Connect with us

Jamsai

ชันสูตรพิสูจน์รัก

ทดลองอ่านนิยาย ชันสูตรพิสูจน์รัก เล่ม 1 บทที่ 3

บทที่ 3

 

ด้วยการปรนนิบัติดูแลของจวงมามากับเซี่ยวเซี่ยว จินจื่อดื่มโจ๊กข้าวฟ่างเล็กน้อยกับยาขมฝาดชามหนึ่ง ก่อนจะหลับลึกไป

ครั้งนี้ไม่รู้หลับไปนานเท่าไร จินจื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ยังไม่ทันลืมตาก็รู้สึกถึงความอบอุ่น

จินจื่อเงยหน้ามอง เห็นแสงแดดส่องผ่านหน้าต่างไม้หนานมู่แกะสลักเข้ามา รู้สึกว่าหัวสมองยังคงมึนงง

ร่างกายของคุณหนูสามสกุลจินผู้นี้อ่อนแอไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ดูเอาเถอะ หลับไปตั้งแต่บ่ายเมื่อวานจนถึงตอนนี้

ขณะจินจื่อพยายามจะลุกขึ้น เซี่ยวเซี่ยวกลับเข้ามาจากด้านนอกพอดี เห็นดังนั้นก็รีบวิ่งตึงๆ เข้ามาประคองจินจื่อพลางร้องอย่างตื่นตกใจไปด้วย “คุณหนู!”

จินจื่อช้อนตาขึ้นมองเซี่ยวเซี่ยวพลางยิ้ม ดวงตาสีอำพันภายใต้แสงแดดดูเหมือนบ่อน้ำพุที่ไหลวน ใสกระจ่างเป็นประกาย ทว่าใบหน้าของนางยังคงซีดขาว ยามอยู่ใต้แสงสว่างเจิดจ้ายิ่งดูขาวบริสุทธิ์จนเกือบจะโปร่งแสง กระนั้นกลับงดงามจนทำเอาเซี่ยวเซี่ยวตาลาย

คุณหนูของนางงามล้ำเหลือเกิน! เซี่ยวเซี่ยวอดไม่ได้ที่จะชื่นชมในใจ

หากคุณหนูในอดีตเป็นสาวงามที่โง่งมเหมือนคนที่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ เช่นนั้นคนที่อยู่ตรงหน้านางตอนนี้ก็คือสาวงามยามป่วยที่งามตราตรึงใจ เป็นคนที่มีชีวิตจิตใจคนหนึ่ง…

“เซี่ยวเซี่ยว…” จินจื่อร้องเรียกเสียงค่อย เสียงนี้เทียบกับเมื่อวานตอนเพิ่งฟื้นมีพลังมากขึ้นเล็กน้อย

เซี่ยวเซี่ยวประคองร่างของจินจื่อและวางหมอนหนุนใบหนึ่งไว้ข้างหลังก่อนเอ่ย “เซี่ยวเซี่ยวอยู่นี่เจ้าค่ะ เมื่อครู่ออกไปต้มยาให้คุณหนูข้างนอก แต่ลืมปลดม่านในห้องลงมา หาไม่คุณหนูอาจจะนอนพักได้อีกสักครู่”

จินจื่อชะโงกหน้าและหรี่ตามองไปนอกหน้าต่าง มองผ่านช่องหน้าต่างไม้หนานมู่ เห็นแสงอาทิตย์เจิดจ้าข้างนอกได้รางๆ ในใจพลันบังเกิดความรู้สึกอบอุ่น เป็นวิญญาณเร่ร่อนมาตั้งนาน วันนี้สิ่งที่นางปรารถนามากที่สุดก็คือกระแสความอบอุ่นนี่แหละ

“ข้างนอกแดดส่องแล้ว…เซี่ยวเซี่ยว พยุงข้าออกไปนั่งข้างนอกเถอะ” จินจื่อหันไปมองเซี่ยวเซี่ยวพลางสั่ง

เซี่ยวเซี่ยวอึ้งไปเล็กน้อย ขอบตาแดงเรื่อทันใด คุณหนูไม่เคยอยากออกไปไหนมาก่อน หลายปีมานี้นอนซมอยู่บนเตียงตลอด แม้แต่ห้องนี้ยังไม่เคยก้าวออกไปสักครั้ง บัดนี้กลับเป็นฝ่ายเสนอว่าจะออกไปนั่งข้างนอก แล้วจะไม่ให้นางตื่นตกใจได้อย่างไร

เพียงแต่สภาพร่างกายของคุณหนูจะออกไปได้หรือ

เซี่ยวเซี่ยวอดไม่ได้ที่จะบอกความกังวลของตนกับจินจื่อ จินจื่อฟังแล้วกลับหัวเราะ “หากข้าไม่ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ ไม่ออกไปตากแดดบ้าง โรคนี้จะหายในเร็ววันได้อย่างไร”

จินจื่อกล่าวเช่นนี้ส่วนหนึ่งเพราะนี่เป็นความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการบำรุงรักษาร่างกาย อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะนิสัยตามธรรมชาติของนางเอง ตอนอยู่ในยุคปัจจุบันนางยุ่งกับงานทุกวัน ทำงานภาคสนาม ผ่าศพ ชันสูตรศพ เขียนรายงาน ไม่มีเวลาได้อยู่ว่างเลย ด้วยลักษณะงานของหมอนิติเวชทำให้บางครั้งสุดสัปดาห์ก็ไม่ได้พักผ่อนอย่างสบาย พอโทรศัพท์สายหนึ่งเข้ามาก็ต้องเข้าสู่โหมดการทำงาน ดังนั้นถ้าให้นางใช้ชีวิตอยู่ในจวนแห่งนี้ตามรูปแบบชีวิตเดิมของคุณหนูสามสกุลจินย่อมเป็นไปไม่ได้แน่นอน

เซี่ยวเซี่ยวได้ยินจินจื่อพูดเช่นนี้ก็รับคำอย่างรวดเร็ว หมุนตัวไปหยิบเสื้อคลุมกันลมผ้าทอลายตัวหนึ่งออกมาจากตู้เสื้อผ้าและคลุมให้จินจื่อ ก่อนจะประคองจินจื่อเข้าไปในลานบ้านอย่างระมัดระวัง

