Connect with us

Jamsai

ชันสูตรพิสูจน์รัก

ทดลองอ่านนิยาย ชันสูตรพิสูจน์รัก เล่ม 1 บทที่ 6

บทที่ 6

 

แผนการของหลินซื่อครั้งนี้ เรียกได้ว่าขโมยไก่ไม่สำเร็จยังต้องเสียข้าวสารล่อ* โดยแท้

อาจเพราะในใจกลัดกลุ้ม สองวันนี้นางจึงอ้างว่าป่วยและไม่ออกไปไหน ทั้งยังสั่งอี๋เหนียงกับคุณหนูในจวนว่าไม่ต้องมาคารวะ ซึ่งทุกคนย่อมดีใจที่ไม่ต้องยุ่งยาก

ทว่าจินจื่อยามนี้กลับเอนกายอยู่บนเตียงอย่างเกียจคร้าน เบิกตาจ้องเพดานเตียง ดวงตาสีอำพันกลอกไปมานิดๆ นางมีใจอยู่อย่างสงบ จนใจที่จิตใจคนชั่วร้ายเจ้าเล่ห์ ดึงดันจะหาเรื่องนางให้ได้ ครั้งนี้หลินซื่อต้องผิดหวัง คาดว่าคงขุ่นแค้นนางมากกว่าเดิม เห็นทีวันเวลาอันสุขสงบคงจะมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว

“เฮ้อ…” จินจื่อพลิกตัว เสียงถอนหายใจหลุดออกมาจากกลีบปากสีแดงสด

เซี่ยวเซี่ยวยกชามที่บรรจุยาต้มสีดำสนิทเดินเข้าประตูมา กลิ่นขมฝาดของยาพุ่งเข้ามาในจมูกจินจื่อ นางขมวดคิ้วทันใด พลางสั่งว่า “เซี่ยวเซี่ยว ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปไม่ต้องต้มยาแล้ว”

“จะได้อย่างไรเจ้าคะ หมอบอกว่าร่างกายของคุณหนูยังอ่อนแออยู่ ตอนนี้ยังหยุดยาไม่ได้” เซี่ยวเซี่ยวตอบ

“ยามีสามส่วนที่เป็นพิษ ช่างเถอะ ร่างกายของข้าข้ารู้ตัวดี เจ้าฟังที่ข้าบอกเป็นใช้ได้ ส่วนเรื่องความแข็งแรงของร่างกาย ไม่ใช่อาศัยการดื่มยาแล้วจะแข็งแรงขึ้นมาได้ สิ่งสำคัญอยู่ที่การฝึกฝน ชีวิตขึ้นอยู่กับการออกกำลังกาย เข้าใจหรือไม่”

จินจื่อดีดตัวขึ้นนั่งบนเตียง ก่อนจะเดินไปข้างโต๊ะและยกชามยาขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมด

“เจ้าค่ะ เซี่ยวเซี่ยวเชื่อฟังคุณหนู” เซี่ยวเซี่ยวผงกศีรษะ เห็นชามยาว่างเปล่าจึงถามว่า “คุณหนูเอาผลไม้เชื่อมล้างปากหน่อยหรือไม่เจ้าคะ”

“เจ้าเห็นข้าเป็นเด็กหรือ” จินจื่อใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดมุมปากและเดินออกจากประตู

ยืนอยู่นอกชาน มองท้องฟ้าปลอดโปร่งและดวงอาทิตย์เจิดจ้า รู้สึกว่าชีวิตที่เงียบสงบเช่นนี้ อันที่จริงทำให้รู้สึกเหมือนใช้ชีวิตแบบเสียเวลาเปล่าจริงๆ แต่ละวันไม่มีอะไรทำ ว่างเปล่าเรียบเรื่อย ชีวิตแบบนี้ทำให้จินจื่อที่แต่ก่อนยุ่งจนหัวหมุนรู้สึกว่างโหวง นางปรารถนาเหลือเกินว่าจะมีเรื่องอะไรมาเติมเต็มความรู้สึกว่างเปล่าในใจนาง

จินจื่อเม้มปากทอดถอนใจ หากตอนนี้มีศพมาให้นางผ่าพิสูจน์ คงจะดีไม่น้อย…

ทว่าความคิดนี้คิดอยู่ในใจก็พอ จะพูดออกไปไม่ได้เด็ดขาด หาไม่จะต้องทำให้ทั่วหล้าตื่นตระหนก ผู้คนฟังแล้วตกใจแน่ นางยังไม่อยากถูกเผาตายด้วยข้อหาตัวประหลาด…

หลังกินอาหารเช้าเสร็จ จินหยวนมาเยี่ยมจินจื่อที่เรือนชิงเฟิง เห็นบุตรสาวคล้ายมีท่าทีกลัดกลุ้ม เขาคิดว่าคงเพราะพิธีน่าโมโหเมื่อวานทำให้บุตรสาวตกใจ จินหยวนจึงจำต้องพูดจาชี้แนะอย่างอ่อนโยน

“…พ่อเห็นสภาพจิตใจของอิงลั่วฟื้นฟูได้ไม่เลว รู้สึกวางใจมากทีเดียว” จินหยวนยิ้มพูด

“ขอบคุณบิดาที่ห่วงใยเจ้าค่ะ ต่อให้บิดาไม่อยู่ในจวน อิงลั่วก็จะดูแลตนเองให้ดี ไม่ทำให้บิดาต้องเป็นห่วง” จินจื่อรับคำ

“เด็กดี” ดวงตาของจินหยวนเปี่ยมด้วยความเมตตารักใคร่ ยื่นมือไปลูบเรือนผมสีดำของจินจื่อที่ทิ้งตัวอยู่ด้านหลัง “รู้สึกเบื่อหรือไม่ อยากออกไปเที่ยวข้างนอกหรือเปล่า”

