Connect with us

Jamsai

ชันสูตรพิสูจน์รัก

ทดลองอ่านนิยาย ชันสูตรพิสูจน์รัก เล่ม 1 บทที่ 8

บทที่ 8

 

ด้านหลังรถม้าที่แล่นไปอย่างเร็วคือฝุ่นควันที่ฟุ้งตลบ

จินจื่อกับเซี่ยวเซี่ยวใช้มือปิดปากปิดจมูก ขมวดคิ้วและไอแห้งๆ ออกมาหลายที

ขณะกำลังจะร้องด่า รถม้าก็ย้อนกลับมา

ทักษะการบังคับรถม้าของเหยี่ยเทียนน่าจะใช้ได้ดีเทียว เขาวกรถกลับมาตรงหน้าจินจื่อนายบ่าวอย่างพอดิบพอดี ยิ้มพลางเอ่ยว่า “คุณชายหารถม้าออกไปไม่ได้หรือ”

ไม่รอให้จินจื่อตอบ เซี่ยวเซี่ยวรีบผงกศีรษะรับ “ใช่ รออยู่นานมากแล้ว แต่ไม่เห็นแม้แต่เงาของรถม้า” พูดจบนางก็ไม่ลืมพุ่งสายตาเข้าไปในรถม้าของผู้อื่น ความหมายนั้นชัดเจนเหลือจะกล่าว ขาดแค่ไม่ได้พูดออกมาให้ชัดเท่านั้น

จินจื่อถลึงตาใส่เซี่ยวเซี่ยว เซี่ยวเซี่ยวรู้ว่าข้อเรียกร้องของตนมากเกินไป แม้จะไม่ได้พูด แต่เหยี่ยเทียนก็มองออก

อีกข้อหนึ่งคือยามนี้แม้คุณหนูกับตนเองจะแต่งกายเป็นบุรุษก็จริง ทว่าพวกนางไม่ใช่บุรุษจริงๆ คนที่อยู่ในรถม้าคือคุณชายเฉิน จะอย่างไรชายหญิงก็ไม่ควรใกล้ชิดกัน ตนเองไตร่ตรองไม่รอบคอบจริงๆ มิน่าคุณหนูถึงไม่ชอบใจ

จินจื่อกำลังจะบอกลาเหยี่ยเทียนก็ได้ยินเสียงเยียบเย็นไร้อารมณ์ดังมาจากในรถม้า “ฟ้าเริ่มมืดแล้ว รถม้าหายากขึ้นทุกที หากคุณชายไม่รังเกียจ ข้ายินดีไปส่งท่าน”

เซี่ยวเซี่ยวเงยหน้ามองจินจื่อ นางตัดสินใจแล้วว่าจะเชื่อฟังคุณหนู ขอเพียงคุณหนูบอกว่าไม่ นางก็จะเอ่ยขอบคุณและปฏิเสธอีกฝ่าย

จินจื่อแววตาไหววูบเล็กน้อย ริมฝีปากแดงเม้มนิดๆ ครู่หนึ่งจึงตอบว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ไม่ขอปฏิเสธ ขอบคุณในความหวังดีของคุณชายเฉิน”

เหยี่ยเทียนฟังจบก็รีบกระโดดลงจากที่นั่ง ยกม้าเตี้ยสำหรับเหยียบขึ้นรถม้ามาวาง และเลิกม่านให้จินจื่อนายบ่าวเข้าไป

รถม้าของคุณชายเฉินกว้างขวางมาก ด้านในมีโต๊ะกับตั่งอย่างละตัว บนพื้นปูเสื่อสาน การตกแต่งเรียบง่ายโปร่งโล่ง ภายในห้องโดยสารเต็มไปด้วยกลิ่นอายของเขา ไม่ได้มีกลิ่นอย่างชัดเจนเหมือนพวกนางคณิกา แต่เป็นความรู้สึกอย่างหนึ่ง

จินจื่อนั่งทับส้นเท้าอยู่ตรงข้ามคุณชายเฉิน หลังจับชายเสื้อให้เรียบร้อย นางค้อมศีรษะนิดๆ คำนับเขา พลางเอ่ย “รบกวนคุณชายเฉินแล้ว”

นัยน์ตาสีดำของคุณชายเฉินลึกล้ำดุจบ่อน้ำลึก ทำให้คนไม่อาจจับกระแสอารมณ์ได้แม้แต่น้อย เขาไม่ได้มองจินจื่อ แต่หันหน้าไปด้านข้างมองผ่านม่านไม้ไผ่ไปยังทิวทัศน์ข้างนอก เอ่ยคล้ายไม่ตั้งใจว่า “ไม่เป็นไร”

หวงวาจาดุจทองคำจริงๆ! จินจื่อไม่พอใจเล็กน้อย

เซี่ยวเซี่ยวนั่งอยู่ตรงทางเข้าออกห้องโดยสาร ดวงตาสีดำเปล่งประกายแอบเหลือบมองรูปโฉมยั่วเย้างดงามดั่งปีศาจของคุณชายเฉินเป็นระยะ

ช่างหล่อเหลาเหลือเกิน มิน่าคุณหนูสี่ถึงชอบตื๊อให้อาหลางพานางออกไปเที่ยวเล่น เหตุผลหลักก็คงเพราะอยากพบคุณชายเฉินกระมัง

เซี่ยวเซี่ยวลอบคาดเดาในใจ ไม่ได้ยินเสียงของเหยี่ยเทียนที่ร้องถามอยู่ข้างนอกแม้แต่น้อย

“รบกวนเสี่ยวเกอไปส่งข้าที่ประตูเรือนชั้นในของจวนสกุลจินด้วย” จินจื่อนิ่วหน้ามองเซี่ยวเซี่ยวพลางพูด

เด็กคนนี้มัวคิดอะไรอยู่นะ

เซี่ยวเซี่ยวได้สติ ก้มหน้าอย่างเก้อกระดาก ใบหน้าทั้งดวงร้อนผ่าวไปหมด

เฉินอี้เสวี่ยได้ยินจินจื่อแจ้งที่อยู่ของตน หัวคิ้วก็พลันเลิกขึ้นโดยไม่รู้ตัว หางตาเหลือบมองไปยังใบหน้าด้านข้างของจินจื่อที่งดงามล้ำเลิศ