พอก้าวออกจากห้องก็ได้กลิ่นไอดินผสมผสานกับกลิ่นหอมของต้นไม้โชยมาปะทะใบหน้า

วันนั้นจินจื่อตามเสียงมาด้วยความร้อนรน ไม่ทันตระหนักว่าลานบ้านเล็กๆ แห่งนี้มีต้นไม้ดอกไม้มากมายเช่นนี้ สวนดอกไม้ได้รับการจัดการอย่างดียิ่ง แต่สิ่งที่ปลูกไม่ใช่ไม้ดอกสวยงามสำหรับประดับตกแต่งในเรือนของสตรีเท่านั้น กลับเป็นต้นไม้ดอกไม้ที่ใช้เป็นสมุนไพรได้ เช่นดอกเหอฮวน ดอกหลิงเซียว ดอกโฮ่วผู่ ดอกลวี่เอ้อเหมย* เป็นต้น…

ด้านข้างสวนดอกไม้ยังมีแปลงผักขนาดเล็กที่จัดระเบียบอย่างเรียบร้อย ปลูกสมุนไพรที่พบเห็นได้ทั่วไป มุมทางตะวันออกเฉียงใต้ของลานติดกับกำแพงมีเพิงไม้ตั้งอยู่ เยี่ยเจียวเถิง* กับดอกสายน้ำผึ้งเกี่ยวพันกันอยู่บนนั้น เถาวัลย์สีเขียวที่แต่งแต้มด้วยกลีบดอกไม้สีเหลืองขาวแผ่คลุมไปทั่วเพิงไม้ รูปลักษณ์น่ารักน่ามองยิ่ง

จินจื่อมองทิวทัศน์ภายในลาน มุมปากยกขึ้นนิดๆ และสูดหายใจลึก อากาศเย็นจัดบริสุทธิ์ถ่ายเทเข้าสู่ปอดทำให้นางอดรู้สึกกระปรี้กระเปร่าไม่ได้

ในลานมีตั่งคนงาม* ตั้งอยู่พอดี เซี่ยวเซี่ยวจึงประคองจินจื่อไปนั่ง

จินจื่อเอนกายอยู่บนตั่ง สัมผัสกับแสงแดดที่ส่องกระทบผิวกายเย็นเฉียบขาวซีดเข้ามาฟื้นฟูพลังในร่างและเคลื่อนไปทั่วแขนขาทั้งสี่ นี่คงเป็นความรู้สึกของการมีชีวิตกระมัง

เซี่ยวเซี่ยวช่วยกระชับเสื้อคลุมกันลมของจินจื่อให้ดี ก่อนจะยืนเป็นเพื่อนอยู่ด้านข้างเงียบๆ แม้งานเบ็ดเตล็ดในลานบ้านจะยังทำไม่เสร็จ แต่ตอนนี้นางยังไม่วางใจปล่อยให้จินจื่อที่เป็นคนป่วยอ่อนแออยู่ตามลำพัง

จินจื่อหลับตาค้นหาความทรงจำเกี่ยวกับคุณหนูสามสกุลจินในหัวสมอง นอกจากจินหยวน หลินซื่อ จวงมามาและเซี่ยวเซี่ยวที่คอยปรนนิบัติตน ตลอดจนพี่น้องของตนเองแล้ว คุณหนูสามสกุลจินแทบจะไม่รู้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับยุคสมัยนี้เลย แม้แต่หลิวซื่อที่เป็นมารดาบังเกิดเกล้าของตนเอง นางก็มีความทรงจำอยู่เพียงเลือนรางเท่านั้น เฮ้อ…คุณหนูสามสกุลจินผู้นี้ยังรู้จักอิ้นเฉาน้อยกว่าตนซึ่งเป็นวิญญาณเร่ร่อนที่เพิ่งมาถึงที่แห่งนี้ด้วยซ้ำ

ถอนใจด้วยความทดท้อเฮือกหนึ่ง ก็ใช่ คุณหนูสามสกุลจินไม่พูดไม่จาตั้งแต่อายุสี่ขวบ สิบกว่าปีที่ผ่านมาเก็บตัวอยู่แต่ในห้องและตัดขาดโลกภายนอก จะไม่รู้เรื่องพวกนี้ก็พอเข้าใจได้ ทว่ากับท่าทีและน้ำใจของคนในจวน นางกลับกระจ่างแจ้งกว่าใคร ใครปฏิบัติอย่างจริงใจกับนาง ใครเย็นชาแล้งน้ำใจกับนาง นางแยกแยะได้อย่างชัดเจน

คุณหนูสามสกุลจินที่ทุกคนเรียกว่าคนปัญญาอ่อน ในสายตาของจินจื่อ แม่นางคนหนึ่งที่ไม่ยอมพูดคุย ไม่ยอมออกไปไหน แท้จริงแล้วเป็นโรคอย่างหนึ่ง

คุณหนูสามสกุลจินเป็นโรคปิดขังตัวเอง!

จากทฤษฎีทางการแพทย์จีน สาเหตุของโรคปิดขังตัวเองมาจากพื้นฐานร่างกายที่ไม่ดี สารสำคัญในไตพร่อง จิตใจไม่ปลอดโปร่ง เส้นประสาทขาดการบำรุง ตับทำงานผิดปกติ เหล่านี้ล้วนส่งผลเสียต่อร่างกาย โรคนี้อยู่ที่สมอง ส่งผลกระทบต่อหัวใจ ตับ ไตอย่างใกล้ชิด สมัยโบราณโรคปิดขังตัวเองเรียกอีกอย่างว่าโรคเหงาหงอย รักษายากมาก ดังนั้นพวกหมอเหล่านั้นจึงนับว่ามีความสามารถอยู่บ้าง

เซี่ยวเซี่ยวมองหญิงสาวที่เอนกายเงียบๆ หลับตาพักผ่อน รู้สึกเพียงทุกอย่างเหมือนความฝัน คนตรงหน้านี้ใช่คุณหนูคนเดิมหรือไม่ ไฉนจึงรู้สึกว่านางแตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง

เซี่ยวเซี่ยวในใจเต็มไปด้วยข้อกังขา จึงเอ่ยปากเรียกอย่างขลาดกลัว “คุณหนู”

“หืม?” จินจื่อยังคงหลับตา

“บ่าวรู้สึกว่า…ดูเหมือนท่านจะเปลี่ยนไป!” เซี่ยวเซี่ยวโพล่งออกมา

จินจื่อลืมตา สายตาที่มองเซี่ยวเซี่ยวฉายความอ่อนโยน เอ่ยถามอย่างราบเรียบ “แล้วเจ้าชอบข้าในอดีต หรือข้าในตอนนี้เล่า”

“ย่อมต้องเป็นคุณหนูในตอนนี้อยู่แล้ว บัดนี้คุณหนูสติกลับมาแจ่มชัดดังเดิม ทำให้จวงมามากับบ่าวมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง เพียงแต่บ่าวไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีวันนี้…” ถึงอย่างไรเซี่ยวเซี่ยวก็เป็นเด็กสาวที่ยังขาดประสบการณ์ ปากไวและพูดอะไรตรงไปตรงมา ไม่ได้ใคร่ครวญว่าคำพูดนั้นเหมาะสมหรือไม่

คำว่า ‘ไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีวันนี้’ หากถูกคนที่มีเจตนาไม่ดีได้ยินเข้า ไม่แน่อาจถูกบิดเบือนความหมายเป็นอย่างอื่น ถึงขั้นถูกยัดเยียดความผิดฐานไม่อยากเห็นคุณหนูของตนได้ดี ทว่าจินจื่อที่มาจากยุคปัจจุบันกลับชอบคนนิสัยตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อมวกวนจนผู้อื่นต้องเสียเวลาคาดเดาแบบนี้มากกว่า นางย่อมไม่ตำหนิเซี่ยวเซี่ยวที่พูดจาไม่เหมาะสม

“หลายปีมานี้ลำบากพวกเจ้าแล้ว แม้ข้าจะไม่เคยเอ่ยปากพูด แต่พวกเจ้าดีต่อข้า ข้ารับรู้มาตลอด” คำพูดนี้จินจื่อหาได้กุขึ้นเองส่งเดช สองคนนี้ในความทรงจำของคุณหนูสามสกุลจินเป็นอย่างนั้นจริงๆ

“คุณหนูรับรู้มาตลอด? แล้วไฉนคุณหนู…”

“ไฉนจึงไม่พูดหรือ” จินจื่อมองเซี่ยวเซี่ยวแล้วเม้มปากนิดๆ ลูกตาสีอำพันทอประกายระยับเหมือนลูกแก้ว ก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า “ข้าสื่อสารกับเทพเจ้าอยู่ตลอดนะ!”

สื่อสารกับเทพเจ้า? หมายความว่าอะไร

เซี่ยวเซี่ยวปิดปาก มิอาจตกใจไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว…

คุณหนูคงมิใช่เทพธิดาในตำนานหรอกกระมัง

แต่ก่อนได้ยินมามาอาวุโสในจวนเคยบอกว่ามีแต่เทพธิดาเท่านั้นที่จะได้ยินเสียงจากทวยเทพ…

เซี่ยวเซี่ยวเบิกตาโต สบตากับคุณหนูที่กำลังอมยิ้ม ในใจผุดคำว่า คงไม่กระมัง

จวงมามาที่กำลังเดินเข้ามาตรงประตูทางเข้าเรือนคล้ายจะได้ยินคำพูดอันน่าตื่นตกใจนี้

สื่อสารกับเทพเจ้า!

ที่นี่คืออิ้นเฉา คล้ายกับยุครุ่งเรืองของจีนในสมัยราชวงศ์ถัง ผู้คนในอิ้นเฉานับถือศาสนาต่างๆ แต่ศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองมากที่สุด ได้ยินว่าศาสนาพุทธนี้เผยแผ่มาจากทางตะวันตก อิ้นเฉากับแคว้นโหลวเยวี่ยทางตะวันตกมีความสัมพันธ์ทางการทูตกัน มักมีนักพรตผมแดงตาเขียวจากทางโน้นข้ามน้ำข้ามทะเลอันไกลโพ้นมาเผยแพร่คำสอนในเมืองหลวงของอิ้นเฉา แม้ตัวจะอยู่ต่างแคว้น แต่ขอเพียงถึงเวลา พวกเขาจะหันหน้าไปทางทิศตะวันตกและหลับตาภาวนา สองมือแตะเบาๆ ที่หน้าอกและประนมเข้าด้วยกัน ปากท่องคำว่าอาเหมิน* อะไรสักอย่าง แปลกพิลึกมาก

หรือว่าเทพเจ้าที่คุณหนูพูดถึงจะเกี่ยวข้องกับศาสนาที่นับถือพระเจ้าพวกนั้น

แต่คุณหนูไม่เคยก้าวออกจากประตูจวนสกุลจินด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่นางจะมีโอกาสพบปะกับนักพรตที่เผยแพร่คำสอนทางศาสนาอยู่ในเมืองหลวงที่ห่างไกลออกไปถึงสิบหมื่นแปดพันลี้

ในใจของจวงมามากับเซี่ยวเซี่ยวคิดเช่นนี้ แต่จินจื่อไม่รู้

จินจื่อรู้เพียงว่าตนที่ไม่เชื่อเรื่องผีสางเทวดา บัดนี้กลับพูดจาเลอะเทอะ ทำเรื่องผิดแปลกไปจากเดิม

บางทีจิตใต้สำนึกของจินจื่ออาจมีความคิดอย่างหนึ่งกระมัง ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นยุคโบราณ เรื่องผีสางและเทพเจ้า พวกจวงมามากับเซี่ยวเซี่ยวเชื่อเป็นตุเป็นตะ นับแต่นี้ไปนางย่อมไม่อาจใช้ชีวิตเหมือนคุณหนูสามสกุลจินในอดีตได้อีก ความเคยชินในชีวิตประจำวันหลายอย่างของนางกับคุณหนูสามสกุลจินแตกต่างกันมาก แทนที่อีกหน่อยจะให้พวกนางสงสัยและตกใจ มิสู้ถือโอกาสนี้ทำให้พวกนางเชื่อว่าคุณหนูสามสกุลจินไปเยือนประตูผีมารอบหนึ่ง กลับมาแล้วความคิดเปลี่ยนไป

