Connect with us

Jamsai

ชันสูตรพิสูจน์รัก

ทดลองอ่านนิยาย ชันสูตรพิสูจน์รัก เล่ม 1 บทที่ 7

บทที่ 7

 

เจ้าพนักงานชันสูตรท่านนี้ดูแล้วน่าจะเปี่ยมด้วยประสบการณ์ เขาจะร้ายกาจเหมือนซ่งฉือ* หรือเปล่านะ

พึงรู้ว่าสมัยเด็กเป็นเพราะอ่านบันทึกล้างมลทินที่ซ่งฉือเป็นผู้เขียน จินจื่อถึงได้บังเกิดความสนใจในอาชีพแพทย์นิติเวชมากถึงขนาดนี้

ทว่าดูเหมือนจินจื่อจะตั้งความหวังไว้สูงเกินไป ไม่ใช่นักชันสูตรศพทุกคนจะร้ายกาจเหมือนซ่งฉือ หาไม่แล้วไฉนหลายพันปีที่ผ่านมาถึงมีซ่งฉือเพียงคนเดียวที่ถูกจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์

เจ้าพนักงานชันสูตรอายุห้าสิบกว่าผู้นี้ทำเพียงตรวจสอบสภาพภายนอกของศพอย่างง่ายๆ แม้แต่เสื้อผ้าที่เปียกชุ่มของศพก็ไม่ได้แก้ออกตรวจดูให้ละเอียด ก่อนจะลุกขึ้นพูดกับมือปราบด้านข้างว่า “สาเหตุการตายคือจมน้ำ”

จินจื่อฟังแล้วอดเหลือกตาไม่ได้

ท่านลุง แบบนี้ก็เรียกว่าตรวจพิสูจน์ศพด้วยหรือ

จะทำง่ายๆ และสะเพร่าเช่นนี้ได้อย่างไร

ในชีวิตการทำงานของจินจื่อ ไม่เคยมีคดีที่ไม่ได้รับความยุติธรรม นางยึดคติร้องทุกข์แทนประชาชนมาโดยตลอด เลือกเดินไปบนเส้นทางอาชีพที่ใช้อำนาจศาลสืบสวนคดีอาชญากรรมก็เพื่อล้างมลทินให้กับผู้ตาย เมื่อครู่นางตรวจสภาพศพดูแล้ว สาเหตุการตายไม่ได้มาจากการจมน้ำ

“สันนิษฐานเวลาตายออกมาได้หรือไม่” มือปราบคนหนึ่งถามขึ้น

“ได้ ประเมินจากอุณหภูมิของศพ เวลาตายน่าจะประมาณยามจื่อ* ของเมื่อคืน” เจ้าพนักงานชันสูตรพยักหน้าพลางตอบ

มือปราบกวาดตามองไปที่ศพอย่างรวดเร็ว จากเสื้อผ้าอาภรณ์ของเขาดูออกว่าครอบครัวน่าจะมั่งคั่งร่ำรวยพอสมควร

“ยามจื่อ? เอ หรือจะเป็นเพราะล่องเรือกลางทะเลสาบตอนกลางคืนแล้วไม่ระวังตกลงไปจมน้ำตาย อืม ตายแบบนี้ออกจะน่าเสียดายเกินไปหน่อยกระมัง” มือปราบสันนิษฐาน ใบหน้าฉายความเสียดายอย่างไม่ปิดบัง

ตลอดเวลาบุรุษในชุดคลุมสีดำเฝ้ามองอยู่ด้านข้างอย่างเย็นชาโดยไม่พูดอะไร

มือปราบอีกคนบันทึกคำให้การเสร็จก็เดินเข้ามาถาม “สาเหตุการตายยืนยันแล้วใช่หรือไม่ เช่นนั้นก็แบกศพกลับไปที่ที่ว่าการ ใต้เท้าย่อมจัดการสรุปคดีเอง” พูดจบคนกลุ่มใหญ่ก็กำลังจะจากไป

ส่วนจินจื่อหลังจากความคิดในใจต่อสู้กันอย่างหนักหน่วงแล้วนางจึงตัดสินใจก้าวออกมา นางยังคงไม่อาจนิ่งเฉยเมื่อเห็นคดีไม่เป็นธรรมใดๆ เกิดขึ้น และไม่ว่าคดีนี้จะมีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นหรือไม่ แต่บุรุษที่เป็นผู้ตายคนนี้ไม่ได้ตายเพราะการจมน้ำ ทว่าถูกทิ้งลงในทะเลสาบหลังจากตายแล้วต่างหาก!

“ช้าก่อน” จินจื่อเอ่ยปากร้องเรียก

ทุกคนหยุดฝีเท้า หันกลับไปมองจินจื่อที่มีสีหน้าจริงจัง แววตานั้นเหมือนกำลังบอกว่า มีอะไรหรือ พวกข้าต้องรีบกลับไปรายงานผลที่ที่ว่าการนะ

จินจื่อก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง แววตาสุขุมมั่นคง ชี้ไปที่ศพบนแคร่หามที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาวและพูดช้าๆ “ผู้ตายไม่ได้ตายเพราะจมน้ำ”

พอนางพูดจบก็เหมือนมีสายฟ้าฟาดลงมา

ทุกคนในที่นั้นดวงตาฉายความสงสัย มองมาที่จินจื่ออย่างค้นหา

มีสายตาคู่เดียวเท่านั้นที่เยียบเย็นดุจน้ำค้างแข็ง ฉายแววสนุกสนานจางๆ

“อ้อ? คุณชายท่านนี้มีหลักฐานอะไรมายืนยัน หรือว่าท่านไม่ได้ยินผลการชันสูตรศพของเจ้าพนักงานเมื่อครู่นี้ หรือว่าท่านมีความเห็นต่างไปจากผลการชันสูตรศพกันเล่า” เห็นได้ชัดว่ามือปราบไม่พอใจคุณชายอ่อนเยาว์ที่ขัดขวางการทำงานของเขา น้ำเสียงจึงเจือแววดูถูกยิ่ง

จินจื่อเชิดหน้าสบตาเขา พูดขึ้นอย่างสุขุม “ถูกต้อง กับผลการชันสูตรศพของเจ้าพนักงานท่านนี้ ข้ามีความเห็นต่างออกไปจริงๆ”

นักชันสูตรศพสูงวัยผู้นั้นเป็นเจ้าพนักงานชันสูตรของที่ว่าการอำเภอ ทำงานด้านนี้มายี่สิบสามสิบปีแล้ว บัดนี้กลับถูกเด็กหนุ่มที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมสงสัย ใบหน้าชราโมโหจนแดงก่ำ ถลึงตาตวาดว่า “เจ้ามีความเห็นต่างอะไร เจ้ารู้วิธีชันสูตรศพด้วยหรือ”

เสียงดังไม่ได้หมายความว่ามีเหตุผลนะลุง!

