Connect with us

Jamsai

ชันสูตรพิสูจน์รัก

ทดลองอ่านนิยาย ชันสูตรพิสูจน์รัก เล่ม 1 บทที่ 5

บทที่ 5

 

สายฝนยามเช้าพร่างพรม โปรยปรายลงมาไม่หยุด

เซี่ยวเซี่ยวกางร่มกระดาษเคลือบน้ำมันวาดลวดลายด้วยหมึก มือหิ้วตะกร้าผักที่สานจากไม้ไผ่เดินอยู่บนเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังห้องครัว

พอขึ้นไปบนระเบียงวน เซี่ยวเซี่ยวก็หุบร่มกระดาษเคลือบน้ำมัน สะบัดน้ำฝนให้หยดลงนอกระเบียงสองสามที

กลิ่นหอมเย้ายวนของอาหารลอยมาจากห้องครัวใหญ่ เซี่ยวเซี่ยวสูดจมูกแล้วอดกลืนน้ำลายไม่ได้

บนระเบียงวนมีคนเดินสวนกันไปมา นี่เป็นเวลาอาหารเช้า สาวใช้และบ่าวหญิงทั้งหลายต่างยุ่งง่วนกับการนำสำรับอาหารเช้าไปส่งตามเรือนต่างๆ ให้เจ้านาย มีเพียงเรือนชิงเฟิงที่เป็นข้อยกเว้น ไม่เคยมีใครตระเตรียมอาหารให้เรือนชิงเฟิง สิบกว่าปีมานี้ล้วนเป็นการรับวัตถุดิบจากห้องครัวใหญ่และนำกลับไปปรุงเองที่ห้องครัวเล็กที่สร้างไว้ในเรือน

เซี่ยวเซี่ยวเดินไปตามระเบียงทางเดินยาว พอเดินไปได้ระยะหนึ่งจึงเลี้ยวเข้าไปในห้องครัวใหญ่

หลังสั่งให้สาวใช้ทั้งหลายนำอาหารไปส่งตามเรือนต่างๆ แล้ว ผู้ดูแลฉินมามากับบ่าวหญิงหลายคนก็ล้อมวงอยู่ข้างโต๊ะไม้ตัวเล็กที่วางอยู่ข้างประตูห้องครัวใหญ่ กินข้าวเช้าไปพลางพูดคุยไปพลาง

“ได้ยินว่าเมื่อคืนอู่หลางโยเยทั้งคืน กวนซ่งอี๋เหนียงกับพวกแม่นมอย่างยิ่ง” บ่าวหญิงหน้ายาวที่สวมเสื้อชั้นกลางคลุมทับด้วยเสื้อกั๊กยาวสีฟ้าหม่นพูดขึ้น

“นั่นน่ะสิ…เอาแต่ร้องไห้ทั้งคืนไม่หยุด” บ่าวหญิงหน้ากลมอีกคนที่สวมชุดสียางสนเออออ

ฉินมามากัดเซาปิ่ง* คำหนึ่ง ขบเคี้ยวแล้วจ้องมองพวกนาง “ข้าว่าพวกเจ้าระวังหน่อยเถอะ เป็นคนเก่าคนแก่ของจวนนี้แล้ว อย่าได้นินทาเจ้านายทั้งหลายลับหลัง ขืนให้ฮูหยินที่เรือนหลักรู้เข้า…พวกเจ้าก็รู้นิสัยของฮูหยินดี ถึงเวลานั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน เรื่องถูกขับไล่ออกไปเป็นเรื่องหนึ่ง แต่เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจ็บตัวแน่นอน”

ทั้งสองเห็นท่าทีเฉียบขาดของฉินมามาแล้วต่างก็อึ้งไปพักหนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าไม่นานก่อนหน้านี้บ่าวคนหนึ่งซุบซิบนินทาว่าฮูหยินรังแกผู้ที่อยู่ในเรือนชิงเฟิง สุดท้ายไม่เพียงถูกตะเพิดออกไปทั้งครอบครัว แต่ปากยังถูกตบจนบวม… นี่คือผลลัพธ์ของการปากมาก

บ่าวหญิงหน้ายาวหลุบคิ้วหลุบตา ใบหน้าคลี่ยิ้มประจบมองฉินมามา “ฉินมามาเปลืองแรงสั่งสอนเสียแล้ว นินทาอะไรกัน พวกบ่าวไหนเลยจะกล้า เพียงแต่เรื่องที่อู่หลางโยเยทั้งคืน ฮูหยินเองก็รู้แล้ว ไม่รู้เป็นเพราะอะไร เมื่อวานยังดีๆ อยู่ พอกลับจากเรือนชิงเฟิง เมื่อคืนก็เริ่มโยเยไม่หลับไม่นอนทั้งคืน ทำเอาซ่งอี๋เหนียงร้องไห้ตามไปด้วย เมื่อคืนเรื่องรู้ไปถึงฮูหยิน หาไม่แล้วพวกบ่าวที่อยู่ในห้องครัวจะทราบข่าวได้อย่างไร มิใช่เพราะวันนี้แม่นางชิงไต้มาแต่เช้า กำชับทางนี้ให้เตรียมต้มเม็ดบัวใส่เห็ดหูหนูขาวถ้วยหนึ่งไว้ดับร้อนให้ฮูหยินหรอกหรือ บอกว่าเมื่อคืนฮูหยินเองก็ร้อนใจเหมือนมีไฟสุมทรวง”

“นั่นสิๆ แม่นางชิงไต้พูดอย่างนี้แล้ว ถ้าเรื่องแค่นี้พวกเรายังไม่รู้จักคิด พูดจานินทาส่งเดช มิสู้รีบย้ายออกไปจากจวน จะได้ไม่สร้างความวุ่นวายให้มามามิดีกว่าหรือ” บ่าวหญิงหน้ากลมพูดประจบ

ครานี้ฉินมามาได้หน้าจึงอมยิ้มกวาดตามองพวกนางอย่างรู้สึกดีทีเดียว

“อู่หลางโยเยทั้งคืนเช่นนี้ แม่นางชิงไต้ได้บอกให้ไปตามหมอหรือไม่” ฉินมามาถามขึ้น

“บอกว่าเชิญมาแล้ว เขียนใบสั่งยาให้สาวใช้นำไปต้มแล้ว มามายังไม่รู้กระมัง ได้ยินว่าอู่หลางถูก…คนผู้นั้นอุ้มถึงได้เป็นอย่างนั้น เห็นทีฉายาตัวอัปมงคลยังคง…เฮ้อ ไฉนฮูหยินถึงได้จิตใจดี พาอู่หลางไปเยี่ยมคนผู้นั้นได้ คิดจะให้อู่หลางรู้จักพี่สาว สุดท้าย…ช่างอัปมงคลจริงๆ” บ่าวหญิงหน้ากลมกดเสียงเบา