สิ้นเสียงของจินหยวน ดวงตาของจินจื่อก็ฉายประกายลิงโลด ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างระงับไม่อยู่ขณะเงยหน้าถาม “ได้หรือเจ้าคะ ลูกออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกได้ด้วยหรือ”

จินหยวนมองจินจื่อด้วยความสงสาร เด็กคนนี้สิบเจ็ดปีที่ผ่านมาไม่เคยก้าวออกจากจวนสกุลจินเลย ใช้ชีวิตอยู่แต่ในพื้นที่แคบและจำกัดเช่นนี้ ย่อมต้องรู้สึกเบื่อบ้าง

“ย่อมได้แน่นอน พาบ่าวชายกับสาวใช้ไปด้วยสองสามคนให้คอยปกป้องเจ้า และอย่าลืมสวมผ้าโปร่งครอบตัวไว้ด้วย เจ้ายังไม่ออกเรือน ไม่อาจเปิดเผยโฉมหน้าให้ผู้อื่นเห็น” จินหยวนเอ่ยกำชับ

ความจริงที่จินหยวนเสนอให้จินอิงลั่วออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก นอกจากเพื่อให้บุตรสาวอารมณ์เบิกบานแล้ว ยังมีเหตุผลสำคัญคือเขาอยากอาศัยการกระทำนี้บอกทุกคนว่าบุตรสาวของเขาแข็งแรงเพียงใด เด็กปัญญาอ่อนหรือตัวอัปมงคลที่ผู้คนเล่าลือกัน ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุตรสาวเขาแม้แต่น้อย พวกเจ้ามองดูให้ชัดๆ อย่าเที่ยวลือกันไปส่งเดช…ทำลายชื่อเสียงบุตรสาวสุดที่รักของข้า…

จินจื่อไม่สนใจว่าบิดามีเจตนาอย่างไร ขอเพียงนางได้ออกไปสูดอากาศข้างนอกบ้างก็พอ

หลังส่งจินหยวนกลับไป จินจื่อก็ตามเซี่ยวเซี่ยวมาอย่างอดรนทนไม่ไหว ให้นางช่วยจัดเตรียมชุดบุรุษให้ ตนจะปลอมตัวออกไปข้างนอก

“ชุดบุรุษ? เอ่อ คุณหนู ชุดของชายหนุ่มในจวนแห่งนี้จะมีอยู่ที่เรือนของอาหลางเท่านั้น เพราะชุดของนายท่านต้องใช้ไม่ได้แน่ ดูแก่เกินไป!” เซี่ยวเซี่ยวตอบอย่างลำบากใจ

“อ้อ เช่นนั้นก็ไปเอาชุดบุรุษที่เรือนของอาหลางมาชุดหนึ่ง!” จินจื่อโบกมือสั่ง

เซี่ยวเซี่ยวอยากจะเป็นลม คุณหนูจะทำอะไรกันแน่ หากจะออกจากจวน สวมผ้าโปร่งครอบตัวก็ใช้ได้แล้วมิใช่หรือ ไยต้องแต่งกายเป็นบุรุษด้วย

จินจื่อเลิกคิ้วมองเซี่ยวเซี่ยวพลางคิดในใจ

เรื่องแค่นี้เจ้าก็ไม่เข้าใจหรือ หากสวมผ้าโปร่งครอบตัว ทิวทัศน์ทุกอย่างล้วนซ่อนเร้นอยู่ใต้ผ้าโปร่งบาง เลือนรางไม่ชัดเจน ต่อให้เป็นทิวทัศน์ที่งดงามเพียงใดความงามก็ต้องลดลงไปมาก แต่หากแต่งกายเป็นบุรุษย่อมไม่เหมือนกัน ถึงอย่างไรยุคสมัยนี้ก็คล้ายกับสมัยถังอันรุ่งเรือง สตรีแต่งเป็นบุรุษเป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อย อย่าเอะอะโวยวายไปหน่อยเลย

เซี่ยวเซี่ยวยกไหล่อย่างจนใจ ตอบไปว่า “แต่ปกติเรือนของอาหลางมีมามาเฝ้าอยู่ ไม่อาจเข้าไปได้ง่ายๆ บ่าวไม่รู้วิชาดำดิน แล้วจะเอาเสื้อผ้าของอาหลางมาได้อย่างไรเจ้าคะ”

เรื่องนี้มีเหตุผล!

จินจื่อพลันยกมือกุมหน้าผากอย่างหมดหวัง ขบคิดว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไรดี

เวลานั้นเอง จวงมามาเดินเข้ามาในห้องอย่างไม่รีบร้อน ยิ้มพลางเอ่ย “หายากที่คุณหนูจะอยากออกไปเดินเล่นข้างนอก จะทำให้คุณหนูหมดสนุกไม่ได้ ปีก่อนอาหลางทิ้งเสื้อผ้าไว้กับบ่าวสองชุดพอดี คิดว่าคุณหนูน่าจะสวมใส่ได้ เพราะตอนนั้นรูปร่างของอาหลางยังไม่สูงใหญ่เหมือนตอนนี้!”