จินจื่อยกยิ้ม ไม่ได้สนใจเจ้าพนักงานชันสูตรผู้นั้น เพียงกุมกำปั้นและพูดกับมือปราบว่า “พี่ชายมือปราบท่านนี้จะให้ข้าดูศพอีกครั้งได้หรือไม่ ข้าจะชี้แจงเหตุผลให้ทุกคนฟัง”

สายตาของมือปราบฉายแววชื่นชม อาจเพราะความกล้าหาญของคุณชายอ่อนเยาว์ผู้นี้ หรืออาจเพราะท่าทียืนกรานของจินจื่อ พึงรู้ว่าเจอคดีคนเสียชีวิตอย่างนี้ ชาวบ้านทั่วไปแค่หลบเลี่ยงยังแทบไม่ทัน กลัวจะติดไออัปมงคลจากคนตาย ทว่าคุณชายตรงหน้าท่านนี้ทั้งวาจาและการกระทำสุขุมสง่าผ่าเผย โดยเฉพาะท่าทีไม่หวาดกลัวของเขา ทำให้มือปราบอดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนความคิดที่มีต่อเขา

มือปราบผู้นั้นหยุดครู่หนึ่งและพูดกับมือปราบอีกคน “ลองดูว่าคุณชายท่านนี้จะไขข้อสงสัยให้เราได้อย่างไรก็ไม่เสียหายนี่”

มือปราบอีกคนที่เดินนำอยู่ข้างหน้าเผยรอยยิ้มบางๆ ที่น่ามองออกมา ก่อนตอบว่า “ได้ ชีวิตคนสำคัญที่สุด ในเมื่อคุณชายท่านนี้ตั้งคำถาม ก็ลองฟังเขาดูแล้วกัน”

ครานี้เจ้าพนักงานชันสูตรระงับโทสะไว้ไม่อยู่แล้ว เขาแค่นเสียงหยันทีหนึ่ง แต่ก็จำต้องฝืนอดทนไว้ไม่อาละวาด พึงรู้ว่าในทุกยุคทุกสมัย เจ้าพนักงานชันสูตรไม่ใช่อาชีพที่ดีอะไร ถือว่าฐานะต่ำต้อยด้วยซ้ำ เพราะลักษณะของงานทำให้สิ่งที่ต้องคลุกคลีคือกลิ่นเหม็นเน่าและศพที่เย็นเฉียบ ดังนั้นคนทั่วไปจึงยินดีทำนาหรือค้าขายมากกว่าที่จะยุ่งเกี่ยวกับอาชีพนี้

“ขอบคุณพี่ชายมือปราบ” จินจื่อคารวะ ไม่มีเวลาจะปลอบโยนเซี่ยวเซี่ยวที่ตื่นตกใจ นางเดินตรงเข้าไปทันที

จินจื่อเลิกผ้าสีขาวออก ถอดเสื้อผ้าของผู้ตายจนหมดอย่างรวดเร็วและเริ่มตรวจพิสูจน์ศพใหม่อีกครั้ง

เซี่ยวเซี่ยวที่อยู่ด้านข้างเห็นดังนั้นก็ร้องเสียงดังด้วยความตกใจระคนเขินอาย ก่อนจะวิ่งออกไปไกลหลายจั้ง

จินจื่อไม่ตระหนักแม้แต่น้อย ทำงานของตนต่อด้วยสีหน้าสุขุม

“ผู้ตายเป็นบุรุษ อายุประมาณสิบแปดสิบเก้าปี สูงเจ็ดเชียะสามชุ่น ปกติคนจมน้ำตายทั่วไปจะต้องดิ้นรนหาทางเอาชีวิตรอดในน้ำ ดังนั้นก่อนที่จะจมลงย่อมต้องตื่นตระหนกมาก มือเท้าสะบัดไม่หยุด ลำตัวยืดขึ้น พยายามจะคว้าจับอะไรสักอย่าง การกระทำเช่นนี้มักจะคงอยู่จนกระทั่งหมดแรงและเสียชีวิต ดังนั้นปกติคนจมน้ำตายมือจะกำหมัดแน่น ปากปิด ดวงตาอาจเปิดหรือปิดก็ได้ มือเท้าจะมีดินทราย ท้องบวมขยาย ออกแรงกดแล้วจะมีน้ำไหลออกมาจำนวนมาก!” จินจื่อพูดจบก็ออกแรงกดหน้าท้องของผู้ตาย ตามคาด ไม่เห็นว่ามีน้ำที่สะสมอยู่ในร่างกายไหลออกมาจากปากเขา

ผู้คนที่อยู่ ณ ที่นั้นอดไม่ได้ที่จะตั้งใจฟัง บางคนฟังการวิเคราะห์ของจินจื่อแล้วต่างพากันตำหนิความสะเพร่าของเจ้าพนักงานชันสูตรก่อนหน้านี้

คราวนี้เจ้าพนักงานชันสูตรสูงวัยคอตก ยืนหลบอยู่ด้านข้างไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ ด้วยซ้ำ

จินจื่อตรวจพิสูจน์ศพและพูดต่อ “หน้าท้องของศพมีรอยช้ำเหมือนถูกต่อยด้วยกำปั้น แขนข้างขวามีรอยข่วนที่เลือดซึม น่าจะเป็นแผลที่เกิดจากการข่วนของเล็บแหลมของคน นอกจากนี้แล้วสภาพร่างกายภายนอกไม่มีบาดแผลใดๆ”