“เจ้ายังไม่รู้อีกเรื่อง คนผู้นั้นยังเรียกตนเองว่าเทพธิดาด้วย…ถุย เทพธิดา? ถ้าใช่จริงอู่หลางเจอนางแล้วจะเป็นอย่างนั้นหรือ เฮ้อ อีกหน่อยพวกเราอยู่ห่างจากนางให้มากหน่อยดีกว่า หาไม่อาจจะติดกลิ่นอายอัปมงคลมาได้” บ่าวหญิงหน้ายาวเหมือนม้าพูดเสริม

ฉินมามาเห็นทั้งสองได้ใจ ยิ่งพูดยิ่งเอาใหญ่ก็อดนิ่วหน้าและแค่นเสียงเย็นชาไม่ได้

เซี่ยวเซี่ยวที่ถือตะกร้าอยู่ได้ยินบทสนทนาของบ่าวหญิงพวกนั้นแต่แรกแล้ว ตอนนี้นางโกรธจนตัวสั่น มิน่าจวงมามากับคุณหนูถึงมีสีหน้าหนักใจ มีแต่ตนเองที่ไร้เดียงสาที่สุด คิดว่าฮูหยินเปลี่ยนนิสัยแล้ว ตั้งใจมาเยี่ยมคุณหนู คิดไม่ถึงว่าจะมีเจตนาอื่นแอบแฝงเช่นนี้

เซี่ยวเซี่ยววิ่งเข้าไปและหยุดกะทันหันหน้าประตูห้องครัว หลายคนที่กำลังกินข้าวเช้าต่างเงยหน้า ครั้นเห็นว่าเป็นเซี่ยวเซี่ยว สองคนที่ซุบซิบกันอยู่เมื่อครู่นี้ก็ทำสีหน้ารังเกียจ คล้ายเห็นสิ่งที่ไม่เป็นมงคล มีเพียงฉินมามาที่สีหน้าเป็นปกติ เอ่ยทักว่า “เซี่ยวเซี่ยวเองหรือ”

เซี่ยวเซี่ยวเห็นฉินมามาไม่ได้จงใจละเลยตน ดวงหน้าเล็กซีดก็ฉายแววอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย “ฉินมามา ข้ามาเอาผักตามฤดูกาลกับเนื้อสด”

ฉินมามาหันไปสั่งบ่าวหญิงหน้ายาว “เจ้าเข้าไปจัดให้นาง”

บ่าวหญิงหน้ายาววางเซาปิ่งในมือ ลุกขึ้นรับคำและเดินเข้าไปจัดของในห้องครัว

เซี่ยวเซี่ยวตามเข้าไป ตอนออกมาในตะกร้ามีผักเพิ่มมาเล็กน้อย ทว่าล้วนเป็นผักแห้งๆ เหี่ยวๆ ดูก็รู้ว่าเป็นของเหลือที่คนอื่นไม่เอา นอกจากนี้แล้วไม่มีแม้แต่เศษเนื้อ เรื่องนี้เป็นตามที่เซี่ยวเซี่ยวคาดการณ์ไว้ จึงไม่ได้รู้สึกอะไร

ฉินมามาจ้องตะกร้าผักของเซี่ยวเซี่ยว ถามว่า “เหลืออยู่แค่นี้หรือ”

แน่นอนว่าคำถามนี้เอ่ยกับหญิงหน้ายาว

“เจ้าค่ะ ช่วงนี้ฝนตก สองวันนี้ไม่สะดวกออกไปจับจ่ายซื้อของ ตอนนี้ผักสดจึงเหลืออยู่แค่นี้” หญิงหน้ายาวตอบ

ฉินมามาหันกลับไปมองเซี่ยวเซี่ยวและบอกว่า “รอไว้ของใหม่มาแล้วข้าค่อยเอาไปให้คุณหนูแล้วกัน”

เซี่ยวเซี่ยวฉีกยิ้ม ตอบว่า “เจ้าค่ะ เซี่ยวเซี่ยวขอบคุณฉินมามาแทนคุณหนูด้วย”

“พูดอะไรกัน นี่เป็นสิ่งที่บ่าวควรทำอยู่แล้ว”

ฉินมามาเฝ้าดูอยู่ด้านข้างอย่างนิ่งๆ มาหลายวันแล้ว ผู้ที่อยู่ในเรือนชิงเฟิงไม่ว่าจะถูกผู้ดูแลในจวนจงใจหักลดเบี้ยรายเดือนและอาหาร หรือถูกคุณหนูสี่ท้าทายหาเรื่อง นางล้วนรับมือด้วยความนิ่งสงบ แค่ความสุขุมเช่นนี้ก็ทำให้ตนมองนางใหม่แล้ว ไม่รู้เหตุใดฉินมามามักจะรู้สึกว่าผู้ที่อยู่ในเรือนชิงเฟิงไม่ธรรมดา แต่ก็อธิบายความรู้สึกนั้นไม่ถูก ใจครุ่นคิดว่าเติมบุปผาบนผ้าดิ้นแพรง่าย หยิบยื่นถ่านให้กลางหิมะยาก* ในช่วงเวลาที่ทุกคนรังเกียจนาง หากแสดงความหวังดีกับนางสักนิด นางน่าจะจดจำไว้ในใจกระมัง อีกอย่าง ตนทำเช่นนี้ก็ไม่ได้เสียหายอะไรแม้แต่น้อย

ทว่าคนอย่างจินจื่อเดิมทีไม่ใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อยู่แล้ว จึงไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เป็นพิเศษ อีกอย่างมีจวงมามาคอยดูแลจัดการ ไม่ต้องให้นางเปลืองสมองขบคิดแม้แต่น้อย ดังนั้นหากฉินมามารู้ว่าจินจื่อไม่มีทางสังเกตเห็นเลยว่ามีคนคนหนึ่งแสดงความปรารถนาดีกับนางอยู่ คาดว่าคงหงุดหงิดจนกระอักเลือด

