆ คราหนึ่ง เมื่อพบว่ากลุ่มคนที่มารับเกี้ยวเจ้าสาวต่างหันมามองทางนี้ด้วยสายตาแปลกประหลาดใบหน้าก็พลันแดงก่ำ นางรีบเอ่ยปลอบคนในเกี้ยวด้วยเสียงแผ่วเบา “คุณหนู ท่านทนอีกสักหน่อยไม่ได้หรือเจ้าคะ สถานที่นอกเมืองอันห่างไกลเช่นนี้ไหนเลยจะมีห้องสุขาได้เจ้าคะ”

“จะให้ข้าทนได้อย่างไรไหว! กว่าจะถึงคฤหาสน์สกุลหวาก็ต้องใช้เวลาอีกตั้งครึ่งวัน เจ้าจะให้ข้าอั้นจนตายหรืออย่างไร!” โดยไม่สนใจคำทัดทานของสาวใช้ เจ้าสาวในชุดมงคลสีแดงสดพลันเลิกม่านขึ้นก่อนจะออกคำสั่งกับคนหามเกี้ยวเสียงดัง “หยุดเกี้ยว! ข้าจะปลดทุกข์!”

คนหามเกี้ยวต่างทำอะไรไม่ถูก ได้แต่รีบร้อนวางเกี้ยวลง ก่อนจะหันไปมองเจ้าสาวที่สวมผ้าคลุมศีรษะสีแดงเป็นตาเดียว

“อ๊ะ! เจ้าสาวยังไม่ได้กราบไหว้ฟ้าดิน เท้าจะเหยียบพื้นไม่ได้เด็ดขาด!”

แม่สื่อที่ยืนอยู่หน้าเกี้ยวเมื่อเห็นเจ้าสาวทำท่าจะลงจากเกี้ยวโดยไม่สนใจสิ่งใดก็รีบส่ายสะโพกอวบอิ่มของตนเข้ามาห้ามไว้ทันควัน

“ข้าไม่สนใจแล้ว!”

เจ้าสาวผลักแม่สื่อที่เข้ามาขวางออกไปให้พ้นทาง ก่อนจะเลิกกระโปรงขึ้น แล้ววิ่งปรี่หายเข้าไปในดงต้นไม้

ท่าทางเช่นนั้น ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็กระโดกกระเดก…แม่สื่อผู้นั้นถูกนางผลักจนเสียหลักเกือบหงายหลังล้มไป โชคยังดีที่สาวใช้ชุดแดงปรี่เข้ามาประคองไว้ได้ทัน

“ข้าไม่แปลกใจแล้วที่คุณหนูของพวกเจ้าเพิ่งจะได้ออกเรือนเอาตอนอายุยี่สิบเช่นนี้!”

แม่สื่อเมื่อยืนได้มั่นคงแล้วก็ลูบหน้าอกของตนเบาๆ สายตามองตามเงาร่างสีแดงที่วิ่งหายเข้าไปในป่า แล้วก็ยังรู้สึกตกใจไม่หาย

สาวใช้ชุดแดงเมื่อเห็นแม่สื่อยืนได้มั่นคงแล้วก็คลายมือออก ก่อนจะรีบวิ่งตามคุณหนูเข้าไปในป่า ระหว่างนั้นพลันนึกอะไรขึ้นได้จึงรีบหันมาร้องบอกพวกคนที่อยู่ด้านหลัง “ทุกคนพักผ่อนกันครู่หนึ่งเถิด พวกข้าไปไม่นานก็จะรีบกลับมาเจ้าค่ะ”

ครั้นนางไปแล้ว คนทั้งหลายในบริเวณนั้นต่างพากันหัวร่อออกมา พวกเขาทำงานส่งขบวนเจ้าสาวมาก็หลายปีถึงเพียงนี้ ทว่านี่กลับเป็นครั้งแรกที่พวกตนได้เห็นเจ้าสาวมีกิริยาท่าทางไม่เรียบร้อยเช่นนั้น

 

หลังต้องเดินทางอยู่กลางหุบเขาอย่างยากลำบากมาตลอดทั้งคืน เซิ่งเสวี่ยก็เหนื่อยจนหายใจหอบ ไม่ง่ายเลยกว่าที่นางจะหาต้นไม้ใหญ่สักต้นไว้สำหรับหลบซ่อนตัวได้ ทันใดนั้นพลันได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมาจากด้านหน้า นางรีบเข้าไปหลบหลังต้นไม้อย่างระแวดระวัง สายตาจับสังเกตตามทิศทางของเสียง

เซิ่งเสวี่ยเพียงเห็นสตรีในชุดมงคลสีแดงสดผู้หนึ่งวิ่งปรี่เข้ามาในป่า ก่อนจะโยนผ้าคลุมศีรษะไปอีกด้าน ระหว่างที่กำลังถอดเสื้อผ้าปากของสตรีผู้นั้นก็ก่นด่าออกมาเสียงดัง “คิดจะให้ข้าไปรับกรรมอยู่ในคฤหาสน์สกุลหวาอย่างนั้นหรือ ไม่มีทางเสียหรอก! ท่านพ่อไร้มโนธรรม เป็นท่านที่ไร้เยื่อใยต่อข้าก่อน อย่ามาโทษว่าข้าไม่กตัญญูก็แล้วกัน!”