พูดจบจินจื่อเองก็เงียบ ดูแค่บาดแผลภายนอกที่แสดงอยู่บนศพไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าศพถูกทุบตีจนตาย อย่างน้อยรอยช้ำตรงหน้าท้องก็ไม่ทำให้ถึงตายได้ อย่างนั้นสาเหตุการตายของเขาคืออะไร

“เจ้าบอกว่าเขาถูกคนตีจนตายหรือ” มือปราบด้านหลังคนหนึ่งที่เห็นด้วยกับการพิสูจน์ศพใหม่ถามขึ้น

จินจื่อเงยหน้ามองเขา นางไม่ชอบสายตาแบบนั้น ทั้งเคลือบแคลง ทั้งเหยียดหยัน

จินจื่อไม่ตอบ ประมวลลำดับขั้นตอนการตรวจพิสูจน์ศพเมื่อครู่นี้ในสมองรอบหนึ่งและตัดสินใจตรวจดูอย่างละเอียดอีกครั้ง

ใช่แล้ว เมื่อครู่นี้ไม่ได้ตรวจสอบที่ศีรษะมิใช่หรือ

จินจื่อพุ่งสมาธิไปที่ศีรษะของผู้ตายทันที นางยื่นมือไปปลดหมวกสีดำที่อยู่บนศีรษะของเขา เรือนผมสีดำสนิทเกล้าเป็นมวยและมัดรวบไว้ด้วยสายรัดสีน้ำเงินเข้ม เส้นผมดกหนามาก จินจื่อปลดสายรัดออก คลี่ผมยาวออกทีละนิดด้วยความอดทนขณะตรวจดูอย่างละเอียด

ก้อนโลหิตสีแดงปรากฏอยู่ที่จุดไป่ฮุ่ย* ดวงตาของจินจื่อฉายแววยินดี นางแยกผมออกเป็นสองทางให้มากที่สุด ใช้มือวัดก้อนโลหิตที่นูนขึ้นมา ขนาดประมาณเหรียญทองแดง ตำแหน่งนี้ประกอบกับเรี่ยวแรงที่ทำให้เกิดแผลสามารถทำให้คนตายได้จริงๆ

นางหันกลับไปพูดกับมือปราบทันที “หาพบแล้ว พี่ชายมือปราบกล่าวไม่ผิด เขาถูกคนตีจนตายจริงๆ”

จินจื่อเบี่ยงตัวไปด้านข้างเพื่อให้ทุกคนมองเห็นบาดแผลบนศีรษะของผู้ตาย “จากรอยช้ำตรงหน้าท้องกับบาดแผลบนศีรษะของผู้ตาย สันนิษฐานได้ว่าก่อนตายผู้ตายจะต้องเกิดการปะทะทางร่างกายกับคนอื่น อีกทั้งยังเป็นหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี คาดเดาเบื้องต้นว่าน่าจะเป็นการตายด้วยเรื่องชู้สาว” จินจื่อพูดอย่างสุขุมมั่นคง

ใบหน้าของบุรุษในชุดคลุมสีดำที่เย็นชาเหมือนน้ำแข็งพันปีมีท่าทางว่าน้ำแข็งจะปริแตกเล็กน้อย มุมปากของเขายกขึ้นเป็นแนวโค้งงดงาม มือไพล่หลังตั้งใจฟังต่อ

ดวงตาของมือปราบสองคนฉายความประหลาดใจ หนึ่งในนั้นก้าวเข้ามาตรวจดูบาดแผลอย่างละเอียด จากนั้นขมวดคิ้วถาม “คุณชายสันนิษฐานได้อย่างไร”

ไม่ผิด ไม่ว่าด้วยจิตใจอยากลงทัณฑ์ตัดสินคดีคนผิดหรือด้วยความสงสัย ทุกคนล้วนอยากซักถามให้ถึงที่สุด

“ศพพูดได้ เขาจะสะท้อนเหตุการณ์ทั้งหมดระหว่างเกิดคดีออกมาอย่างสมบูรณ์ พวกท่านดูสิ รอยข่วนบนแขนขวาของผู้ตายเล็กยาวและคม น่าจะเป็นรอยข่วนที่เกิดจากสตรีโดยเฉพาะ” จินจื่อเงยหน้ามองทุกคนและผายมือพูดต่อ “พวกเราสามารถนึกย้อนกลับไปตอนที่เกิดเหตุ สมมติว่าตอนนั้นผู้ตายกำลังใช้ความรุนแรงกับสตรี เช่นบีบคอนาง ปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติของร่างกายมนุษย์คือดึงมือที่กระทำรุนแรงกับตนเองออก นี่อธิบายได้ว่ารอยข่วนจากสตรีบนแขนขวาของผู้ตายเกิดขึ้นได้อย่างไร ส่วนรอยช้ำตรงหน้าท้อง ดูจากเรี่ยวแรงแล้วน่าจะมาจากบุรุษอีกคน ตอนนี้พวกเราสมมติว่าเขาเป็นบุรุษที่เข้ามาปกป้องสตรีผู้นั้นก่อน เขาเห็นสตรีผู้นั้นถูกกระทำรุนแรง ปฏิกิริยาแรกของเขาคือพุ่งเข้ามาดึงผู้ตายออก จากนั้นเหวี่ยงกำปั้นไปยังหน้าท้องของผู้ตายอย่างแรง ร่างกายมนุษย์เมื่อถูกโจมตีจนเกิดความเจ็บปวดย่อมต้องขดงอ ดังนั้นจังหวะที่เขาก้มศีรษะกุมท้อง จึงถูกบุรุษที่เข้ามาปกป้องสตรีใช้อาวุธไม่มีคมโจมตีที่จุดไป่ฮุ่ยด้วยแรงที่ค่อนข้างมาก ทำให้ผู้ตายเสียชีวิตทันที!”