เซี่ยวเซี่ยวหิ้วตะกร้าผักและกางร่มเดินออกไปท่ามกลางม่านฝน

นางร้อนใจยิ่งนัก ก้าวเดินด้วยฝีเท้าเร่งรีบ ด้วยอยากจะเอาเรื่องนี้กลับไปบอกคุณหนู สตรีปากมากพวกนั้นถึงกับว่าร้ายคุณหนูเช่นนี้ ทั้งๆ ที่เมื่อวานคนที่เล่นกับอู่หลางไม่ได้มีแค่คุณหนูสักหน่อย เรื่องอะไรต้องครอบหมวก* ให้คุณหนูของนางด้วย

เพียงเพราะคุณหนูของนางเคยเป็นโรคเหงาหงอย และเป็นคนที่พวกเขาไม่อยากจะพูดถึงน่ะหรือ เพียงเพราะคุณหนูเป็นตัวอัปมงคลในสายตาของพวกเขาน่ะหรือ

ทันทีที่จวงมามาได้ยินคำพูดของเซี่ยวเซี่ยว ใบหน้าที่เปี่ยมประสบการณ์ก็เต็มไปด้วยความกังวล

จินจื่อเห็นสีหน้าของจวงมามาแล้วก็รู้สึกปวดใจยิ่ง

คนผู้นี้รักใคร่ห่วงใยจินอิงลั่วจากใจจริง ตั้งแต่ซานเหนียงถือกำเนิดมา นางทุ่มเทแรงกายแรงใจเต็มที่มาตลอด ไม่เคยทอดทิ้ง…ความจริงอายุนางไม่ได้แก่ชราเหมือนรูปลักษณ์ภายนอก อย่างมากก็แค่สี่สิบสองสี่สิบสามเท่านั้น แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยริ้วรอยเสียแล้ว…

“จวงมามา…ไม่ต้องเป็นห่วง พวกเขาคิดจะทำร้ายข้า แต่ข้าจะไม่ยอมให้พวกเขาได้ใจหรอก” จินจื่อพูดเสียงยืนกราน

“คุณหนู เรื่องประหลาดเหนือธรรมชาติเช่นนี้จะอธิบายให้กระจ่างชัดได้อย่างไร อย่าว่าแต่เซี่ยวเซี่ยวที่ได้ข่าวเลย เช้าวันนี้บ่าวออกไปกวาดเรือนก็ได้ยินพวกสาวใช้พูดเรื่องนี้กัน บ่าวแค่กลัวว่าคุณหนูฟังแล้วจะเสียใจ จึงไม่กล้าเอามาเล่าให้ท่านฟัง” จวงมามาน้ำตาคลอเบ้า

“เด็กร้องโยเยตอนกลางคืนย่อมมีสาเหตุ เรื่องประหลาดเหนือธรรมชาติอะไรกัน เกรงว่าคงมีใครเล่นลูกไม้เสียมากกว่า” จินจื่อยิ้มอย่างไม่ถือสา ก่อนจะสั่งเซี่ยวเซี่ยวว่า “ตั้งโต๊ะก่อนเถอะ ตอนนี้เจ้านายของเจ้าหิวแล้ว ต้องกินข้าวให้อิ่มก่อนถึงจะมีแรงแก้ไขปัญหา”

เซี่ยวเซี่ยวเห็นจินจื่อมีท่าทางผ่อนคลายเช่นนี้ จิตใจอดไม่ได้ที่จะโล่งตามไปด้วยไม่น้อย จึงฉีกยิ้มรับคำ “เจ้าค่ะ!”

กินข้าวเช้าเสร็จ จินจื่อสั่งให้เซี่ยวเซี่ยวช่วยนางเกล้าผมแต่งตัว นางจะไปเรือนชิวซวง ดูว่าหรงเกอเอ๋อร์เป็นอะไรกันแน่ ฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงที่เด็กป่วยบ่อย หากป่วยแล้วก็ควรตามหมอมาดูอาการ อย่าปล่อยให้คนที่มีเจตนาร้ายหลอกใช้เป็นเครื่องมือ ทำให้อาการป่วยยิ่งล่าช้าออกไปไม่ได้รักษา

 

จินจื่อกับเซี่ยวเซี่ยวสองนายบ่าวมาถึงหน้าประตูเรือนชิวซวง คิดไม่ถึงว่าจะถูกสาวใช้ที่เฝ้าอยู่ข้างนอกขวางไว้

แน่นอนว่าสาวใช้ผู้นี้รู้จักจินจื่อ วันนั้นตอนไปเรือนชิงเฟิงนางก็ติดตามฮูหยินกับซ่งอี๋เหนียงไปด้วย อีกอย่าง คุณหนูสามสกุลจินงดงามเช่นนี้ ผู้ที่เคยพบเห็นแล้วย่อมไม่ลืมแน่นอน เพียงแต่เมื่อเช้าฮูหยินออกคำสั่งแล้ว ไม่อนุญาตให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าออกเรือนชิวซวงเด็ดขาด หากรบกวนอู่หลางเข้าจะต้องถูกลงโทษด้วยกฎบ้าน

“คุณหนูของข้าเป็นคนที่ไม่เกี่ยวข้องหรือ” เซี่ยวเซี่ยวเดือดดาลจนใบหน้าเรื่อแดงลามไปถึงลำคอ

“บ่าวมิกล้าเจ้าค่ะ เพียงแต่ฮูหยินมีคำสั่งมา บ่าวไม่กล้ามิทำตามเจ้าค่ะ” สาวใช้ก้มหน้าตอบเสียงแผ่ว

จินจื่อเองก็ไม่ดึงดันที่จะเข้าไป เพียงเอ่ยถามเรียบๆ “หมอว่าอย่างไรบ้าง”

สาวใช้เงยหน้ามองดวงตาสีอำพันที่เต็มไปด้วยความกังวลของจินจื่อ ตอบอึกอัก “หมอบอกว่าไอเย็นเข้าสู่ร่างกายเจ้าค่ะ”

ก็แสดงว่าเป็นหวัดน่ะสิ

“อู่หลางกินอะไรได้บ้างหรือไม่” จินจื่อถามต่อ

“ตั้งแต่กินมื้อกลางวันไปเมื่อวาน ตอนกลางคืนอู่หลางก็ไม่ได้กินอะไรเลย เอาแต่ร้องไห้ไม่หยุด ร้องจนเสียงแหบแห้งไปหมด ภายหลังยัง…”

จินจื่อเป็นคนใจร้อน ไหนเลยจะทนการอึกอักอ้ำอึ้งของสาวใช้ได้ นางรีบเร่งรัด “เป็นอย่างไร ภายหลังเป็นอย่างไร”

“ท้องเสียเจ้าค่ะ…” สาวใช้โพล่งออกมา

ระบบย่อยอาหารเกิดปัญหานิดหน่อย คาดว่าประเดี๋ยวคงต้องเข้าไปดูถึงจะรู้สถานการณ์ที่แน่ชัด