หลังสตรีนางนั้นด่าทอจนสาแก่ใจ ชุดแต่งงานกับมงกุฎหงส์ก็ล้วนถูกถอดโยนทิ้งเรี่ยราดไว้ที่พื้นจนหมด นางสวมชุดแพรสีม่วงอ่อนเอาไว้ด้านใน เห็นได้ชัดว่าได้เตรียมวางแผนจะหนีพิธีแต่งงานนี้มาตั้งแต่ต้นแล้ว ครั้นถอดชุดมงคลออกเป็นสิ่งสุดท้ายแล้ว นางยังหันกลับไปมองด้านหลังคราหนึ่ง แต่เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของสาวใช้ที่ไล่ตามมา สตรีนางนั้นก็รีบหมุนกายวิ่งหายเข้าไปในป่าอย่างไม่ลังเล เพียงพริบตาก็มองไม่เห็นแม้แต่เงา

เมื่อเห็นชุดมงคลกับมงกุฎหงส์ที่วางอยู่บนพื้น เซิ่งเสวี่ยพลันฉุกคิดขึ้นมาได้ หากนางเปลี่ยนไปสวมเสื้อผ้าชุดนั้นแทน บางทีอาจจะหนีการไล่ล่าของตงเยวี่ยอ๋องพ้นก็เป็นได้!

ระหว่างที่นางหยิบมงกุฎหงส์ขึ้นมา แล้วลังเลว่าควรจะสวมมันดีหรือไม่นั้น พลันได้ยินเสียงฝีเท้ารีบเร่งดังมาจากด้านบนของหุบเขา ฟังจากเสียงก็รู้ว่าต้องเป็นกลุ่มคนจำนวนมาก เซิ่งเสวี่ยรู้ได้ในทันทีว่าลูกน้องของตงเยวี่ยอ๋องที่ขึ้นไปตามหานางบนยอดเขาแล้วไม่เจอกำลังย้อนกลับมาตามหานางที่ตีนเขาอย่างละเอียดอีกครั้ง

คิ้วเรียวขมวดมุ่น ยามนี้นางไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว!

“คุณหนู…”

ไฉนเวลาเพียงครู่เดียวคุณหนูก็หายตัวไปไม่เห็นแม้แต่เงาเสียแล้ว เมื่อครู่ยังเห็นอยู่ชัดๆ ว่านางวิ่งมาทางนี้นี่นา

สาวใช้นามชุ่ยหงหยุดยืนอยู่กลางแมกไม้ สายตาเหลียวมองไปรอบด้านแล้วก็ยังไม่พบคุณหนูของนางแต่ประการใด จึงอดร้องเรียกเสียงดังด้วยความร้อนใจไม่ได้ “คุณหนู ท่านอยู่ที่ใดเจ้าคะ พวกเราจะพลาดฤกษ์มงคลไม่ได้เด็ดขาดนะเจ้าคะ!”

ทว่าสิ่งที่ตอบนางกลับมามีเพียงเสียงลมพัดผ่านใบไม้ดังซู่ซ่า

นางพลันรับรู้ได้ทันทีว่ายามนี้ได้เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นแล้ว! อย่าบอกนะว่าคุณหนูหนีพิธีแต่งไปแล้ว!

“คุณหนู ท่านอย่าก่อเรื่องอีกเลยเจ้าค่ะ ไม่ง่ายเลยกว่านายท่านจะจัดการให้ท่านออกเรือนได้ ท่านจะหนีพิธีแต่งเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ หากท่านหนีไปแล้ว ชุ่ยหงจะทำอย่างไรเล่าเจ้าคะ!”

ด้วยนิสัยโมโหร้ายของนายท่าน หากเขารู้ว่าคุณหนูหนีพิธีแต่งงานไปแล้วล่ะก็ จะต้องโบยสาวใช้น่าสงสารเช่นนางให้ตายทั้งเป็นแน่ ยามนี้…กระทั่งเสียงร้องเรียกคุณหนูของนางก็พลันสั่นสะท้านขึ้นมา

ครั้นร้องเรียกอยู่หลายหนแต่ก็ยังไม่เห็นเงาร่างคนที่ตามหานั้น ชุ่ยหงก็ทรุดเข่าลงพลางร่ำไห้ฟูมฟาย “แย่แล้วๆ นายท่านจะต้องโบยข้าจนตายเป็นแน่ คุณหนู…ไฉนท่านไม่หนีไปให้เร็วหรือไม่ก็ช้ากว่านี้สักหน่อยเล่า เหตุใดต้องหนีไปตอนเวลาสำคัญเช่นนี้ด้วย! ฮือๆ…”