อาศัยบาดแผลของศพสันนิษฐานตำแหน่งและลำดับขั้นตอนการได้รับบาดเจ็บของผู้ตายเป็นวิชาที่หมอนิติเวชต้องเรียน แน่นอนในสมัยโบราณนักชันสูตรศพไม่มีความสามารถเช่นนี้

พอทุกคนฟังการสันนิษฐานของจินจื่อจบ ต่างประหลาดใจจนอ้าปากตาค้าง คล้ายว่าพอได้ฟังคำชี้แจงเช่นนี้ พวกเขาก็ได้เห็นลำดับขั้นตอนการเกิดคดีทั้งหมด

“การสันนิษฐานของคุณชายท่านนี้น่าสนใจยิ่งนัก ทำให้พวกข้าทั้งตะลึงและเลื่อมใส! เมื่อเป็นเช่นนี้คดีย่อมเร่งด่วนกว่าเดิม บัดนี้คนร้ายลอยนวลอยู่ข้างนอก พวกข้าควรกลับที่ว่าการไปรายงานใต้เท้า จากนั้นค่อยตัดสินใจ!” มือปราบคนหนึ่งก้าวเข้ามากุมกำปั้นพลางเอ่ย

จินจื่อพยักหน้า “ได้ช่วยเหลือเล็กน้อย ล้างมลทินให้ผู้ตาย ข้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง”

“ไม่ทราบว่าคุณชายมีชื่อแซ่อันใด พวกข้าจะได้กลับไปรายงานใต้เท้าและมอบรางวัลให้” มือปราบผู้นั้นดวงตาฉายความเลื่อมใสอย่างชัดเจน

จินจื่อรีบโบกไม้โบกมือ นางไม่อยากถูกคนในจวนมองว่าเป็นตัวประหลาด

ใต้เท้าที่มือปราบพูดถึงน่าจะเป็นจินหยวนบิดาของจินจื่อเอง การกระทำครั้งนี้เป็นเพราะตนอดใจไว้ไม่อยู่ ฝืนออกหน้าตรวจพิสูจน์ศพให้ผู้ตาย ขืนให้คนอื่นรู้ว่าตัวอัปมงคลในอดีตคุณหนูสามสกุลจินทำได้แม้แต่การชันสูตรศพยังจะใช้ได้หรือ คนอื่นถ้าไม่มองว่านางมีความสามารถเหนือผู้อื่น ก็คงหาว่านางมีพลังผิดธรรมชาติ

จินจื่อไม่อยากโด่งดังและไม่อยากให้คนปฏิบัติกับนางเหมือนตัวประหลาด จึงรีบตอบ “ไม่ต้องหรอก ขอบคุณพี่ชายมือปราบที่หวังดี”

ยามนี้นางเพิ่งนึกถึงเซี่ยวเซี่ยวขึ้นมาได้ จึงเงยหน้ามองหารอบหนึ่งก็ไม่พบเงาร่างของเซี่ยวเซี่ยว

มือปราบเห็นจินจื่อมีท่าทียืนกรานก็ไม่อยากฝืนใจ กุมกำปั้นเอ่ยอำลา ก่อนจะแบกแคร่หามที่บนนั้นเป็นศพมุ่งหน้ากลับที่ว่าการอำเภอ

ก่อนจากไปเจ้าพนักงานชันสูตรผู้นั้นมองจินจื่ออย่างลึกซึ้ง จากนั้นเดินตามหลังมือปราบไปอย่างห่อเหี่ยว

จินจื่อไม่มีอารมณ์จะสนใจคนอื่น นางหมุนตัวมองหารอบด้านพลางร้องเรียกหาเซี่ยวเซี่ยว

เสียเวลาไปพักใหญ่จนตอนนี้เป็นเวลาสนธยาแล้ว

เมฆยามเย็นย้อมขอบฟ้าจนเป็นสีแดงจัด แสงสีทองส่องผ่านชั้นเมฆและสาดลงบนผืนทะเลสาบ สายลมอ่อนๆ พาให้ผืนทะเลสาบเกิดริ้วคลื่นและทอประกายสีทองระยับ

บุรุษในชุดคลุมสีดำจับจ้องจินจื่อ ภายใต้การขับเน้นของเมฆหมอกยามสนธยา เขาเห็นริมฝีปากแดงฟันขาว ใบหน้างดงามประหนึ่งดวงจันทร์ที่เพิ่งลอยขึ้นสู่ท้องนภา สีหน้าเบิกบานผ่อนคลายเหมือนนกขมิ้นยามเช้าในฤดูวสันต์ ท่วงท่าสง่าน่าตื่นตะลึง

บุคคลที่งดงามประณีตเช่นนี้ แต่งเป็นบุรุษแล้วก็ยังโดดเด่นประหนึ่งเมฆหลากสี ช่างงดงามหาตัวจับยากโดยแท้!

เขามองเหม่อใจลอย ได้ยินเสียงร้องเรียกอย่างร้อนใจของจินจื่อ ถึงได้ดึงสติกลับมา มุมปากกระตุกและพูดเสียงเรียบ “บ่าวของคุณชายอยู่ในศาลากลางทะเลสาบ เมื่อครู่คุณชายมัวแต่ชันสูตรศพ ไม่ได้สังเกตแม้แต่น้อยว่าบ่าววิ่งออกไปได้ไม่กี่จั้งก็อดทนไม่ไหว ตกใจจนเป็นลมไป ข้าไม่สะดวกจะรบกวน จึงได้แต่ให้เหยี่ยเทียนไปดูแล”

จินจื่อมองดวงหน้าที่เย็นชาถึงขีดสุดของเขา ตลอดจนวาจาเย็นเยือกที่ไร้ซึ่งอุณหภูมิ จู่ๆ ก็นึกอยากจะเหวี่ยงหมัดออกไป

ให้ตายเถอะ! เมื่อครู่มองข้าร้อนใจอยู่ตั้งนาน ตอนนี้เพิ่งจะค่อยๆ พูดออกมา พูดให้เร็วกว่านี้จะตายหรือไร หรือว่ารอดูข้าร้อนใจมาตั้งแต่แรกแล้ว

ทำแบบนี้สนุกมากนักหรือ

จินจื่อถลึงตาใส่เขา ยกชายชุดคลุมและวิ่งตรงไปยังศาลากลางทะเลสาบ

บุรุษในชุดคลุมสีดำไม่คิดมาก่อนว่าหวังดีเตือนผู้อื่น อีกทั้งยังช่วยดูแลบ่าวให้อีกฝ่าย สิ่งที่ได้รับกลับมาจะเป็นสายตาเย็นชาเช่นนี้ แม้แต่ขอบคุณก็ไม่มีสักคำ