จินจื่อมีพรสวรรค์ด้านความรู้ทางการแพทย์พอสมควร ในยุคที่นางจากมา บิดานางถือกำเนิดในตระกูลแพทย์แผนโบราณ มารดาเป็นหัวหน้าแผนกประสาทวิทยาของแพทย์แผนตะวันตกและเป็นหมอผ่าตัด ภายใต้การอบรมบ่มเพาะของหมอแผนโบราณและหมอตะวันตกตั้งแต่เด็ก เดิมทีนางคิดจะเป็นหมอ คิดไม่ถึงว่าภายหลังกลับเกิดความสนใจในอาชีพแพทย์นิติเวชอย่างแรงกล้า ตอนเลือกวิชาเอกสมัยเรียนมหาวิทยาลัย นางกรอกคำว่า ‘แพทย์นิติเวช’ ลงในช่องปณิธาน พอพ่อกับแม่รู้เข้าก็บ่นไม่น้อย ทว่าภายหลังคิดว่าขอเพียงลูกสาวชอบก็พอแล้ว จึงตามใจจินจื่อ

“เข้าไปบอกซ่งอี๋เหนียงว่าซานเหนียงมาเยี่ยมอู่หลาง” จินจื่อพูดกับสาวใช้ หวังว่าซ่งอี๋เหนียงจะไม่โง่เขลาเหมือนคนอื่นๆ

สาวใช้ไม่กล้าขัดคำสั่งจินจื่อ หมุนตัวเดินเข้าไปในเรือน

เพียงครู่เดียว สาวใช้ก็ออกมาย่อกายคารวะจินจื่อและตอบนาง “เรียนคุณหนูสาม อี๋เหนียงของข้าขอบคุณในความปรารถนาดีของคุณหนู แต่อู่หลางโยเยทั้งคืน ตอนนี้เพิ่งจะหลับไป เกรงว่าจะไม่สะดวก เชิญท่านกลับไปก่อนเถอะเจ้าค่ะ”

จินจื่อยิ้ม ประเมินนางสูงเกินไปจริงๆ!

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นางก็จะไม่ฝืนใจอีก จินจื่อหันหลังเดินจากไปโดยไม่เหลียวหลัง

เซี่ยวเซี่ยวยกชายกระโปรงเดินตามอยู่ข้างหลัง “คุณหนู ช้าหน่อยเจ้าค่ะ ทางลื่น”

 

ในห้อง ซ่งอี๋เหนียงมีสีหน้าอิดโรย มองลูกชายที่ผอมลงไปมากในชั่วเวลาสั้นๆ แค่ครึ่งวัน ปวดใจเหมือนหัวใจถูกเฉือนเนื้อออกไปก้อนหนึ่ง

“ไปแล้วหรือ”

“เจ้าค่ะอี๋เหนียง พอบ่าวพูดจบ คุณหนูสามก็เดินจากไปโดยไม่เหลียวหลัง” สาวใช้ตอบ

ซ่งอี๋เหนียงพยักหน้า ดวงตามองออกไปข้างนอก นอกชานหมอกฝนเลือนราง หยดน้ำแวววาวทิ้งตัวลงมาจากกระเบื้องหลังคาที่ทำจากหินหยดแล้วหยดเล่า เหมือนลูกปัดที่ขาดจากเส้น ขณะเดียวกันก็เหมือนหัวใจนางตอนนี้ที่มีน้ำตา นางกัดฟันมองไปยังทิศทางของเรือนหลักและเอ่ยอย่างขุ่นแค้น “หญิงต่ำช้า เพื่อตัวเจ้าเอง ถึงขั้นลงมือกับลูกชายข้าร้ายกาจเช่นนี้…”

สาวใช้คุกเข่าลงดังตุ้บ รีบเอ่ยเตือน “อี๋เหนียงจะพูดเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ ระวังกำแพงมีหู!”

ซ่งอี๋เหนียงได้สติ เก็บความเคียดแค้นบนใบหน้า มองสาวใช้และถามอย่างราบเรียบ “ยาต้มเสร็จหรือยัง”

“ต้มอยู่เจ้าค่ะอี๋เหนียง แล้วยาที่ได้จากหมอที่ฮูหยินเชิญมาควรจัดการอย่างไรเจ้าคะ”

“ต้มสิ ต้มแล้วเอาไปเททิ้งลงส้วมโน่น! ยาพวกนั้นข้าไม่กล้าให้หรงเกอเอ๋อร์ดื่มแน่นอน!” ซ่งอี๋เหนียงตอบเสียงเย็น

“เจ้าค่ะ” สาวใช้รับคำ ก่อนจะถอยออกไปอย่างนอบน้อม

ซ่งอี๋เหนียงที่ภายนอกอ่อนโยน แท้จริงแล้วหาใช่มะพลับนิ่ม ตั้งแต่หรงเกอเอ๋อร์เริ่มร้องไห้โยเย นางก็ตั้งใจสังเกตอาการของลูกชาย เริ่มแรกไม่อยากอาหาร ต่อมาแม้แต่นมของแม่นมก็ไม่กิน ร้องไห้โยเยทั้งคืน เหงื่อออกผิดปกติ ท้องเดิน…

หลังตรวจสอบส่วนประกอบในอาหารกลางวันแล้ว พบว่าในข้าวบดของหรงเกอเอ๋อร์ถูกผสมแป้งมันสำปะหลังลงไป แป้งมันสำปะหลังนี้แม้แต่ผู้ใหญ่ยังกินมากไม่ได้ เพราะจะทำให้ท้องอืดได้ง่าย ย่อยยาก แล้วนับประสาอะไรกับเด็กๆ

ซึ่งแป้งมันสำปะหลังนี้เพิ่งถูกคนของเฝิงมามาซื้อหากลับมา…

หญิงต่ำช้า เพื่อกำจัดคนที่อยู่ในเรือนชิงเฟิงถึงกับทุ่มเทมากจริงๆ แต่ไม่ว่าเจ้าจะอยากจัดการกับคุณหนูสามสกุลจินเพียงใด เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย เจ้าอย่าให้ลูกชายข้าต้องกลายเป็นผู้เสียสละ อย่าใช้เขาเป็นแท่นเหยียบ เด็กคนนี้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรด้วย!