สีหน้าท้อใจของจินจื่อหายไปทันที นางกระโดดขึ้นมาคล้องแขนจวงมามาพลางถาม “อยู่ไหนหรือ”

เซี่ยวเซี่ยวกลับสงสัย “จวงมามามีเสื้อผ้าอาภรณ์ของอาหลางได้อย่างไร”

“เจ้านี่นะ ลืมไปแล้วหรือ ปีก่อนอาหลางกลับมา ตอนนั้นในมือถือผ้าไว้พับหนึ่ง บอกว่าได้มาจากร้านผ้าอวี้ซิ่วในเขตมณฑล ตอนเดินผ่านเรือนชิงเฟิงของพวกเราถูกเจ้าสาดน้ำซักผ้าใส่เต็มๆ ชุดที่สวมใส่กับผ้าพับนั้นเปียกหมด ข้ารีบสั่งให้เจ้ากลับไปเอาชุดมาให้อาหลางผลัดเปลี่ยน ชุดกับผ้าพับนั้นที่เปียกน้ำจึงทิ้งอยู่ที่เรือนชิงเฟิง ภายหลังข้าซักจนสะอาดและนำผ้าพับนั้นไปตัดเย็บเป็นชุดคลุมตามขนาดตัวของอาหลาง คิดว่ารอให้อาหลางมาที่นี่อีกครั้งค่อยมอบให้เขา คิดไม่ถึงว่านับแต่นั้นมา อาหลางก็ไม่ผ่านมาที่เรือนชิงเฟิงอีกเลย…”

คำพูดสั้นๆ ของจวงมามามีอารมณ์มากมายหลายหลากสะท้อนออกมาที่ก้นบึ้งของดวงตา

ตำหนิ ห่วงใย ยินดี…สุดท้าย ยังมีความเศร้าสลดเจืออยู่จางๆ ด้วย

กับพี่ชายแบบนี้จินจื่อไม่มีความผูกพันมากนัก แม้ในความทรงจำของคุณหนูสามสกุลจินจะปรารถนาให้พี่ชายมาเยี่ยมตนมาก แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่ยินดีมาเยี่ยมน้องสาวปัญญาอ่อนมิใช่หรือ มีพี่ชายที่ไหนเป็นแบบนี้บ้าง ความจริงจินจื่อรู้สึกดูถูกจินเฮ่าชินอยู่เล็กน้อยด้วยซ้ำไป

“ข้าจำได้ๆ” เซี่ยวเซี่ยวพูดอย่างตื่นเต้น

จินจื่อค้อนทีหนึ่งอย่างจนใจ นางจำเป็นต้องดีใจขนาดนี้ด้วยหรือ

“เอาล่ะๆ ในเมื่อมีชุดก็ตัดปัญหาไปได้ไม่น้อย” จินจื่อยิ้มบางๆ และหันไปพูดกับจวงมามา “มามาไปเอามาเถิด ข้ากับเซี่ยวเซี่ยวออกไปอย่างเงียบๆ ก็พอ อย่าทำให้คนอื่นในจวนแตกตื่นเลย”

“คุณหนู นี่ท่านจะไม่พาบ่าวชายไปด้วยสักคนหรือเจ้าคะ บ่าวเกรงว่า…”

ไม่รอให้จวงมามาพูดจบ จินจื่อก็คล้องแขนจวงมามาและออดอ้อน “ท่านวางใจเถอะมามา ข้าเรียบร้อยว่าง่ายเช่นนี้ ต้องไม่ก่อเรื่องอะไรแน่ อีกทั้งอำเภอเถาหยวนที่อยู่ภายใต้การปกครองดูแลของบิดา ผู้คนอยู่กันอย่างรักใคร่ปรองดอง ท่านไม่ต้องกลัวหรอกว่าจะมีคนทำเรื่องไม่ดี”

“เป็นเช่นนี้ก็จริง แต่ว่า…”

“ไม่มีแต่…ขืนมามายังชักช้า ฟ้าก็จะมืดแล้ว…”

 

จินจื่อเปลี่ยนมาสวมชุดคลุมสีขาวเรียบร้อย ดูแล้วเหมือนคุณชายรูปงามที่หล่อเหลาไม่เป็นสองรองใครจริงๆ เรือนผมดำขลับถูกเกล้าเป็นมวย บนศีรษะสวมหมวกสีเดียวกัน ใบหน้าขาวกระจ่างเปล่งประกายไม่ทาแป้งและชาด ดวงตาสีอำพันแวววาวประหนึ่งวาดออกมา ริมฝีปากแดงชุ่มชื้น ขนตายาวสั่นไหวเล็กน้อย ภายใต้แสงอาทิตย์ดูเหมือนผีเสื้อคู่หนึ่งกำลังกระพือปีกคู่งาม

เซี่ยวเซี่ยวเปลี่ยนมาสวมชุดบ่าวชาย ท่อนบนเป็นเสื้อสาบทับขวาสีฟ้าหมอกควัน ท่อนล่างเป็นกางเกงสีฟ้าหม่น เอวผูกสายรัดสีเทา ศีรษะสวมหมวกบ่าว ดวงตาแย้มยิ้มจนโค้งลงเป็นรูปจันทร์เสี้ยว เผยให้เห็นฟันขาววาววับเรียบร้อย นางยิ้มอย่างโง่งมเช่นนี้ไปตลอดทาง

“ยังยิ้มไม่พออีกหรือ” จินจื่อคลี่พัดจีบด้วยท่วงทีสง่างาม กระพือพัดเบาๆ พลางกวาดสายตามองผู้คนที่สัญจรไปมาบนท้องถนน

เซี่ยวเซี่ยวยื่นมือมาปิดปากตนเอง ปกปิดความตื่นเต้นยินดีในใจ ก่อนหันไปมองจินจื่อและเอ่ยว่า “คุณหนู ท่านไม่ตื่นเต้นหรือ ท่านไม่ได้ออกมาข้างนอกสิบกว่าปีแล้ว ท่าทางเช่นนี้ออกจะสุขุมเกินไปหน่อยกระมัง”