ระยะเวลาเดินทางสิบห้าวันจากเมืองสู่มายังเมืองหลวง ไฉนต้องหนีไปตอนนี้ด้วยนะ หรือก่อนหน้านี้นางคิดจะหลอกล่อให้ทุกคนลดความระแวดระวังลงกันแน่ ระหว่างที่ชุ่ยหงกำลังใกล้จะสิ้นหวังอยู่รอมร่อ เงาร่างสีแดงสดร่างหนึ่งพลันปรากฏขึ้นตรงหน้านาง

สาวใช้ตัวน้อยเบิกตากลมจ้องมองรองเท้าปักลายนกยวนยางตรงหน้าพลางชะงักเสียงสะอื้นไห้ลง

“คุณหนู…ฮือๆ…ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านไม่มีทางทิ้งชุ่ยหงไปไหน…” พริบตาต่อมาชุ่ยหงก็โผเข้าไปกอดขาของผู้เป็นเจ้าสาว เสียงร่ำไห้ยิ่งฟูมฟายหนักกว่าเดิม

เจ้าสาวค้อมร่างแล้วยื่นมือลงมาประคองนางให้ลุกขึ้นเบาๆ ก่อนจะชี้ไปยังเกี้ยวเจ้าสาว

“คุณหนู ข้าจะพาท่านกลับขึ้นเกี้ยวเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” สาวใช้ตัวน้อยเข้าใจความนัยของคุณหนูก็รีบลุกขึ้นยืน ประคองแขนของนางพาเดินออกจากดงไม้ไป

ครั้นเดินมาถึงเกี้ยว สาวใช้ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง จึงเหลือบมองคุณหนูที่อยู่ใต้ผ้าคลุมหน้าโดยไม่ได้ตั้งใจ อีกฝ่ายยังคงสวมชุดมงคลสีแดงตัวเดิม ผ้าคลุมหน้าก็ยังเป็นผืนเดิม ทว่าท่วงท่าของคุณหนูคล้ายจะอ่อนช้อยขึ้น เรือนร่างก็แลดูจะบอบบางมากขึ้น

“รีบขึ้นเกี้ยวเร็วๆ เข้าเถิด!” แม่สื่อรอนานจนเริ่มกระวนกระวาย นางรีบเลิกม่านให้เจ้าสาวเข้าไปนั่ง

เมื่อเจ้าสาวเข้าไปนั่งในเกี้ยวแล้ว ทุกคนต่างสลัดท่าทางเอื่อยเฉื่อยทิ้งไปก่อนจะพร้อมใจกันลุกขึ้นเพื่อเตรียมออกเดินทางกันต่อ

ครั้นคนหามเกี้ยวยกเกี้ยวขึ้นจากพื้นก็พากันตะลึงงันจนเผลอมองสบตากันโดยไม่รู้ตัว เจ้าสาวผู้นี้…หลังปลดทุกข์ออกไปแล้วก็ตัวเบาขึ้นไม่น้อย!

ชุ่ยหงเกาศีรษะ มองไม่ออกว่าคุณหนูของนางมีอะไรแปลกไปที่ตรงไหน จึงกวาดความสงสัยทิ้งไป ก่อนที่นางจะหันมาจัดการเสื้อผ้าของตนเองให้เรียบร้อยแล้วออกเดินไปพร้อมกับขบวนเกี้ยวเจ้าสาว นางลอบพึมพำในใจว่าตนเองคงจะคิดมากเกินไปเป็นแน่

เดินทางกว่าครึ่งวัน ยามเที่ยงตรง ในที่สุดขบวนส่งเจ้าสาวก็มาถึงที่หมาย…คฤหาสน์สกุลหวา

คฤหาสน์สกุลหวาตั้งอยู่ริมคูเมืองย่านชานเมืองหลวง เป็นคฤหาสน์ที่ก่อสร้างอย่างงดงามหรูหราแห่งหนึ่ง สิงโตหินทั้งสองตัวตรงหน้าประตูแยกเขี้ยวกางกรงเล็บ สมจริงประหนึ่งมีชีวิต ตัวอักษรสีทองที่เขียนว่าคฤหาสน์สกุลหวาเปล่งประกายระยิบระยับอยู่ใต้แสงแดดจนทิ่มแทงนัยน์ตา

ขบวนส่งเจ้าสาวเพิ่งจะหยุดตรงหน้าประตู พ่อบ้านชราที่ยืนรออยู่นานแล้วก็รีบวิ่งออกมาจากประตูใหญ่ที่ประดับประดาตกแต่งด้วยสีแดงสด เขาเอ่ยอย่างรีบร้อน “เหล่าบรรพบุรุษของข้า ไฉนจึงมาเอาป่านนี้เล่า!”