ในใจของซ่งอี๋เหนียงขุ่นขึ้งนัก แต่กลับทำอะไรไม่ได้ ต่อให้รู้ว่าปัญหาอยู่ที่แป้งมันสำปะหลัง ทว่าพอถึงเวลานั้นคนผู้นั้นย่อมสามารถปฏิเสธได้อย่างสิ้นเชิงด้วยคำว่า ‘ข้าไม่รู้เรื่อง’ ตนเองต้องถูกนางผูกใจเจ็บเปล่าๆ ที่ผ่านมา เพื่อให้หรงเกอเอ๋อร์เติบโตขึ้นมาอย่างปลอดภัย นางต้องวางตัวอ่อนน้อมต้อยต่ำและประจบสอพลออีกฝ่ายไม่น้อย แต่กลับไม่อาจทำให้หลินซื่อคลายความระแวดระวังที่มีต่อตนได้ทั้งหมด

ในเมื่อหญิงต่ำช้าผู้นั้นมีใจอยากให้เรื่องของหรงเกอเอ๋อร์กลายเป็นชนวนก่อเหตุ ย่อมไม่ปล่อยให้หรงเกอเอ๋อร์หายดีเร็วถึงเพียงนั้นแน่ ดังนั้นยาที่ได้จากหมอที่นางเชิญมา จะให้เกอเอ๋อร์ดื่มไม่ได้เด็ดขาด!

 

ในเรือนซินหรง ชิงไต้รวบม่านขึ้น ต้อนรับซ่งอี๋เหนียงเข้าไปข้างใน

“ซ่งอี๋เหนียง อู่หลางเป็นอย่างไรบ้าง” ชิงไต้ใบหน้าอมยิ้มน้อยๆ มองซ่งอี๋เหนียงที่ใต้ตาเขียวคล้ำที่แม้แต่แป้งกับชาดก็ปิดไม่อยู่พลางถาม

“เฮ้อ เพิ่งตื่นขึ้นมา เริ่มร้องอีกแล้ว…” พูดจบก็เริ่มปาดน้ำตา

หลินซื่อที่อยู่ในเรือนปีกข้างทิศตะวันออกได้ยินก็รีบพูด “ถูกของไม่ดีเข้าจริงๆ แล้ว หาไม่จู่ๆ จะเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร”

ซ่งอี๋เหนียงเดินผ่านม่านลูกปัดเข้าไปข้างใน

“เป็นความผิดของข้าน้อยอนุภรรยาเอง ไม่ได้ดูแลเกอเอ๋อร์ให้ดี”

“เรื่องนี้จะโทษเจ้าได้อย่างไร ยาของหมอกินแล้วหรือยัง” หลินซื่อยกมือเป็นเชิงบอกให้ซ่งอี๋เหนียงนั่งลงและเอ่ยถามต่อ

“กินแล้วเจ้าค่ะ ไม่เห็นอาการจะดีขึ้น” ซ่งอี๋เหนียงตอบ

“หรือจะถูกกลิ่นอายอัปมงคลเข้าจริงๆ” หลินซื่อใบหน้าเต็มไปด้วยความคลางแคลง ดวงตากลอกไปมานิดๆ

ดูสิ ใช้ลูกชายข้าเป็นเครื่องมือจริงๆ ด้วย…

ใบหน้าของซ่งอี๋เหนียงไม่แสดงอารมณ์ใด เพียงสะอื้นเบาๆ

“เอาล่ะๆ หากไม่ไหวจริงๆ ก็ไปขอพรที่วัดผู่ถัวเถอะ ถือโอกาสทำพิธีเซ่นไหว้และทำบุญด้วย” หลินซื่อโบกมือว่า

“ทุกอย่างแล้วแต่ฮูหยินจะตัดสินใจเจ้าค่ะ” ซ่งอี๋เหนียงค้อมกายอย่างนอบน้อม

เพียงไม่นาน เรื่องที่อู่หลางหรงเกอเอ๋อร์โดนกลิ่นอายอัปมงคลจนทำให้ล้มป่วยก็แพร่ไปทั่วจวน ลูกศรชี้มายังคุณหนูสามสกุลจินในเรือนชิงเฟิง แม้แต่คนข้างนอกยังรู้เรื่องนี้ หลายวันนี้มีญาติสนิทมิตรสหายมาเยี่ยมเยือนที่บ้าน หลินซื่อยุ่งง่วนกับการต้อนรับแขกเหรื่อมิตรสหาย ทั้งยังบอกว่าจะทำตามคำชี้แนะของภิกษุชั้นผู้ใหญ่ในวัด ประกอบพิธีทางศาสนา สร้างกุศลเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย

ด้านคุณหนูสามสกุลจิน…เรื่องราวของจินอิงลั่วที่เคยปัญญาอ่อนและเป็นโรคเหงาหงอย ป่วยหนักจนใกล้ตายแต่กลับมีชีวิตรอดอีกครั้ง สติสัมปชัญญะกลับคืนมา พูดจาปราศรัยได้ปกติ อีกทั้งยังถ่ายโอนไออัปมงคลไปสู่น้องชายลูกอนุภรรยากลายเป็นเรื่องที่แพร่สะพัดไปทั่วอำเภอเถาหยวน บนท้องถนนและหอน้ำชาผู้คนมักจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ แค่เรื่องที่ป่วยหนักใกล้ตายแต่กลับฟื้นคืนชีพอีกครั้งก็น่าเหลือเชื่อพออยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่ปกติไม่พูดไม่จา จู่ๆ กลับเปิดปากพูดได้ นี่มิใช่เรื่องที่ฟังแล้วน่ากลัวหรอกหรือ

ผิดปกติเกินไป เรื่องราวเมื่อผิดแผกไปจากเดิมย่อมมีลับลมคมใน

มิน่าถึงต้องทำพิธี คงมิใช่ว่าคุณหนูสามสกุลจินถูกวิญญาณชั่วร้ายสิงร่างกระมัง

จินหยวนที่อยู่ในที่ว่าการอำเภอได้ยินเรื่องนี้แล้วโมโหจนหน้าเขียว ตอนนั้นเขาไม่สนใจงานในที่ว่าการ รีบทิ้งงานให้ที่ปรึกษากับลูกน้องไปจัดการด้วยความร้อนใจ แม้แต่ชุดขุนนางก็ไม่เปลี่ยน ขึ้นเกี้ยวอย่างเร่งร้อนและเร่งให้คนหามเกี้ยวกลับจวนโดยเร็วที่สุด

พอถึงจวนสกุลจิน จินหยวนก็ก้าวเร็วๆ มุ่งหน้าไปยังเรือนชิงเฟิง

พ่อบ้านเหอเถียนตามอยู่ข้างหลัง คอยเตือนจินหยวนให้เดินระวังด้วย ฝนฤดูวสันต์ตกลงมาติดต่อกันสองวันจนพื้นเปียกลื่น หากล้มลงไปย่อมไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