จวงมามามองจินจื่อภายใต้แสงแดดที่ยิ้มจนดูเปล่งประกายไปทั้งตัว ในใจพลันบังเกิดความคิดอย่างหนึ่ง

ฟ้าเมตตาจริงๆ จะต้องเป็นเพราะสวรรค์คุ้มครองแน่ คุณหนูถึงได้เปลี่ยนกลายเป็นคนใหม่ สติสัมปชัญญะแจ่มชัด

จวงมามาเห็นคุณหนูสามสกุลจินเติบโตมาตั้งแต่เล็ก นางมีแต่ความสงสารและความรักใคร่ให้กับคุณหนูสามสกุลจิน ย่อมไม่สงสัยคุณหนูของตนเองอยู่แล้ว นี่เป็นโชคชะตา เป็นเพราะบุญทำกรรมแต่ง เป็นเพราะดวงวิญญาณของหลิวซื่อฮูหยินที่ล่วงลับไปแล้วบนสวรรค์คุ้มครอง…

จวงมามาปาดน้ำตาที่หางตา ยืนอยู่ตรงประตูทางเข้าเรือนพลางร้องเรียก “คุณหนู…”

จินจื่อหันไปมองที่ประตูเรือน แสงอาทิตย์ที่แยงตาทำให้นางขมวดคิ้วนิดๆ รอจนเห็นใบหน้าของจวงมามากับอาหารที่ถืออยู่ในมืออีกฝ่ายชัดเจนแล้วจึงยิ้มตอบ “เช้าตรู่เช่นนี้ ลำบากมามาแล้ว”

“คุณหนูพูดอะไรกันเจ้าคะ นี่เป็นสิ่งที่บ่าวควรทำอยู่แล้ว” จวงมามาอมยิ้มมองจินจื่อ บุ้ยปากพูดกับเซี่ยวเซี่ยว “ประคองคุณหนูเข้าห้องเถอะ แล้วพวกเราก็ปรนนิบัติคุณหนูกินข้าวเช้ากัน”

เซี่ยวเซี่ยวเพิ่งจะก้มตัวหมายจะพยุงจินจื่อขึ้นมา กลับได้ยินจินจื่อเอ่ยว่า “กินในลานบ้านเถอะ วันนี้อากาศดีมาก ข้าอยากตากแดดมากๆ หน่อย”

“ได้ ได้เจ้าค่ะ เซี่ยวเซี่ยว ไปยกโต๊ะไม้ตัวเตี้ยออกมา”

สิ้นเสียงของจวงมามา เซี่ยวเซี่ยวก็วิ่งตึงๆ เข้าไปในห้องและยกโต๊ะไม้ตัวเตี้ยออกมา เห็นว่าเซี่ยวเซี่ยวตัวเล็กเท่านี้ แต่เรี่ยวแรงเยอะทีเดียว จินจื่อเดาว่าเซี่ยวเซี่ยวในวัยแค่นี้คงจะทำงานหนักจนชินแล้ว ในยุคปัจจุบันเด็กสาวอายุสิบหกสิบเจ็ดยังอยู่ในช่วง ม.ปลาย ที่ไร้ทุกข์ไร้กังวล บางคนยังออดอ้อนพ่อแม่อยู่เลยด้วยซ้ำ…คิดเช่นนี้แล้วจินจื่อก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกรักใคร่สงสารเซี่ยวเซี่ยวมากขึ้นอีกหลายส่วน

ตั้งโต๊ะเสร็จ จินจื่อใช้ช้อนคนอาหารในชามกระเบื้อง ไม่รู้สึกอยากอาหารแม้แต่น้อย แม้ว่ายามนี้ท้องจะหิวมากก็ตามที

อาหารเช้าคือโจ๊กที่มีข้าวอยู่ไม่เยอะกับผักตากแห้งดองเค็มจานเล็กๆ

นี่เป็นครั้งที่สองหลังมีชีวิตใหม่ที่นางต้องกินน้ำข้าวที่ไร้รสชาติแบบนี้ ดีร้ายอย่างไรคุณหนูสามสกุลจินก็เป็นถึงบุตรีที่เกิดจากภรรยาเอกของจวนสกุลจินมิใช่หรือ ต่อให้แต่ก่อนไม่เคยย่างเท้าออกไปไหน ไม่เป็นที่รักใคร่ของคนในบ้าน แต่ก็ไม่ควรรังแกกันอย่างนี้

มิน่าคุณหนูสามสกุลจินถึงได้ผอมบางและป่วยกระเสาะกระแสะ แค่ข้าวยังไม่ได้กินอิ่ม แล้วจะพูดถึงเรื่องบำรุงร่างกายอะไรเล่า

ตอนอยู่ในยุคปัจจุบันจินจื่อเป็นคนกินเก่งทีเดียว กิจกรรมที่ชอบที่สุดคือออกไปเสาะหาของอร่อยกินกับเพื่อนร่วมงานหลังเลิกงาน หากวันหน้าให้นางกินของแบบนี้ทุกวัน มิสู้ฆ่านางให้ตายดีกว่า…

“คุณหนู หมอบอกว่าคุณหนูป่วยมานานและเพิ่งหายดี กินได้แต่อาหารเหลวเท่านั้น…” จวงมามาก้มหน้า พูดเสียงแผ่วอย่างขาดความมั่นใจ

ที่แท้เป็นเช่นนี้ ก็พอมีเหตุผล

“อ้อ ไม่เป็นไร” จินจื่อหยิบช้อนขึ้นมาและแหงนหน้ากรอกน้ำข้าวเข้าไปในปากรวดเดียวหมด ผักดองเค็มจานนั้นนางไม่แตะต้องแม้แต่น้อย