จินจื่อเลิกคิ้วสีดำ หุบพัดและวางลงบนฝ่ามือเคาะอย่างสบายใจ

เซี่ยวเซี่ยวติดตามคุณหนูสามสกุลจิน คิดว่าโอกาสที่จะได้ออกจากจวนคงไม่มากไปกว่าคุณหนูสามสกุลจิน ต่อให้มีก็เป็นการออกไปจับจ่ายซื้อของใช้ประจำวันของเรือนชิงเฟิง รีบออกมาและรีบกลับ ไหนเลยจะมีเวลาไปเดินเที่ยวเล่น ส่วนตัวนางเอง ปฏิกิริยาแบบนี้ก็ปกติแล้ว นางไม่ใช่คุณหนูสามสกุลจินตัวจริงสักหน่อย ก่อนจะฟื้นคืนชีพอีกครั้ง นางเที่ยวเล่นอยู่ในอำเภอเถาหยวนมาหลายรอบแล้ว ต่อให้มีความตื่นเต้นเพียงใด บัดนี้ก็จางลงไปมากแล้ว

“เจ้ายิ้มมาตลอดทางจะไม่ทำให้คนรู้สึกประหลาดใจหรือ เซี่ยวเซี่ยว ความตื่นเต้นยินดีของเจ้า ข้าสามารถเข้าใจได้ แต่ตอนนี้พวกเราอยู่ในชุดบุรุษ ต้องสุขุมมั่นคง จะให้คนมองว่าเป็นคนโง่งมไม่ได้ เข้าใจหรือไม่” จินจื่อพูดช้าๆ

คุณหนูกล่าวมีเหตุผล!

เซี่ยวเซี่ยวผงกศีรษะอย่างเห็นด้วย ก่อนก้มมองการแต่งกายของตนเองกับคุณหนูในยามนี้แล้วรีบเอ่ยเตือน “เช่นนั้นพวกเราคงต้องเปลี่ยนคำเรียกขานด้วยกระมัง”

“อื้ม เจ้าเรียกข้าว่าคุณชายเถอะ!” จินจื่อตอบ

สองคนมุ่งหน้าไปเรื่อยๆ ตลาดผู้คนจอแจ กระแสผู้คนหลั่งไหลดั่งสายน้ำ

จินจื่อสังเกตการแต่งกาย สีหน้า และพฤติกรรมของผู้คนด้วยความสนใจ

อำเภอเถาหยวนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเขตใต้ การแต่งกายและประเพณีใกล้เคียงกับสมัยต้าถังในความทรงจำของจินจื่อ เครื่องแต่งกายของบุรุษมีทั้งชุดคลุมยาวสาบทับขวา ทั้งยังมีเสื้อแขนแคบคอกลม มีทั้งแบบสุภาพสูงส่งและอิสระไร้ข้อจำกัด

รูปแบบเครื่องแต่งกายของสตรีก็หลากหลายมาก มีทั้งชุดกระโปรงสาบทับขวา ชุดกระโปรงรัดอก ชุดคลุมยาวทรงกระบอก เสื้อครึ่งท่อนกับกระโปรงที่แยกเป็นเสื้อบุซับในชายสั้นกับกระโปรงทรงหน้าม้า ยังมีเสื้อชั้นกลางคลุมทับด้วยเสื้อกั๊ก เสื้อคลุมผ่าหน้าแขนยาว เสื้อคลุมแขนครึ่งท่อน เป็นต้น

จินจื่อพาเซี่ยวเซี่ยวเดินตลาดรอบหนึ่ง เลือกเครื่องประดับชิ้นเล็กที่ชอบหลายชิ้น ก่อนจะเดินออกจากเขตการค้า

“ในตลาดเสียงเจี๊ยวจ๊าว ฟังแล้วปวดหัวชะมัด พวกเราไปเดินเล่นที่เขตพักอาศัยกันเถอะ” จินจื่อเสนอ

“เขตพักอาศัยก็มีแต่กระเบื้องหลังคาสีดำกับกำแพงสีขาว พื้นหินขัดกับตรอกซอกซอยที่พวกเราเห็นกันอยู่บ่อยๆ นั่นแหละขอรับ คุณชาย มิสู้พวกเราไปดูทะเลสาบซีหูกันดีกว่า” เซี่ยวเซี่ยวแนะนำ

“ทะเลสาบซีหู?” จินจื่อกะพริบตาด้วยความสงสัย ใจคิดว่า หรือว่าทะเลสาบซีหูในหังโจวยุคปัจจุบันจะพัฒนามาจากทะเลสาบซีหูในอำเภอเถาหยวน

“อื้ม ทิวทัศน์ที่นั่นงดงาม ชาวบ้านต่างอำเภอหากมีเวลาจะพาครอบครัวกับลูกหลานมาเที่ยวที่นี่ ยังมีพวกชนชั้นสูงในเขตมณฑลอีก ต่างก็ชอบมาล่องเรือสำราญที่ทะเลสาบซีหูและฟังเพลงขอรับ” ดวงตาของเซี่ยวเซี่ยวฉายความปรารถนาไม่สิ้นสุด

จินจื่อคิดในใจว่า นี่เป็นเขตทิวทัศน์ธรรมชาติที่ยังไม่ผ่านการปรุงแต่งด้วยน้ำมือมนุษย์ จะต้องไม่เหมือนในยุคปัจจุบันแน่และมีความดั้งเดิมมากกว่าเป็นแน่ คิดเช่นนี้แล้วนางก็อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้

“ไกลจากที่นี่หรือไม่” จินจื่อเอ่ยถาม

“ไม่ไกลขอรับ อยู่ในอำเภอของเรานี่เอง หากนั่งรถม้าใช้เวลาแค่หนึ่งเค่อ* ก็น่าจะถึง” เซี่ยวเซี่ยวรีบตอบ

จินจื่อยื่นมือไปประเมินน้ำหนักของถุงใส่เงินที่แขวนอยู่ที่เอว นี่เป็นเงินที่จินหยวนมอบให้นางเพื่อออกมาจับจ่ายซื้อของ มีมากถึงสิบตำลึง ตอนนี้ยังหนักอึ้งอยู่เลย คาดว่าจ้างรถม้าคงใช้เงินไม่เท่าไรกระมัง จินจื่อหันไปสั่งเซี่ยวเซี่ยวให้ไปหารถม้ามาหนึ่งคัน ในตลาดมีคนทำมาค้าขายมากมาย รถม้าเป็นพาหนะในการเดินทางไปไหนมาไหน ย่อมขาดไปไม่ได้อยู่แล้ว จึงสามารถพบเห็นได้ทั่วไป

