Connect with us

Jamsai

LOVE

ทดลองอ่านนิยาย ตราบแผ่นดิน… สิ้นกาลเวลา เล่ม 1 บทที่ 5 – บทที่ 6

บทที่ 5 ดาวแทรกฤกษ์ดาวโจร

 

“ไพลิน!” เสียงห้าวจากคนถือดาบทวนราวกับกำลังเจอสิ่งที่แปลกประหลาดที่สุด ดาบในมือตกลงพื้นในทันใด

คนที่หล่อนช่วยบังดาบไว้ให้ดูมีสติกว่าเพื่อน รีบลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีหายวับไปกับความมืดในทันที

“ไพลิน!” บอกไม่ถูกว่าเสียงของหลวงเสนาสรศักดิ์นั้นหมายความว่าอย่างไร แต่หน้าตาของเขาเหมือนกำลังถูกผีหลอก

“นี่เจ้า…มาได้อย่างไร” เขามือไม้สั่นมองหน้าสลับกับจับแขนของหล่อนมาสำรวจ เลือดไหลออกมาเป็นทางยาวจนเขาต้องเอาผ้ามาซับไว้ ความยาวของแผลน่าจะสักสิบห้าเซนติเมตรเห็นจะได้ ไม่ลึกมากแต่ก็ทำให้หญิงสาวช็อกไปชั่วครู่ นึกว่าต้องตายเสียแล้ว ดีที่ดาบนั้นถูกรั้งเอาไว้ทัน

ณิรชาเหลือบตาขึ้นมองคนตัวสูงใหญ่ที่ยืนค้ำศีรษะอยู่

“พี่ดวง นี่ผู้หญิงนี่!” เขาคงพูดได้แค่นั้นจริงๆ สงสัยไม่เคยเห็นถึงได้จ้องตาเขม็งอย่างนั้น

“พ่ออรรถ นี่น้องของพี่เองอย่างไรเล่า แม่ไพลิน” คนพูดปากคอสั่น รีบเอาผ้าปิดแผลให้ เสียแต่ว่ากดแรงไปหน่อย

“อุ๊ย! เจ็บนะพี่ดวง” หญิงสาวหันมาสนใจแผลตัวเอง ที่จริงไม่เป็นอะไรมากหรอก ไม่เห็นเจ็บสักเท่าไหร่ แต่ถ้าเขาคนนั้นยั้งไว้ไม่ทันล่ะ…ไม่แน่!

“เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร ทำไมมาอยู่ที่นี่…แล้ว…โอ๊ย! ไพลิน เจ้ากำลังทำให้พี่บ้าตายรู้ไหม” หลวงเสนาพูดไม่ได้ศัพท์อย่างกับเป็นคนลงมือฟันหล่อนเสียเอง มือดาบตัวจริงเสียอีกที่ทำเหมือนเป็นเรื่องปกติ เก็บดาบเข้าฝักแล้วมานั่งยองๆ ทำให้หล่อนเพิ่งเห็นหน้าของเขาชัดเจนขึ้นถึงแม้ไม่มีแสงจากคบไฟ

โครงหน้าของเขาเป็นเหลี่ยม มีเคราปกคลุมโดยรอบ ที่เด่นน่าจะเป็นคิ้วเข้ม ตาคม จมูกโด่ง ออกไปทางคนใต้ในยุคของหล่อน ถ้าจะให้เปรียบหลวงเสนาสรศักดิ์ พี่ดวงของแม่หญิงไพลินและของหล่อน เขาจะต้องเป็นพระเอกที่มักรับบทเป็นลูกคนรวยอยู่ในเมืองหลวง

แต่คนนี้…ต้องส่งบทนายหัวเจ้าของเหมืองหรือสวนยางให้ถึงจะเหมาะ

“พี่ดวง ผู้หญิง ทำไมแม่…น้องของพี่ดวงต้องแต่งตัวอย่างนี้ ทำลับๆ ล่อๆ แล้วยังทำให้งานของเราเสียอีก” น้ำเสียงบ่งบอกเลยว่าไม่ชอบใจนัก เขาทำเป็นเรียกอ้อมๆ ไม่ยอมเอ่ยชื่อตรงๆ ทั้งๆ ที่ต้องรู้จักกันมาก่อนแน่ๆ

ณิรชาย่นจมูกให้เพราะไม่ชอบหน้าในทันที คนไม่ดี!