ดูเหมือนจินเฮ่าชินเล็กน้อย… นี่เป็นน้องสาวของเขาหรือ

ช่างดูไม่เหมือนคนที่เขาพาออกมาครั้งก่อน

แม้จะมีผ้าโปร่งครอบตัวกั้นขวางอยู่ แต่เขามั่นใจได้ว่าคุณหนูตรงหน้าผู้นี้ไม่ใช่น้องสาวคนที่จินเฮ่าชินเคยพาออกมาแน่นอน ท่าทีของทั้งสองแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จุดนี้เขาแยกแยะได้อย่างชัดเจน

ไฉนจึงไม่เคยได้ยินเฮ่าชินพูดถึงน้องสาวคนนี้มาก่อน

หรือว่าเป็นน้องสาวที่เกิดจากอนุ

อึ้งไปครู่หนึ่ง เฉินอี้เสวี่ยก็หัวเราะหยันตนเองในใจ ตั้งแต่เมื่อไรที่เขาสนใจเรื่องของผู้อื่นเช่นนี้

ภายในห้องโดยสารต่างฝ่ายต่างไม่พูดจากัน จินจื่อนั่งอยู่ริมหน้าต่างรถ มองผ่านม่านไม้ไผ่ออกไปยังทิวทัศน์ที่เลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ รถม้าออกจากเขตนาสวนและมุ่งหน้าไปบนถนนเขตชุมชนที่คึกคัก

ร้านค้ากับหน้าประตูคฤหาสน์ต่างๆ ที่ตั้งเรียงรายเป็นระเบียบแขวนโคมหลากสีที่หน้าบ้าน แสงไฟสว่างจ้าส่องเขตชุมชนจนดูเหมือนมีความสลัวรางปกคลุมอยู่ชั้นหนึ่ง แสงยามพลบค่ำดูอ่อนโยน จินจื่อได้สัมผัสกับความเจริญรุ่งเรืองของเมืองยามค่ำคืนในสมัยโบราณเช่นนี้ ในใจก็อดรู้สึกลิงโลดไม่ได้

หน้าประตูร้านอวี้ซิ่วมีกระแสผู้คนแน่นขนัด ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หญิงสาวทั้งหลายในชุดผ้าทอลายหรูหราเดินเข้าๆ ออกๆ ร้าน ใบหน้ายิ้มแย้มงาม

จินจื่อตาแหลม มองปราดเดียวก็รู้ว่านั่นเป็นร้านขายแพรพรรณ

ผ้าแพรพรรณที่หญิงสาวเหล่านั้นประคองอยู่ในมือดูเหมือนเนื้อผ้าจะไม่เลว มองแค่สีและประกายที่สะท้อนออกมาก็รู้ว่าคุณภาพไม่แย่แน่ เพียงแต่ลวดลายเหล่านั้นดูเหมือนจะยังไม่ค่อยแปลกใหม่นัก

ระหว่างนิ่งคิด ความคิดหนึ่งก็วาบเข้ามาในหัวสมองของจินจื่ออย่างรวดเร็ว นางประสานมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกันอย่างตื่นเต้นเล็กน้อย ขณะเริ่มคิดวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

เสียงจอแจค่อยๆ ถูกกลบไป ผู้คนบนถนนเหลือเพียงประปราย ตอนนี้เข้าเขตที่พักอาศัยของชนชั้นสูงและคนมีเงินแล้ว ชาวบ้านทั่วไปย่อมไม่กล้าเข้ามาบริเวณนี้ ดังนั้นนอกจากลูกหลานชนชั้นสูงของคฤหาสน์เหล่านี้กับข้ารับใช้แล้ว จึงไม่มีผู้คนสักเท่าไร ย่อมไม่มีเสียงเอะอะจอแจเช่นเมื่อครู่

รถม้าอ้อมทางโค้งทางหนึ่ง วิ่งไปข้างหน้าอีกเจ็ดจั้งก่อนจะหยุดที่ประตูเรือนชั้นในของจวนสกุลจิน

“คุณชายจิน ถึงแล้วขอรับ” เหยี่ยเทียนบอกอย่างนอบน้อมอยู่ข้างนอก

เซี่ยวเซี่ยวกระโดดลงจากรถม้าก่อน เลิกม่านและยื่นมือไปเตรียมประคองคุณหนูของตนลงมา

จินจื่อจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย สายตาทอดมองไปยังเฉินอี้เสวี่ย ยามนี้เขากำลังหลับตาอยู่

หลับไปแล้วหรือ

แล้วต้องกล่าวอำลาเขาหรือไม่

ปลุกเขาให้ตื่นคงไม่ดีกระมัง

แต่ไม่อำลาก็ดูจะเสียมารยาทยิ่งนัก…

ระหว่างขัดแย้งในใจ จินจื่อเหลือบเห็นพู่กันกับหมึกบนโต๊ะ มุมปากยกขึ้นขณะหยิบพู่กันขนเพียงพอนเหลืองเขียนอักษรตัวใหญ่อย่างฉวัดเฉวียน

นางวางพู่กันและผ่อนลมหายใจ คิดในใจว่าไม่อยากพูดกับน้ำแข็งก้อนนี้เลยจริงๆ แต่ถึงอย่างไรผู้อื่นก็อุตส่าห์มาส่งนาง ถึงอย่างไรก็ต้องขอบคุณตามมารยาท

นางขยับตัวและก้มตัวเดินออกจากห้องโดยสาร ก่อนจะกระโดดลงจากรถม้าโดยมีเซี่ยวเซี่ยวคอยประคอง

“ครั้งนี้รบกวนเสี่ยวเกอแล้ว!” จินจื่ออมยิ้มขอบคุณเหยี่ยเทียน

เหยี่ยเทียนยิ้มเขินอีกครั้ง “คุณชายจินเกรงใจแล้ว ท่านรีบเข้าไปเถอะ เอ๋อร์จะพาคุณชายกลับเคหาสน์”