เห็นทีเขาคงยุ่งเรื่องผู้อื่นมากเกินไปกระมัง

เขาหัวเราะหยันตนเอง มองเงาร่างในอาภรณ์สีขาวที่วิ่งไกลออกไปทุกทีพลางพูดด้วยเสียงเบาที่แทบไม่ได้ยินว่า “น่าสนใจ แต่มารยาทแย่ไปหน่อย”

ตอนจินจื่อวิ่งไปถึงศาลากลางทะเลสาบ เซี่ยวเซี่ยวฟื้นขึ้นมาแล้ว นางกำลังนั่งพิงราวศาลาพูดคุยกับบ่าวชายที่ชื่อเหยี่ยเทียนอย่างสนุกสนาน

หน็อยแน่ คุณหนูเช่นข้าร้องเรียกเจ้าจนเสียงแหบ เจ้ากลับมานั่งคุยสนุกอยู่ที่นี่ จะขานรับสักคำก็ไม่มี…

ใบหน้าของจินจื่อดำเหมือนก้นหม้อ

เซี่ยวเซี่ยวกับเหยี่ยเทียนรู้สึกว่ามีคนเดินมาจึงเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งที่เห็นคือดวงตาคู่หนึ่งที่ทอประกายสีอำพัน

“คุณชาย!” เซี่ยวเซี่ยวลุกขึ้นร้องเรียก

“ไม่ทราบว่ารบกวนทั้งสองท่านสนทนากันหรือไม่” จินจื่อกลอกตามองสองคนสลับไปมาพลางเอ่ยถามเสียงเรียบเย็นชา

เซี่ยวเซี่ยวหน้าแดงทันใด นางจับต้นแขนจินจื่อเขย่าทีหนึ่ง “คุณชายอย่าล้อเซี่ยวเซี่ยวเล่นเลยขอรับ”

ความจริงจินจื่อเพิ่งชันสูตรศพเสร็จ อารมณ์ดียิ่ง ทั้งยังนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่ตนเองมัวแต่ห่วงเรื่องชันสูตรศพ ไม่ทันได้สังเกตเซี่ยวเซี่ยว ยิ่งไม่รู้ว่าเซี่ยวเซี่ยวหวาดกลัวจนหมดสติไป ในใจพลันบังเกิดความละอายใจ จึงระบายยิ้มบางๆ “ตอนนี้ไม่กลัวแล้วกระมัง”

เซี่ยวเซี่ยวนึกถึงพฤติกรรมน่าอายของตนเองเมื่อครู่นี้ อดก้มหน้าและตอบเสียงอู้อี้ไม่ได้ “ไม่กลัวแล้วขอรับ”

จินจื่อตบหลังมือของเซี่ยวเซี่ยวและเงยหน้ามองเหยี่ยเทียน ยิ้มพลางเอ่ย “ขอบคุณเสี่ยวเกอ* ท่านนี้ที่ช่วยข้าดูแลบ่าว โปรดรับการคารวะจากข้าด้วย” พูดจบนางก็กุมกำปั้น ทำท่าจะโค้งคำนับ

เหยี่ยเทียนเป็นเพียงบ่าวคนหนึ่งเท่านั้น ไหนเลยจะกล้ารับการคารวะ เขารีบคว้าแขนของจินจื่อไว้และพูดอย่างอ่อนน้อม “คุณชายรีบลุกขึ้นเถอะขอรับ เอ๋อร์มิกล้ารับการคารวะเช่นนี้ แค่ทำตามคำสั่งของคุณชายข้าและช่วยดูแลแทนชั่วคราวเท่านั้น”

ในอิ้นเฉา ‘เอ๋อร์’ เป็นคำแทนตัวอย่างนอบน้อมอย่างหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าลูก ปกติเป็นคำแทนตัวที่ใช้กับผู้ที่อาวุโสมากกว่า หรือคำแทนตัวของผู้ที่ฐานะต่ำต้อย

จินจื่อยิ้มบางพลางลุกขึ้น สายตามองไปยังเงาร่างสีดำริมฝั่งที่ห่างไปไกล ถามคล้ายไม่ตั้งใจ “คุณชายชุดดำผู้นั้นเป็นเจ้านายของเจ้าหรือ เขาอาศัยอยู่ริมทะเลสาบซีหู?”

“ขอรับ พวกเรามาจากเคหาสน์คุณชายเฉิน ตั้งอยู่ใกล้ๆ ทะเลสาบซีหูนี้เอง” เหยี่ยเทียนตอบอย่างนอบน้อม

เคหาสน์คุณชายเฉิน? ที่ใดกัน

แม้จะไม่รู้จัก แต่จินจื่อก็ยังพยายามฉีกยิ้ม ประสานมือเอ่ยว่า “ยินดีที่ได้รู้จักๆ”

เซี่ยวเซี่ยวที่อยู่ด้านข้างใบหน้ากลับฉายความประหลาดใจ สายตากวาดมองไปยังแผ่นหลังสูงตระหง่านที่ยืนอยู่ริมฝั่ง ถามว่า “เหยี่ยเทียนเสี่ยวเกอ นั่น…นั่นคือคุณชาย คุณชายเฉินหรือ”

เซี่ยวเซี่ยวเป็นโรคลิ้นคับปากตั้งแต่เมื่อไร

คุณชายเฉินเป็นใคร

โด่งดังมากหรือ

รูปโฉมหล่อเหลาเอาการ แต่ท่าทางเย็นชา เทียบกับพวกหนุ่มหล่อหนุ่มฮอตในยุคปัจจุบันแล้ว ช่างห่างชั้นกันไกล…

“ขอรับ คุณชายเฉินคือคุณชายของข้าเอง” เหยี่ยเทียนยิ้มตอบ

 