นั่นเป็นของหมักดอง อันที่จริงแล้วไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย

เห็นจินจื่อกินข้าวอย่างรวดเร็ว จัดการอาหารเช้าจนหมดอย่างคล่องแคล่ว จวงมามากับเซี่ยวเซี่ยวอดมองจินจื่ออย่างประหลาดใจไม่ได้

เวลางานยุ่ง จินจื่อมักจะกินข้าวอย่างรวดเร็วแบบนี้จนชินแล้ว ทว่าเห็นทั้งสองปากอ้าตาค้าง เห็นทีอีกหน่อยจะต้องระวังเรื่องภาพลักษณ์ของตนเองสักหน่อย

“พวกเจ้าไปกินข้าวเถอะ ข้าอยากนั่งคนเดียวอีกสักพัก” จินจื่อรับผ้าที่เซี่ยวเซี่ยวส่งให้มาเช็ดปากและสั่ง

จวงมามากำลังจะรับคำก็ได้ยินเสียงกระแอมหลายเสียงดังมาจากนอกประตูเรือน

“เฝิงมามามาเจ้าค่ะ” เซี่ยวเซี่ยวพูดเสียงตื่น

จวงมามารีบเข้าไปต้อนรับ ระบายยิ้มเต็มหน้าพลางกล่าว “เฝิงมามามาได้อย่างไร มีเรื่องอะไรให้สาวใช้มาแจ้งก็ได้ บ่าวจะไปหาท่านเอง ไหนเลยจะกล้ารบกวนมามามาด้วยตนเอง!”

ก่อนหน้านี้ตอนไปรับเบี้ยรายเดือน ผู้ดูแลหญิงภายใต้ปกครองของเฝิงมามาบอกว่าเฝิงมามาไม่อยู่ นางจึงไม่ได้เบี้ยรายเดือนมา ได้แต่ข้าวสารกับผักแห้งดองเค็มนิดหน่อย ผักและเนื้อสัตว์อื่นๆ ไม่ได้รับเลย จวงมามาเองก็รู้ว่านี่เป็นเพราะผู้ดูแลหญิงในจวนจงใจกลั่นแกล้ง วันนั้นเห็นชัดว่าเฝิงมามาดื่มน้ำชาอยู่ในห้องด้านใน แต่นางเองกลับไม่อาจบุ่มบ่ามบุกเข้าไปได้ วันนี้ลมอะไรพัดมา เฝิงมามาที่เป็นหัวหน้าผู้ดูแลหญิงทั้งหมดถึงได้มาที่นี่ได้

“เมื่อวานได้ยินคนบอกว่าเจ้าไปรับเบี้ยรายเดือน บังเอิญข้านอนกลางวันอยู่พอดี หาไม่ก็คงไม่ปล่อยให้เบี้ยรายเดือนของเรือนชิงเฟิงล่าช้าไป ผู้คนจะครหาได้ว่าข้าจงใจยื้อเวลา วันนี้ข้าผ่านมาจึงถือโอกาสนำมาให้เสียเลย” เฝิงมามาหยิบเงินหลายพวงออกมาจากกระเป๋าให้จวงมามา สายตามองข้ามนางเข้าไปภายในเรือน

“ผ่านมา? ตีให้ตายข้าก็ไม่เชื่อ!” เซี่ยวเซี่ยวพึมพำเสียงค่อย มองจินจื่อแล้วกล่าวเสริมว่า “ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าเรือนชิงเฟิงของเราห่างไกลและเงียบที่สุดในจวน ที่นี่ไม่ติดกับเรือนชั้นในของฮูหยินหรืออี๋เหนียง* ทั้งยังไม่มีคลังเก็บของ เฝิงมามาจะผ่านมาทางนี้ได้อย่างไร นั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แน่นอนเจ้าค่ะ”

จินจื่อฟังแล้วหัวเราะ ในความทรงจำเฝิงมามาเป็นคนของหลินซื่อ ถือโอกาสเอาเบี้ยรายเดือนมาให้เป็นข้ออ้าง มาดูให้แน่ใจว่าคุณหนูสามสกุลจินรอดชีวิตหรือไม่จึงจะเป็นเรื่องจริงกระมัง

คิดดังนี้จินจื่อก็หันไปยิ้มพูดกับสองคนที่ยืนเผชิญหน้ากันอยู่ตรงประตูทางเข้าเรือน “ในเมื่อมาแล้ว ไยจวงมามาจึงไม่เชิญเฝิงมามาเข้ามานั่งเล่า”

ตั้งแต่มาถึงสายตาของเฝิงมามาก็จับอยู่ที่จินจื่อตลอด เมื่อครู่นี้แค่รู้สึกว่าคุณหนูสามดูสดชื่นกว่าแต่ก่อนมาก บัดนี้ได้ยินนางเอ่ยปากพูดด้วยหูของตนเอง ทั้งยังชัดเจนเช่นนี้ เป็นระเบียบไม่สับสนเช่นนี้ จึงอดตะลึงไปไม่ได้

ไม่ได้ฟังผิด? ข้าไม่ได้ฟังผิดไปกระมัง

“เฝิงมามา คุณหนูของข้าเรียกท่านอยู่” จวงมามาเอ่ยเตือน

“เอ่อ คุณหนูสามพูดได้แล้วจริงๆ หรือ” ท่าทีสุขุมมั่นคงของเฝิงมามายามมาถึงตอนแรกหายไป คว้าเสื้อผ้าป่านเนื้อหยาบของจวงมามาพลางถาม

ครั้นคิดว่าวันหน้าตนเองมีความหวังแล้ว จวงมามาก็อดเชิดหน้าขึ้นไม่ได้ รับคำอย่างขึงขัง “ใช่!”

เรื่องนี้ต้องรีบไปเรียนฮูหยิน…

ไฉนคนใกล้ตายจึงฟื้นคืนชีพกะทันหัน ไม่โง่งมเป็นท่อนไม้เหมือนที่ผ่านมา ทั้งยังพูดได้…

ก่อนหน้านี้นางยังคิดว่านี่เป็นเรื่องเหลวไหลที่เกิดจากการปั้นเสริมเติมแต่ง แต่บัดนี้นางเห็นเองกับตา ได้ยินเองกับหู…

เรื่องนี้เหลือเชื่อเกินไปแล้ว!