“ได้ เดินทางระวังด้วย” จินจื่อกำชับ

เหยี่ยเทียนกระโดดขึ้นรถม้าและบังคับรถม้าอย่างเชี่ยวชาญ ค่อยๆ เคลื่อนตัวห่างออกไปจากสายตาของจินจื่อนายบ่าว

ราตรีที่เหมือนทาด้วยน้ำหมึกปกคลุมลงมา ดวงจันทร์กระจ่างอวดโฉมเพียงครึ่งเดียวเหมือนคนขี้อาย ขมุกขมัวสลัวราง เห็นได้ไม่ชัดเจน

จินจื่อส่งสัญญาณให้เซี่ยวเซี่ยวไปเคาะประตู เซี่ยวเซี่ยวก้าวออกไปอย่างกระวนกระวาย หลังเคาะอยู่หลายครั้งก็ได้ยินเสียงแอ๊ด ประตูไม้เคลือบเงาสีน้ำตาลหนาหนักเปิดออก

ผู้เปิดประตูคือจวงมามา

ครั้นเห็นจินจื่อกับเซี่ยวเซี่ยว จวงมามาก็แทบน้ำตาไหลริน รีบหลีกทางให้ทั้งสองเข้ามาในจวน ไม่มีเวลาจะถามข้อสงสัยที่อัดแน่นอยู่เต็มท้องไปหมด ได้แต่รีบร้อนปิดประตูให้ดี ก่อนจะเดินนำหน้าถือโคมไฟส่องทางให้ทั้งสองคน

ในที่สุดก็กลับถึงเรือนชิงเฟิงโดยไม่ได้กระโตกกระตากให้คนในจวนรู้

หลังปรนนิบัติจินจื่อล้างหน้าบ้วนปากเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว จวงมามาก็ยกสำรับอาหารที่เตรียมไว้นานแล้วออกมา

จินจื่อประทับใจมาก จวงมามาเหมือนมารดาที่ดูแลเอาใจใส่ในทุกๆ เรื่อง คิดถึงนางก่อนเสมอ จินจื่อรู้ว่านางต้องห่วงความปลอดภัยของตนแน่ ทั้งยังกลัวว่าคุณหนูอย่างนางที่เป็นบุตรสาวขุนนางออกไปแต่เช้ากลับมามืดค่ำจะถูกติฉินนินทา โดยเฉพาะทำให้หลินซื่อมีโอกาสจับผิดคุณหนูได้

จินจื่อวางตะเกียบ มองจวงมามาที่ยุ่งง่วนกับการดูแลนางมาตลอดพลางร้องเรียกเสียงอ่อนโยน “มามา ลำบากท่านแล้ว วันนี้เนื่องจากหารถม้ากลับมาไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องรอนานมาก ทำให้ท่านเป็นห่วงแล้ว ข้าขออภัยจริงๆ”

จวงมามาฟังแล้วอึ้งไปเล็กน้อย น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมา นางเดินไปข้างกายจินจื่อและยื่นมือไปลูบดวงหน้างดงามอ่อนโยนนั้นพลางพูดเสียงสะอื้น “บ่าวรออยู่ตลอดบ่าย รอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นคุณหนูกลับมา ห่วงว่าพวกท่านสองคนจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างทาง แต่ก็ไม่มีหนทางอื่น จึงได้แต่ขอให้พระพุทธองค์คุ้มครองให้คุณหนูกลับมาอย่างปลอดภัย ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว วันหลังออกไปจะกลับมืดเกินไปไม่ได้ คนที่เรือนหลักยิ่งกลุ้มใจเพราะหาเรื่องจับผิดพวกเราไม่ได้อยู่นะเจ้าคะ”

จินจื่อพยักหน้าอย่างขึงขัง “วางใจเถอะ ข้ารู้ดี! มามากับเซี่ยวเซี่ยวมากินข้าวเป็นเพื่อนข้าเถอะ ข้าชอบความครึกครื้น”

บ่าวสองคนมองตากันแล้วยิ้ม ก่อนจะล้อมวงเข้ามา

 

จินจื่อกินอาหารค่ำเสร็จก็สั่งให้เซี่ยวเซี่ยวหาพู่กันกับหมึกมาให้ตน

เซี่ยวเซี่ยวงงงันเล็กน้อย ไม่รู้คุณหนูของนางจะเอาพู่กันกับหมึกไปทำไม สิบกว่าปีมานี้ คุณหนูป่วยมาตลอด จึงไม่ได้เข้าเรียนอย่างชนชั้นสูง ยิ่งไม่เคยจับพู่กันเขียนหนังสือมาก่อน แล้วครานี้ไฉนจู่ๆ จึงบอกว่าจะใช้พู่กันกับหมึกเล่า

จินจื่อเห็นเซี่ยวเซี่ยวเหม่อลอยก็อดขมวดคิ้วถามไม่ได้ “ทำไมหรือ”

“คุณหนู ท่านไม่เคยเขียนหนังสือมาก่อน ดังนั้นเรือนชิงเฟิงของเราจึงไม่มีพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนเจ้าค่ะ”

จินจื่อทำท่าตระหนัก ตบหน้าผากตนเองเบาๆ พลางร้องว่า “วันหน้าต้องซื้อไว้สักชุด! แล้วตอนนี้จะไปหาจากที่ใดได้บ้างเล่า”

“คุณหนูท่านจะเอาพู่กันกับหมึกไปทำไมเจ้าคะ” จวงมามาก้าวเข้ามา ส่งชาที่เพิ่งต้มเสร็จให้จินจื่อพลางยิ้มถาม

จินจื่อรับถ้วยชามาและจิบหนึ่งคำ ยังไม่ทันได้อธิบายก็ได้ยินจวงมามาพูด “บ่าวมีเก็บไว้ชุดหนึ่งเจ้าค่ะ เป็นของที่ฮูหยินเคยใช้สมัยมีชีวิตอยู่ ตอนนั้นของหลายอย่างถูกฝังไปพร้อมกัน แต่เครื่องเขียนชุดนี้บ่าวตัดใจไม่ได้ จึงเก็บไว้กับตัวเป็นที่ระลึก”