ระหว่างที่พูดชายชราก็จัดการสั่งให้บ่าวรับใช้พาคนทั้งหลายอ้อมไปเข้าทางประตูหลัง

ชุ่ยหงเห็นเช่นนั้นก็หันไปมองพ่อบ้านชราผู้ไว้หนวดเคราดกหนาด้วยความสงสัยพลางเอ่ยถาม “เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ เหตุใดต้องรีบร้อนกันถึงเพียงนี้”

อย่าบอกนะว่า…คุณชายใหญ่สกุลหวาที่เล่าลือกันว่าอ่อนแออมโรคใกล้จะไม่ไหวแล้ว?

พ่อบ้านชราผู้นั้นได้ฟังก็หมุนกายยกมือขึ้นคำนับไปทางเกี้ยวเจ้าสาวด้วยสีหน้าเป็นกังวล กล่าวด้วยความร้าวรานใจ “อย่าพูดมากอีกเลย ยามนี้คุณชายใหญ่อาการทรุดหนัก ฮูหยินผู้เฒ่ากำลังรอให้เจ้าสาวรีบเข้าไปปัดเป่าเคราะห์โดยเร็วอยู่!”

“อะไรนะ! จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรเจ้าคะ คุณหนูของพวกข้าไม่ว่าอย่างไรก็เป็นถึงธิดาจากสกุลที่มีเกียรติ จะให้ตบแต่งเป็นเจ้าสาวเพื่อปัดเป่าเคราะห์เช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด…” ชุ่ยหงได้ยินเช่นนั้นก็โมโหไม่น้อย จึงก้าวออกไปยืนขวางหน้าเกี้ยวไม่ยอมให้เคลื่อนขบวนไปไหน

พ่อบ้านชราเห็นเช่นนั้นก็หันไปถลึงตาใส่แม่สื่อ

แม่สื่อรีบให้ความร่วมมือด้วยการเข้าไปลากแขนชุ่ยหงออกมา ระหว่างที่ลากเดินไปข้างหน้าก็เอ่ยอธิบาย “เฮ้อ! เรื่องนี้ข้าได้คุยกับนายท่านของเจ้าเรียบร้อยแล้ว คุณชายใหญ่สุขภาพอ่อนแอ ที่รับอนุครานี้ก็เพียงเพื่อปัดรังควาน สาวใช้อย่างเจ้าจะขัดขวางพิธีไปไย รีบเข้าคฤหาสน์ให้เร็วที่สุดจึงจะสำคัญกว่า หากเลยฤกษ์มงคลไปแล้ว เจ้าคนเดียวรับผิดชอบไม่ไหวหรอกนะ”

แม่สื่อคิดจะรีบๆ จัดการให้เรื่องแล้วเสร็จไปโดยไว

เมื่ออีกฝ่ายยกนายท่านขึ้นมาอ้าง ชุ่ยหงจึงไม่กล้าเอ่ยอะไรต่อไปอีก นางหันไปมองเกี้ยวเจ้าสาวที่อยู่ด้านหลังก็เห็นว่าคุณหนูไม่ได้ออกความเห็นใดๆ จึงถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วยอมเปิดทางให้ในที่สุด

จากนั้นคนทั้งขบวนก็ตามพ่อบ้านชราเดินเข้าคฤหาสน์ไปอย่างรีบเร่ง

เซิ่งเสวี่ยที่นั่งอยู่ในเกี้ยวเมื่อได้ยินคำสนทนาระหว่างชุ่ยหงกับพวกเขา ฝ่ามือพลันกำแขนเสื้อเอาไว้แน่น ทั้งยังนึกขัดใจที่ตนเองไม่คิดให้รอบคอบกว่านี้ ไม่เพียงนางต้องแต่งงานกับบุรุษอมโรคแทนผู้อื่น แต่ยังเป็นได้แค่อี๋เหนียงรองอีกต่างหาก! วันหน้าหากมีใครรู้เข้าว่าไทเฮาผู้สูงศักดิ์แต่งเป็นอี๋เหนียงรองให้กับผู้อื่น ไม่รู้ว่าเรื่องครั้งนี้จะกลายเป็นเรื่องเหลือเชื่อและเสื่อมเสียเกียรติของตนเองมากถึงเพียงไหน!

ทว่าเมื่อทบทวนถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน หากตนเองไม่หลบหนีเข้ามาอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาว แล้วจะให้นางหลบหนีไปอยู่ที่ใดได้อีกเล่า ยิ่งเมื่อเทียบกับใต้หล้าผืนนี้แล้ว นางก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่มีค่าควรให้กล่าวถึง

เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้ว นางจึงสงบใจขึ้นไม่น้อย

“เจ้าสาวมาถึงแล้ว!” ครั้นบ่าวไพร่ประกาศขึ้นด้วยเสียงอันดัง บรรดาแขกเหรื่อในโถงจึงค่อยๆ หยุดบทสนทนาก่อนจะนั่งรอเจ้าสาวด้วยความสงบ

บนทางเดินหินอ่อนด้านนอกโถงใหญ่มีเสียงจุดประทัดดังเลื่อนลั่น นักดนตรีที่คอยท่าอยู่สองฝั่งก็เริ่มบรรเลงดนตรี บรรยากาศพลันคึกคักขึ้นมาชั่วขณะ

ยามเจ้าสาวในชุดมงคลสีแดงสดเยื้องย่างผ่านพรมแดงต่อหน้าแขกเหรื่อทั้งหลาย ทุกคนก็พร้อมใจกันแสดงสีหน้าเช่นเดียวกันออกมา…สีหน้าเยาะหยัน!