“แม่หญิงไพลิน…ทำไมมาอยู่แถวนี้” ประโยคหลังเขาถามหล่อนตรงๆ เสียงเข้ม ชัดเจนว่าไม่พอใจอย่างยิ่ง

หญิงสาวทราบว่าเขาถามแต่พานเฉยเสีย ไม่อยากตอบ ไม่ใช่ผู้ร้าย เรื่องอะไรมาสอบสวนกันอย่างนี้

“ไพลิน ขุนอรรถเขาเป็นเพื่อนร่วมงานของพี่นะ อยู่กองเดียวกัน จำได้ไหม” คนเป็นพี่หน้าตาไม่ค่อยสบายใจนัก พยายามกดปิดแผลให้อย่างเบามือแต่เลือดยังซึมออกมาจากรอยแผลเป็นระยะๆ หญิงสาวถึงได้ยกแขนขึ้นมาดู

เข้าใจแล้ว!

มิน่า…โลกข้างหน้าของหล่อนถึงมีรอยบางๆ คล้ายเป็นปานสีเข้มบนแขนที่ตำแหน่งเดียวกัน คนโบราณฝากไว้จริงๆ

แต่…ทำไมต้องเป็นอีตาคนนี้!

“พี่ดวงล่ะ มาทำอะไรที่นี่ ฉันตามพี่มาจากบ้าน นึกว่ามีเรื่องสำคัญอะไร ที่แท้ก็มาคบเพื่อนไม่ดี เที่ยวรังแก…หาเรื่องต่อยตีกับคนอื่น” ตอนนี้หล่อนแย่งผ้าจากพี่ชายมากดปิดแผลเอง เจ็บจี๊ดๆ แต่ไม่ถึงกับต้องครวญคราง

“รังแก! หาเรื่อง!” หลวงเสนาร้องลั่น ในขณะที่อีกคนถลึงตาเข้าใส่หล่อน

“พี่ไปทำอย่างนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่”

“อ้าว! ก็พี่ดวงกับเพื่อนกำลังทำร้ายคนเมื่อกี้นี้ไง สองรุมหนึ่งด้วย ไม่เป็นลูกผู้ชายเลย นี่ไม่เรียกว่ารังแกหรือ ฉันนึกว่าพี่ดวงเป็นคนกล้าเสียอีก”

คนฟังอึ้งและเงียบกันไปทั้งคู่ ก่อนที่หลวงเสนาสรศักดิ์จะสูดลมหายใจลึกๆ

“ปากนะปาก…แม่ไพลิน เจ้าน่ะแกล้งไม่รู้อะไรหรือไม่รู้จริงๆ นี่” พี่ชายดุ หันไปสบตาเพื่อนร่วมงานเป็นเชิงขออภัยแทนน้องสาว คนตัวโตกว่ากระแทกลมหายใจก่อนจะลุกขึ้นไปยืนหันหลังให้เสียเพื่อระงับอารมณ์

ตาคนนี้! ฉุนอะไรนักหนา หล่อนเป็นคนเจ็บตัวแท้ๆ ยังไม่บ่นพิรี้พิไร

“เจ้าก็รู้นี่ว่าพี่กับขุนอรรถทำงานอะไร และขุนอรรถเป็นใคร เจ้ารู้จักเขาดีนี่“

“พี่ก็รู้นี่ว่าฉันจำได้เสียที่ไหน ฉันไม่รู้ละเอียดนี่ว่างานของพี่ทำอะไร อีกอย่างฉันไม่ได้รู้จัก…ขุน…อรรถ! คนนี้ด้วย”

ประโยคหลังหล่อนจงใจกระทบใครบางคน ซึ่งก็ได้ผล คนที่ยืนหันหลังให้หันขวับกลับมาแล้วสะบัดหน้ากลับไปอีก

“ไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้จัก” ทำเสียงดังย้ำๆ ให้คนที่ยืนหันหลังได้ยินชัดๆ

จริงไหมเล่า! ก็หล่อนไม่ใช่แม่หญิงไพลินนี่…

“นี่เจ้า…จำขุนอรรถไม่ได้จริงๆ รึนี่”

คำตอบคือการส่ายหน้าซื่อๆ พี่ชายถอนหายใจยาว พยายามอธิบายอย่างใจเย็น “ฟังนะ พวกพี่กำลังทำงาน กำลังจับโจร คนเมื่อกี้เป็นโจรชื่อเสือหาญ เป็นโจรจากบ้านหันตรา มันฉลาดนัก เส้นสายมากมาย ฝีมือมันไม่ธรรมดาหรอก พวกพี่ตามจับมันมานานแล้ว พอดีรู้มาว่ามันอยู่ที่นี่ก็เลยมาจับ คืนนี้ดาวโจรของมันอับแสงหวังว่าจะจับได้”

“ใช่! เกือบจะจับได้แล้ว…ถ้าไม่มีคนมาวุ่นวายเสียก่อน” คนในมุมมืดกระแทกเสียง ตาดุคมวาววับ

“อ้าว! จับโจรหรอกหรือ ใครจะไปรู้เล่า” หญิงสาวหน้าเหลอหลา หัวเราะไม่ออกเลยทีนี้ เริ่มรู้สึกตัวล่ะว่ามาผิดที่ผิดเวลาจึงรีบแก้ตัวเสียงอ่อย

“ที่ฉันเห็น เหมือนพวกพี่เจอกับคู่อริ แล้วคนนั้นเค้า…ไม่มีทางสู้นี่นา”

“ไม่มีทางสู้ เฮอะ!” อีกฝ่ายแค่นเสียง เดินไปมาพลุ่งพล่าน

หญิงสาวอ้าปากจะเถียงต่อแต่พี่ชายยกมือห้ามเอาไว้ก่อน “หยุดเถียงกันก่อนได้ไหม ไพลิน เจ้าลุกมาที่สว่างนี่สิ พี่จะดูแผลให้อีกที”

“ฉันไม่เป็นไรสักหน่อย” หล่อนบ่นเสียงอ่อย เสียหน้ามากกว่า

“มานี่ เดี๋ยวดูให้ใหม่ก็แล้วกัน เจ้ารู้ไหมว่าดาบนั่นคมมาก จะเป็นไรมากก็ไม่รู้”

“เป็นสนิมไหมล่ะ ถ้าเป็นสนิมล่ะก็ฉันตายแน่”

“เจ้าอย่าพูดจาเลื่อนเปื้อน ดาบของขุนอรรถไม่เคยเป็นสนิม ยกเว้นเสียแต่จะเปื้อนเลือดเท่านั้น” หลวงเสนาสรศักดิ์ตอบแทนพลางส่ายหน้าแล้วประคองร่างบางให้ลุกขึ้น น้องสาวที่ร่างกายเพิ่งฟื้นจากการป่วยยาวคราวนี้ประพฤติตนแผกไปจากที่เคยเป็น เวลาแบบนี้มีแม่หญิงผู้ใดเล่าออกมาเพ่นพ่านอย่างนี้ แล้วตอนนี้ยังได้รับบาดเจ็บอีก

ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นด้วยความกลัดกลุ้ม ยิ่งเมื่อเห็นหน้านิ่วคิ้วขมวดของเพื่อนร่วมงานแล้วจึงกล่าวอย่างเกรงใจ

“พ่ออรรถ อย่าได้โมโหเกรี้ยวกราดไปเลย เจ้าก็รู้แจ้งแก่ใจอยู่ แม่ไพลินน้องสาวของพี่ป่วยหนักมานานหลายเดือน ฟื้นขึ้นมากลับจำอะไรหรือใครๆ ไม่ได้สักคน”

“พี่ดวงเคยบอกกระผมแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะ…วิปลาส…เช่นนี้”

“พี่ดวง! ฟังสิ เขาว่าฉันเป็นบ้า!” ณิรชาปรี๊ด ถึงจะอยู่ต่างประเทศแต่หล่อนไม่ได้ด้อยภาษาไทยจนแปลไม่ออก

คิดว่าเป็นเพื่อนกับพี่ชายหรอกนะ…ฮึ!

