Connect with us

Jamsai

ชันสูตรพิสูจน์รัก

ทดลองอ่านนิยาย ชันสูตรพิสูจน์รัก เล่ม 1 บทที่ 4

บทที่ 4

 

เช้าวันต่อมา แสงอาทิตย์ยังไม่ทันส่องผ่านหน้าต่างไม้หนานมู่สลักลายเข้ามาจินจื่อก็ตื่นแล้ว นางลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า ถึงได้เห็นว่าข้างหน้าต่างมีผ้าม่านหนาปิดอยู่ มิน่าในห้องถึงมืดสลัว ในใจนางยังคิดว่าตนเองตื่นเช้า

จินจื่อบิดขี้เกียจ เดินไปข้างหน้าต่างและรูดม่านให้เปิดออก

แสงทองยามเช้าสาดส่องเข้ามา เป็นอีกวันที่แสงแดดเจิดจ้าท้องฟ้าแจ่มใสยิ่ง

ดื่มยาต้มไปสองชาม ร่างกายไม่อ่อนเพลียอีกและมีกำลัง ไม่รู้เป็นเพราะยาได้ผลดีหรือว่าเพราะวิญญาณในร่างเปลี่ยนไป

ดวงตะวันสาดส่องแล้ว ไฉนเซี่ยวเซี่ยวยังไม่เข้ามาปรนนิบัตินางล้างหน้าบ้วนปากอีก

จินจื่อมองผ้าม่านหนาหนักแล้วอมยิ้ม เด็กคนนี้คงอยากให้นางนอนพักอีกสักหน่อยกระมัง

หญิงสาวนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หยิบหวีเขาวัวมาสางเรือนผมยาวอย่างไม่ตั้งใจ มวยผมแบบโบราณพวกนี้ จินจื่อจนปัญญาจริงๆ รอให้เซี่ยวเซี่ยวมาช่วยนางเกล้ามวยจะดีกว่า

ไม่รู้ทำไมคนโบราณถึงเก่งเช่นนี้ เกล้ามวยผมหลายแบบแตกต่างกันออกมาได้

จินจื่อเปิดกล่องเครื่องประดับ ข้างในมีปิ่นรูปดอกไม้เรียบๆ เพียงไม่กี่อัน เทียบกับเครื่องประดับผมประณีตงดงามของหลินซื่อแล้ว ช่างแตกต่างกันลิบลับ…

นางสางผมมั่วๆ มองกระจกสำริดและย่นคิ้วเหลือกตาทำสีหน้าทะเล้นแบบต่างๆ ดวงหน้าในกระจกสำริดที่งดงามปานเทพธิดาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงด้วยฝีมือของจินจื่อ ไม่รู้ว่าคุณหนูสามสกุลจินรู้แล้วจะเสียใจเพียงใด

จินจื่อหัวเราะกับตนเองอย่างโง่งม ถ้าตอนอยู่ในยุคปัจจุบันนางมีใบหน้าแบบนี้ ต่อให้ทำงานด้านนิติเวชก็ไม่มีทางหยุดยั้งความตั้งใจแน่วแน่ของพวกหนุ่มๆ ในการตามจีบสาวสวยแน่ แล้วนางยังจะขายไม่ออกอยู่แบบนี้หรือ

ขณะใจลอย เสียงโต้เถียงอย่างรุนแรงก็ลอยเข้ามาในหู เสียงนั้นฟังดูคล้ายจะมีเสียงของเซี่ยวเซี่ยวปนอยู่ด้วย…

เกิดอะไรขึ้น

จินจื่อลุกขึ้น วางหวีเขาวัวและเปิดประตูเดินออกไป

ในลานบ้านมีไม้กวาดด้ามหนึ่งถูกโยนทิ้งไว้ จินจื่อรู้ว่าจวงมามาจะต้องได้ยินเสียงและรุดออกไปดูเป็นแน่ ตอนนี้ตนเองยังไม่ได้ล้างหน้าบ้วนปาก ผมเผ้ายังยุ่งเหยิง ดูสถานการณ์ก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกทีดีกว่า

จินจื่อชะงักฝีเท้าอยู่ในลานบ้าน ชะโงกหน้ามองไปข้างนอก ไม่เห็นเงาคน ได้ยินแต่เสียง

“ข้าไม่ได้ทำ แล้วไยต้องยอมรับด้วย”

“จะไม่ใช่เจ้าทำได้อย่างไร เสื้อผ้าขาดตอนอยู่ในมือเจ้าชัดๆ เจ้าต้องมีเจตนาไม่ดีแน่ เห็นคุณหนูของข้ามีชุดกระโปรงตัวใหม่ ใจเกิดความริษยา หมายจะทำลายเพื่อยังความสะใจแก่ตนเอง…”

“…เจ้าวิ่งมาตรงหน้าข้าเองชัดๆ จะยัดเยียดให้ข้าดูให้ได้ ข้าแค่มองดูเท่านั้น ชุดกระโปรงจะขาดได้อย่างไร”

“แค่ดูไม่มีทางขาดหรอก แต่เจ้าเอาไปถือไว้จริงๆ…ถ้าจะให้ข้าพูดว่าทำไมชุดถึงขาด หรือเป็นเพราะเจ้าอยู่กับตัวอัปมงคลนานเกินไป ตนเองจึงติดกลิ่นอายอัปมงคลมาด้วย ข้าแค่ให้เจ้าดูชุดกระโปรง ชุดก็ขาดแล้ว ขืนอยู่กับเจ้าไปนานๆ จะไม่ถูกเจ้าพิฆาตจนตายหรือ…”

“เจ้าพูดเหลวไหลอะไร นางแพศยา กล้าว่าคุณหนูของข้าแบบนี้หรือ…คอยดูว่าข้าจะฉีกปากเจ้าให้ขาดหรือไม่…”

จากนั้นข้างนอกก็เกิดเสียงร้องอย่างตื่นตกใจและเสียงครางด้วยความเจ็บปวดของคนตบตีกัน

จินจื่อขมวดหัวคิ้ว นี่ใครบางคนทนไม่ไหว มาหาเรื่องนางแล้วใช่หรือไม่

นางเม้มปากยิ้ม เป็นเพียงสาวใช้คนหนึ่งกลับเอ่ยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของคนมีความรู้อย่าง ‘หมายจะทำลายเพื่อยังความสะใจแก่ตนเอง’ ออกมาได้ มิใช่รับคำสั่งให้มาหาเรื่องจะเป็นอะไรเล่า

นางก็อยากเห็นเหมือนกันว่าจวนสกุลจินมีคนเกลียดชังคุณหนูสามสกุลจินมากน้อยเท่าไรกันแน่!

“หยุดนะ หยุด นี่มันอะไรกัน พวกเจ้าตายไปแล้วหรือไร รีบเข้าไปแยกเซี่ยวเซี่ยวกับสาวใช้คนนั้นออกจากกันเดี๋ยวนี้!” จวงมามาตะเบ็งเสียงตวาด สิ้นเสียงของนาง สาวใช้ที่มุงดูความครึกครื้นหลายคนก็รีบเข้ามาช่วยแยกคนสองคนที่ตบตีกันเป็นพัลวันออกจากกัน

เซี่ยวเซี่ยวผมเผ้ายุ่งเหยิงหน้าตามอมแมม ใบหน้ามีคราบน้ำตา ไม่รู้เป็นเพราะถูกตบตีจนเจ็บหรือเสียใจร้องไห้เพราะคุณหนูของนางถูกคนดูหมิ่น ลำคอมีรอยข่วนเป็นทางยาวสองเส้น เสื้อตัวสั้นกับกระโปรงผ้าเนื้อหยาบคลายออกเล็กน้อย

สาวใช้อีกฝั่งก็ดูเหมือนจะไม่ได้เปรียบมากนัก ริมฝีปากถูกตบจนเลือดออก ผมเผ้ายุ่งสยาย บนพื้นมีเส้นผมหลายกระจุกถูกดึงกระชากออกมา สายตามองจวงมามาอย่างขุ่นเคือง พูดอย่างดื้อดึง “จวงมามาต้องให้ความเป็นธรรมกับข้านะเจ้าคะ นางแพศยาเซี่ยวเซี่ยวทำชุดกระโปรงของคุณหนูข้าเสียหาย หากคุณหนูถามขึ้นมา ข้าก็ไม่พ้นต้องถูกลงโทษ!”