ชุ่ยหงค่อยๆ เดินไปได้ทีละไม่กี่ก้าว นางประคองเซิ่งเสวี่ยก้าวขึ้นบันไดอีกไม่กี่ขั้นก็เข้าสู่ด้านในโถงหลัก รอบด้านพลันอับแสงลงเล็กน้อย ยิ่งไปกว่านั้น นางยังคล้ายได้ยินเสียงหายใจไม่เป็นจังหวะดังขึ้นเสียงหนึ่ง

อย่าบอกนะว่าคุณชายใหญ่สกุลหวาฝืนสังขารที่ไม่ใคร่จะสู้ดีมาเข้าพิธีแต่งงาน?

“เร็วเข้า รีบประคองคุณชายใหญ่มากราบไหว้ฟ้าดินกับเจ้าสาว!” ฮูหยินผู้เฒ่าในชุดแพรไหมงามประณีตนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานด้วยความร้อนใจ ครั้นเห็นเจ้าสาวก้าวเข้ามาในโถงใหญ่ก็รีบหันไปสั่งการแม่สื่อที่เดินตามหลังเจ้าสาวมาอย่างใกล้ชิดทันที

สิ้นเสียงคำสั่งของนาง คุณชายใหญ่ก็ถูกเด็กรับใช้สองคนประคองให้เดินออกมา แม้จะเอ่ยว่าเดินออกมา ไม่สู้บอกว่าเขาถูกหามออกมาจะตรงเสียกว่า

ยามเขาปรากฏกายขึ้น ลมหายใจของทุกคนต่างต้องสะดุดเมื่อได้เห็นดวงหน้าหล่อเหลาไร้ผู้ใดเทียบเคียงดวงหน้านั้น บรรดาแขกเหรื่อต่างลอบรู้สึกเสียดายแทนชายหนุ่มผู้นั้นอยู่ในใจ หากเขาเป็นบุรุษหนุ่มร่างกายแข็งแรงแล้วล่ะก็ เมื่อเพียบพร้อมด้วยรูปทรัพย์มากมายเช่นนี้ จะต้องเจริญก้าวหน้าอย่างใหญ่หลวงเป็นแน่แท้ น่าเสียดายนัก…น่าเสียดาย

“ท่าน…ท่านแม่…แค่กๆ…”

คุณชายใหญ่เมื่อมาถึงก็ประสานมือคำนับฮูหยินผู้เฒ่าที่กำลังมองเขาด้วยสายตาห่วงใย ทว่ายังไม่ทันได้กล่าวจบก็ไอออกมาไม่หยุด ครู่เดียวเขาก็เริ่มยืนไม่มั่นคง เด็กรับใช้เห็นเช่นนั้นจึงรีบยื่นมือเข้าไปประคองเป็นพัลวัน

“ไม่ต้องมากพิธีแล้ว รีบกราบไหว้ฟ้าดินกับเจ้าสาวเพื่อปัดเป่าเคราะห์ภัยเสียก่อนจะสำคัญกว่า!” ฮูหยินผู้เฒ่าผู้มีเส้นผมสีดอกเลาขาวโพลนไปทั่วศีรษะเห็นบุตรชายไอไม่หยุดเช่นนั้นก็ตระหนกจนหน้าซีดขาว นางรีบลุกขึ้นหันไปขึ้นเสียงกับแม่สื่อ “พวกเจ้าจะมัวยืนเหม่ออยู่ตรงนั้นทำไม รีบให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวกราบไหว้ฟ้าดินเดี๋ยวนี้!”

แม่สื่อได้ยินเช่นนั้นก็รีบย่อกายคำนับฮูหยินผู้เฒ่า นางก้าวเข้าไปยืนตรงหน้าเจ้าบ่าวเจ้าสาว กระแอมเสียงให้คอโล่งเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงดัง “เจ้าบ่าว เจ้าสาว เตรียมสามคำนับ”

สิ้นคำของนาง คุณชายใหญ่ก็ถูกประคองให้เข้ามายืนข้างกายเจ้าสาว ทว่าเมื่อเด็กรับใช้คลายมือออก ร่างของคุณชายใหญ่ก็โอนเอนทำท่าจะล้มลง เด็กรับใช้รีบเข้าไปคิดจะประคองร่างของเขา แต่กลับไม่คาดว่ามือขาวผ่องดุจหยกคู่หนึ่งจะยืนออกมาประคองแขนคุณชายใหญ่เร็วกว่าเขาไปก้าวหนึ่ง ทุกคนต่างตื่นตะลึง กระทั่งฮูหยินผู้เฒ่าที่คอยระมัดระวังอยู่ตลอดเวลายังเผยสีหน้าตะลึงงันออกมา