คนที่ชื่อขุนอรรถกอดอกหน้ายุ่ง แต่ให้ตาย หนวดเคราเยอะจริงๆ สายตาวาววับนั่นแหละที่ทำให้รู้ว่าไม่พอใจหล่อนเอามากๆ

หล่อนเองก็…ไม่ถูกชะตาเขาเหมือนกัน

“พอเถอะน่า…เจ้านี่เหลือเกินจริงๆ ไปพูดจาเช่นนี้ได้อย่างไร ขุนอรรถเขาเป็นผู้ใหญ่กว่า”

อ้าว…แล้วกัน แทนที่จะเข้าข้างน้อง กลับไปเข้าข้างคนอื่นเสียอีก

“พี่ดวง…” หญิงสาวกระซิบเสียงเล็กเสียงน้อย แบบ…จงใจให้คู่กรณีได้ยินเช่นเคย “จะไม่ให้ฉันเข้าใจผิดได้อย่างไร ในเมื่อเพื่อนของพี่หน้าตาเหมือนโจรยิ่งกว่าเสียอีก”

“ไพลิน…” หลวงเสนาปรามหล่อนอย่างอ่อนใจ “เจ้านี่นอกจากประพฤติตัวไม่เหมาะสมแล้วยังพูดจาไม่ควรอีก”

“อ้าว! พี่ลืมไปแล้วหรือว่าฉันป่วย สติไม่ดี อะไรๆ ก็ผิดเพี้ยนไป ฉัน…วิ…ปะ…ลาส” หญิงสาวลากคำท้ายประชดให้คนที่ยืนห่างออกไปได้ยินชัดๆ แล้วโยนความผิดให้กับอาการไม่สบายของตัวเอง จะเรียกว่าข้างๆ คูๆ ก็ใช่ จะอธิบายอย่างไรเล่า เรื่องความอยากรู้อยากเห็นบ้านเมืองที่ไม่เคยเห็นอย่างนี้

ประโยคหลังนั่นคงได้ผล คนตัวยักษ์ทำท่าฮึดฮัดอยู่ไม่ไกล “เอาเถอะพี่ดวง รีบดูแผลของน้องสาวพี่เถอะ วันนี้สงสัยเราจะดูผิด ฤกษ์ดีเป็นของโจรเสียแล้ว ดาวอื่นมาแทรกอย่างนี้ ไอ้เสือหาญคงหนีไปไกลเกินจะตามทัน” ทั้งที่นับตัวเองเป็นน้องแต่กลับตัวโตกว่าและวางท่าเป็นพี่ออกคำสั่งเสียเอง

เขาจุดไต้เพิ่มเพื่อให้หลวงเสนาได้ดูบาดแผลที่แขนของหล่อนชัดๆ

“ไม่รู้ว่าที่บ้านจะแตกตื่นกันแล้วหรือยัง” หลวงเสนาพึมพำด้วยความไม่สบายใจ

ในขณะที่คนชื่อขุนอรรถฉีกผ้าชิ้นใหม่ให้แล้วถอยไปยืนกอดอกดูอยู่ห่างๆ คงแน่ใจว่าหล่อนไม่ตายแน่ๆ

“ไม่หรอก ฉันย่องลงมา…” คำยืนยันเหมือนไม่รู้ตัวว่าสร้างเรื่องใหญ่ไว้ขนาดไหนทำให้พี่ชายกัดฟันเข่นเขี้ยวเสียเต็มประดา ก่อนจะทำหน้าปลงกลับมาดูแผลให้

“เจ็บไหม ต้องรีบกลับไปใส่ยาที่บ้านแล้วนะ” เลือดหยุดไหลแล้ว บาดแผลแม้ไม่ใหญ่แต่ก็ไม่เล็ก แผลบางเฉียบแต่เป็นแนวยาวเปลี่ยนจากชามาเป็นเริ่มแสบเข้าไส้ ไม่แน่ใจว่าที่นี่จะมีการเย็บแผลสดเหมือนโลกที่จากมาหรือไม่ นึกๆ ดูแล้ว คนที่โดนดาบนั้นฟันจังๆ คงตายก่อนจะได้เจ็บเป็นแน่