ทางด้านเรือนชิงเฟิง ยามนี้ผู้คนส่งเสียงเอะอะเจี๊ยวจ๊าว คาดว่าสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ คงมีวันนี้ที่ครึกครื้นและผู้คนมาพร้อมหน้าพร้อมตากันที่สุด

ในลานบ้านตั้งโต๊ะบูชา ควันธูปม้วนตัวเป็นเกลียว ไฟจากเทียนไขสีแดงเต้นระริก ยันต์คาถาต่างๆ ปลิวว่อนทั่วฟ้า จินจื่อถูกบังคับให้คุกเข่าบนเสื่อ เซี่ยวเซี่ยวกับจวงมามาใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตาขณะถูกบ่าวหญิงหลายคนจับตัวไว้ เสียงเคาะเกราะปลาไม้* ดังเข้ามาในหู สะท้อนไปมาอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าสีเทาขมุกขมัว

จินจื่อกัดฟัน ยิ้มหยันมองพวกต้มตุ๋นหลอกลวงที่อ้างเรื่องวิญญาณและเทพเจ้า

เริ่มแรกนางยังหวาดกลัวอยู่เล็กน้อย ถึงอย่างไรนางก็สิงอยู่ในร่างของคุณหนูสามสกุลจินและเกิดใหม่อีกครั้งจริงๆ แต่หลังผ่านไปได้ครู่หนึ่ง ในที่สุดนางก็เห็นโฉมหน้าของพวกต้มตุ๋นเหล่านี้อย่างชัดเจน ฝีปากไม่เลวทีเดียว หลอกล่อจนผู้มีใจศรัทธาทั้งหลายอึ้งงันไปตามๆ กัน ทว่าความสามารถที่แท้จริงกลับไม่เห็นแม้แต่น้อย หากเขามีความสามารถในการขับไล่ผีสางหรือสิ่งชั่วร้ายจริง ไฉนนางจึงไม่รู้สึกอึดอัดแม้แต่น้อย

ทว่าคิดดูแล้วก็ใช่ ตนเองเกิดใหม่ในร่างของคุณหนูสามสกุลจินอย่างสมบูรณ์แล้ว ย่อมไม่นับเป็นวิญญาณเร่ร่อน เมื่อเป็นเช่นนี้นางอาจจะปรักปรำผู้อื่นก็ได้ ผู้อื่นอาจมีความสามารถอยู่จริงก็ไม่แน่

หลินซื่อคุกเข่าอยู่หน้าโต๊ะบูชาและอธิษฐานด้วย ‘ความศรัทธา’ ปากพึมพำอะไรบางอย่าง ไม่พ้นการขอให้วิญญาณร้ายออกไป อย่ามารังควานจินอิงลั่วอีก อย่ามารบกวนทุกคนในจวนแห่งนี้อีก จินจื่อทั้งฉุนทั้งขัน วันนั้นหลังกลับจากเรือนชิวซวง นางให้จวงมามาไปสืบเรื่องของอู่หลาง ภายหลังถึงรู้ว่าอาหารกลางวันอู่หลางกินอะไรลงไปกันแน่ ด้วยสติปัญญาของจินจื่อ หลังสันนิษฐานดูแล้วย่อมรู้ถึงลับลมคมในของเรื่องนี้

เพียงแต่ไม่รู้ว่าหลินซื่อผู้นี้ลงมือว่องไวทีเดียว ไม่รอให้จินจื่อไปหาเรื่อง นางกลับเป็นฝ่ายหาเรื่องผู้อื่นเสียก่อน

เฮ้อ เจ้าน่ะแหละที่โง่งม ผู้อื่นวางแผนล่วงหน้าเอาไว้แล้ว จะเรียกว่าเป็นฝ่ายหาเรื่องผู้อื่นก่อนได้อย่างไร จินจื่อยิ้มหยันตนเอง

จินหยวนมาถึงประตูเรือนชิงเฟิงก็พลันตกตะลึงพรึงเพริด

นี่มันอะไรกัน!

ถามพ่อบ้านเหอเถียนแล้ว ถึงรู้ว่าพวกเขากำลังทำพิธีขับไล่ความอัปมงคลปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย จินหยวนเลือดพุ่งขึ้นสมองด้วยความโกรธเกรี้ยวในทันใด หันไปมองบุตรสาวอิงลั่วที่ถูกจับตัวให้คุกเข่าอยู่บนเสื่อ หัวใจบิดเกร็งจนเจ็บปวด

เสียงสวดมนต์ที่ดังหึ่งๆ อยู่ข้างหูรบกวนจินหยวนจนปวดหัวไปหมด หนวดบนริมฝีปากที่ไว้เป็นเส้นตรงกระดิกไปมา

พ่อบ้านเห็นดังนั้นก็รู้ว่านายท่านโมโหแล้ว

“ทำอะไร ทำอะไรกัน หา? หยุดเดี๋ยวนี้!” เขาออกแรงเต็มที่ ตวาดเสียงเฉียบ

เพียงครู่เดียว เรือนชิงเฟิงก็ไม่มีเสียงใดๆ อีก พลันเงียบกริบลงทันใด แม้แต่เสียงร้องไห้ เสียงสะอื้น หรือเสียงสวดมนต์ยามนี้ก็หายไปทั้งหมดด้วย

ทุกคนต่างตะลึงงัน มองจินหยวนอย่างตื่นตกใจ

หลินซื่อดึงสติกลับมาได้ในที่สุด รีบเดินเข้าไปเอ่ยถามว่า “นายท่านกลับมาได้อย่างไร”

“เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ข้าไม่กลับมาได้หรือ!” จินหยวนเสียงไม่เบาลงแม้แต่น้อย

ในใจของจินจื่อตื่นเต้นยินดีจนยากเกินจะบรรยายเป็นคำพูด บิดากลับมาถูกเวลายิ่งนัก

เซี่ยวเซี่ยวกับจวงมามาก็ดีใจ ต่างสบตากันและกุมมืออีกฝ่ายไว้

ภิกษุที่ทำพิธีอยู่เมื่อครู่นี้เดินเข้ามา ผงกศีรษะคารวะจินหยวน “อมิตาภพุทธ ประสกท่านนี้ พิธียังไม่เสร็จสิ้น โปรดอย่าส่งเสียงดัง หาไม่จะส่งผลกระทบต่อการทำพิธีได้”

ไปผายลมให้มารดาเจ้าฟังเถอะ! ทำพิธีบ้าบออะไร บุตรสาวข้าดีๆ หากถูกเจ้าทำให้ตกใจจนเป็นอะไรไปอีกครั้ง ข้าไม่ยอมเลิกรากับเจ้าแน่!