“เจ้าไม่เป็นไรกระมัง” น้ำเสียงอ่อนโยนประดุจสายน้ำดังขึ้น ร่างของคุณชายใหญ่พลันชะงักค้างก่อนจะหันไปมองเจ้าสาวที่กำลังประคองร่างของเขาอยู่ด้วยสายตาตะลึงลาน แน่นอนว่าสิ่งที่เขาเห็นมีเพียงผ้าคลุมหน้าสีแดงสดเท่านั้น ดวงหน้าหล่อเหลาปรากฏร่องรอยความหดหู่ ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงอันอ่อนแรง “แค่กๆ…ไม่เป็นไร…”

“หนึ่ง คำนับฟ้าดิน!” แม่สื่อเห็นเจ้าสาวประคองเจ้าบ่าวไว้เช่นนั้นก็รีบเอ่ยให้ทั้งสองคำนับฟ้าดิน ด้วยกลัวว่าหากเจ้าสาวต้องประคองเจ้าบ่าวไว้นานๆ จะทนรับมิไหวจนปล่อยให้เจ้าบ่าวล้มลงกับพื้นให้เป็นที่ขายหน้าได้

ที่เซิ่งเสวี่ยประคองบุรุษข้างกายเอาไว้เป็นเพราะสายตาที่ก้มต่ำของนางเหลือบเห็นฝ่าเท้าที่ยืนไม่มั่นคงของเขาได้พอดี อีกทั้งความจริงแล้วหาใช่เพราะความปรารถนาดีที่นางอยากช่วยประคองเขาแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะนางอยากจะตรวจชีพจรของเขาต่างหาก เพียงครู่เดียวนางก็วินิจฉัยได้แล้วว่าเจ้าบ่าวผู้นี้เป็นโรคเลือดพร่อง หากกล่าวตามจริงแล้วยังไม่ถือว่าเป็นโรคร้ายแรงนัก ทว่าอาการเลือดพร่องของเขาไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ดังนั้นจึงป่วยกระเสาะกระแสะมาเนิ่นนานหลายปีเพียงนี้

มีเซิ่งเสวี่ยคอยประคอง คนทั้งสองจึงคำนับฟ้าดินหนึ่งครั้ง

“สอง คำนับบิดามารดา!”

ทั้งคู่หันกายก้มลงคำนับฮูหยินผู้เฒ่าหนึ่งครั้ง ฮูหยินผู้เฒ่าพยักศีรษะด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความยินดี

“สามีภรรยาคำนับกันและกัน!”

เซิ่งเสวี่ยเป็นฝ่ายหยัดร่างขึ้นก่อนเพื่อจะได้ประคองเจ้าบ่าวขึ้นมาเตรียมหันกายเพื่อคำนับกันและกัน ทว่ากลับคาดไม่ถึงว่าทั้งสองยังไม่ทันคำนับ เจ้าบ่าวจะหมดสติไปกะทันหันเสียก่อน ชั่วขณะนั้นทุกคนต่างสับสนอลหม่านขึ้นมาทันที

หลังจากนั้นเซิ่งเสวี่ยก็ถูกสาวใช้สองนางนำทางไปที่เรือนหอ กระทั่งดึกดื่นค่อนคืนถึงค่อยมีคนมารายงานว่าคุณชายใหญ่หมดสติยังไม่ฟื้น ให้นางอาบน้ำพักผ่อนล่วงหน้าไปก่อนได้เลย

ด้วยเหตุนี้ แม่สื่อที่ยืนรอจนแข้งขาอ่อนแรงอยู่นานแล้วจึงย่อกายคำนับกับเจ้าสาวก่อนเอ่ยลา

ส่วนสาวใช้ทั้งสองคนในห้องก็ถอยออกไปด้วยเช่นกัน คนหนึ่งออกไปเพื่อยกน้ำเข้ามาให้เจ้าสาวได้อาบน้ำชำระกาย อีกคนหนึ่งไปห้องครัวเพื่อจัดเตรียมสำรับอาหารสำหรับเจ้าสาว ยามนี้ภายในห้องจึงเหลือสาวใช้ชุ่ยหงที่ติดตามเจ้าสาวออกเรือนมาด้วยเพียงผู้เดียว

ชุ่ยหงขยับเข้าไปใกล้ ก่อนจะถามขึ้นอย่างระมัดระวัง “คุณหนู ถ้าอย่างไรให้ข้าช่วยถอดผ้าคลุมหน้าให้ท่านดีหรือไม่เจ้าคะ”