นายบ่าวสองคนขึ้นนั่งบนรถม้า มุ่งหน้าไปยังทะเลสาบซีหู

พอรถม้าค่อยๆ ลดความเร็วลง จินจื่อเลิกม่านหน้าต่างและเห็นประกายสีเขียวมรกตจากผืนทะเลสาบที่อยู่ไกลๆ

ยามตะวันส่องผิวน้ำพร่างพราย ยามสายฝนโปรยปรายภูผาเลือนราง

ซีหูเปรียบดังโฉมงามซีซือ ธรรมชาติรังสรรค์ความงามให้มิต่างกัน*

จินจื่อเพิ่งจะเข้าใจความหมายของความงามของทะเลสาบซีหูที่ซูซื่อบรรยายในบทกลอนตอนนี้เอง

ครั้นลงจากรถม้าและจ่ายเงินไปสี่เฉียน* จินจื่อก็วิ่งไปริมทะเลสาบอย่างทนรอไม่ไหวอีกต่อไป

สายลมโชยพัดมา ก้านบัวส่ายไหว ยามนี้ยังไม่ใช่ฤดูร้อน ดอกบัวยังไม่ผลิบาน หากเป็นฤดูร้อนคงได้เห็นใบบัวสีเขียวแผ่ยาวสุดลูกหูลูกตา ดอกบัวแดงสะท้อนแสงตะวันเจิดจรัส คงเป็นภาพที่สร้างความรื่นรมย์อย่างยิ่ง

จินจื่อมองทะเลสาบที่ราบเรียบดุจแผ่นกระจก ผิวทะเลสาบทอประกายไร้ขอบเขตทำให้นางพลันรู้สึกผ่อนคลายเหมือนตัวอยู่ในสรวงสวรรค์บนดิน

นางดึงเซี่ยวเซี่ยววิ่งไปยังศาลาที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบ มองปลาที่แหวกว่ายไล่ตามกันในน้ำ หาความสำราญให้ตนเอง อดรู้สึกจิตใจปลอดโปร่งไม่ได้

นายบ่าวสองคนเหมือนอยู่ในดินแดนที่ไร้ผู้คน ชี้ชวนกันดูทิวทัศน์ต่างๆ และวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเบิกบานใจ

กลางทะเลสาบมีเรือแจวลำหนึ่ง ยามอยู่บนผืนทะเลสาบอันกว้างใหญ่แล้วดูเล็กจ้อยถึงเพียงนั้น

บนเรือเห็นได้รางๆ ว่ามีคนอยู่สองคน

ลำเรือไม่ขยับเขยื้อน จอดนิ่งอยู่กลางทะเลสาบ หัวเรือมีบ่าวคนหนึ่งนั่งอยู่ ศีรษะสวมหมวกสีน้ำเงิน ตัวสวมเสื้อแขนแคบสีเดียวกัน มือกำไม้พายแน่น คล้ายกลัวว่าหากปล่อยมือแล้วเรือจะโคลงเคลง

อีกด้านของเรือมีคันเบ็ดตั้งอยู่ สายดิ่งลงไปในทะเลสาบ ข้างม้านั่งเตี้ยที่ทำจากไม้ไผ่มีข้องใส่ปลาที่สานจากไผ่วางอยู่ บนม้านั่งว่างเปล่า ไม่มีคนหย่อนเบ็ด ด้ามจับของคันเบ็ดถูกบางอย่างยึดไว้กับหัวเรือ

จินจื่อเห็นภาพนี้แล้วรู้สึกขัน โลกนี้มีคนขี้เกียจแบบนี้ด้วยหรือ แม้แต่การหย่อนเบ็ดยังขี้เกียจ แบบนี้มีปลาติดเบ็ดก็แปลกแล้ว

ในห้องโดยสารของเรือแจวมีบุรุษคนหนึ่งนอนนิ่งอยู่ แม้ว่ายามนี้เขาจะนอนเอนกาย แต่จากโครงสร้างแล้วเขาต้องเป็นบุรุษที่รูปร่างสูงใหญ่แน่นอน ชุดคลุมยาวสีดำห่อหุ้มเรือนร่างสูงตระหง่านสมส่วนของเขาไว้ ความจริงรูปร่างของเขาค่อนข้างผอม ดังนั้นจึงยิ่งทำให้ดูไหล่กว้างขายาว ผิวกายขาวกระจ่างยิ่งนัก สันจมูกโด่งสูง คิ้วรูปดาบที่เข้มดุจหมึกพาดเฉียงเล็กน้อยไปจรดจอนผม ริมฝีปากบางเม้มนิดๆ รูปโฉมหล่อเหลาสูงส่งไม่ธรรมดา เพียงแต่ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายเยียบเย็นชวนให้คนไม่น่าเข้าใกล้ออกมา

ศีรษะเขาหนุนอยู่บนแขนสองข้างที่ซ้อนอยู่ด้วยกัน ดวงตาปิดสนิท ขายาวยกขึ้นเล็กน้อยขณะพิงห้องโดยสาร ให้ความรู้สึกผ่อนคลายเกียจคร้าน แต่ก็สง่างามเกินใคร

เปรียบเหมือนขโมยความสงบกลับคืนมาได้* สูดดมกลิ่นหอมสดชื่นจากใบบัวแล้วชวนให้รู้สึกง่วงงุน เรือโคลงวูบหนึ่ง จากนั้นเสียงร้องตื่นตระหนกก็แหวกฝ่าอากาศมา

“อ๊า! มีคนตาย…”

เสียงอุทานนั้นเจือความตื่นตกใจไม่สิ้นสุด พอเสียงดังผ่านหูของจินจื่อไป นางก็มองไปยังเรือที่ลอยลำอย่างโดดเดี่ยวอยู่กลางทะเลสาบ

มีคนตายหรือ!