ฮูหยินผู้นี้แน่นอนว่าหมายถึงมารดาบังเกิดเกล้าของจินอิงลั่ว หลิวซื่อ

ดวงตาของจินจื่อฉายแววยินดี รีบเร่งเร้าให้จวงมามาไปเอาพู่กันกับหมึกออกมา

หายากที่คุณหนูจะตื่นเต้นเช่นนี้ จวงมามาคิดว่านางคิดถึงมารดาที่ล่วงลับไปแล้ว รีบปลอบประโลมหลายคำก่อนจะถอยออกไปหาแท่นฝนหมึกกับพู่กันขนเพียงพอนเหลืองที่หลิวซื่อทิ้งเอาไว้

แม้จะผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว แต่หมึกนั้นกลับถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี จินจื่อรับมาดูก็รู้ว่าเป็นหมึกดีที่ล้ำค่ามาก สมัยปัจจุบันบิดาของจินจื่อก็ชอบสะสมแท่นฝนหมึก ดังนั้นเมื่อซึมซับมามาก จินจื่อจึงพอมีความรู้ด้านนี้อยู่บ้าง

เนื่องจากถูกเก็บไว้นานกระดาษเซวียนจื่อ* จึงเหลืองซีดเล็กน้อย แต่ไม่ชื้น เห็นได้ว่าจวงมามาทะนุถนอมอย่างดี

จินจื่อใช้มีดตัดกระดาษเซวียนจื่อให้มีขนาดประมาณผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งโดยไม่รีรอ เซี่ยวเซี่ยวจัดเรียงกระดาษเซวียนจื่อแผ่นเล็กที่จินจื่อตัดและวางซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ “คุณหนูจะหัดคัดอักษรหรือเจ้าคะ”

จินจื่อฟังแล้วทำหน้าเซ็ง การคัดอักษรเป็นสิ่งที่นางถูกพ่อบังคับให้เรียนตั้งแต่เด็กแล้ว ตอนนั้นพ่อยังอวดฝีมือการคัดอักษรของลูกสาววัยแปดขวบให้เพื่อนสนิทดูอย่างภาคภูมิใจ อักษรข่ายซู* ตัวเล็กที่งดงามเรียบร้อยสำหรับจินจื่อแล้วเป็นเหมือนกับข้าวจานเล็กๆ เท่านั้น

จินจื่อช้อนตาขึ้น ทำมือบอกให้เซี่ยวเซี่ยวเงียบ จากนั้นม้วนแขนเสื้อขึ้นและเริ่มฝนหมึกด้วยตนเอง

หลิวซื่อเป็นบุตรีตระกูลใหญ่ เรื่องการอ่านออกเขียนได้ไม่ต้องพูดถึง พู่กันที่ใช้จึงมีครบทั้งแบบเส้นหนาและเส้นบาง

จินจื่อเลือกพู่กันเส้นบางด้ามหนึ่ง แตะหมึกและตั้งใจวาดลายบนกระดาษ

เพียงครู่เดียวก็วาดลวดลายออกมาได้หลายแผ่น เซี่ยวเซี่ยวอ้าปากกว้างด้วยความประหลาดใจ หยิบภาพวาดที่หมึกยังไม่แห้งขึ้นมาพิจารณาดูอย่างละเอียด

นี่คือฉูจวี๋* หรือ ไฉนจึงเหมือนจริงเช่นนี้ หากลงสีด้วยก็ไม่ต่างจากของจริงเลย…

ยังมีดอกไม้ที่ตูมอยู่นี้ชื่อว่าดอกอะไรนะ ไฉนจึงไม่เคยเห็นมาก่อน โลกใบนี้มีดอกไม้ที่สวยขนาดนี้ด้วยหรือ

เซี่ยวเซี่ยวอยากเอ่ยปากถามเหลือเกิน แต่เห็นคุณหนูตั้งใจวาดอยู่ จึงไม่สะดวกจะเอ่ยปากรบกวน และกลืนข้อสงสัยทั้งหมดลงไปในท้อง

จินจื่อวาดไปได้สิบกว่าแผ่นก็วางพู่กัน หยิบภาพที่เพิ่งวาดเสร็จขึ้นมาพิจารณาดูอย่างละเอียดและพยักหน้าอย่างพึงพอใจ หากมีสี ลงสีแล้วจะต้องดูสวยกว่านี้แน่ เพียงแต่เรือนชิงเฟิงแห่งนี้อัตคัดขัดสนอย่างยิ่ง แม้แต่พู่กันกับหมึกยังเป็นของที่หลิวซื่อทิ้งเอาไว้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสีที่งดงาม

“คุณหนู ท่านวาดภาพเหล่านี้ไปทำไมเจ้าคะ แต่สวยมากจริงๆ เซี่ยวเซี่ยวไม่รู้เลยว่าคุณหนูวาดภาพเป็นด้วย” ในที่สุดเซี่ยวเซี่ยวก็หาโอกาสถามออกมาจนได้ แต่ไรมานางเป็นคนโผงผางปากไว ขืนให้สะกดกลั้นต่อไป เกรงว่าอวัยวะภายในจะบอบช้ำได้

จินจื่อมองเซี่ยวเซี่ยวปราดหนึ่ง มุมปากยกขึ้นนิดๆ แนวโค้งเหมือนจันทร์เสี้ยวดูงดงามอย่างบอกไม่ถูกขณะตอบเสียงเรียบ “คุณหนูเช่นข้าจะเป็นที่พึ่งที่แข็งแกร่งที่สุดให้เจ้ากับจวงมามา ดังนั้นพวกเราต้องฮึดสู้ ต้องเข้มแข็งด้วยตนเอง ปัญหาแรกที่ต้องแก้ไขคือเรียนรู้ที่จะหาเงินด้วยตนเอง อย่าเอาแต่ยื่นมือออกไปและคอยดูสีหน้าผู้อื่น”

“หาเงินด้วยตนเอง? เอ่อ…คุณหนูท่านจะขายภาพวาดหรือเจ้าคะ” เซี่ยวเซี่ยวตกใจเล็กน้อย

จินจื่อยิ้มพลางเอ่ย “ขายภาพวาด? จะว่าอย่างนั้นก็ได้ เอาเป็นว่าถึงเวลาเจ้าก็รู้เอง ตอนนี้เก็บเป็นความลับก่อน”

วิธีลึกลับในการหาเงินของคุณหนูก็คือวิธีนี้?