ใจคิดเช่นนี้ แต่ปากกลับมิอาจพูดออกไปเช่นนี้ได้ ภิกษุผู้มีชื่อเสียงโด่งดังของวัดผู่ถัวรูปนี้เป็นที่เคารพนับถือของราษฎร ไม่อาจด่าทอส่งเดช หาไม่คนที่จะถูกตำหนิย่อมเป็นเขาเองอย่างแน่นอน

“ต้าซือ* เกรงใจแล้ว เพียงแต่พิธีกรรมนี้ไม่มีความจำเป็นต้องทำอีกต่อไป ทุกคนในจวนของข้าล้วนศรัทธาและมีจิตใจบริสุทธิ์ จะล่วงเกินวิญญาณชั่วร้ายได้อย่างไร อีกทั้งดูบุตรสาวข้าอิงลั่วท่วงทีงดงามน่าประทับใจ แล้วจะเรียกว่าอัปมงคลได้อย่างไร ต้าซือเป็นผู้สูงส่ง เรื่องแค่นี้น่าจะดูออกกระมัง” จินหยวนอมยิ้มพูด

ภิกษุรูปนั้นอึ้งไปเล็กน้อย ใบหน้าค่อยๆ ร้อนผ่าวขึ้น

จินหยวนไม่รอให้เขาตอบก็เอ่ยปากสั่ง “เหอเถียน จัดซองแดงให้ต้าซือทั้งหลาย แล้วเจ้าไปส่งต้าซือทั้งหลายกลับวัดผู่ถัวด้วยตนเอง!”

เหอเถียนรับคำอย่างขันแข็ง

นานทีเดียวกว่าหลินซื่อจะดึงสติกลับมาได้ แค่นี้ก็ยุติแล้วหรือ แผนการของนางล้มเหลวง่ายๆ อย่างนี้หรือ

“นายท่าน พิธี…พิธียังทำไม่สำเร็จ จะให้ต้าซือทั้งหลายกลับไปได้อย่างไร” หลินซื่อร้อนใจ กำลังจะก้าวเข้าไปรั้งตัวต้าซือที่เก็บข้าวของเตรียมกลับ แต่นึกขึ้นได้ว่าชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน ฉุดกระชากลากถูกันท่ามกลางสายตาของธารกำนัลจะใช้ได้อย่างไร คิดเช่นนี้จึงยุติความตั้งใจ

ทว่าในใจไม่พอใจอย่างยิ่ง

จินหยวนขึงตาใส่หลินซื่ออย่างไม่สบอารมณ์ คว้าข้อมือนางที่บำรุงรักษาอย่างดีและพูดเสียงแหบ “เจ้ายังขายหน้าไม่พออีกหรือ เรื่องนี้ถูกแพร่ไปทั่วอำเภอเถาหยวนอย่างไรบ้างแล้ว เจ้ายังจะให้ข้าเงยหน้าพบผู้คนอีกได้อย่างไร นี่เท่ากับตบหน้าข้าต่อหน้าชาวบ้านทั้งอำเภอ!”

หลินซื่อใบหน้าซีดเผือดทันใด โลหิตที่ถูกเก็บกักอยู่ในอกเกือบจะพ่นออกมา

นี่มันอะไรกัน ไฉนคนทั่วทั้งอำเภอจึงรู้กันหมด คนปากมากคนใดเอาไปพูดกัน

จินหยวนไม่สนใจนางอีก สั่งบ่าวหญิงและสาวใช้ในเรือนให้รีบเก็บข้าวของในลานให้เรียบร้อย ก่อนจะเข้าไปพยุงจินจื่อให้ลุกขึ้นด้วยตนเอง ก่อนเอ่ยปลอบประโลมนางอย่างอ่อนโยน

ในใจของจินจื่อเต็มไปด้วยความประทับใจ บิดาผู้นี้ไม่เลวจริงๆ รีบกลับมาช่วยเหลือบุตรสาวในเวลาคับขัน

“ลูกไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ แต่หรงเกอเอ๋อร์น่ะสิ ได้ยินว่าวันนี้ยังไม่ดีขึ้นเลย มิสู้บิดาพาลูกไปเรือนชิวซวงเยี่ยมหรงเกอเอ๋อร์ดีกว่า” จินจื่อเสนอ

จินหยวนงงงันเล็กน้อย หรงเกอเอ๋อร์เป็นบุตรที่ถือกำเนิดตอนเขาอายุมาก จะเกิดข้อผิดพลาดใดๆ ไม่ได้เป็นอันขาด หลังจากเข้าใจต้นสายปลายเหตุทั้งหมดแล้ว เขาก็พาจินจื่อมุ่งหน้าไปเรือนชิวซวงอย่างรีบร้อน

ยามนี้คนกลุ่มใหญ่จากไปอย่างเร่งร้อน ทิ้งหลินซื่อให้ยืนโมโหจนตัวสั่นอยู่คนเดียวในลาน

 

จินจื่อมีบิดาจินหยวนเป็นทัพหน้าเช่นนี้ ย่อมไม่มีใครกล้าขวาง นางจึงเข้าไปในเรือนชิวซวงได้อย่างราบรื่น

เรือนชิวซวงของซ่งอี๋เหนียงปัดกวาดดูแลอย่างสะอาดสะอ้าน ลานเรือนปลูกต้นไม้ดอกไม้นานาชนิด ไม้กระถางได้รับการดูแลอย่างเอาใจใส่อย่างดี ดอกเสาเย่าสีแดงสดกำลังบานสะพรั่ง บนกลีบดอกมีหยดน้ำค้างเกาะอยู่ดูงดงามตราตรึงใจ

สาวใช้ทั้งหลายคารวะอย่างนอบน้อม เลิกม่านขึ้นให้จินหยวนกับจินจื่อเข้าไปด้านใน

ซ่งอี๋เหนียงเดินนวยนาดออกมาต้อนรับ พอเห็นหน้าของสามี น้ำตาแวววาวก็พลันหยดลงมาบนแก้ม นางร้องไห้จนดูเหมือนดอกสาลี่ที่พร่างพรมด้วยสายฝน เห็นแล้วน่าสงสารยิ่งนัก