“ขอบคุณคุณหนู บ่าวยังมีงานต้องทำ ไม่รบกวนดีกว่าเจ้าค่ะ” เฝิงมามาย่อกายและหมุนตัวจากไป เท้าก้าวฉับๆ อย่างรวดเร็วประหนึ่งสายลม

จวงมามาไม่สนใจว่าเฝิงมามาจะตื่นตกใจเพียงใด มือกำเบี้ยรายเดือนไว้แล้วฉีกยิ้ม เดิมทีคิดว่าเดือนนี้จะถูกหักลดเบี้ยรายเดือนอีกแล้ว คิดไม่ถึงว่าเฝิงมามาจะกลับใจหรือด้วยสาเหตุใดก็สุดรู้ ถึงได้เอาเงินมาให้ด้วยตนเอง ทั้งยังเพิ่มมาอีกหนึ่งพวง…

คราวนี้ดีเลย จะได้ซื้อเนื้อมาบำรุงร่างกายให้คุณหนู!

จินจื่อใช้เวลาระหว่างที่จวงมามากับเซี่ยวเซี่ยวกินข้าว ลุกขึ้นเดินเล่นในลานบ้านรอบหนึ่ง ต้นไม้ใบหญ้าและสมุนไพรพวกนี้ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี มองไปยังเพิงไม้ที่ก่อขึ้นข้างกำแพง เถาวัลย์สีเขียวขจีแผ่คลุมหลังคาเพิงจนมิด สะท้อนร่มเงาลงบนพื้น จินจื่อเดินเข้าไปยืนใต้ร่มเงาของเพิงไม้ ยืนมือไปกะขนาดพลางคิดในใจ

อีกหน่อยทำเก้าอี้แขวนตรงนี้สักตัว หน้าร้อนพักผ่อนจิบชาอยู่ใต้ร่มเยี่ยเจียวเถิงกับดอกสายน้ำผึ้ง น่าผ่อนคลายสบายใจจริง!

 

เมื่อเทียบกับความสดชื่นเบิกบานที่เรือนชิงเฟิงแล้ว บรรยากาศในเรือนซินหรงตอนนี้ก็ออกจะเคร่งเครียด

หลังจากได้ยินคำตอบจากเฝิงมามาชัดเจนแล้ว หลินซื่อไม่ได้เขวี้ยงถ้วยชาด้วยความโมโหอีก แต่กลับนิ่งสงบจนน่าแปลก

เฝิงมามานั่งคุกเข่าอยู่ตรงข้ามนาง เห็นหลินซื่อเงียบไม่พูดจา หัวใจก็เต้นระทึก

ครู่ใหญ่ผ่านไปจึงเห็นมุมปากของหลินซื่อกระตุกนิดๆ นางเหลือบตามองมาและเอ่ยเสียงเย็น “เจ้าว่าเรื่องนี้มีลับลมคมในหรือไม่ คนปัญญาอ่อนที่สิบสามปีมานี้ไม่เคยปริปากพูดเลย สายตาแข็งทื่อเหมือนหุ่นไม้ตัวหนึ่ง จู่ๆ ก็กลับมีชีวิตขึ้นมา ทั้งยังไม่แตกต่างจากคนปกติทั่วไป…หึๆ หรือว่าถูกของสกปรกบางอย่างพัวพัน เจ้าว่าเดิมทีนางก็เป็นตัวอัปมงคลที่พิฆาตมารดาบังเกิดเกล้าของตนเองจนตายอยู่แล้ว หากเกี่ยวข้องกับของสกปรกอะไรอีก จะให้คนอื่นๆ ในจวนอยู่กันอย่างไร”

คำพูดของหลินซื่อเหมือนเสียงกลองที่ดังระรัวอยู่ในใจของเฝิงมามา พูดแล้วก็ฟังดูเหมือนเป็นเช่นนั้นจริง หาไม่จะอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงอันแปลกประหลาดของคุณหนูสามอย่างไรได้

“เช่นนั้นความหมายของฮูหยินคือ?”

“ย่อมไม่อาจปล่อยให้นางอยู่ในจวนได้อีกต่อไป…” ดวงตาของหลินซื่อฉายแววโหดเหี้ยม

เฝิงมามารู้สึกไม่สบายใจ นางตระหนักถึงความหมายของฮูหยิน แต่ก่อนฮูหยินก็อ้างเรื่องโรคของคุณหนูสาม จะส่งนางออกไปพักฟื้นที่หมู่บ้านข้างนอก เปลืองวาจาอยู่มากมายก็ไม่อาจโน้มน้าวนายท่านได้ ครั้งนี้ในเมื่อคุณหนูสามหายป่วยแล้ว ทั้งยังกลับมาเป็นปกติ นายท่านยิ่งไม่มีทางส่งตัวคุณหนูสามออกไป ดูท่าฮูหยินคงต้องผิดหวังอีกแล้ว

หลินซื่อว้าวุ่นหงุดหงิดใจยิ่ง นางเค้นสมองขบคิดในใจว่าควรใช้เหตุผลใดมาขับไล่ตัวอัปมงคลผู้นี้ออกไป

ระหว่างตรึกตรอง เสียงของชิงไต้ดังมาจากข้างนอก

“ฮูหยิน ซ่งอี๋เหนียงพาหรงเกอเอ๋อร์มาคารวะเจ้าค่ะ”

“ให้เข้ามา” เสียงเนือยๆ ของหลินซื่อดังออกมาจากเรือนปีกข้างทิศตะวันออก

สาวใช้ข้างนอกแย่งกันเลิกม่าน ให้ซ่งอี๋เหนียงผู้มีใบหน้ายิ้มแย้มอุ้มลูกชายเข้าไปข้างใน

ชิงไต้คารวะและยิ้มบอกว่า “ฮูหยินบ่นถึงหรงเกอเอ๋อร์แต่เช้า แล้วตอนนี้อี๋เหนียงก็มาพอดี”