เซี่ยวเซี่ยวพึมพำในใจ ก่อนจะค่อยๆ เก็บพู่กันหมึกกระดาษและแท่นฝนบนโต๊ะกลมให้เรียบร้อย

จินจื่อตะลอนอยู่ข้างนอกทั้งวัน ยามนี้เริ่มเหนื่อยแล้ว จึงให้เซี่ยวเซี่ยวเก็บข้าวของและไปพักผ่อน ส่วนตนเองลุกขึ้นเดินเข้าไปยังห้องด้านใน

ก่อนจะนอนหลับไป จินจื่อขบคิดหาวิธีที่จะทำให้หลงจู๊ร้านผ้าอวี้ซิ่วสนใจ ทำให้เขายอมซื้อลวดลายที่นางออกแบบ หากเป็นไปได้ ไม่แน่พวกเขาอาจร่วมมือกันในระยะยาวได้ มีกำไรย่อมต้องช่วยกันหานี่นา!

คิดไปคิดมา หนังตาก็ปิดลงอย่างหนักอึ้ง แบบร่างงดงามที่จินจื่อวาดขึ้นในหัวได้ครึ่งหนึ่งค่อยๆ เลือนรางและหายไป ก่อนที่นางจะผล็อยหลับ

 

กล่าวถึงเฉินอี้เสวี่ย ตอนอยู่ในห้องโดยสารรถม้าเขาไม่ได้หลับ

พอจินจื่อนายบ่าวลงจากรถม้า เขาจึงค่อยๆ ลืมตาที่ดำสนิทดุจราตรี มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ เอ่ยด้วยเสียงเบาแทบไม่ได้ยินว่า “ช่างเป็นเด็กที่ไร้มารยาทจริงๆ”

พอสิ้นเสียง หางตาก็เหลือบไปเห็นกระดาษสีขาวบนโต๊ะ

นิ้วเรียวยาวคีบมันขึ้นมา บนกระดาษสีขาวบริสุทธิ์เขียนอักษรเฉ่าซู* ฉวัดเฉวียนไว้ หากคนที่ดูไม่เป็นจะต้องคิดว่าเป็นยันต์กันภูตผีแน่นอน

“เห็นหลับอยู่ ไม่อยากกวน ขอบคุณ ติดค้างไมตรีท่านแล้ว” เฉินอี้เสวี่ยเปล่งเสียงอ่านผ่านกลีบปากบาง จากนั้นก็หัวเราะออกมา

เหยี่ยเทียนบังคับรถม้าอยู่ข้างนอก ได้ยินเสียงหัวเราะเบิกบานของคุณชายตนที่ไม่ได้ยินมานานก็พลอยยกมุมปากยิ้มตามไปด้วย สองมือกระตุกเชือกบังเหียน รถม้าควบทะยานกลับเคหาสน์คุณชายเฉินอย่างรวดเร็ว ความจริงพวกเขาอยู่แถบริมทะเลสาบซีหู ออกจากเส้นทางริมทะเลสาบมาหน่อยและเลี้ยวเข้าไปในถนนอีกเส้น ตรงไปอีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว ครั้งนี้เพื่อส่งคุณชายจินกลับจวน พวกเขาต้องเดินทางอ้อมกว่าครึ่งอำเภอเถาหยวนเลยทีเดียว

ราตรีมืดมิดลงอีกหลายส่วน เหยี่ยเทียนเห็นแต่ไกลว่าหน้าประตูเคหาสน์มีสตรีนางหนึ่งยืนอยู่ กำลังชะเง้อคอรอ เขารีบหันกลับไปพูดกับคุณชายที่อยู่ในรถ “อวี้เหนียงรอคุณชายอยู่หน้าประตูขอรับ”

เสียงรับคำเบาๆ ดังมาจากในรถ ถือว่ารับรู้แล้ว

รถม้าจอดอย่างมั่นคงหน้าประตู อวี้เหนียงซึ่งเป็นผู้ดูแลหญิงของเคหาสน์และเป็นแม่นมของคุณชายเฉินก้าวเข้ามา นางสวมเสื้อบุซับในสาบทับขวาสีฟ้าเข้ม ท่อนล่างเป็นกระโปรงทรงหน้าม้าจีบรอบสีแดงสด บนมวยทรงกลมเรียบๆ ประดับปิ่นเงินอันหนึ่งไว้ แลดูท่าทางแคล่วคล่องปราดเปรียว

อวี้เหนียงก้าวลงจากบันไดหิน ยืนอยู่ข้างรถม้าพลางยิ้มพูด “วันนี้คุณชายกลับช้านะเจ้าคะ”

ม่านไม้ไผ่ขยับเล็กน้อย เฉินอี้เสวี่ยกระโดดลงจากรถม้าอย่างสง่างาม สีหน้าราบเรียบ “เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว จึงได้กลับมาช้า”

อวี้เหนียงผงกศีรษะ เดินตามอยู่ด้านข้างเฉินอี้เสวี่ยและเข้าไปในเคหาสน์พร้อมกัน ก่อนหันหน้าไปมองคุณชายและถาม “อาหารเตรียมเรียบร้อยแล้ว คุณชายจะกินก่อนหรือว่าอาบน้ำก่อนเจ้าคะ”

“อาบน้ำก่อน” เฉินอี้เสวี่ยก้าวยาวๆ นำไปข้างหน้าและทิ้งคำพูดนี้ไว้

อวี้เหนียงรับคำ ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าไปในลานสั่งสาวใช้ให้รีบไปจัดเตรียม

ในห้องอาบน้ำเต็มไปด้วยไอหมอกจางๆ กลิ่นหอมบริสุทธิ์ของดอกสายน้ำผึ้งอบอวลอยู่ในอากาศ