จวงมามาได้ยินสาวใช้ผู้นั้นเอ่ยเช่นนั้น ใจก็ตระหนักทันทีว่านางปรนนิบัติรับใช้ใครอยู่

สายตากวาดมองไปยังเซี่ยวเซี่ยวที่ร้องไห้น้ำตาคลอ “เล่าต้นสายปลายเหตุออกมาให้ละเอียด!”

เซี่ยวเซี่ยวเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบให้ฟังรอบหนึ่ง จินจื่อที่ยืนอยู่ในลานบ้านได้ยินชัดเจน แม้แต่นางที่เพิ่งมาถึงที่นี่ยังรู้ว่าเรือนชิงเฟิงเป็นสถานที่ที่ห่างไกลที่สุดของจวนสกุลจิน อยู่ห่างไกลจากที่พักของคุณหนูสี่สกุลจินในเรือนหลักอย่างไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน แล้วสาวใช้ผู้นั้นจะผ่านมาหน้าเรือนชิงเฟิงได้อย่างไร

อีกอย่างสาวใช้กับบ่าวชายที่รับใช้อยู่ในจวน ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าเรือนชิงเฟิงไม่เป็นที่ชื่นชอบของหลินซื่อ แล้วจะวกผ่านมาทางนี้ทำไม ปกติย่อมต้องพยายามหลีกเลี่ยงให้ถึงที่สุด เซี่ยวเซี่ยวกับจวงมามาเองก็เป็นคนที่พวกเขาหลีกเลี่ยง แต่สาวใช้คนนี้กลับเสนอหน้าเข้ามาเอง จะให้เซี่ยวเซี่ยวดูชุดกระโปรงที่เพิ่งตัดใหม่ของคุณหนูตนให้ได้ เรื่องนี้หากบอกว่าไม่มีลับลมคมในก็ดูถูกไอคิวของจินจื่อเกินไปแล้ว

จวงมามาที่อยู่ข้างนอกประคองชุดกระโปรงที่ฉีกขาด สีหน้าหวั่นวิตก คราวนี้จะทำอย่างไรดี ชุดกระโปรงนี้ฉีกขาดจริงๆ สาวใช้ผู้นี้ก็ยืนกรานเสียงแข็งว่าเซี่ยวเซี่ยวเป็นคนทำ ถึงมีปากก็ยากจะโต้แย้งได้จริงๆ…

“จวงมามา หากท่านตัดสินใจไม่ได้ก็ให้เซี่ยวเซี่ยวไปกับข้าเถอะ ไปชี้แจงต่อหน้าคุณหนูของข้าด้วยตนเอง ส่วนจะจัดการอย่างไร ข้าเชื่อว่าคุณหนูสี่ต้องตัดสินอย่างยุติธรรมแน่!” สาวใช้เชิดหน้าพูดอย่างกระหยิ่มใจ

“เรื่องนี้…” จวงมามาอึกอัก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

ทว่าจู่ๆ เสียงของจินจื่อก็ดังมาจากในเรือน “จวงมามา พาคนเข้ามา”

กลุ่มคนที่ประจันหน้ากันอยู่ข้างนอกอย่างตึงเครียดมองหน้ากันไปมา

สาวใช้หลายคนแลกเปลี่ยนสายตากัน…

นี่คือเสียงของคุณหนูสาม? ตัวอัปมงคลนั้นน่ะหรือ

ไฉนเสียงจึงไพเราะถึงเพียงนี้

ใสกระจ่างเหมือนน้ำพุที่มีริ้วคลื่นอย่างไรอย่างนั้น

คุณหนูสามกลับมาจากประตูผีแล้วเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เห็นได้ว่าเสียงเล่าลือนี้เป็นความจริง ไม่ได้มีการเติมแต่งเรื่องราวแต่อย่างใด…

เซี่ยวเซี่ยวได้ยินคำพูดนี้ ใบหน้าห่อเหี่ยวก็พลันฉายแววยินดี พูดกับจวงมามาว่า “มามา คุณหนูเพิ่งตื่น ยังไม่ได้ล้างหน้าบ้วนปาก ท่านพาคนไปรอในลานก่อน ข้าจะเข้าไปปรนนิบัติคุณหนูล้างหน้าแต่งตัว”

จวงมามาผงกศีรษะเห็นด้วย

อีกด้านหนึ่ง สาวใช้ข้างกายคุณหนูสี่สกุลจินก็ได้สติเช่นกัน นางส่งสายตากับสาวใช้ด้านข้าง สาวใช้ผู้นั้นเข้าใจและค่อยๆ ถอยออกจากกลุ่มคน ก่อนจะวิ่งออกไป

ระหว่างล้างหน้าบ้วนปากและหวีผม เซี่ยวเซี่ยวเล่าภูมิหลังของสาวใช้ที่ตบตีกับตนให้จินจื่อฟังอย่างละเอียด

สาวใช้นามมู่มู่คนนี้จะว่าไปยังเด็กกว่าเซี่ยวเซี่ยวหนึ่งปี แต่กลับมีไหวพริบและช่างเจรจาพาที มารดาของนางเป็นบ่าวอยู่ในจวน บิดาคือเหอเถียนพ่อบ้านของจวน คอยดูแลจัดการงานเบ็ดเตล็ดทั้งหมดภายในจวน มารดาเป็นผู้ดูแลหญิงภายใต้การปกครองของเฝิงมามา อาศัยการจัดการของมารดา ทำให้นางถูกส่งตัวมาเป็นสาวใช้ขั้นหนึ่งรับใช้ข้างกายคุณหนูสี่ นับว่าเป็นการใช้เส้นสาย หาไม่ด้วยอายุและความสามารถของนางก็เป็นได้แค่สาวใช้ขั้นสามเท่านั้น

จินจื่อฟังแล้วดูเหมือนจะไม่ร้อนใจจัดการเรื่องนี้ กลับสั่งให้เซี่ยวเซี่ยวไปตั้งโต๊ะอาหารเช้า

จินจื่อที่ปกติกินข้าวเร็ว วันนี้กลับกินอย่างเชื่องช้า ค่อยๆ เคี้ยวและกลืน ไม่รู้เป็นเพราะมื้อเช้ามีซาลาเปาไส้เนื้อเพิ่มเข้ามาหรืออย่างไร จินจื่อจึงกินอย่างเอร็ดอร่อย! ค่อยๆ ลิ้มรส ทว่าสายตากลับมองผ่านหน้าต่างไม้หนานมู่สลักลายไปยังสถานการณ์ข้างนอกเป็นระยะ

รอจนจินจื่อกินอาหารเช้าเสร็จ ดื่มชาไปถ้วยหนึ่งและก้าวออกจากห้องช้าๆ ทุกคนก็ยืนรออยู่ในลานถึงครึ่งชั่วยาม* เต็มแล้ว

จินจื่อมองมู่มู่ด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม เอ่ยถามว่า “เจ้าก็คือมู่มู่หรือ”

สาวใช้มู่มู่ที่เมื่อครู่นี้รอจนหมดความอดทนและยังคงก้มหน้าอยู่ได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้น สายตาจับจ้องหญิงสาวผู้มีรอยยิ้มงดงามเปี่ยมเสน่ห์ที่ยืนอยู่ตรงระเบียงทางเดิน นางอยู่ในชุดกระโปรงรัดอกสีพื้นเรียบเขียวอ่อน ไม่มีลายปักประณีตซับซ้อน เนื้อผ้าผ่านการซักล้างจนสีเริ่มซีดแล้ว เกล้ามวยห่วงคู่แบบง่ายๆ บนมวยประดับดอกไม้ดอกเล็กที่ทำจากผ้าไหม ทาแป้งและเขียนคิ้วเล็กน้อย

การแต่งกายแบบเรียบง่ายและไม่โดดเด่นดูเหมือนจะไม่อาจปกปิดความงามเปล่งปลั่งประดุจหยกหิมะที่แผ่ออกมาจากตัวของหญิงสาวผู้นี้ได้เลย

สาวใช้หลายคนในที่นั้นจ้องจินจื่อตาไม่กะพริบ หญิงสาวที่งดงามเปล่งประกาย ท่วงทีโดดเด่นผู้นี้คือคุณหนูสามหรือ นางคือคนโง่งมที่เป็นโรคเหงาหงอย คือตัวอัปมงคลอย่างนั้นหรือ

น่าตื่นตระหนกเกินไปแล้ว…

สมแล้วที่เคยไปเยือนประตูผีกลับมารอบหนึ่ง…

แต่หากจะพูดถึงการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ก็น่าตกใจเกินไป