เวลาเดียวกัน บุรุษในชุดคลุมสีดำที่ผู้คนเรียกขานว่า ‘คุณชายเฉิน’ ก็หันมองมาทางจินจื่อ แสงจากเมฆยามเย็นปกคลุมอยู่ด้านหลังเขา เพิ่มความอ่อนโยนและความอบอุ่นให้กับท่าทีเย็นชาเหมือนน้ำแข็งในฤดูหนาวของเขามากขึ้นอีกหลายส่วน คิ้วตาเหมือนวาดขึ้น รูปร่างสูงตระหง่านโดดเด่น ท่ามกลางความพร่าเลือนเขาดูเหมือนเป็นคุณชายรูปงามที่ก้าวออกมาจากภาพวาด

จินจื่อกะพริบตาปริบๆ เพิ่งตระหนักว่าตนเองเสียกิริยาแล้ว

ด้านข้างเป็นเสียงพูดของเซี่ยวเซี่ยว “คิดว่าคุณชายของท่านคงกำลังรอท่านอยู่ เหยี่ยเทียนเสี่ยวเกอรีบไปเถอะ”

เหยี่ยเทียนยิ้มเขิน ประสานมือคำนับจินจื่อพลางเอ่ย “คุณชายตามสบาย เอ๋อร์ขอตัวก่อน”

จินจื่อรับคำและถอยหลบไปด้านข้าง

รอเหยี่ยเทียนจากไปแล้ว จินจื่อจึงมุ่นคิ้วมองเซี่ยวเซี่ยวและหยอกเย้า “เวลาแค่ครู่เดียวก็สนิทสนมกับผู้อื่นเสียแล้วหรือ เหยี่ยเทียนเสี่ยวเกอ?…จุ๊ๆ เรียกอย่างคล่องปากจริงๆ ดูสนิทชิดเชื้อยิ่งนัก”

เซี่ยวเซี่ยวถูกคุณหนูของตนล้อเลียนจึงทั้งโกรธและอาย ย่ำเท้าเอ่ยว่า “คุณหนูเอาอีกแล้ว… ฮือๆ…”

“เอาล่ะๆ ไม่ล้อเล่นแล้ว เสียเวลาไปตลอดบ่าย ตอนนี้พระอาทิตย์จะลับเหลี่ยมเขาอยู่แล้ว พวกเราต้องรีบกลับบ้าน หาไม่จวงมามาจะเป็นห่วงพวกเราได้” จินจื่อพูดขึ้น

“อื้ม คุณหนูกล่าวถูกต้อง เสียเวลาดีๆ ไปหนึ่งวันแล้วจริงๆ” เซี่ยวเซี่ยวเศร้าใจเล็กน้อย

“หึๆ ข้ารู้ความคิดของเจ้าอยู่แล้ว วันนี้ไม่ได้เล่นสนุก รอครั้งหน้าก็ได้นี่นา ใช่ว่าจะไม่ออกมาอีกแล้วซะเมื่อไร อีกอย่างเงินที่บิดาให้ยังไม่ได้ใช้เลย ดูเสื้อผ้าของจวงมามากับเจ้าล้วนเก่ามากแล้ว หลินซื่อเองฟุ่มเฟือย แต่กลับคอยรังแกและหักลดเบี้ยรายเดือนของเรือนชิงเฟิงเรา หลายปีมานี้พวกเจ้าติดตามข้า ลำบากพวกเจ้าแล้วจริงๆ” จินจื่อเดินลงจากศาลากลางทะเลสาบพลางพูด

เซี่ยวเซี่ยวประทับใจที่ในใจของคุณหนูห่วงตนกับจวงมามา นางรู้สึกแสบจมูกขึ้นมาทันใด “มีคุณหนูคอยห่วงใยเช่นนี้ เซี่ยวเซี่ยวกับจวงมามาไม่ลำบากเจ้าค่ะ”

“เด็กโง่” จินจื่อยื่นมือไปเคาะศีรษะของเซี่ยวเซี่ยวเบาๆ ในใจบังเกิดความคิดและแผนการใหม่ๆ

อยู่ในจวนนางไม่ได้รับความชื่นชอบอยู่แล้ว แม้จะมีบิดาคอยรักใคร่และปกป้อง แต่งานในที่ว่าการซับซ้อน เรื่องเบ็ดเตล็ดต่างๆ ในจวนหลินซื่อก็เป็นผู้ควบคุมดูแลทั้งหมด เกรงว่าต่อให้บิดามีใจก็ไร้เรี่ยวแรง ยากจะแบ่งเวลามาดูแลได้ ประกอบกับหลินซื่อตั้งใจปิดบัง เกรงว่าหลายปีมานี้เรื่องที่จวงมามา เซี่ยวเซี่ยว และคุณหนูสามสกุลจินถูกหักลดเงินเบี้ยรายเดือน จินหยวนคงไม่ทราบ

ดังนั้นหากเป็นไปได้ นางควรพึ่งตนเองดีกว่า เหมือนเช่นที่ปู่เหมา* บอก ลงมือด้วยตนเอง กินอยู่ไม่เดือดร้อน!

ทว่านางทำเป็นแต่การตรวจพิสูจน์ศพ ไม่มีทักษะความสามารถอื่น จะหาเงินอย่างไรดีเล่า

อืม ความรู้ด้านการแพทย์จากบิดานางก็ได้รับการถ่ายทอดมาบ้าง แต่ในยุคสมัยนี้ หมอหญิงคงจะมีน้อยมากกระมัง

เฮ้อ กลุ้มใจจริง! เอาเป็นว่าต้องคิดหาหนทาง ท่าทางอับจนยามต้องยื่นมือไปขอเงินจากผู้อื่น รวมถึงสีหน้าของผู้ดูแลหญิงในจวนทั้งหลายที่ทำเหมือนให้ทาน นางไม่อยากสัมผัสรสชาติแบบนั้นอีกแล้ว

“คุณหนู เราจ้างรถม้ากลับกันเถอะเจ้าค่ะ” เสียงของเซี่ยวเซี่ยวดึงความคิดของจินจื่อที่ล่องลอยไปไกลกลับคืนมา

จินจื่อเงยหน้ามองท้องฟ้า สีหน้าหม่นหมองลงหลายส่วนก่อนบอกว่า “อืม เจ้าไปหารถม้ามาสักคันเถอะ”