เฉินอี้เสวี่ยหลับตาพิงอ่าง บนผิวน้ำมีกลีบดอกสายน้ำผึ้งสีเหลืองลอยอยู่ น้ำใสกระจ่างไหลหยดลงตามแผงอกเขา ภายใต้แสงเทียนจากจุดต่างๆ ทำให้เห็นแผงอกและหน้าท้องกำยำที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำได้เลือนราง ดูเหมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่ไร้ตำหนิ ประกอบกับใบหน้าหล่อเหลาเป็นที่หนึ่งของเขา ทำให้รู้สึกว่าทุกอย่างช่างไร้ที่ติ เป็นผลงานชิ้นเอกของเทพเจ้า

สาวใช้คนหนึ่งย่องเข้ามาอย่างแผ่วเบา นางก้มหน้า ดวงหน้าขาวสะอาดแดงซ่าน หลุบตาก้าวเร็วๆ และวางถาดใส่เสื้อผ้าลงข้างอ่าง ก่อนจะหยิบชุดคลุมสีดำที่ผู้เป็นนายถอดออกไว้ขึ้นมาอย่างแผ่วเบา และเตรียมจะถอยออกไป

“ช้าก่อน”

เสียงเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็งในฤดูหนาวนั้นทำเอาสาวใช้อดสั่นสะท้านไม่ได้ นางยืนแข็งทื่ออยู่ที่เดิมและถามอย่างขลาดกลัว “คุณชาย…มีอะไรหรือเจ้าคะ”

“วางเสื้อผ้าลง” น้ำเสียงที่ตอบกลับมายังคงเย็นชา

สาวใช้ไม่กล้าขัดขืน หันกลับมาวางเสื้อผ้าลงตามเดิม ก่อนจะรีบถอยออกไป

เฉินอี้เสวี่ยแช่ตัวอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะก้าวขึ้นมาจากสระ หยิบผ้าด้านข้างมาเช็ดหยดน้ำแวววาวที่ไหลลงมาตามร่างกาย ก่อนจะเปลี่ยนมาสวมชุดคลุมสีขาวเรียบสะอาด

นัยน์ตาสีดำหยุดอยู่ที่เสื้อผ้าที่สวมใส่ก่อนหน้านี้ เขาย่อกายลงและหยิบกระดาษสีขาวที่มีรอยหมึกสีดำออกมาจากแขนเสื้อ เก็บกระดาษแผ่นนั้นลงในอกเสื้อตัวที่สวมอยู่ ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องอาบน้ำไป

 

หลับสบายทั้งคืน!

เช้าวันต่อมาฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ เสียงเอะอะเลือนรางก็ดังเข้ามาในหูของจินจื่อ

จินจื่อค่อยๆ ลืมตา มองผ่านม่านเตียงออกไปข้างนอก ช่องหน้าต่างไม้หนานมู่สะท้อนแสงสีขาวท้องปลาจากทางทิศตะวันออก นางนอนราบอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง ดูเหมือนเสียงเอะอะมีแต่จะดังมากขึ้นไม่มีลด

จินจื่อขมวดคิ้ว ยันตัวลุกขึ้นและส่งเสียงเรียกออกไปข้างนอก “เซี่ยวเซี่ยว เกิดอะไรขึ้น!”

เซี่ยวเซี่ยวรีบผลักประตูเข้ามา “คุณหนู หนวกหูท่านหรือเจ้าคะ เฝิงมามานำผู้ดูแลหญิงในจวนมาเปิดประชุมเช้าเจ้าค่ะ”

“ประชุมเช้า?” จินจื่อเลิกคิ้วด้วยความสงสัย “แต่ก่อนประชุมเช้าก็จัดที่นอกเรือนชิงเฟิงหรือ”

“คุณหนูลืมไปแล้วหรือเจ้าคะ เรือนชิงเฟิงของเราเป็นสถานที่ที่สงบเงียบและห่างไกลที่สุดของจวน เฝิงมามาไม่มีทางเลือกวิธีที่ลำบาก นำมามาทั้งหลายมาประชุมเช้าที่นี่หรอก” เซี่ยวเซี่ยวเบ้ปาก น้ำเสียงเจือแววไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด “เห็นทีคงเพราะคนที่อยู่ในเรือนหลักทนเห็นพวกเราอยู่อย่างสบายใจไม่ได้ เมื่อวานนายท่านเพิ่งอนุญาตให้คุณหนูออกไปข้างนอก นางก็ทนดูไม่ได้ เช้าวันนี้จึงให้คนกลุ่มใหญ่มารบกวนการนอนของคุณหนูแต่เช้า!”

เห็นเซี่ยวเซี่ยวบ่นด้วยสีหน้าบูดบึ้ง จินจื่อก็อดหัวเราะไม่ได้

“เรื่องแค่นี้ข้าทนได้ ตอนนี้อากาศเริ่มอุ่นขึ้นแล้ว ไม่รู้สึกอาลัยผ้าห่มมากเหมือนในฤดูหนาวอีก ตื่นเช้าหน่อยก็ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ไม่นับว่ามีเรื่องใดเสียหาย อีกอย่างเฝิงมามาประชุมเช้านอกเรือนชิงเฟิง อย่างมากเดือนหนึ่งก็แค่สองครั้ง ส่งผลกระทบต่อพวกเราไม่มาก ทั้งยังทำให้พวกเราได้ล่วงรู้สถานการณ์ความเป็นไปภายในจวนด้วย”

เซี่ยวเซี่ยวฟังจินจื่อพูดแล้วก็ตาเป็นประกาย พยักหน้าพลางเอ่ย “เรื่องร้ายพอมาถึงคุณหนูก็กลับกลายเป็นเรื่องดีไปได้…”

“ไปจัดเตรียมข้าวของสำหรับล้างหน้าบ้วนปากเถอะ วันนี้พวกเรายังมีสิ่งที่ต้องทำ” จินจื่อสั่ง

“คุณหนู พวกเราจะไปขายภาพหรือเจ้าคะ” เซี่ยวเซี่ยวรีบเบาเสียงและถามเสียงสั่น น้ำเสียงเจือความตื่นเต้นที่ระงับไว้ไม่อยู่