นี่ใช่ลักษณะที่คนป่วยมานานควรมีอย่างนั้นหรือ

มู่มู่ถลึงตาใส่สาวใช้ด้านข้างที่ยกมือขึ้นปิดปากตนเองอย่างห้ามไม่อยู่และเกือบจะหวีดร้องออกมาด้วยความตกใจ

ทำหน้าตาเลื่อมใสเช่นนี้…เจ้าลองไปเยือนประตูผีดูสักรอบเป็นอย่างไร…

“คุณหนูถามเจ้าอยู่นะ!” เซี่ยวเซี่ยวขึงตาใส่มู่มู่พลางก้าวออกมา

เด็กคนนี้หัวแข็งจริงๆ…

จินจื่อยิ้ม เอ่ยถามตรงๆ ว่า “เจ้าบอกว่าเซี่ยวเซี่ยวทำชุดกระโปรงของคุณหนูเจ้าเสียหาย มีหลักฐานหรือไม่”

“หลักฐาน?” มู่มู่ขมวดคิ้ว เงยหน้าสบตากับจินจื่อ เดิมทีนางไม่เห็นตัวอัปมงคลผู้นี้อยู่ในสายตาอยู่แล้ว กำลังจะขึ้นเสียงตอบ แต่กลับชะงักไปเพราะสายตาที่จับจ้องตนเขม็งคู่นั้น

สายตาแบบนั้น…น่ากลัวเหลือเกิน!

ดูเหมือนมู่มู่จะไม่อาจทนรับสายตาแบบนั้นได้และเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ นางหลุบตาชี้นิ้วไปทางสาวใช้ข้างกายหลายคนและพึมพำ “พวกนางล้วนเป็นพยานได้ ตอนบ่าวคลี่ชุดกระโปรงให้เซี่ยวเซี่ยวดู ชุดกระโปรงยังดีๆ อยู่ แต่พอนางรับไปก็ฉีกขาด ไม่ใช่นางทำแล้วจะเป็นใคร พวกนางต่างก็เห็น ถ้าไม่เชื่อ คุณหนูลองถามพวกนางดูสิ!”

น่าขัน พวกเดียวกันทั้งนั้น ก่อนมาที่นี่คงวางแผนล่วงหน้าไว้เป็นอย่างดีแล้วกระมัง

“เอาชุดกระโปรงมาให้ข้าดูหน่อย” จินจื่อเอ่ยเสียงสุขุม

จวงมามารับคำและประคองชุดกระโปรงไปให้นาง

จินจื่อคลี่ชุดกระโปรงออก เซี่ยวเซี่ยวชี้ตำแหน่งที่ฉีกขาด “ตรงนี้เจ้าค่ะ คุณหนู บ่าวสาบานได้ว่าบ่าวไม่ได้ฉีกกระโปรงจริงๆ ตอนนั้นมู่มู่บอกว่าผ้านี้พ่อค้าจากแคว้นโหลวเยวี่ยนำเข้ามาขาย สัมผัสอ่อนนุ่มอย่างยิ่ง ให้บ่าวลองลูบดู สุดท้ายพอลูบแล้วก็เกิดเรื่องขึ้น”

จินจื่อตั้งใจดูตำแหน่งที่ฉีกขาด มุมปากหยักขึ้นน้อยๆ

วิธีป้ายความผิดที่ขาดทักษะเช่นนี้ คุณหนูสี่สกุลจินยังอุตส่าห์คิดออกมาได้

รอยฉีกขาดตรงนี้เดิมทีน่าจะมีด้ายเย็บเอาไว้และจับจีบช่วงเอว เย็บแบบซ่อนด้าย ชุดกระโปรงตัวนี้รูปแบบแปลกใหม่ คาดว่าวิธีจับจีบน่าจะเลียนแบบเครื่องแต่งกายตะวันตก นับว่ามีเอกลักษณ์ เพียงแต่จินจื่อมาจากยุคปัจจุบัน คุ้นเคยกับเสื้อผ้าแบบนี้ดี ทั้งยังทำงานด้านนิติเวช ความละเอียดรอบคอบเป็นลักษณะเด่นข้อใหญ่ที่สุดของนาง ดังนั้นจุดบอดที่มองเห็นได้ง่ายเช่นนี้จะรอดพ้นสายตาอันเฉียบคมของนางไปได้อย่างไร

หากไม่ผิดไปจากการคาดเดาของจินจื่อ ชุดกระโปรงนี้แปดส่วนคงถูกคนตัดด้ายด้านในไว้ก่อนแล้ว เนื่องจากเป็นจีบแบบพับ หลังตัดด้ายออกแล้ว ชุดกระโปรงก็ยังคงจีบแบบเดิมไว้ได้อยู่ คลี่ออกแล้วหากไม่สังเกตให้ดีย่อมมองไม่ออก ถึงอย่างไรเนื้อผ้าของชุดกระโปรงตัวนี้ก็เป็นผ้าชั้นดี คุณหนูสี่สกุลจินไม่อาจตัดใจทำลายได้ หากฉีกส่วนอื่นย่อมไม่อาจแก้ไขกลับมาเหมือนเดิม

จินจื่อเองไม่อยากทำให้เรื่องราวบานปลายจนเกินไป อีกทั้งการเย็บติดเข้าไปใหม่ก็เป็นขั้นตอนง่ายๆ ไม่กี่ขั้นตอนเท่านั้น

“ในเมื่อขาดแล้วก็ทิ้งไว้ที่นี่ก่อน ให้เซี่ยวเซี่ยวเย็บเสร็จแล้วค่อยนำไปส่งคืนให้คุณหนูของเจ้าด้วยตนเอง” จินจื่อเงยหน้าขึ้นกล่าว

มู่มู่ไม่คิดว่าคุณหนูสามสกุลจินที่เมื่อครู่นี้สายตายังคมกริบเหมือนจะกินคน บัดนี้กลับยอมรับผิดเสียแล้ว ฮึ ช่างไม่ต่างกับมะพลับนิ่ม*!

“ทิ้งไว้ที่นี่? อย่างนั้นไม่ได้หรอก วันนี้คุณหนูของบ่าวต้องสวมชุดนี้ออกไป หากบ่าวกลับไปมือเปล่า เกรงว่าจะต้องถูกตำหนิทุบตีเป็นแน่!” มู่มู่เห็นท่าทีของจินจื่อเมื่อครู่นี้แล้ว ตอนนี้มีความมั่นใจกว่าเดิม เสียงดังขึ้นหลายส่วน

ได้คืบแล้วจะเอาศอกหรือ

จินจื่อมุมปากกระตุก ยิ้มบางเอ่ยว่า “ที่แท้ซื่อเหนียงเป็นคนร้ายกาจแล้งน้ำใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ จุ๊ๆ…มู่มู่ ดูท่าเจ้าอยู่กับนางคงต้องรองรับอารมณ์ ถูกนางทุบตีด่าทอไม่น้อยเลย ลำบากพวกเจ้าแล้วจริงๆ…”

มู่มู่หน้าเขียวซีดทันใด รีบชี้แจง “บ่าวไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นเจ้าค่ะ คุณหนูอย่าได้เข้าใจผิด…”

“อ้อ? เช่นนั้นหรือ ตอนนี้คุณหนูของเจ้ามาแล้ว เจ้าสามารถอธิบายกับนางเองได้ว่าเจ้าไม่ได้ทำลายชื่อเสียงนางด้วยการบอกว่านางเป็นเจ้านายที่ร้ายกาจเอาแต่ใจและไร้เหตุผล” จินจื่อยิ้มพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

จินเหยียนจูก้าวฉับๆ เข้ามา ครั้นได้ยินคำพูดนี้สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป นัยน์ตาดำเข้มตวัดมองมู่มู่ คมกริบเหมือนจะเชือดเฉือนคนได้

“คุณหนู ไม่ใช่นะเจ้าคะ บ่าวไม่ได้พูดอย่างนั้นเลย!” มู่มู่อธิบายอย่างร้อนใจ

จินเหยียนจูกลับไม่สนใจนางอีก หันไปมองจินจื่อและแค่นเสียงพูดอย่างเย็นชา “ได้ยินว่าบ่าวชั้นต่ำเซี่ยวเซี่ยวทำชุดกระโปรงของข้าเสียหาย บัดนี้ซานเหนียงยังไม่ลงโทษนางให้ดีและชี้แจงเรื่องนี้กับข้า คิดจะปกป้องคนของตนเองหรือ”

“ปกป้องคนของตนเอง? เจ้าพูดถูกจริงๆ” จินจื่อเดินออกไปก้าวหนึ่งและพูดต่อ “ตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่าเซี่ยวเซี่ยวเป็นคนทำชุดเสียหาย ข้าที่เป็นเจ้านายจะไม่มีสิทธิ์ปกป้องนาง จะให้ส่งตัวนางออกไปโดยไม่แยกแยะผิดถูกอย่างนั้นหรือ”

“เฮอะ ความจริงก็คือบ่าวชั้นต่ำผู้นี้ทำชุดขาด สายตาตั้งกี่คู่มองเห็น นางไม่อาจปฏิเสธได้ ในเมื่อซานเหนียงไม่จัดการอย่างเป็นธรรม เช่นนั้นก็ให้ข้าลงมือแทนแล้วกัน” จินเหยียนจูเอ่ยคำพูดนี้จบก็หันไปออกคำสั่งกับสาวใช้ด้านหลังหลายคน “ลากบ่าวชั้นต่ำเซี่ยวเซี่ยวออกไปแล้วโบยยี่สิบที สั่งสอนเพื่อไม่ให้ผู้อื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง!”