จินหยวนจำต้องปลอบประโลมอนุภรรยาผู้เป็นที่รักอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถามถึงอาการของหรงเกอเอ๋อร์โดยละเอียด

ซ่งอี๋เหนียงตอบจินหยวนแล้วจึงค่อยทำท่าตื่นลน รีบย่อกายคารวะจินจื่อและขออภัย “เมื่อครู่ผู้น้อยอนุภรรยาตาไม่ดี ไม่เห็นคุณหนูสามจึงลืมคารวะ ขอคุณหนูโปรดอย่าถือสา”

จินจื่อไม่สนว่าซ่งอี๋เหนียงเจตนาหรือไม่ได้เจตนา เพียงเข้าไปประคองนางขึ้นมาและบอกว่าไม่เป็นไร ก่อนจะปล่อยให้พวกเขาสองคนคุยกัน ส่วนตนเองเดินเข้าไปในห้องด้านในดูหรงเกอเอ๋อร์

เด็กน้อยผอมลงไปมากจริงๆ แก้มที่วันก่อนยังอวบยุ้ยซูบลงไปเยอะ สีหน้าขาวซีดยิ่ง

เมื่อจับชีพจรดูสัมผัสได้ว่าสม่ำเสมอมีพลัง ดูท่าน่าจะกำลังฟื้นฟูขึ้นมาแล้ว

ซ่งอี๋เหนียงเห็นการกระทำของจินจื่อเข้าพอดี จึงถามขึ้นอย่างประหลาดใจ “คุณหนูรู้วิชาแพทย์หรือ”

“ไม่รู้ เพียงแต่สิบกว่าปีมานี้ไม่เคยก้าวออกจากเรือนชิงเฟิงเลย ได้อ่านตำราแพทย์ฆ่าเวลาจึงพอมีความรู้แพทย์ผิวเผินอยู่บ้าง” จินจื่ออ้างส่งเดช ใบหน้าไม่แดง หัวใจไม่สั่น

นี่ไม่นับเป็นการโกหก นี่เป็นประสบการณ์จริงที่นางได้มาตอนอยู่ในยุคปัจจุบันเท่านั้นเอง ในบ้านของอย่างอื่นมีไม่เยอะ แต่หนังสือแพทย์มีเป็นตั้ง ปกติจินจื่อชอบเอามาอ่าน บวกกับการอบรมจากพ่อแม่ เรื่องการจับชีพจรหรือจ่ายยาจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนาง

“หรงเกอเอ๋อร์ฟื้นฟูได้ไม่เลว แป้งมันสำปะหลังจะกินส่งเดชไม่ได้อีก” จินจื่อกล่าวเสียงเรียบ

ซ่งอี๋เหนียงตะลึงไปทันที

แป้งมันสำปะหลัง…นางก็รู้หรือ

เช่นนั้นหากให้ซานเหนียงเป็นคนชี้แจงต้นสายปลายเหตุ นายท่านจะต้องเชื่อแน่ อีกทั้งฮูหยินจะไม่มีทางสงสัยนาง…

“ซานเหนียงท่านรู้ว่าเป็นเพราะ…”

จินจื่อฉลาดและรู้ทัน ไหนเลยจะมองเจตนาของซ่งอี๋เหนียงไม่ออก เพียงแต่ครั้งนี้นางไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือของคนอื่นอีกแล้ว แม้จะรู้ดีว่าหรงเกอเอ๋อร์ต้องลำบากก็ตาม ดูท่าซ่งอี๋เหนียงก็รู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวแล้วเหมือนกัน หาไม่เมื่อครู่ตอนนางพูดถึงแป้งมันสำปะหลัง ซ่งอี๋เหนียงคงไม่แสดงสีหน้าเช่นนี้

ทีเมื่อครู่ข้าถูกปองร้ายในเรือนชิงเฟิง ไฉนเจ้าจึงไม่ปรากฏตัว ตอนนี้คิดจะให้ข้าช่วยเจ้า ข้าไม่ได้มีจิตใจเมตตาช่วยเหลือสรรพสิ่งหรอกนะ…

จินจื่ออมยิ้มย้อนถาม “รู้อะไร อิงลั่วไม่รู้ว่าอี๋เหนียงหมายถึงอะไร”

แสดงว่านางไม่ยินดีช่วย!

ซ่งอี๋เหนียงกลอกตาไปมา ก่อนตอบ “ไม่มีอะไร ข้าน้อยอนุภรรยาจะตั้งใจดูแลเกอเอ๋อร์ คุณหนูกับนายท่านวางใจเถอะเจ้าค่ะ”

จินหยวนมองลูกชายคนเล็ก พูดด้วยน้ำเสียงสงสาร “อื้ม ดูแลให้ดี ข้าไม่กลับมาไม่กี่วัน บ้านก็วุ่นวายไปหมด ส่วนที่ว่าการยังมีเรื่องให้หนักใจอีกมากไม่ต่างกัน”

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in ชันสูตรพิสูจน์รัก

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่านนิยายวาย รัชศกเฉิงฮว่าปีที่สิบสี่ เล่ม 6 บทที่ 1 #นิยายวาย

บทที่ 1   หูเหวินเจ่ากล่าวว่า “เมื่อปีที่แล้วอำเภออู๋เซี่ยนและอู๋เจียงล้วนประสบภัยเพราะน้ำในทะเลสาบไท่หูล้นเอ่อ ตอน...

everY

ทดลองอ่านนิยายวาย รัชศกเฉิงฮว่าปีที่สิบสี่ เล่ม 6 บทที่ 2 #นิยายวาย

บทที่ 2   เหล่าจ้าวคือพลทหารนายหนึ่งซึ่งมีหน้าที่เฝ้ายามหน้าบ้านพักรับรอง สำหรับเขา การหักเหลี่ยมเฉือนคมของผู้ตรวจก...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน เซียมซีทายรัก บทที่ 1

บทที่ 1   "ทิวพฤกษาผลิบานรับวสันต์ โฉมสะคราญเรือนชะตาแลรุ่งโรจน์" "บุพเพรักฟ้ากำหนดใช่บังเอิญ วาสนานำพาคู่มาเยือน" ในฤดู...

เงาเพลิงสะท้านปฐพี

‘เงาเพลิงสะท้านปฐพี’ มากกว่ารักที่ไม่ได้มีแค่ความแฟนตาซี

ตอนนี้คงไม่มีมากกว่ารักเรื่องไหนมาแรงเท่า ‘เงาเพลิงสะท้านปฐพี’ อีกแล้ว เรียกว่ามีแต่นักอ่านถามหาจนวันนี้ต้องขอหยิบโมเมนต...