เส้นประสาทของหมอนิติเวชที่ตื่นตัวมาแต่กำเนิดอยู่แล้วกระตุ้นจินจื่อทันที เมื่อครู่นางไม่ได้ฟังผิด บ่าวชายคนนั้นบอกว่ามีคนตาย มีคนกระโดดทะเลสาบตายหรือ

“ไป เซี่ยวเซี่ยว พวกเราไปดูกัน!” จินจื่อยื่นมือไปดึงเซี่ยวเซี่ยว เห็นว่านานแล้วก็ยังดึงไม่ไป หันไปมองจึงรู้ว่าพอเซี่ยวเซี่ยวได้ยินคำว่า ‘คนตาย’ ดวงหน้าเล็กก็ซีดเผือดด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง

 

ริมฝั่งทะเลสาบมีผู้คนมามุงดูเหตุการณ์มากมาย อารมณ์ส่วนใหญ่ที่ฉายอยู่บนใบหน้าทุกคนคือความอยากรู้อยากเห็น น้อยคนนักที่จะตื่นกลัว

จินจื่อดึงเซี่ยวเซี่ยวที่ประหม่าจนตัวแข็งทื่อไปหมดเบียดฝ่ากำแพงฝูงชนเข้าไป เรือแจวลำเล็กที่จอดอยู่กลางทะเลสาบโคลงเคลงอย่างรุนแรง บ่าวชายบนเรือหน้าซีดขาว นั่งตัวแข็งทื่ออยู่ที่หัวเรือเหมือนหุ่นขี้ผึ้ง บุรุษในชุดคลุมผ้าทอลายสีดำคนหนึ่งก้าวออกมาจากห้องโดยสาร เรือนร่างสูงใหญ่สง่างามดึงดูดสายตาของแม่นางน้อยทุกคน เกิดความโกลาหลท่ามกลางฝูงชน แม่นางทั้งหลายที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่บ้างเขินอายบ้างวิพากษ์วิจารณ์ถึงคุณชายในชุดคลุมสีดำบนเรืออย่างใจกล้า

สายตาของจินจื่อเลื่อนไปยังคนผู้นั้น มิใช่เพราะเงาร่างของเขาองอาจสง่างามสักเพียงใด แต่เพราะนางตกใจในความสุขุมเยือกเย็นของเขาในยามนี้

ไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรกับบ่าวชายผู้นั้นกันแน่ บ่าวชายถึงกับดึงสติกลับมาได้ในทันที สีหน้าสงบมั่นคงขึ้นไม่น้อย จากนั้นบ่าวชายเริ่มถอดเสื้อแขนแคบออก ถอดหมวกที่สวมอยู่ ก่อนจะกระโดดตูมลงไปในทะเลสาบ

ผิวทะเลสาบราบเรียบพลันเกิดหยดน้ำสาดกระเซ็นไปทั่ว คลื่นน้ำวงแล้ววงเล่าแผ่ออกไปรอบด้านอย่างรวดเร็ว

ผู้คนริมทะเลสาบหวีดร้อง ข้างหูของจินจื่อเต็มไปด้วยเสียงหึ่งๆ ล้วนเป็นเสียงหวีดร้องอย่างตกอกตกใจของผู้คนเหล่านั้น

จินจื่ออมยิ้มมอง บุรุษผู้นี้เป็นใครกันแน่ แค่คำพูดไม่กี่คำก็สามารถทำให้บ่าวชายผู้นั้นเอาชนะความกลัว กระโดดลงน้ำไปเอาศพขึ้นมาได้

บุรุษชุดคลุมสีดำโยนเชือกป่านเส้นหนึ่งลงไปในน้ำ บ่าวชายว่ายน้ำเก่งมาก เคลื่อนไหวอยู่ในน้ำไม่กี่ทีก็ใช้เชือกป่านมัดศพที่อยู่ในทะเลสาบได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นดันศพที่แช่น้ำจนบวมขึ้นไปเหนือผิวน้ำ บุรุษชุดดำบนเรือออกแรงดึงเชือกป่าน ลำเรือโคลงไปมาอย่างรุนแรง ทว่าเขากลับยืนอย่างมั่นคงดุจหินผา คลื่นน้ำในทะเลสาบไหวกระเพื่อม พอศพถูกขนขึ้นมาบนเรือแจวก็ยิ่งทำให้เกิดวงคลื่นแผ่กระจายออกไปมากยิ่งขึ้น

“ว้าย…มีคนตายจริงๆ…มีคนตาย…”

แม่นางทั้งหลายที่เมื่อครู่นี้ยังหลงบุรุษรูปงามมองเห็นชัดเจนในที่สุด ยามนี้แต่ละคนใบหน้าซีดเผือด ต่างแตกฮือกระจัดกระจายกันไปคนละทิศละทาง

“คุณหนู พวกเรากลับกันเถอะเจ้าค่ะ น่ากลัวเหลือเกิน” เซี่ยวเซี่ยวฉุดแขนเสื้อของจินจื่อพลางขอร้อง

จินจื่อหันไปมองใบหน้าขาวซีดของเซี่ยวเซี่ยวพลางเอ่ยปลอบโยน “คนตายมีอะไรน่ากลัว โลกใบนี้คนที่มีชีวิตอยู่ย่อมน่ากลัวกว่าคนตายเสมอ” พูดจบสายตาก็ค่อยๆ เลื่อนไปยังเรือแจวลำเล็กที่พายเข้ามาริมทะเลสาบ

เซี่ยวเซี่ยวมองจินจื่ออย่างไม่เข้าใจ เพียงแวบเดียวก็ทำให้หัวใจที่เต้นรัวแรงจนแทบจะกระดอนออกมาของนางสงบลงทันใด

นี่เป็นความรู้สึกที่ประหลาดจริงๆ สีหน้าของคุณหนูยามนี้ช่างสุขุม นิ่งสงบ และน่าหลงใหลเหลือเกิน

อืม ใช่แล้ว เพราะคุณหนูเป็นเทพธิดานี่นา แล้วจะขี้ขลาดเหมือนข้าได้อย่างไร นางเป็นถึงผู้ที่สนทนากับเทพเจ้าได้!