หลินซื่อที่อยู่ในเรือนปีกข้างทิศตะวันออกยกมุมปากขึ้นน้อยๆ ชิงไต้เป็นสาวใช้ที่ผ่านการอบรมจากนางมาจริงๆ ละเอียดรอบคอบทุกด้าน

“ก็นั่นน่ะสิ วันนี้หรงเกอเอ๋อร์เอาแต่ร้องว่าจะมาหามารดาที่นี่ ข้าน้อยอนุภรรยาถูกเขาตื๊อจนกระทั่งจนปัญญา ถึงได้พาเขามารบกวนฮูหยิน” ซ่งอี๋เหนียงอมยิ้มพูด

ผ่านม่านเข้ามาก็ได้ยินเสียงหัวเราะเปี่ยมด้วยความรักใคร่ของหลินซื่อ “โอ๋ๆๆๆ คนดี มานี่เร็วเข้า มาหามารดา คิดถึงมารดาหรือไม่”

หรงเกอเอ๋อร์เพิ่งอายุได้ขวบกว่า กำลังหัดเดิน พอลงจากอ้อมกอดของซ่งอี๋เหนียงก็เดินเตาะแตะเข้าไปหาหลินซื่อ ดวงหน้าเล็กแดงเรื่อ นัยน์ตาดำขลับ บวกกับหน้าตาน่ารักจ้ำม่ำ เห็นแล้วชวนให้ผู้คนเอ็นดูเป็นอย่างยิ่ง

ปากเล็กอ้าออกเผยให้เห็นฟันเล็กสีขาวไม่กี่ซี่ เขาร้องเรียกด้วยเสียงที่ไม่ชัด “มารดา…”

หลินซื่ออุ้มหรงเกอเอ๋อร์ขึ้นมาบนตักและหยอกล้อด้วย จากนั้นหยิบขนมบนโต๊ะเตี้ยขึ้นมาป้อนเขาด้วยท่าทางของมารดาที่เอื้ออารี

เฝิงมามาลุกขึ้นคารวะซ่งอี๋เหนียง มองหลินซื่อที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเอ่ยว่า “ฮูหยินกับซ่งอี๋เหนียงสนทนากันไปก่อน บ่าวขอตัวเจ้าค่ะ”

หลินซื่อรับคำเบาๆ ไม่ได้เงยหน้า ยังคงหยอกเย้ากับเด็กน้อยในอ้อมกอด

เฝิงมามาก้าวออกจากเรือนปีกข้างทิศตะวันออก ชิงไต้เข้ามาเลิกม่านส่งนาง

ตอนเดินออกจากประตูเรือน เห็นสาวใช้ขั้นสามที่ทำหน้าที่ใช้แรงงานกำลังขัดถูราวระเบียงทางเดินยาว ปากเหมือนพูดอะไรกันอยู่ นางเดินเข้าไปเงียบๆ ถึงได้ยินชัดเจนว่าพวกนางกำลังวิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่อยู่ในเรือนชิงเฟิง

ตอนนี้เรื่องของคุณหนูสามสกุลจินเป็นหัวข้อพูดคุยหลังมื้ออาหารและระหว่างจิบน้ำชาของสาวใช้และบ่าวหญิงทั้งหลายในจวน แอบซุบซิบนินทาก็หาใช่เรื่องใหญ่อะไร เพียงแต่บ่าวพวกนี้ไม่รู้กาลเทศะ มาพูดเรื่องนี้ตรงระเบียงทางเดินนอกเรือนซินหรง นี่มิเท่ากับจงใจทำให้ฮูหยินอารมณ์เสียกว่าเดิมหรือ

เฝิงมามาตีหน้าบึ้ง ขณะกำลังจะเอ่ยปากห้าม คิดไม่ถึงว่าจะมีคนไวกว่านางก้าวหนึ่ง

“เมื่อครู่พวกเจ้าพูดเรื่องจริงหรือ” คุณหนูสี่สกุลจินเหยียนจูเท้าสะเอว ยืนอยู่ตรงหน้าสาวใช้พวกนั้นพลางกัดฟันถาม

สาวใช้หลายคนตัวสั่นเมื่อเห็นคุณหนูสี่ ภายใต้สายตาเฉียบคมคู่นั้น ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าตอบ ต่างหลุบตาลงไม่พูดจา

“ข้าถามพวกเจ้าอยู่นะ!” จินเหยียนจูยื่นนิ้วเรียวบางดุจก้อนหยกออกไปจิ้มหน้าผากของสาวใช้ด้านขวามือคนหนึ่ง

พอนิ้วนั้นจิ้มลงมา สาวใช้ก็เซไปก้าวหนึ่งและล้มลงบนพื้น หน้าผากถูกเล็บแหลมกรีดจนเป็นรอยเลือด นางตกใจร้องไห้กระซิก

เฝิงมามาเห็นดังนั้นก็รีบยิ้มพูดคลี่คลาย “เรื่องใดทำให้คุณหนูสี่โมโหเจ้าคะ ยังไม่รีบขอโทษคุณหนูแล้วไสหัวไปอีก!”

สาวใช้ทั้งหลายเห็นว่ามีบันไดให้ก้าวลง ก็รีบโค้งกายให้จินเหยียนจูและพากันถอยออกไป

จินเหยียนจูกระทืบเท้าด้วยความโมโห ถลึงตาใส่เฝิงมามา “ข้ายังไม่ได้ถามให้ชัดเจนเลย ไฉนมามาจึงให้พวกนางออกไป”

เฝิงมามาไม่ปิดบังพลางยิ้มตอบ “คุณหนูสามในเรือนชิงเฟิงได้สติขึ้นมาแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ”

ลูกตาสีดำของจินเหยียนจูเบิกกว้าง ริมฝีปากเล็กแดงอ้าแล้วหุบ ไม่ถามอะไรอีก แต่หมุนตัววิ่งจากไปโดยเร็ว

จินเหยียนจูวิ่งอย่างเร็วมาตลอดทาง พอถึงประตูเรือนชิงเฟิงก็หอบแฮก นางยันกำแพงไว้และชะเง้อหน้ามองเข้าไปในเรือน ยามนี้สงบเงียบไร้ผู้คน