เซี่ยวเซี่ยวผงกศีรษะและวิ่งจากไปอย่างว่องไว

จินจื่อยืนอยู่บนทางเดินตามลำพัง กวาดตามองทิวทัศน์กว้างไกลรอบด้าน ไกลออกไปมีเทือกเขาทอดยาวต่อเนื่อง ผืนป่าแน่นหนาเป็นสีเขียวชอุ่ม สายลมอ่อนๆ หอบพัดเอากลิ่นหอมของต้นหญ้ามา นางสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง กลิ่นสดชื่นหลั่งไหลเข้ามาในปอดพาให้รู้สึกสบายไปทั้งตัว สมองแจ่มใสปลอดโปร่งยิ่ง

บนทางเดินมีดอกไม้ป่ามากมาย ยามนี้ต่างกำลังบานสะพรั่ง ทอดสายตามองไปดูเหมือนผืนผ้าทอลายหลากสีที่ต่อเนื่องไปจนสุดสายตา ของพวกนี้ไม่อาจเห็นได้จากทิวทัศน์ของทะเลสาบซีหูในปัจจุบัน จินจื่ออดสะท้อนใจไม่ได้ว่านี่ต่างหากระบบนิเวศดั้งเดิมอย่างแท้จริง!

ธรรมชาติแท้ๆ ปราศจากมลพิษ…

จินจื่อหัวเราะออกมา ทำไมรู้สึกวลีนี้คุ้นหูจัง ที่แท้เป็นคำโฆษณานี่เอง

นางนั่งยองๆ ลงข้างทาง โน้มตัวไปดมดอกเสาเย่าดอกหนึ่งที่กำลังผลิบานอย่างเต็มที่

แม้จะสวมอาภรณ์บุรุษ แต่ท่วงทีกิริยากลับงดงามอย่างบอกไม่ถูก

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด บนทางเดินมีสตรีงามฉูดฉาดหลายคนในชุดกระโปรงสวยเด่น ศีรษะมีเครื่องประดับผมทองและปิ่นหยกหยุดเดินและมองมาที่จินจื่อพลางหันไปกระซิบกระซาบกัน สีหน้าแฝงแววหยอกเย้า

จินจื่อที่มีความระมัดระวังตัวอยู่แล้วเงยหน้าและประสานสายตากับดวงตางดงามหลายคู่อย่างไม่แปลกใจนัก

หนึ่งในนั้นเป็นสตรีที่สวมชุดกระโปรงรัดอกสีแดงอมชมพู นางยืนอยู่ตรงกลางและถูกห้อมล้อมด้วยสตรีอีกสี่คน ท่วงทีงดงาม รูปโฉมเฉิดฉันน่าประทับใจ ใต้คางแหลมเป็นลำคอเรียวระหงงดงาม หน้าอกคล้ายจะเปิดเปลือยผิวพรรณขาวผ่องอยู่รางๆ ทรวดทรงอรชรอ้อนแอ้นเปี่ยมเสน่ห์ ดูบอบบางอ่อนช้อยเหมือนไร้กระดูกอยู่สามส่วน มือที่ทาเล็บด้วยโค่วตัน* สีแดงถือพัดกลมโบกไปมาเบาๆ อย่างไม่ตั้งใจ ดวงตามีประกายใสกระจ่างเหมือนบ่อน้ำฤดูใบไม้ร่วงขณะจับจ้องมาที่จินจื่อ

ถูกคนงามมองอย่างนี้ ทั้งยังเป็นการมองด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง จินจื่อรู้สึกโลหิตทั่วตัวไหลย้อนกลับ รูขุมขนขยายออก ขนอ่อนลุกชันไปหมด

“คุณชายท่านนี้รูปโฉมหล่อเหลาเหลือเกิน ข้าน้อยรู้สึกพึงใจจริงๆ”

สตรีนางนั้นเผยอริมฝีปากแดงออกนิดๆ น้ำเสียงนุ่มนวลเหลือจะกล่าว จินจื่อเชื่อว่าหากตนเองเป็นบุรุษ ฟังเสียงของนางแล้วจะต้องอ่อนยวบไปทั้งตัวแน่ๆ

ทว่าจินจื่อเป็นสตรี เมื่อถูกสตรีด้วยกันสารภาพรักตรงๆ แบบนี้ อาหารที่ค้างอยู่ในกระเพาะเมื่อคืนก็แทบจะถูกขย้อนออกมา…

คนงาม พี่สาวก็เป็นหญิงเหมือนกัน อีกทั้งพี่สาวไม่มีแนวโน้มชอบเพศเดียวกัน ไม่มีวาสนาและรับไม่ไหวจริงๆ…

ทว่าจินจื่อก็ไม่ได้เป็นโรคหลงตัวเองถึงขั้นนั้น นางลองหันไปมองรอบๆ ดูว่าด้านข้างยังมีคุณชายท่านอื่นอีกหรือไม่ จะได้ไม่เป็นการเข้าใจผิดไปเอง หาไม่คงต้องอับอายเป็นแน่

แต่ยามนี้บนทางเดินมีเพียงนางกับสตรีงามฉูดฉาดหลายคน ไม่มีผู้อื่นเลย…

นี่นางสารภาพรักกับข้าจริงๆ หรือ ประเพณีของอิ้นเฉาออกจะเปิดกว้างเกินไปหน่อยกระมัง จะเทียบได้กับยุครุ่งเรืองของราชวงศ์ถังอยู่แล้ว!