พอคิดถึงตรงนี้ อารมณ์กลัดกลุ้มของเซี่ยวเซี่ยวก็คลี่คลาย

เรือแจวแล่นมาถึงริมฝั่ง บ่าวชายกับบุรุษในชุดคลุมสีดำช่วยกันแบกศพบนเรือขึ้นมาบนฝั่ง ยามนี้ริมฝั่งทะเลสาบ นอกจากบุรุษใจกล้าไม่กี่คนแล้ว บรรยากาศคึกคักเมื่อครู่นี้หายไปไม่เหลือ แม่นางทั้งหลายไม่มีอารมณ์จะมองชายงามอีก ต่างวิ่งหนีไปไม่เห็นเงานานแล้ว

ตั้งแต่เรือแจวเข้าเทียบฝั่ง ดวงตาของจินจื่อก็มิอาจละไปจากศพได้เลย

จินจื่อเป็นแพทย์นิติเวชผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นนิสัยของนางคือพอเห็นศพแล้วจะต้องขยับเข้าไปใกล้โดยไม่รู้ตัว หากนางเห็นโอกาสที่จะทำให้อีกฝ่ายรอดชีวิตได้ นางจะคิดหาทุกวิถีทางช่วยเหลือ ถึงอย่างไรในการสืบสวนคดีอาชญากรรม คนที่มีชีวิตอยู่ย่อมมีคุณค่ามากกว่าคนตาย สามารถให้เบาะแสในการไขคดีได้มากกว่า แน่นอนว่ามีอีกอย่างที่สำคัญที่สุด นั่นคือการช่วยชีวิตคนกลับมาจากมือของมัจจุราชนั่นเอง!

บุรุษในชุดคลุมสีดำสั่งให้บ่าวชายไปแจ้งที่ว่าการอำเภอ ยามนี้เรือนกายกำยำของบ่าวชายที่อวดโฉมต่อหน้าทุกคนเปียกโชก หยดน้ำแวววาวไหลคดเคี้ยวลงมาตามแผงอกของเขา เขาผงกศีรษะรับคำ จากนั้นคว้าเสื้อบนเรือและสวมใส่ไปพลางวิ่งจากไปพลาง

ศพนอนนิ่งอยู่บนฝั่ง ใต้ศพมีน้ำหยดลงมารวมกันจนเป็นแอ่งเล็ก ก่อนจะค่อยๆ ไหลไปตามร่องพื้นจนถึงริมทะเลสาบ

บุรุษในชุดคลุมสีดำปรายตามองด้วยสีหน้าเย็นชา ก่อนจะเลื่อนสายตาออกไป มองไปกลางทะเลสาบชมทิวทัศน์ต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

จินจื่อก้าวเข้าไปย่อกายลงข้างศพ และสังเกตดูอย่างละเอียด

ศพถูกแช่น้ำทั้งตัวจนขาวซีด เห็นได้ชัดว่าเสียชีวิตมานานแล้ว ไม่อาจช่วยให้ฟื้นคืนชีพกลับมาได้อีก ดวงตาปิดแน่น สองมือทิ้งอยู่ข้างลำตัวและกางออกตามธรรมชาติ ปากเผยอออกเล็กน้อย เผยให้เห็นฟันกราม จินจื่อยื่นมือไปกดท้องของศพและตรวจดูมือเท้าของเขาอย่างละเอียด ในใจมีข้อสันนิษฐานเบื้องต้นแล้ว

ระหว่างที่จินจื่อตรวจดูศพ บุรุษในชุดคลุมสีดำหันกลับมา มองการกระทำของจินจื่อตั้งแต่ต้นจนจบด้วยความสนใจ

“เจ้าเป็นนักชันสูตรศพหรือ” น้ำเสียงเข้มลึกทุ้มหนัก เป็นเสียงต่ำของบุรุษที่ไพเราะมาก

จินจื่อช้อนตาขึ้นสบกับนัยน์ตาที่ดำดุจหมึก จังหวะที่ประสานสายตากับเขา หัวใจของจินจื่อหนาวเยือกเล็กน้อย นั่นเป็นดวงตาที่เรียวยาวและกระจ่างใสมาก แต่ไม่รู้เหตุใด จินจื่อรู้สึกว่าสายตาเขาเรียบเฉยและเหินห่างเหลือจะกล่าว

คนผู้นี้มีรูปโฉมกระจ่างหมดจดสะดุดตา มิน่าเมื่อครู่แม่นางน้อยกลุ่มนั้นแค่เห็นแผ่นหลังเขาก็คลุ้มคลั่งถึงแล้ว

“มิใช่ ข้าแค่รู้วิชาแพทย์เล็กน้อยเท่านั้น” จินจื่อไม่อยากเปิดเผยความสามารถพิเศษที่ไม่เหมือนใครของตนในยุคสมัยนี้เร็วเกินไป

บุรุษในชุดคลุมสีดำฟังแล้วคล้ายจะผิดหวังเล็กน้อย กวาดตามองการแต่งกายของจินจื่อ ดวงตามีแววประหลาดใจวูบขึ้น

จินจื่อไม่พลาดแววตาของเขาเมื่อครู่นี้ เขาดูออกหรือว่านางเป็นสตรีที่ปลอมตัวเป็นบุรุษ