สาวใช้หลายคนกำลังจะลงมือก็ได้ยินจินจื่อปิดปากหัวเราะ “ฮ่าๆ ซื่อเหนียง เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใครกัน โบยยี่สิบที สั่งสอนเพื่อไม่ให้ผู้อื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง เลียนแบบน้ำเสียงของบิดาจนเหมือนเสียเหลือเกิน” พูดจบจินจื่อก็หุบยิ้ม พูดขึ้นเสียงเย็น “ตีสุนัขยังต้องดูหน้าเจ้าของ สาวใช้ของข้า เจ้ามีสิทธิ์มาบงการกะเกณฑ์ตั้งแต่เมื่อไร เมื่อครู่ข้าบอกแล้ว ชุดกระโปรงแค่ขาดตรงรอยเย็บไปรอยหนึ่งเท่านั้น เย็บไม่กี่ทีก็กลับเป็นเหมือนเดิมแล้ว ไยต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่เช่นนี้ด้วย”

“หากไม่ลงโทษบ่าวชั้นต่ำที่โง่งมผู้นี้ เช่นนั้นวันหน้าบ่าวทุกคนย่อมจงใจทำลายข้าวของของผู้เป็นนาย คิดว่าชดเชยหลังจากนั้นเรื่องก็ยุติแล้ว กฎภายในจวนหากเจ้าไม่รู้ก็ไปอ่านดูให้ละเอียดรอบหนึ่ง… อ้อ นั่นสิ ไม่รู้ว่าคนที่ป่วยมาสิบกว่าปีอย่างเจ้าจะรู้หนังสือหรือไม่ ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร ไว้พรุ่งนี้ข้าจะให้สาวใช้ในห้องมาอ่านให้เจ้าฟัง พวกนางติดตามข้ามานาน ล้วนอ่านออกเขียนได้กันทั้งนั้น!” จินเหยียนจูยิ้มหยัน เหยียบย่ำผู้อื่นให้จมดิน ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะยกย่องเชิดชูตนเอง!

คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเด็กอายุแค่สิบสี่สิบห้าจะมีเล่ห์เหลี่ยมมากมายเช่นนี้ อีกทั้งวาจายังเหน็บแนมแดกดันผู้อื่น… เฮ้อ สังคมโบราณช่างชั่วร้ายและรังแกคนจริงๆ การแก่งแย่งชิงดีในตระกูลใหญ่ทำลายเยาวชนไปนับไม่ถ้วน!

ไม่รอให้จินจื่อทอดถอนใจเสร็จ เซี่ยวเซี่ยวก็อดรนทนไม่ได้ที่คุณหนูของตนถูกดูหมิ่นด้วยวาจาเช่นนี้ “ซื่อเหนียงกังวลเกินไปแล้ว คุณหนูของข้าบัดนี้สติแจ่มชัด อย่าว่าแต่รู้หนังสือเลย ต่อให้เป็นโคลงฉันท์กาพย์กลอนก็สามารถอ่านได้ ไม่ต้องให้ท่านเป็นกังวล…”

“เซี่ยวเซี่ยว” จินจื่อร้องเรียกเซี่ยวเซี่ยวเป็นเชิงห้ามปรามว่าไม่ต้องออกหน้า

จินเหยียนจูฟังคำพูดนี้แล้วมีท่าทีดุดันกว่าเดิม ชี้จมูกจินจื่อและด่าทอ ทั้งยังประชดแดกดันว่าเจ้านายแบบใดก็มีข้ารับใช้แบบนั้น จินจื่ออมยิ้มฟังคำพูดยาวเหยียดของนางตลอด สุดท้ายก็วกกลับมาที่เรื่องชุดกระโปรง

“เอาเป็นว่าเรื่องนี้เป็นความผิดของบ่าวชั้นต่ำผู้นั้น หากไม่แก้ไขจัดการ อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”

“ไม่เกรงใจ?” จินจื่อเดินเข้าไปใกล้จินเหยียนจู กระซิบบางอย่างข้างหูนางเบาๆ ทุกคนต่างไม่รู้ว่าคุณหนูสามสกุลจินพูดอะไรกับซื่อเหนียงกันแน่ เห็นเพียงสีหน้าของซื่อเหนียงประเดี๋ยวเขียวประเดี๋ยวซีด สุดท้ายเปลี่ยนเป็นแดงซ่าน

“เป็นอย่างไร ยังจะไม่เกรงใจข้าอย่างไรอีก จะให้ข้าตามเจ้ากลับไปหาเศษด้ายที่เหลืออยู่ด้วยหรือไม่” จินจื่อยิ้มถาม

“เจ้า…เจ้า…” จินเหยียนจูมองจินจื่ออย่างตื่นตระหนก รูม่านตาหดลง ฝีเท้าซวนเซเล็กน้อย “เจ้าเป็นใครกันแน่ เจ้า…เป็นไปไม่ได้…คนปัญญาอ่อนคนหนึ่ง…”

“ใครว่าคุณหนูของข้าเป็นคนปัญญาอ่อน ฮึ คุณหนูของข้าเป็นเทพธิดาต่างหาก!” ใบหน้าของเซี่ยวเซี่ยวเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

“เซี่ยวเซี่ยว เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไรกัน!” จวงมามาตวาดลั่นทันใด ทั้งยังไม่ลืมหันไปค้อนเซี่ยวเซี่ยวทีหนึ่ง

คำว่า ‘เป็นเทพธิดา’ เช่นนี้พูดส่งเดชได้ที่ไหน

ผู้คนจะได้คิดว่านี่เป็นเรื่องประหลาดเหนือธรรมชาติ เดิมทีเรื่องที่สติของคุณหนูกลับคืนมา สามารถพูดจาได้ก็ทำให้คนในจวนวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานาแล้ว ขืนให้พวกเขาปักใจเชื่อกับอะไรอีก จะมิเป็นการหาความยุ่งยากใส่ตนเองหรือ

เซี่ยวเซี่ยวเองก็รู้ว่าตนเองพูดมากเกินไปแล้ว จึงอดลอบแลบลิ้นไม่ได้

เทพธิดา?

คำพูดที่เซี่ยวเซี่ยวโพล่งออกมาเหมือนหินก้อนหนึ่งที่กระแทกลงในใจของจินเหยียนจูจนก่อให้เกิดระลอกคลื่นวงแล้ววงเล่า

สายตาที่นางมองจินจื่อมืดมิดไร้ประกาย ฟันขาววาววับขบริมฝีปากล่างแน่น

ส่วนจินจื่อกลับสุขุมเยือกเย็น นางเพิ่งมาถึงที่นี่ใหม่ๆ หากสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ นางย่อมไม่อยากขัดแย้งกับใคร เพื่อไม่ให้ทั้งสองฝ่ายมองหน้ากันไม่ติดในภายหลัง จึงเอ่ยเสียงเรียบ “ได้ยินว่าวันนี้ซื่อเหนียงจะออกไปข้างนอก แต่เกรงว่าชุดกระโปรงนี้คงใส่ออกไปไม่ได้แล้วล่ะ มิสู้ทิ้งไว้ที่นี่ วันนี้ข้าต้องให้เซี่ยวเซี่ยวซ่อมให้เสร็จแน่ แล้วค่อยส่งกลับไป ไม่ทราบเจ้าเห็นว่าอย่างไร”