ระหว่างที่เซิ่งเสวี่ยฟังคำของสาวใช้ ในหัวก็คิดวิธีรับมืออีกฝ่ายเอาไว้พร้อมเสร็จสรรพ ถึงอย่างไรตอนนี้ก็มีเพียงสาวใช้นางนี้ที่รู้ว่าคุณหนูของนางมีหน้าตาแท้จริงเป็นอย่างไร หากว่ายามนี้เปิดผ้าคลุมหน้าออก นางจะต้องรู้ได้ทันทีว่าเจ้าสาวคนนี้หาใช่คุณหนูของนางไม่

“ข้าหาใช่คุณหนูของเจ้าไม่!” ฉับพลันเซิ่งเสวี่ยก็เป็นฝ่ายกระตุกผ้าคลุมหน้าของตนเองออกก่อน สีหน้าสงบเยือกเย็นจ้องตอบสาวใช้ที่นิ่งงันเป็นไก่ไม้* ไปแล้ว

สาวใช้นางนี้หน้าตาน่ารักพริ้มเพรา บนร่างสวมชุดกระโปรงยาวสีแดงสดใส ทรงผมเกล้าเป็นมวยเล็กๆ สองลูก บนมวยผมทั้งสองข้างล้วนประดับดอกไม้ผ้าสีแดงเอาไว้ ให้กลิ่นอายของความเป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง

“เจ้า…” ชุ่ยหงตะลึงงันอยู่นานกว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้คำหนึ่ง

“คุณหนูของเจ้าหนีพิธีแต่งงานไปแล้ว ข้าเป็นเจ้าสาวที่ถูกนางซื้อตัวให้มาเข้าพิธีแทนนาง รอจนถึงเวลาที่เหมาะสมเมื่อใด ข้าก็จะหลบหนีออกไปจากคฤหาสน์สกุลหวา!” แม้น้ำเสียงที่ใช้จะเย็นชาห่างเหิน ทว่าก็ยังน่าฟังประหนึ่งสายลมวสันต์พัดต้องใบหน้า

“เอ๊ะ?” ชุ่ยหงได้ยินเช่นนั้นก็ตระหนกจนอุทานออกมาคำหนึ่งก่อนจะรีบปิดปากตนเอง ยามนี้ชุ่ยหงเองก็ลอบคิดแผนการของตนเองอยู่ในใจเช่นกัน หากฐานะของสตรีตรงหน้าถูกเปิดเผยแล้วล่ะก็ นางที่เป็นสาวใช้ติดตามอยู่ข้างกายย่อมสลัดความรับผิดชอบไปไม่พ้น

ยามเห็นเรือนร่างบอบบางของสตรีตรงหน้า ชุ่ยหงพลันฉุกคิดขึ้นได้ มิน่าเล่า ตั้งแต่คุณหนูกลับขึ้นเกี้ยวหลังไปปลดทุกข์ในป่า ทั้งกิริยาท่าทางและอุปนิสัยของคุณหนูก็ดูแปลกไปไม่เหมือนเดิม ครั้นตนเองเงยหน้าขึ้นก็เห็นเรือนหอที่ประดับตกแต่งอย่างงดงามวิจิตร ในแววตาของชุ่ยหงพลันปรากฏรอยยินดี ถึงอย่างไรคฤหาสน์สกุลหวาก็ร่ำรวยถึงเพียงนี้ ไม่ว่าจะหยิบฉวยสิ่งใดก็ล้วนมีมูลค่าพอให้นางใช้ไปชั่วชีวิต ยิ่งไปกว่านั้น สตรีตรงหน้าเองก็โง่เขลาถึงขั้นยอมแต่งเข้าคฤหาสน์สกุลหวารับเคราะห์แทนคุณหนูเพียงเพื่อเศษเงินเล็กน้อย ย่อมไม่น่าใช่คนฉลาดเป็นแน่

ครั้นเห็นสีหน้าอิ่มเอิบของชุ่ยหง เซิ่งเสวี่ยผู้มีความคิดอ่านละเอียดลออไหนเลยจะไม่ทราบว่านางคิดสิ่งใดอยู่ เซิ่งเสวี่ยยิ้มน้อยๆ พลางกล่าว “หากแม่นางเต็มใจ เจ้าจะหนีไปพร้อมกับข้าก็ได้”

เซิ่งเสวี่ยอยู่ในวังหลวง มีคลื่นฝนลมพายุใดบ้างที่ไม่เคยประสบพบเจอ นางย่อมสามารถรับมือสาวใช้ผู้นี้ได้ง่ายดายประดุจพลิกฝ่ามือเท่านั้น นางลุกขึ้นยืนมองฝ่ายตรงข้าม ครั้นเห็นความตื่นเต้นยินดีบนใบหน้าชุ่ยหงก็รู้ว่าอีกฝ่ายติดกับของนางแล้ว