จินจื่อพยักหน้า ยื่นมือออกมาทำท่าจุปาก

เซี่ยวเซี่ยวปรนนิบัติจินจื่อล้างหน้าบ้วนปากอย่างคล่องแคล่ว เพิ่งหยิบหวีเขาวัวขึ้นมาจะสางผมให้จินจื่อ จวงมามาก็ผลักประตูก้าวเข้ามา

“คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” จวงมามาอมยิ้มว่า

“อืม นอนไม่หลับ จึงลุกขึ้นมาดีกว่า” จินจื่อมองผ่านกระจกสำริดไปยังจวงมามาที่ยืนอยู่ข้างหลังพลางยิ้มพูด

จวงมามาพยักหน้า เดินเข้าไปรับหวีเขาวัวจากมือเซี่ยวเซี่ยว สางเรือนผมที่ทิ้งตัวยาวถึงสะโพกให้จินจื่ออย่างแผ่วเบาด้วยตนเองพลางพูดเสียงอ่อนโยน “ประชุมเช้ามาจัดที่นอกเรือนชิงเฟิงของเรา นี่เป็นการกลั่นแกล้งของคนในเรือนหลัก คาดว่าคงเพราะคนผู้นั้นไม่สบอารมณ์ พิธีกรรมครั้งก่อนล้มเหลว คงไม่พอใจอย่างยิ่งกระมังเจ้าคะ”

“นางอยากหาเรื่องเอง ข้าก็จนปัญญา” จินจื่อพูดเสียงเย็น

“บ่าวทราบเจ้าค่ะ แต่ถึงอย่างไรคฤหาสน์แห่งนี้นางก็เป็นผู้ดูแลจัดการ หากนางอยู่อย่างไม่สบายใจ แล้วจะปล่อยให้พวกเราอยู่อย่างสบายใจได้อย่างไรเจ้าคะ” จวงมามาถอนใจเฮือกหนึ่ง มือยังคงเกล้ามวยเฉียงให้จินจื่อแบบหลวมๆ พลางโน้มน้าวต่อ “ตั้งแต่คุณหนูหายดีก็ยังไม่เคยไปคารวะนางเลย วันนี้เป็นวันที่หนึ่ง คุณหนู อี๋เหนียง ผู้ดูแลรวมถึงมามาทั้งหลายในจวนต่างก็ไปคารวะนางและรับการอบรม คุณหนูจะ…”

จินจื่อเงยหน้ามองกระจกสำริด สายตาสบเข้ากับสายตาของจวงมามาที่เปี่ยมด้วยความคาดหวัง แม้ในใจจะไม่เต็มใจสักเท่าไร แต่ก็ไม่อาจแข็งใจปฏิเสธนางได้

สิบกว่าปีมานี้จวงมามาดูแลคุณหนูสามสกุลจินจนเติบใหญ่อย่างลำบากลำบน กับนางจินจื่อย่อมเคารพและให้ความสำคัญอยู่แล้ว จวงมามาโน้มน้าวเช่นนี้ก็เพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ในจวนของนางดีขึ้นหน่อย ถึงอย่างไรจินหยวนผู้เป็นบิดาก็เป็นนายอำเภอ มีงานที่ทำไม่มีวันหมด ไม่อาจใส่ใจเรือนชิงเฟิงตลอดเวลาได้ ยิ่งไม่อาจยื่นมือเข้ามาก้าวก่ายการบริหารจัดการภายในเรือน ดังนั้นความกังวลของจวงมามาใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลเสียทีเดียว

แม้จินจื่อจะตั้งปณิธานว่าจะเข้มแข็งและยืนหยัดด้วยลำแข้งของตนเอง แต่การร่วมมือกับร้านผ้าอวี้ซิ่วยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เมื่อยังหาเงินมามิได้ย่อมไม่มีความมั่นใจ ยังไม่อาจขัดแย้งกับหลินซื่อและตัดทางเดินของตนเองในเวลานี้ได้

“ดีที่จวงมามาตักเตือน อิงลั่วลืมเวลาไปเลย ไม่ได้คิดว่าวันนี้เป็นวันที่หนึ่งแล้ว” จินจื่อลุกขึ้นและหันกลับไปกุมมือจวงมามา ดวงตาทอแววยิ้ม ภายใต้แสงแดดยามเช้าที่สาดส่อง ประกายสีอำพันในส่วนลึกของดวงตาใสกระจ่างดุจน้ำพุที่ไหวกระเพื่อม ทอแสงระยิบระยับจับตา

จวงมามาดีใจมากที่คุณหนูเข้าใจความปรารถนาดีของตน นางตบหลังมือของจินจื่อและหันไปด้านข้างสั่งเซี่ยวเซี่ยว “ช่วยคุณหนูหาชุดกระโปรงออกมาตัวหนึ่ง เอาชุดสีม่วงที่นายท่านส่งมาให้วันก่อนแล้วกัน สีนั้นสดใส ขับผิวของคุณหนูได้”

เซี่ยวเซี่ยวขยิบตาอย่างซุกซนพลางรับคำ “มามาเปลืองน้ำลายเปล่าแล้วเจ้าค่ะ เพราะบ่าวเตรียมไว้แต่แรกแล้ว”

ก่อนหน้านี้เซี่ยวเซี่ยวคิดว่าคุณหนูทำผมกินข้าวแล้วจะเอาภาพร่างออกไปขาย ย่อมต้องแต่งกายให้งดงามหน่อย ดังนั้นนางจึงหยิบชุดกระโปรงสีม่วงที่เพิ่งตัดใหม่ออกมาเตรียมไว้ตั้งแต่เช้าตรู่

“เจ้าช่างมีไหวพริบนัก” จวงมามาปรายตามองเซี่ยวเซี่ยว กล่าวด้วยรอยยิ้ม

ครั้นแต่งองค์ทรงเครื่องเรียบร้อย จินจื่อลุกขึ้นมองตนเองในกระจกแล้วก็สะดุ้งตกใจจริงๆ

ชุดกระโปรงรัดอกสีม่วงตัดจากผ้าโปร่งบางกับผ้าไหมขึ้นเงา ริ้วกระโปรงทิ้งตัวลงบนพื้นเหมือนหมอกควัน คอเสื้อกับแขนเสื้อเดินขอบด้วยผ้าต่วนลายเมฆาสีเงิน สะกดกลิ่นอายล่องลอยที่มากเกินไปไว้ นอกจากงามสง่าแล้วยังไม่ทิ้งความสุขุมเป็นทางการ