จินจื่ออมยิ้มมองจินเหยียนจู

ทำแบบนี้เรียกว่าให้หน้าเจ้าเป็นที่สุดแล้ว ไม่ได้เปิดโปงวิธีป้ายสีความผิดอันต่ำช้าของเจ้าต่อหน้าทุกคน เจ้าเห็นสมควรแล้วก็หยุดเถอะ ให้หน้าเจ้าแล้วอย่าได้ปฏิเสธไม่รับ

คราวนี้จินเหยียนจูได้สติแล้วเช่นกัน เห็นทีพี่สาวปัญญาอ่อนของนางคนนี้จะไม่ธรรมดาจริงๆ

เดิมทีตนคิดว่าด้วยท่าทางปัญญาอ่อนของนาง ต่อให้รอดชีวิตมาได้ก็ไม่ต่างจากหุ่นไม้ไร้วิญญาณ คิดไม่ถึงว่าวันนี้ปะทะกันแล้วถึงได้พบว่าตนเองคิดผิดไปมาก ยังถูกอีกฝ่ายหัวเราะเยาะอีก หาว่าอุบายของตนโง่งมต่ำช้า แล้วยังจะกล้าเอาออกมาอวดผู้อื่น

แบบนี้ไม่เรียกว่าถูกตบหน้าจะเรียกว่าอะไร

น่าโมโหจริงๆ แต่ตอนนี้กลับทำอะไรนางไม่ได้ ทว่ายังมีเวลาอีกมาก พวกเราคอยดูกันต่อไปเถอะ!

“ช่างเถอะ ฝีมือเย็บปักของเซี่ยวเซี่ยว ข้าไม่กล้าเสี่ยงหรอก เรื่องครานี้ข้าจะถือเสียว่าให้หน้าคุณหนูสาม ไม่เอาความก็แล้วกัน” แววตาของจินเหยียนจูไหวระริก มองมู่มู่และสั่งว่า “ส่งชุดกระโปรงไปที่ห้องปักเย็บ ให้ช่างปักชวีเป็นคนเย็บซ่อมให้ข้า ฝีมือเย็บปักของนางประณีตละเอียดที่สุดแล้ว!”

มู่มู่อึ้งไป ทะเลาะกันมาตั้งนาน จะยุติลงแบบนี้หรือ เมื่อครู่คุณหนูมีท่าทีดุดัน ไม่เหมือนจะไว้หน้าคุณหนูสามเลย แล้วไฉนแค่กระซิบข้างหูก็เปลี่ยนทิศทางไปเช่นนี้เล่า

กระนั้นถึงอย่างไรมู่มู่ก็เป็นแค่สาวใช้คนหนึ่ง ย่อมไม่กล้าเอ่ยปากถามคุณหนูของตนว่าหมายความว่าอย่างไรกันแน่ ได้แต่รับคำอย่างพินอบพิเทา น่าสงสารตนเองที่ถูกทำร้ายจนปากแตก แผลนี้คาดว่าคงอีกหลายวันกระมังกว่าจะหายดี ครั้งนี้โชคร้ายถึงขั้นต้องเจ็บตัว เงินรางวัลที่คุณหนูรับปากว่าจะให้ก็ยังไม่รู้จะหลุดลอยไปด้วยหรือไม่

เซี่ยวเซี่ยวเห็นจินเหยียนจูยอมเปลี่ยนเรื่องเล็กให้กลายเป็นไม่มีเรื่องอะไรย่อมยินดี คิ้วตาเต็มไปด้วยความลิงโลดใจที่สะกดกลั้นไว้ไม่อยู่

จินจื่อมองสีหน้าไม่ยอมแพ้ของจินเหยียนจูด้วยแววตาเย็นชาพลางเอ่ยเนิบๆ ว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็ขอบคุณซื่อเหนียงที่ใจกว้าง”

“ฮึ!” จินเหยียนจูแค่นเสียงทีหนึ่ง ไม่อยากอยู่ในเรือนชิงเฟิงอีกแม้แต่อึดใจเดียว ในท้องนางเต็มไปด้วยโทสะ ตอนนี้แม้แต่ลมหายใจยังรู้สึกไม่ราบรื่นด้วยซ้ำ นางกวักมือเรียกสาวใช้สองสามคนที่ปรนนิบัติรับใช้ข้างกายนางและตวาดเสียงค่อย “กลับเรือนอู๋ถงกับข้าให้หมด หากไม่เพราะเจ้าก่อเรื่อง ป่านนี้ข้าคงออกไปเที่ยวเล่นกับพี่ชายแล้ว ไม่รู้พี่ชายยังรอข้าอยู่ที่เรือนมารดาหรือไม่ เร็วเข้า กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า!”

แม้จินเหยียนจูจะบ่นด่า แต่ยามพูดถึงการออกไปเที่ยวเล่นกับพี่ชาย คิ้วตาที่มองจินจื่อแฝงไว้ด้วยความโอ้อวด จากนั้นก็เดินจากไปช้าๆ ภายใต้การห้อมล้อมของมู่มู่และสาวใช้คนอื่นๆ

ตอนนางเอ่ยถึงพี่ชาย ใบหน้าหล่อเหลาสง่างามดวงหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัวของจินจื่อ

คนผู้นั้น? คือพี่ชายของคุณหนูสามสกุลจินหรือ

อืม หล่อจัง!

แต่หมอนั่นไม่ชอบน้องสาวของตนเองแม้แต่น้อย ให้ตาย มิน่าในความทรงจำของคุณหนูสามสกุลจินถึงได้ปรารถนาความรักใคร่ห่วงใยจากพี่ชายถึงเพียงนั้น…

บุรุษที่รังเกียจน้องสาวของตนเอง นางเดาว่าคงไม่ใช่คนดีสักเท่าไร

จินจื่อสะบัดศีรษะ จวงมามาคิดว่าจินจื่อเหนื่อย จึงรีบเข้ามาประคองนางและเอ่ยถาม “คุณหนูเหนื่อยแล้วกระมัง เฮ้อ พอท่านหายดีก็มีดวงตาตั้งไม่รู้กี่คู่คอยจับตาดู อีกหน่อยหากพวกเราอยากมีชีวิตที่มั่นคงปลอดภัยในจวนแห่งนี้ จำต้องระมัดระวังคำพูดและการกระทำเสียแล้ว แบบนี้ผู้ที่อยู่ในเรือนหลักถึงจะ…เฮ้อ!”

จินจื่อกลับเม้มปากยิ้ม หลินซื่อผู้นี้ตั้งแต่ตนฟื้นขึ้นมาก็ไม่แม้แต่จะส่งคนมาถามไถ่ เห็นทีนางคงเกลียดชังคุณหนูสามสกุลจินจริงๆ จะให้นางไม่คอยจับผิดทางนี้ เกรงว่าคงไม่ง่ายดายปานนั้นกระมัง

“จวงมามาพูดถูก เซี่ยวเซี่ยว คราวหลังอยู่ห่างจากคนพวกนี้ให้มากหน่อย ครั้งนี้พวกเขาป้ายความผิดไม่สำเร็จนับว่าโชคดีมาก หาไม่แล้วด้วยฐานะของข้าตอนนี้ คิดจะปกป้องเจ้า เกรงว่าคงไม่ง่ายนัก” จินจื่อสั่ง

เซี่ยวเซี่ยวผู้นี้เป็นคนฉลาด ตั้งแต่เมื่อครู่ที่คุณหนูสี่สกุลจินยอมรามือจากไป นางก็รู้ว่าต้องเป็นเพราะคุณหนูของนางมองเห็นจุดอ่อนของอีกฝ่าย ซื่อเหนียงห่วงหน้าตาของตนเองถึงได้ยอมยุติเรื่องนี้ แต่ครั้งนี้ปล่อยให้พวกนางมีโอกาสเช่นนี้ก็เพราะนางไม่ระวังเอง จึงอดไม่ได้ที่จะก้าวเข้าไปรับคำอย่างหนักแน่น “คุณหนู บ่าวจะระวังคำพูดและการกระทำแน่นอน ไม่สร้างความเดือดร้อนให้คุณหนูอีกเจ้าค่ะ!”