เซี่ยวเซี่ยวเองก็เห็นว่าบุรุษในชุดคลุมสีดำผู้นั้นจ้องหน้าอกของจินจื่อ นางถลึงตาใส่เขาอย่างขุ่นเคืองเล็กน้อย

รูปโฉมก็งดงามดี คิดไม่ถึงว่าจะเป็นพวกต่ำช้า ถึงกับกล้ามองคุณหนูของข้าเช่นนี้…

เซี่ยวเซี่ยวคิดเช่นนี้แล้วก็อดโมโหจนใบหน้าร้อนผ่าวไม่ได้

บุรุษในชุดคลุมสีดำรู้สึกถึงความเป็นอริของเซี่ยวเซี่ยว จึงรีบเบนสายตาออกไปและกล่าวเสียงเรียบ “ข้าเพียงรู้สึกว่าเสื้อผ้าของท่านคุ้นตายิ่งนัก หาได้มีเจตนาไม่ดี”

แน่นอนว่าจินจื่อเชื่อ อีกอย่างตนเองแต่งกายมิดชิดเช่นนี้ก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไร

“คุณชายพบศพที่กลางทะเลสาบหรือ” จินจื่อหาเรื่องคุยเพราะไม่รู้จะพูดอะไร หาไม่บรรยากาศที่เงียบเกินไปจะยิ่งทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วน

“ใช่” บุรุษในชุดคลุมสีดำตอบเรียบๆ ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย

จินจื่อทำหน้าเซ็ง มองใบหน้าที่เยียบเย็นปานน้ำแข็งในฤดูหนาวพลางครุ่นคิดในใจ พูดเกินกว่านี้อีกคำจะตายหรือไร

จินจื่อเห็นอีกฝ่ายเฉยชา จึงเงียบและไม่ได้ชวนคุยอีก ตั้งสมาธิกลั่นกรองข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับผู้ตายในหัว

ไม่นาน บ่าวชายที่วิ่งไปแจ้งทางการเมื่อครู่นี้ก็นำมือปราบสองคนรุดมา ยังมีเจ้าพนักงานชันสูตรคนหนึ่งตามมาด้วย

“คุณชาย มือปราบมาแล้วขอรับ” บ่าวชายค้อมตัวพูดกับบุรุษในชุดคลุมสีดำ

บุรุษในชุดคลุมสีดำแค่นเสียงรับรู้อย่างเย็นชาทีหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไรอีก

มือปราบสอบถามผู้คนที่มุงดูเกี่ยวกับเวลาและเหตุการณ์ตอนพบศพตามลำดับขั้นตอน ทุกคนตอบคำถามอย่างให้ความร่วมมือ แน่นอนว่าจินจื่อกับเซี่ยวเซี่ยวเองก็ถูกซักถามด้วย เซี่ยวเซี่ยวประหม่าเล็กน้อย ส่วนจินจื่อสถานการณ์เช่นนี้นางเจอบ่อยจนชินเสียแล้ว นางบรรยายตั้งแต่ตอนแรกที่พบศพ สุดท้ายอดไม่ได้ที่จะพูดถึงสองนายบ่าวที่ออกแรงขนศพขึ้นมาจากน้ำ

บุรุษในชุดดำตวัดสายตามองจินจื่ออย่างเย็นชา จินจื่อไม่กลัวสายตาเขา นางขึงตามองกลับไปเช่นกัน

ต่อจากนั้นเป็นการตรวจพิสูจน์ศพของเจ้าพนักงาน เรื่องนี้จินจื่อยิ่งให้ความสนใจ นางอยากเห็นกับตาเหมือนกันว่าคนโบราณตรวจพิสูจน์ศพอย่างไร นางเลิกสนใจบุรุษในชุดคลุมสีดำที่ให้การอยู่ด้านข้าง ความคิดจิตใจทั้งหมดพุ่งไปอยู่ที่เจ้าพนักงานชันสูตรที่อายุเกินครึ่งร้อยผู้นั้น

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in ชันสูตรพิสูจน์รัก

บทความยอดนิยม

JamShop

ช่วงเวลาแห่งการช็อป JamShop Mid Year Fair ช็อปกลางปี ลุ้นอ่านฟรีดีต่อใจ

JamShop มอบโปรโมชั่นพิเศษเอาใจสายอ่านตัวจริง ‘JamShop Mid Year Fair ช็อปกลางปี ลุ้นอ่านฟรีดีต่อใจ’ ทุกออเดอร์รับสิทธิ์ลุ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่านนิยาย เงาเพลิงสะท้านปฐพี เล่ม 1 บทนำ – บทที่ 1

บทนำ   กลิ่นคาวเลือด... กลิ่นคาวเลือดที่ฉุนแรงจนชวนให้คนคลื่นเหียน... ใต้เสาทองแดงต้นใหญ่สองต้นบนลานกว้าง หนึ่งบุรุ...

บทสัมภาษณ์

ที่นี่ที่เดียว!!! เจาะลึกความฟิน ‘School Boy Idol’ กับ ‘แสตมป์เบอรี่’

กลับมาให้ฟินกันอีกครั้งกับนิยายใหม่จาก ‘แสตมป์เบอรี่’ ซึ่งบอกได้เลยว่าคราวนี้ ขนความฟินมาเต็มพิกัด ผู้ชายหล่องานดีเป็นกอ...

everY

ทดลองอ่านนิยายวาย รัชศกเฉิงฮว่าปีที่สิบสี่ เล่ม 3 บทที่ 1 #นิยายวาย

บทที่ 1   แม้การเลื่อนขั้นของขุนนางทหารกับขุนนางพลเรือนค่อนข้างต่างกัน โดยมากมักขึ้นอยู่กับความโปรดปรานและผลงาน อย่...