ตัวอัปมงคลนั่นหายดีแล้วจริงๆ หรือ

จะเข้าไปดูดีหรือไม่

“อิงลั่ว สองสามวันนี้งานที่ที่ว่าการอำเภอยุ่งมาก เบื้องบนออกคำสั่งบางอย่างมาและต้องปฏิบัติตาม ยังมีหลายคดีที่ต้องสืบสวนและสรุป พ่อคงไม่อาจมาเยี่ยมเจ้าได้พักใหญ่ บัดนี้เห็นร่างกายและจิตใจเจ้าฟื้นฟูได้ดีเช่นนี้พ่อก็วางใจ หากเจ้าต้องการอะไร ให้จวงมามาไปแจ้งที่เรือนซินหรง มารดาจะต้องจัดการให้เจ้าแน่” ใบหน้าของจินหยวนฉายรอยยิ้มบางๆ อย่างเอื้ออารี จูงมือจินจื่อเดินออกจากประตูห้องช้าๆ พลางกำชับไปด้วย

ไปหาหลินซื่อที่เรือนซินหรง? มารดา?

หากใจของคุณหนูสามสกุลจินเคารพหลินซื่อ เช่นนั้นจินจื่อย่อมต้องทำตามประสงค์ของคุณหนูสามสกุลจินและเคารพนาง เรียกนางว่า ‘มารดา’ แต่ในจิตใต้สำนึก จินจื่อไม่อยากและไม่ต้องการเรียกสตรีนางนั้นว่ามารดา ภาพที่อยู่ในหัวล้วนเป็นใบหน้าร้ายกาจบิดเบี้ยวของฮูหยินงดงามผู้นั้น เห็นทีหลินซื่อเองก็คงปรารถนาอย่างยิ่งให้คุณหนูสามสกุลจินตาย ไม่ต้องพูดถึงว่าอีกฝ่ายจะมาดูแลตน…

ถึงอย่างไรจินหยวนก็เป็นนายอำเภอ ไม่อาจเอาเวลามาเสียกับเรื่องราวภายในบ้านได้ ย่อมเป็นธรรมดาที่เขาจะไม่รู้กระมังว่าปกติหลินซื่อผู้เป็นภรรยาปฏิบัติกับบุตรสาวของตนอย่างไร

แต่ในเมื่อจินหยวนกำชับมาเช่นนี้ จินจื่อย่อมไม่อยากหักหน้าเขา ทำได้เพียงรับคำอย่างอ่อนน้อม “ลูกทราบแล้วเจ้าค่ะ”

จินเหยียนจูที่อยู่ข้างนอกได้ยินเสียงแล้วก็หลบไปอยู่หลังต้นไหว* เบิกตาจ้องบิดาแสดงสีหน้ารักใคร่เมตตากับคุณหนูสามสกุลจิน นางรู้สึกเหมือนในใจมีเพลิงขุมหนึ่งลุกโหมขึ้น

ตัวอัปมงคลโง่งมนั่นมีสิทธิ์อะไรที่จะได้รับความรักความห่วงใยจากบิดาเช่นนี้

เป็นเพราะตัวอัปมงคลหายดีแล้ว บิดาถึงไม่ใส่ใจนาง

แต่ก่อนไม่ว่าบิดาจะงานยุ่งเพียงใด ออกจากที่ว่าการแล้วจะต้องมาหาตน…ทว่าบัดนี้บิดากลับไม่ไปเรือนอู๋ถง กลับร้อนใจมาที่เรือนชิงเฟิง…

ไหนว่าป่วยใกล้ตายแล้วมิใช่หรือ ไฉนจึงไม่ตายไปเล่า

ไยต้องรอดชีวิตกลับมาด้วย

นางพิฆาตมารดาตนเองจนตาย ยังจะอยู่ต่อไปเพื่อพิฆาตบิดาให้ตายอีกหรือ… คิดเช่นนี้แล้ว จินเหยียนจูอดไม่ได้ที่จะตบปากตนเองเบาๆ

ข้าโกรธจนเลอะเลือนไปแล้ว บิดา บิดาไม่มีทางถูกตัวอัปมงคลนั่นพิฆาตตายหรอก

บิดาจะต้องอายุยืนถึงร้อยปี!

จินเหยียนจูแค่นเสียงด้วยความเกลียดชัง ก่อนจะวิ่งออกไปเงียบๆ

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

Comments

comments

Continue Reading

More in ชันสูตรพิสูจน์รัก

บทความยอดนิยม

เรื่องเด่นวันนี้

แจ่มใสมอบพรีเมี่ยมสุดน่ารักให้คุณนำไปใส่หนังสือฟรี! เริ่มวันที่ 1-30 พ.ย. นี้

เพราะเรารู้ใจคนรักหนังสือ... แจ่มใสมอบพรีเมี่ยมสุดน่ารักให้ทุกคนนำไปใส่หนังสือและพกพาหนังสือสุดเลิฟไปด้วยทุกที่ เพียงช็อ...

กิจกรรม

อัพเดตตารางออกบูธและโปรโมชั่นจากแจ่มใส เอเวอร์วาย และเอ็นเธอร์บุ๊คส์ ที่นี่ก่อนใคร!

              เชื่อว่าสิ่งที่นักอ่านอยากรู้ นอกจากเรื่องราวความสนุกสุดฟินในหนังสือแล้ว สิ่งสำคัญไม่แพ้กันเลยซึ่งจะทำให้ส...

ข่าวสาร & กิจกรรม

ใครจะเป็นผู้โชคดีที่มียอดการสั่งซื้อสูงสุด ระหว่างวันที่ 17-28 ต.ค. 61

        งานมหกรรมหนังสือฯ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่ผ่านมาเชื่อว่าหลา...

ข่าวสาร & กิจกรรม

ประกาศรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลเสื้อยืดลาย Sibbil

       งานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 23 และ เทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชนครั้งที่ 12 เพิ่งผ่านพ้นไป หากใครที่อ่านหนังสื...

jamsai.com