จินจื่อยิ้มพลางตบหลังมือของเซี่ยวเซี่ยวเบาๆ

ขณะที่ทางนี้นายบ่าวสามคนตั้งใจจะระวังคำพูดและการกระทำ จนใจที่ทางเรือนหลักกลับเค้นสมองขบคิดแต่แรกอยู่แล้วว่าจะจับผิดทางนี้อย่างไร จะได้มีเหตุผลขับไล่ตัวอัปมงคลผู้นี้ออกไปจากจวน

 

ยามสนธยาจินเหยียนจูลงจากรถม้า ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าโปร่งครอบตัว* ประดับรอยยิ้มอิ่มเอมใจระคนเขินอาย

พี่ชายรักษาคำพูดจริงๆ วันนี้ตามเขาออกไปข้างนอก นางได้พบคุณชายเฉินอีกครั้งที่หอชุนเฟิงสมใจปรารถนา

หัวใจพลันโลดแล่น แม้จะพบเขาเป็นครั้งที่สองแล้ว ทว่าตั้งแต่ครั้งแรกที่ติดตามพี่ชายออกไปข้างนอกและพบกับเขาโดยบังเอิญ น้ำเสียงสีหน้าและรอยยิ้มของเขาก็สลักลึกลงในหัวใจของนาง แม้เขาจะเห็นโฉมหน้าตนเองที่อยู่ภายใต้ผ้าโปร่งครอบตัวไม่ชัด แต่เขาน่าจะพอจดจำนางได้บ้างกระมัง

จินเหยียนจูเดินอยู่บนทางที่มุ่งหน้าไปเรือนซินหรง ในหัวย้อนคิดถึงรูปโฉมหล่อเหลาคมคายของคุณชายเฉิน

เรือนร่างสูงตระหง่านโดดเด่น ผิวขาวกระจ่างใส สันจมูกสูงโด่ง นัยน์ตาลึกล้ำ ริมฝีปากที่ไม่หนาไม่บางเกินไป ทุกส่วนโค้งเว้าเหมือนสลักด้วยมีด ไม่มีจุดด่างพร้อยแม้แต่น้อย…มีแค่จุดเดียวก็คือนิสัยที่เย็นชาเหลือเกินของเขา เย็นชาประหนึ่งชั้นน้ำแข็งบนยอดเขาหิมะที่ไม่ละลายมาพันปีแล้ว ทว่าก็เพราะเขาแตกต่างจากคนอื่น ถึงได้ดึงดูดนางตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกันกระมัง

ใต้ระเบียงทางเดินมีสาวใช้เห็นคุณหนูสี่มุ่งหน้ามาที่เรือนแห่งนี้ช้าๆ จึงรีบเข้าไปในห้องรายงาน

เหล่าสาวใช้ค้อมตัวคารวะ กุลีกุจอเลิกม่านขึ้น จินเหยียนจูถึงดึงสติกลับมาจากอาการใจลอย

ถึงห้องมารดาแล้วหรือนี่

นางเข้าไปคารวะหลินซื่อ ปกติหลินซื่อรักใคร่เอาใจบุตรสาวคนเล็กอยู่แล้ว จึงรั้งนางให้อยู่กินข้าวด้วย

หลังกินข้าวเสร็จก็อดไม่ได้ที่จะอบรมสั่งสอน

จินเหยียนจูฟังคำสั่งสอนที่เปี่ยมด้วยความหวังดีของหลินซื่ออย่างไม่ใส่ใจ เรื่องพวกนี้นางฟังจนจำได้ขึ้นใจแล้ว ปกตินางไม่อยากจะหักหน้ามารดา ถึงอย่างไรก็แค่ฟังให้เข้าหูซ้ายและทะลุออกหูขวาเท่านั้น

หลินซื่อยื่นนิ้วมาจิ้มหน้าผากเกลี้ยงเกลาของบุตรสาวเบาๆ พลางตำหนิว่า “กุลสตรีย่อมควรมีลักษณะของกุลสตรี อย่าตื๊อพี่ชายให้พาเจ้าออกไปเที่ยวเล่นบ่อยนัก เขากลับมาสามวันนี้ใช่ว่าจะว่าง ยามนี้เกรงว่าคงไปที่ว่าการอำเภออำลาบิดาของเจ้าแล้ว ได้ยินว่าเกิดคดีที่เขตมณฑล ใต้เท้าผู้ว่าการมณฑลส่งคนมาเร่งให้พี่ชายของเจ้ากลับไปแล้ว”

“มิน่าพี่ชายเห็นจดหมายของมือปราบคนนั้นแล้วบอกว่าต้องรีบกลับไป ไม่มีเวลาแม้แต่จะกลับมาอำลามารดา เห็นทีคดีนั้นจะเร่งด่วนมาก” จินเหยียนจูเอ่ยเออออ

หลินซื่อพยักหน้า สองแม่ลูกพูดคุยกันครู่หนึ่ง ครั้นหลินซื่อได้ยินบุตรสาวบอกว่าเซี่ยวเซี่ยวสาวใช้ของจินอิงลั่วเรียกนายของตนว่า ‘เทพธิดา’ อย่างหน้าไม่อาย ดวงตาก็ทอประกายระยับทันที คล้ายจะนึกอะไรได้กะทันหัน

หลังจากนั้นนางก็ไม่มีอารมณ์จะสนทนากับบุตรสาวอย่างสนิทสนมอีกต่อไป ครั้นไล่จินเหยียนจูกลับไปอย่างร้อนใจแล้วก็เรียกชิงไต้เข้ามา สั่งให้นางไปตามเฝิงมามามาพบทันที

 

กล่าวถึงเฝิงมามาที่ถูกหลินซื่อเรียกตัวเข้าไปคุยอย่างละเอียดในเรือนซินหรง

นอกห้องสาวใช้หลายคนในชุดเสื้อชั้นกลางคลุมทับด้วยเสื้อกั๊กยาวสีม่วงแดงนั่งเย็บส้นรองเท้าอยู่นอกชาน พวกนางนั่งนิ่งรอคอยเสียเป็นส่วนใหญ่ มีหันไปพูดคุยซุบซิบกันบ้างเป็นบางครั้ง

สาวใช้รุ่นใหญ่ชิงไต้เฝ้าอยู่นอกห้องด้วยตนเอง สาวใช้ทั้งหลายไม่ได้พูดเรื่องที่ไม่สมควร นางจึงไม่ได้ไปสนใจ เพียงนั่งแทะเมล็ดแตงกินอยู่ด้านข้างคนเดียว

ภายในห้องด้านในของเรือนปีกข้างทิศตะวันออก หลินซื่อกัดฟันยิ้ม “เทพธิดาอะไรกัน ในเมื่อนางเรียกขานตนเองเช่นนี้ เอาเรื่องผีสางเทวดามาอ้างกับพวกเรา หากไม่สงเคราะห์นางเสียหน่อยก็น่าเสียดายโอกาสอันดีนี้จริงๆ”

“ความหมายของฮูหยินคือ…” เฝิงมามาเงยหน้ามองหลินซื่อแวบหนึ่ง

หลินซื่อกวักมือเรียกเฝิงมามาเข้ามาใกล้ๆ หลังกระซิบข้างหูนางแล้ว สองตาของเฝิงมามาพลันเบิกกว้างเล็กน้อย ใบหน้าแข็งทื่อขึ้นทันใด

หลินซื่อเห็นเฝิงมามานิ่งไปครู่ใหญ่ ทั้งสีหน้ายังประหลาด จึงพูดคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “หรือว่าแค่นี้เจ้าก็ทำไม่ได้ ยิ่งอายุมากยิ่งถอยหลังลงไปทุกวันแล้วกระมัง นับแต่นี้ไปจะให้ข้าวางใจมอบงานเบ็ดเตล็ดทั้งหลายภายในจวนให้เจ้าทำได้อย่างไร”

เฝิงมามาสีหน้ากระอักกระอ่วน ก้มหน้าตอบ “บ่าวละอายใจ แต่จะไม่ละเลยคำสั่งของฮูหยินแน่นอนเจ้าค่ะ”

“ดีมาก” หลินซื่อหุบยิ้ม ใช้มือกดปลายจอนผมตนเองเบาๆ “ไปจัดการเถอะ!”

เฝิงมามาไม่กล้ารั้งรอ รีบคารวะผู้เป็นนายและถอยออกไป

หลินซื่อมองม่านลูกปัดสั่นไหว เอนกายอยู่บนตั่งเตี้ย คลี่ยิ้มเย็นชา “เทพธิดา? เจ้าช่างกล้าพูดจริงๆ ข้าไม่สนว่าแต่ก่อนเจ้าจะปัญญาอ่อนจริงหรือเสแสร้ง อยู่นิ่งมานานหลายปี ที่แท้หมายจะอวดอ้างว่าตนเป็นเทพธิดาสร้างเรื่องให้ใหญ่โต ช่างเป็นคนปัญญาอ่อนที่ฝันเฟื่องโดยแท้!”