จินจื่อรู้สึกเหมือนตอนนี้ตนเองกำลังถูกเกี้ยวอย่างไรอย่างนั้น

“คุณชายไม่ต้องมองหาแล้ว คำพูดเมื่อครู่นี้เป็นข้าน้อยพูดกับท่านจริงๆ” สตรีชุดแดงอมยิ้มพูด รอยยิ้มนี้เปี่ยมด้วยจริตมารยาหญิง

จินจื่อพลันคิดถึงเรือสำราญลำใหญ่บนทะเลสาบซีหู น่าจะเป็นนางคณิกาขายศิลป์บนเรือสำราญกระมัง มิน่าการกระทำและคำพูดถึงได้ใจกล้าไม่อยู่ในกรอบประเพณีเช่นนี้

จินจื่อกระแอมให้คอโล่ง ประสานมือพลางพูด “ขอบคุณแม่นางที่ชื่นชม! ข้า…ไร้ซึ่งวาสนาจะรับไว้ได้”

พอคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา สหายของสตรีชุดแดงด้านข้างสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ต่างคนต่างก็ตำหนิจินจื่อต่างๆ นานาว่าไม่รู้คุณค่า เมิ่งเหนียง* ผู้นี้เป็นนางคณิกาชื่อดังที่สุดในเขตมณฑลแห่งนี้ ผู้มีอำนาจและชนชั้นสูงตั้งเท่าไรทุ่มเงินนับพันชั่งเพียงเพื่อให้ได้ยลโฉมของเมิ่งเหนียง จิบสุราสนทนาเรื่องโคลงกลอนกัน ชมทิวทัศน์งดงามของทะเลสาบซีหูยามค่ำคืน…

น้ำลายของสตรีทั้งหลายแทบจะท่วมจินจื่อจนมิด จู่ๆ นางก็รู้สึกหัวสมองพองขยาย ไฉนเซี่ยวเซี่ยวจึงยังไม่กลับมาอีก ไม่รู้หรือว่าคุณหนูเช่นข้ากำลังถูกโอบล้อมด้วยน้ำลาย

คนงามในชุดแดงไม่โกรธ คล้ายยังมองจินจื่อด้วยความชื่นชม มุมปากหยักขึ้นเป็นแนวโค้งงดงาม ยิ้มเอ่ยว่า “ดูสิพี่น้องข้าทำให้คุณชายตกใจกลัวเสียแล้ว บุรุษอย่างคุณชายสิถึงจะเรียกว่าสุภาพบุรุษที่แท้จริง ให้เกียรติสตรี ข้าน้อยรู้สึกชอบคุณชายมากขึ้นทุกทีแล้ว…”

นางก้าวออกมาและเดินเข้ามาหาจินจื่อช้าๆ ทำเอาจินจื่อตกใจจนถอยหลังโดยไม่รู้ตัว “เจ้า จะทำอะไร”

“คุณชายเขินอายหรือ ช่างน่ารักจริงๆ” คนงามในชุดแดงหยุดอยู่ตรงหน้าจินจื่อ แววตาระยับขณะเอ่ยเสียงหวาน “ข้าน้อยมีนามว่าเมิ่งเหนียง อาศัยอยู่บนเรือสำราญในทะเลสาบซีหู ครั้งหน้าหากคุณชายมาล่องทะเลสาบ อย่าลืมมาหาข้าน้อยเล่า ข้าน้อยมีของเล่นสนุกมากมาย”

จินจื่อตัวสั่นสะท้าน รับคำส่งเดชว่า “ได้ๆ”

เมิ่งเหนียงส่งสายตาเปี่ยมจริตมาอีกครั้ง ก่อนจะเยื้องย่างจากไป กลุ่มสตรีด้านหลังก็ตามไปด้วย

อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอม กลิ่นหอมหวานของแป้งกับชาดทำเอาจินจื่ออดจามออกมาสองทีไม่ได้

เวลานั้นเองเซี่ยวเซี่ยววิ่งหอบกลับมาแล้ว ดวงหน้าขาวบริสุทธิ์มีรอยแดงเรื่อ หมวกบ่าวเอียงกระเท่เร่ไปมาตามจังหวะการวิ่งเหมือนจะร่วงหลุด จินจื่อชะเง้อคอมอง ข้างหลังเซี่ยวเซี่ยวไม่มีรถม้า

“คุณหนู…คุณหนู…” เซี่ยวเซี่ยวร้องเรียก

“รถม้าเล่า” จินจื่อถาม

“แปลกจริงๆ เจ้าค่ะ ปกติเดินออกไปพ้นทางเดินตรงนี้ก็จะเห็นรถม้า แต่วันนี้กลับหาไม่ได้เลยสักคัน” เซี่ยวเซี่ยวพูดอย่างผิดหวัง

จินจื่อถอนหายใจ ท้องฟ้ามืดสลัวลงทุกที จะเสียเวลาต่อไปไม่ได้แล้ว เห็นทีวันนี้คงต้องเดินกลับไป

“ช่างเถอะ พวกเราเดินกลับแล้วกัน” จินจื่อว่า

เซี่ยวเซี่ยวผงกศีรษะอย่างจนปัญญา หันกลับไปมองก็เห็นเหยี่ยเทียนบังคับรถม้าผ่านหน้าพวกนางไป

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in ชันสูตรพิสูจน์รัก

บทความยอดนิยม

JamShop

ช่วงเวลาแห่งการช็อป JamShop Mid Year Fair ช็อปกลางปี ลุ้นอ่านฟรีดีต่อใจ

JamShop มอบโปรโมชั่นพิเศษเอาใจสายอ่านตัวจริง ‘JamShop Mid Year Fair ช็อปกลางปี ลุ้นอ่านฟรีดีต่อใจ’ ทุกออเดอร์รับสิทธิ์ลุ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่านนิยาย เงาเพลิงสะท้านปฐพี เล่ม 1 บทนำ – บทที่ 1

บทนำ   กลิ่นคาวเลือด... กลิ่นคาวเลือดที่ฉุนแรงจนชวนให้คนคลื่นเหียน... ใต้เสาทองแดงต้นใหญ่สองต้นบนลานกว้าง หนึ่งบุรุ...

บทสัมภาษณ์

ที่นี่ที่เดียว!!! เจาะลึกความฟิน ‘School Boy Idol’ กับ ‘แสตมป์เบอรี่’

กลับมาให้ฟินกันอีกครั้งกับนิยายใหม่จาก ‘แสตมป์เบอรี่’ ซึ่งบอกได้เลยว่าคราวนี้ ขนความฟินมาเต็มพิกัด ผู้ชายหล่องานดีเป็นกอ...

everY

ทดลองอ่านนิยายวาย รัชศกเฉิงฮว่าปีที่สิบสี่ เล่ม 3 บทที่ 1 #นิยายวาย

บทที่ 1   แม้การเลื่อนขั้นของขุนนางทหารกับขุนนางพลเรือนค่อนข้างต่างกัน โดยมากมักขึ้นอยู่กับความโปรดปรานและผลงาน อย่...