“นี่ถึงจะเป็นการแต่งกายที่เหมาะสมกับคุณหนูซึ่งเป็นบุตรีที่เกิดจากภรรยาเอก! คุณหนูรูปโฉมงดงามอย่างยิ่ง ต่อให้สวมเสื้อเนื้อนิ่มผ้าพื้นเรียบเหมือนแต่ก่อนก็ไม่อาจบดบังความงามสง่าของคุณหนูได้แม้แต่น้อย” เซี่ยวเซี่ยวมองจินจื่ออย่างตะลึงงัน นานครู่ใหญ่จึงเอ่ยคำพูดนี้ออกมา

“คุณหนูเหมือนฮูหยินราวกับเคาะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน ผิวราวกับหยก ขาวกระจ่างตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องผัดแป้งทาชาดเหมือนคนอื่นเขา” แววตาของจวงมามายากจะปิดบังรอยยิ้ม นางเอ่ยชื่นชมจากใจจริง

จินจื่อมองตนเองในกระจกก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมคุณหนูสามสกุลจินจากใจว่านางงดงามหาตัวจับยากจริงๆ หากตั้งใจแต่งตัวให้ประณีตสักหน่อยคงจะเป็นบุคคลที่งดงามมีค่าควรเมืองทีเดียว จวงมามาบอกว่าคุณหนูสามสกุลจินสืบทอดความงามมาจากหลิวซื่อ โดยเฉพาะนัยน์ตามีชีวิตชีวาสีอำพันคู่นี้ หรือนี่จะเป็นสาเหตุที่ทำให้หลินซื่อเกลียดชังและริษยานาง

ทว่าหลินซื่อกลับชอบจินเฮ่าชินอย่างยิ่ง ทั้งที่เป็นสายเลือดที่หลิวซื่อทิ้งไว้เหมือนกัน เรื่องอะไรรังเกียจแต่คุณหนูสามสกุลจินและชื่นชอบจินเฮ่าชินเล่า

จินจื่อกลอกตาครู่หนึ่ง ขบคิดแล้วก็เข้าใจ

ก่อนอื่นมีความเป็นไปได้ที่เพศเดียวกันรังเกียจกัน เพศตรงข้ามกันดึงดูดกัน คุณหนูสามสกุลจินมีรูปโฉมงดงาม เห็นแล้วย่อมทำให้หลินซื่อคิดถึงหลิวซื่อที่ยึดครองตำแหน่งในใจของจินหยวนผู้เป็นสามีอย่างไม่อาจลบเลือนได้ ดังนั้นนางจึงเกลียดคุณหนูสามสกุลจิน

ส่วนจินเฮ่าชินเป็นบุรุษ ทั้งยังเป็นบุตรชายคนโตที่เกิดจากภรรยาเอก ฐานะย่อมไม่ธรรมดา

หลินซื่อเองให้กำเนิดบุตรสาวติดกันสองคน หากอยากมีที่พึ่งยามชรา ย่อมต้องมีบุตรชาย เมื่อไม่มีบุตรชาย นางย่อมไม่มีความหมายอะไรทั้งนั้น เทียบกับซ่งอี๋เหนียงในยามนี้ยังไม่ได้ด้วยซ้ำ ดังนั้นพอหลิวซื่อตาย นางจึงกระตือรือร้นแสดงความเป็นมิตรกับจินเฮ่าชินด้วยท่าทางของมารดาที่เปี่ยมด้วยความรัก เห็นอีกฝ่ายเป็นเสมือนลูกของตนเอง ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นการซื้อใจคน ซื้อใจจินหยวน ซื้อใจจินเฮ่าชิน และถือโอกาสสร้างความแตกแยกให้กับความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องที่ไม่ค่อยจะดีอยู่แล้วด้วย

จำต้องบอกว่าอุบายของหลินซื่อช่างยอดเยี่ยมจริงๆ

มุมปากของจินจื่อยกขึ้นเล็กน้อย เอ่ยพูดกับจวงมามา “ให้เซี่ยวเซี่ยวไปกับข้าก็พอ จวงมามากินข้าวก่อนเถิด”

จวงมามาตอบรับคำและหมุนตัวเดินไปเปิดประตูให้จินจื่อ

ข้างนอกแสงแดดกำลังดี อบอุ่นอ่อนโยนยิ่ง เซี่ยวเซี่ยวประคองจินจื่อเดินออกจากเรือนช้าๆ มุ่งหน้าไปยังทิศที่ตั้งของเรือนซินหรง

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in ชันสูตรพิสูจน์รัก

บทความยอดนิยม

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดหญิงเซียนเครื่องหอม บทนำ-บทที่ 1

บทนำ   "ซานหลาง...ซานหลาง..." เมื่อความรู้สึกอันน่าหลงใหล ความต้องการอันไร้ที่สิ้นสุดนั้นถาโถมเข้ามาระลอกแล้วระลอกเ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดหญิงเซียนเครื่องหอม บทที่ 2

บทที่สอง   เมียหม่าหย่งเย็บแก้เสื้ออยู่ใต้แสงตะเกียง หม่าหย่งพลิกตัว แล้วมองท้องฟ้าด้านนอก "แม่จู้จื่อ นอนเถอะ" "ใก...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดหญิงเซียนเครื่องหอม บทที่ 3

บทที่สาม   มู่หวั่นชิวตักอาหารหมูมาจนเต็มตะกร้า แล้วแบกกลับมาอย่างยินดี ในตะกร้านอกจากพวกผักโขมและผักโขมหินที่หมูกิ...

everY

ทดลองอ่านนิยายวาย รัชศกเฉิงฮว่าปีที่สิบสี่ เล่ม 6 บทที่ 1 #นิยายวาย

บทที่ 1   หูเหวินเจ่ากล่าวว่า “เมื่อปีที่แล้วอำเภออู๋เซี่ยนและอู๋เจียงล้วนประสบภัยเพราะน้ำในทะเลสาบไท่หูล้นเอ่อ ตอน...