 

วันต่อมา ตอนซ่งอี๋เหนียงพาบุตรชายหรงเกอเอ๋อร์มาคารวะหลินซื่อที่เรือนซินหรง เห็นสาวใช้รุ่นใหญ่ชิงไต้กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าให้หลินซื่อ ถามดูจึงรู้ว่าหลินซื่อจะไปเรือนชิงเฟิง

“ฮูหยินจะไปเยี่ยมซานเหนียงที่นั่นหรือ” ซ่งอี๋เหนียงใบหน้าฉายความประหลาดใจ

ในเรือนหลัง คนที่ตาพอมีแววอยู่บ้างย่อมรู้ว่าหลินซื่อไม่ชอบคนที่อยู่ในเรือนชิงเฟิงมาแต่ไหนแต่ไร วันนี้ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือ นางถึงได้ยอมลดเกียรติไปเยี่ยมตัวอัปมงคลผู้นั้น

“ไม่ว่าอย่างไรนางก็ป่วยหนัก นายท่านยุ่งกับงานในที่ว่าการอำเภอ แม้ปกติเขาจะไม่ค่อยได้ไปเยี่ยมซานเหนียงมากนัก แต่นายท่านเป็นคนข้างหมอนของเจ้ากับข้า ความคิดจิตใจของเขา เจ้ากับข้าจะดูไม่ออกเชียวหรือ บัดนี้ได้ยินว่าซานเหนียงดีขึ้นมากแล้ว ทั้งยังสนทนาพาทีได้ จะอย่างไรข้าก็ต้องทำหน้าที่มารดาแทนพี่สาวที่ตายไปให้เต็มที่…” หลินซื่อยิ้มพูด

จะดูไม่ออกได้อย่างไร เพียงแต่ปกติเจ้าเกลียดคนผู้นั้นอย่างกับอะไร ข้าไหนเลยจะกล้าไปประจบ…

ซ่งอี๋เหนียงมองรอยยิ้มของหลินซื่อ ในใจอดหนาวเยือกไม่ได้ รอยยิ้มนี้ไฉนมองแล้วจึงเหมือนซ่อนคมมีดอยู่ภายใน

ยังไม่ทันได้ขบคิดหาเหตุผลปลีกตัวก็ได้ยินหลินซื่อหันมาพูด “เจ้ามาก็ดี พาหรงเกอเอ๋อร์ไปด้วยแล้วกัน นี่เป็นพี่สาวของเขา แต่ตอนนั้นเพราะซานเหนียงป่วย ตั้งแต่เกิดมาหรงเกอเอ๋อร์จึงยังไม่เคยเจอซานเหนียงเลย”

ซ่งอี๋เหนียงเห็นหลินซื่อน้ำเสียงยืนกราน รู้ว่านางตัดสินใจแล้ว ตนพูดมากไปก็เปล่าประโยชน์ จึงรับคำอย่างนอบน้อม “เจ้าค่ะ”

ตอนที่คนกลุ่มใหญ่เดินทางมาถึงเรือนชิงเฟิงอย่างเอิกเกริก จินจื่อสามนายบ่าวตกใจมากจริงๆ

วันนี้จินจื่อกินข้าวเช้าเสร็จ กำลังจะกลับไปนอนต่อ ได้ยินเสียงเซี่ยวเซี่ยววิ่งเข้ามาในห้องอย่างตื่นตระหนก มือชี้ไปทางลานบ้าน หายใจหายคอแทบไม่ทัน

จินจื่อยังคิดว่าเด็กคนนี้ลืมบทเรียนวันก่อนไปแล้วและไปมีเรื่องกับสาวใช้เรือนอื่นอีก จึงรีบถามหาสาเหตุ เซี่ยวเซี่ยวที่หายใจปกติได้แล้วถึงได้โบกไม้โบกมือ พูดอย่างควบคุมตนเองไม่ได้ว่า “ฮูหยินกับซ่งอี๋เหนียงพาอู่หลาง* กับข้ารับใช้หญิงกลุ่มหนึ่งบุกมาแล้วเจ้าค่ะ”

“บุกมา?” จินจื่อนิ่วหน้าหัวเราะ เด็กคนนี้พูดเกินจริงไปแล้ว ดูเหมือนตั้งแต่เกิดใหม่จวบจนบัดนี้ นางยังไม่เคยล่วงเกินหลินซื่อผู้นั้นเลยมิใช่หรือ

เฮ้อ…มีใจคิดจะปิดประตูใช้ชีวิตอย่างสงบ จนใจที่ผู้อื่นกลับทนเห็นข้าสงบไม่ได้

จินจื่อสั่งให้เซี่ยวเซี่ยวเปลี่ยนชุดให้นาง จากนั้นเกล้ามวยอย่างเป็นทางการ แล้วจึงก้าวออกจากห้องด้วยท่วงทีอ่อนโยนเชื่องช้า

จวงมามายกม้านั่งมาตั้งเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังยกน้ำชามาให้ กำลังปรนนิบัติรับใช้อยู่ในลานอย่างขยันขันแข็ง

หลินซื่อสวมเสื้อครึ่งท่อนกับกระโปรง ท่อนบนเป็นเสื้อบุซับในสาบทับขวาสีเขียวน้ำทะเลสาบ ด้านหน้าเสื้อปักลายดอกโบตั๋นถี่แน่น ฝีเข็มละเอียดประณีตเหมือนจริง ท่อนล่างเป็นกระโปรงทรงหน้าม้า* สีแดงอมน้ำตาล เปี่ยมไปด้วยสง่าราศี สดชื่นแจ่มใส จนใจที่พอจินจื่อเห็นการแต่งกายแบบนี้ ในหัวก็ผุดคำพูดหนึ่งออกมา แดงกับเขียว ไร้รสนิยมชะมัด

สายตาเลื่อนไปข้างหลังและหยุดอยู่ที่สตรีงดงามเยาว์วัยผู้หนึ่ง ใบหน้านับว่ากระจ่างหมดจด อายุประมาณยี่สิบสองยี่สิบสามปี เกล้ามวยแบบหญิงแต่งงานแล้ว เมื่อเทียบกับหลินซื่อยังขาดความสง่าและจริตมารยาไปบ้าง แม้จินจื่อจะไม่รู้จักสตรีนางนี้ แต่เมื่อครู่เซี่ยวเซี่ยวบอกแล้วมิใช่หรือ เดาว่านี่คงเป็นซ่งอี๋เหนียงอนุภรรยาที่พ่อของนางรับเข้ามากระมัง

ซ่งอี๋เหนียงสวมเสื้อบุซับในสาบทับขวาสีแดง ท่อนล่างเป็นกระโปรงทรงหน้าม้าจีบรอบสีม่วงอ่อน

อืม ดูท่ารสนิยมของสองคนนี้จะไม่เหมือนใครจริงๆ ต่างก็ชอบจับคู่สีสันสดใสเข้าด้วยกัน การแต่งกายของซ่งอี๋เหนียง หากอยู่ในยุคปัจจุบัน แดงกับม่วงก็น่าเกลียดสุดๆ!

คิดดังนี้จินจื่อก็ห้ามตนเองไม่ได้ หัวเราะออกมาอย่างขาดความสำรวม

“คุณหนู…” เซี่ยวเซี่ยวร้องเตือนด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน

จินจื่อหรือจะไม่รู้ แต่เพราะเมื่อครู่นี้อดไม่ได้จริงๆ จึงเผลอหัวเราะออกไป

นางสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง ค่อยๆ เดินเข้าไปกลางลาน ซ้อนมือทั้งสองไว้ข้างเอวตามที่สมองสั่งการก่อนจะย่อตัวลง “คารวะฮูหยิน”

ซ่งอี๋เหนียงไม่กล้ารับการคารวะจากจินจื่ออยู่แล้ว จะอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นถึงบุตรีที่เกิดจากภรรยาเอกของจวนสกุลจิน ส่วนนางอย่างมากก็ฐานะสูงกว่าสาวใช้พวกนั้นขั้นหนึ่งเท่านั้น ด้วยเหตุนี้พอจินจื่อคารวะนาง ซ่งอี๋เหนียงจึงรีบคารวะตอบ “ข้าน้อยอนุภรรยาคารวะคุณหนูสาม”