เซิ่งเสวี่ยนั่งลงตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ปลดมงกุฎหงส์อันหนักอึ้งออกจากศีรษะพลางเอ่ย “สิ่งที่พวกเราต้องทำในยามนี้ก็คือพยายามเก็บหอมรอมริบให้ได้มากที่สุด รอจนมีเงินมากพอให้ใช้ครึ่งค่อนชีวิตเมื่อใด พวกเราก็ค่อยหลบหนีไปเมื่อนั้น แม่นางชุ่ยหงคิดเห็นอย่างไรบ้าง”

ชุ่ยหงคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะคิดได้เช่นเดียวกับนางจึงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ด้วยความลิงโลด ทว่าก็ยังแสร้งกล่าวอย่างลำบากใจ “นี่ออกจะไม่เหมาะสมกระมัง” นางคิดจะให้ตนเองขึ้นเป็นฝ่ายกุมอำนาจ ไม่อาจปล่อยให้สตรีตรงหน้าเหยียบนางเอาไว้ได้เด็ดขาด

เซิ่งเสวี่ยปรายตามองชุ่ยหงผ่านเงาบนกระจกทองสัมฤทธิ์ ครั้นเห็นท่าทางระริกระรี้ทว่าฝืนทำเป็นเยือกเย็นของนางเช่นนั้น ก็รู้ได้ทันทีว่าความคิดอ่านของสาวใช้ผู้นี้ยังไม่สุกงอมเป็นผู้ใหญ่มากนัก คิดจะต่อรองให้ตนเองได้เปรียบ กลับยังปิดบังอารมณ์ของตนไม่เป็นเลยแม้แต่น้อย

“หากถูกผู้อื่นรู้เข้า อย่างมากข้าก็เพียงถูกขับไล่ออกจากคฤหาสน์สกุลหวาเท่านั้น แต่เกรงว่าเจ้าจะไม่โชคดีเช่นข้า หากไม่ถูกสกุลหวาส่งตัวกลับสกุลเดิมให้นายท่านของเจ้าโบยตีจนตายโทษฐานละเลยหน้าที่ ก็คงไม่แคล้วต้องรั้งอยู่ทนรับความโกรธแค้นที่คุณหนูของเจ้าหนีพิธีแต่งงานจากคนสกุลหวา ต้องถูกคนที่นี่ทรมานสารพัดอย่าง…ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ไม่อาจมีจุดจบที่ดีได้” เซิ่งเสวี่ยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง นางบรรจงสางผมเส้นเล็กละเอียดไปพลาง กล่าวอย่างไม่อนาทรร้อนใจไปพลาง

ชุ่ยหงได้ฟังก็เบิกตาจ้องเงาหลังของสตรีที่กำลังสางผมดำขลับดุจขนกาอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งไม้จันทน์แดงด้วยสายตาตื่นตระหนก นางเอ่ยถามอย่างร้อนตัว “เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”

“ไม่ได้หมายความว่าอย่างไร ข้าเพียงแต่กล่าวเตือนแม่นางเล็กน้อยเท่านั้น!” เซิ่งเสวี่ยพลันหันหน้ากลับมา สายตาคมปลาบจ้องมองชุ่ยหงที่ยืนอยู่ด้านหลังนิ่ง

* นิ่งงันเป็นไก่ไม้ เป็นสำนวน เปรียบเปรยถึงอาการตกตะลึงหรือตื่นตระหนกจนแข็งทื่อราวกับเป็นไม้ที่แกะสลักเป็นรูปไก่

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in ทดลองอ่าน

บทความยอดนิยม

เรื่องเด่นวันนี้

แจ่มใสมอบพรีเมี่ยมสุดน่ารักให้คุณนำไปใส่หนังสือฟรี! เริ่มวันที่ 1-30 พ.ย. นี้

เพราะเรารู้ใจคนรักหนังสือ... แจ่มใสมอบพรีเมี่ยมสุดน่ารักให้ทุกคนนำไปใส่หนังสือและพกพาหนังสือสุดเลิฟไปด้วยทุกที่ เพียงช็อ...

กิจกรรม

อัพเดตตารางออกบูธและโปรโมชั่นจากแจ่มใส เอเวอร์วาย และเอ็นเธอร์บุ๊คส์ ที่นี่ก่อนใคร!

              เชื่อว่าสิ่งที่นักอ่านอยากรู้ นอกจากเรื่องราวความสนุกสุดฟินในหนังสือแล้ว สิ่งสำคัญไม่แพ้กันเลยซึ่งจะทำให้ส...

ข่าวสาร & กิจกรรม

ใครจะเป็นผู้โชคดีที่มียอดการสั่งซื้อสูงสุด ระหว่างวันที่ 17-28 ต.ค. 61

        งานมหกรรมหนังสือฯ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่ผ่านมาเชื่อว่าหลา...

ข่าวสาร & กิจกรรม

ประกาศรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลเสื้อยืดลาย Sibbil

       งานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 23 และ เทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชนครั้งที่ 12 เพิ่งผ่านพ้นไป หากใครที่อ่านหนังสื...

jamsai.com