“ท่านคือซ่งอี๋เหนียงกระมัง รีบลุกขึ้นเถอะ” จินจื่อทำทีประคองอีกฝ่าย

ครั้นได้พิศมองใบหน้าของจินจื่อในระยะประชิด ใบหน้าของซ่งอี๋เหนียงก็ฉายความประหลาดใจ

นี่…นี่คือเด็กปัญญาอ่อนที่เป็นโรคเหงาหงอยหรือ

สวรรค์ หากใต้หล้านี้เด็กปัญญาอ่อนงดงามตราตรึงใจแบบนี้ทุกคน คนปกติอย่างพวกข้าจะทำใจยอมรับได้อย่างไร ไปหาซื้อเต้าหู้สักก้อนมาโหม่งศีรษะฆ่าตัวตายดีกว่ากระมัง

หลินซื่อเห็นจินจื่อกับซ่งอี๋เหนียงทักทายกันไปมา ทิ้งตนไว้ด้านข้างไม่สนใจ ก็อดไม่ได้ที่จะกระแอมกระไอแห้งๆ สองสามที

จินจื่อหันกลับมา พลางยิ้มถาม “ฮูหยินไม่สบายหรือ ช่วงต้นฤดูวสันต์เช่นนี้อากาศเดี๋ยวอุ่นเดี๋ยวหนาว หากฮูหยินไม่สบายก็พักผ่อนอยู่ในเรือนจะดีกว่า”

ความหมายคือถ้าไม่มีอะไรเจ้าก็อย่ามาที่นี่เลย เข้าใจหรือไม่

จินจื่อตีหน้าซื่อ มุมปากยังคงแย้มยิ้มบางอย่างคนมิได้คิดร้ายอะไร

อะไรนะ! นางตัวดี…ปากร้ายขนาดนี้เชียวหรือ…

ในใจหลินซื่อเดือดดาลจนแทบจะกระอักเลือดออกไปไกลหนึ่งจั้ง* มุมปากอดกระตุกไม่ได้ เอ่ยตอบไปว่า “ไม่เป็นไร ข้าได้ยินว่าซานเหนียงดีขึ้นมากแล้ว จึงมาดูสักหน่อย เจ้าป่วยมานานขนาดนี้ จู่ๆ ก็บอกว่าหายดี ในใจของมารดายังรู้สึกเหมือนฝันไปอยู่เลย นี่เป็นเรื่องน่ายินดีเรื่องหนึ่ง เห็นทีดวงวิญญาณของพี่สาวบนสวรรค์คงจะไปสู่สุคติได้แล้ว” หลินซื่อชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะชี้ซ่งอี๋เหนียงและหรงเกอเอ๋อร์ “นี่คืออู่หลางที่ซ่งอี๋เหนียงเพิ่งให้กำเนิดเมื่อปีกลาย วันนี้ข้าถือโอกาสพามาพบเจ้าด้วย หาไม่เกรงว่าเด็กคนนี้จะยังไม่รู้ว่าตนเองมีพี่สาว ‘แบบนี้’ อยู่ด้วย”

นี่เป็นคำพูดที่ซ่อนเสี้ยนหนามเอาไว้ มีความหมายสองแง่สองมุมโดยแท้

ถุย…มารดาอะไรกัน ใครยอมรับเจ้าเป็นมารดา มีมารดาที่ไหนเป็นแบบนี้บ้าง

จินจื่อเห็นหลินซื่อพูดเช่นนี้ สายตาจึงอดไม่ได้ที่จะเลื่อนไปมองเด็กน้อยที่กำลังเล่นสนุกอยู่ในลาน เขาเพิ่งหัดเดิน เด็กน้อยตัวอ้วนจ้ำม่ำ น่ารักน่าเอ็นดู กำลังก้าวขาสั้นๆ ของตนวิ่งเตาะแตะไล่ตามผีเสื้อสีขาวตัวหนึ่งที่บินลงมาต่ำ

จินจื่อเป็นคนรักเด็กอยู่แล้ว เห็นความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของเด็กก็พลันผลิยิ้มงาม ปรบมือเป็นจังหวะและก้าวเข้าไปหยอกเย้ากับเด็กน้อย

ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้ถูกชะตากับจินจื่อหรือเพราะเห็นว่าแปลกใหม่ ถึงได้เล่นสนุกกับเด็กโตอย่างจินจื่อ ซ่งอี๋เหนียงที่เฝ้าดูอยู่ด้านข้างประหลาดใจยิ่ง เอ่ยเสียงค่อยกับหลินซื่อ “ฮูหยิน หรงเกอเอ๋อร์ชอบพี่สามของเขาจริงๆ ท่านก็รู้ว่าปกติเขาไม่ชอบเล่นกับคนแปลกหน้า”

หลินซื่อยิ้มพยักหน้า “พี่น้องกัน เดิมทีก็เป็นสายเลือดเดียวกันอยู่แล้ว จะไม่สนิทสนมกันได้อย่างไรเล่า”

ซ่งอี๋เหนียงรับคำอย่างอ่อนน้อม “ฮูหยินกล่าวถูกต้องแล้ว”

ถ้าไม่สนิทสนม ไม่ใกล้ชิดกัน ละครฉากนี้ย่อมไม่อาจเปิดฉากได้ง่ายๆ

ดวงตาของหลินซื่อทอประกายเล็กน้อย เห็นว่าได้ผลลัพธ์ที่ตนต้องการแล้วก็ไม่อยากอยู่ที่นี่ต่ออีกแม้แต่ครู่เดียว หลังดื่มน้ำชาไปจอกหนึ่ง จึงเดินนำซ่งอี๋เหนียงกับหรงเกอเอ๋อร์ออกจากเรือนชิงเฟิงอย่างรวดเร็ว

ครั้นเห็นลานบ้านที่เมื่อครู่นี้ยังครึกครื้นผิดปกติ จู่ๆ ก็เงียบเหงาว่างเปล่า เซี่ยวเซี่ยวขยี้ตาถามจวงมามา “เมื่อครู่ไม่ได้ฝันไปกระมัง ฮูหยินที่เรือนหลักพาเกอเอ๋อร์มาที่ลานบ้านของเรา มาเยี่ยมคุณหนู?”

จวงมามาสมแล้วที่เป็นคนเก่าคนแก่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลใหญ่มานาน ยามนี้นางไม่มีความตื่นเต้นแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามใบหน้ากลับแฝงแววกังวลใจ

การกระทำของหลินซื่อผิดปกติเกินไป หลักการที่ว่าเรื่องราวเมื่อผิดแผกไปจากเดิมย่อมมีลับลมคมใน นางตระหนักและเข้าใจดี เพียงแต่ตอนนี้นางยังมองไม่ออกว่าหลินซื่อมีอุบายอะไรซ่อนอยู่กันแน่

“จวงมามา ท่านเป็นอะไรหรือ” เซี่ยวเซี่ยวถามอย่างไม่เข้าใจ

จวงมามาดึงสติกลับมาและโบกมือ กลับเห็นจินจื่ออมยิ้มมองตน “จวงมามาไม่ต้องกังวล กองทัพมาขุนพลต้าน น้ำบ่ามาเขื่อนดินกั้น*!”

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

Comments

comments

Continue Reading

More in ชันสูตรพิสูจน์รัก

บทความยอดนิยม

กิจกรรม

เผยโฉมนิยายแจ่มใสที่ถูกนำไปทำเป็นซีรี่ส์ทางช่อง GMMTV!!!

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ทาง GMMTV ได้จัดงาน ‘GMMTV SERIES 2019 Wonder Thirteen’ เพื่อประกาศรายชื่อซีรี่ส์ทั้งห...

กิจกรรม

Jamshop ฉลองส่งท้ายปี 2561 มอบของขวัญพิเศษฟรี!!! รับเลยทั้ง “พรีเมี่ยม” และ “หนังสือลดสูงสุด 35%” เริ่มวันที่ 1-31 ธ.ค. นี้

ก่อนเทศกาลแห่งความสุขจะมาถึง JamShop ถือโอกาสสุดพิเศษนี้จัดโปรโมชั่นเพื่อร่วม ฉลองส่งท้ายปี พ.ศ. 2561 ต้อนรับปีใหม่ พ.ศ....

everY

ทดลองอ่าน Guardian เล่ม 1 บทที่ 1 #นิยายวาย

บทที่ 1 อาคารหมายเลขสี่ ถนนกวงหมิง*   วันที่สิบห้าเดือนเจ็ดตามปฏิทินจันทรคติ ท้องฟ้ายังคงมืดมิด เหล่าแมวจรจัดน้อยให...

jamsai.com