“ฉันเริ่มเจ็บจริงๆ นะเนี่ย” หญิงสาวโอด เริ่มรู้สึกผิดเพราะหน้าตาของหลวงเสนาเหมือนพันรบเวลาหล่อนเจ็บตัวเพราะความซุกซน ทำให้ทราบว่าพี่ชายของแม่หญิงไพลินนั้นรักน้องสาวมากเพียงใด

ทั้งหมดเดินกันมาจนถึงเรือที่ปลั่งจอดรอท่าเอาไว้ ถึงแสงไฟไม่สว่างนักก็พอเห็นว่าหน้าตาเด็กหนุ่มเหมือนกำลังเข้าลานประหารโดยเฉพาะเมื่อณิรชาไม่ได้กลับมาคนเดียว

“นี่เจ้ากล้าออกมากับบ่าวคนเดียวแบบนี้เชียวหรือนี่” หลวงเสนาเสียงเขียว

ขุนอรรถที่เดินมาด้วยกันกลัวว่าหล่อนคงจะถูกดุมากไปกว่านี้จึงเปลี่ยนเรื่อง “รีบพาน้องสาวของพี่กลับก่อนเถอะขอรับ แผลไม่ใหญ่นัก แต่แม่หญิงไพลินคงทนไม่ไหว อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ กระผมกราบขออภัยพี่ดวงด้วยนะขอรับ กระผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ” ชายหนุ่มยกมือไหว้หลวงเสนา

พี่ชายของหล่อนจึงตบบ่าอีกฝ่าย “ไม่เป็นไรหรอก มันเป็นเรื่องสุดวิสัย อีกอย่างน้องสาวของพี่มันหาเรื่องใส่ตัวเองแท้ๆ ให้เจ้าจุกไปส่งพ่ออรรถก็แล้วกัน พี่จะไปเรือลำนี้เอง ไม่อยากให้มันรู้ว่าแม่หญิงไพลินหนีจากบ้านมายามค่ำคืน บ่าวไพร่รู้มากไม่ดี”

ณิรชาในร่างของแม่หญิงไพลินหน้างอขึ้นมาทันที รีบลงไปนั่งรอในเรือคอตั้ง ปล่อยให้ผู้ชายสองคนสั่งความลับราชการกันจนอีกฝ่ายแยกตัวไปอีกทาง

ดูเถอะ…ขอโทษแต่พี่ชาย ไม่ขอโทษหล่อนสักคำ

หลวงเสนาสั่งความเสร็จจึงก้าวลงเรือตาม เจ้าปลั่งตัวลีบราวกับรู้ว่าจะเจออะไร

“ไอ้ปลั่ง เอ็งอยากโดนเฆี่ยนหรืออย่างไรวะ ค่ำคืนอย่างนี้พาน้องสาวของข้าออกมาตะลอนๆ” เสียงพี่ชายเข้มจัด ไม่มีร่องรอยความใจดีอย่างที่เห็นเป็นประจำ

ปลั่งสั่นจนไม้พายแทบหลุดจากมืออยู่แล้ว ยกมือท่วมหัว “โธ่! คุณหลวงขอรับ เมตตาบ่าวเถอะ ไม่พามาก็จะโดนเฆี่ยน พามาก็จะโดนอีก”

“เอ็งทำไมไม่ห้าม! แล้วไปทำตามแม่หญิงทำไม ข้ากับแม่หญิง เอ็งกลัวใครกว่ากัน หา!”

“พี่ดวง” ณิรชาเสียงอ่อย สงสารบ่าวไพร่ที่กลัวลนลานดูน่าสงสารและอนาถใจ พอมาคิดดู หากปลั่งเป็นคนไม่ดีขึ้นมาหล่อนคงลำบาก

“ฉันผิดเองที่ทำตามใจตัวเอง พี่ก็รู้ดีว่าไม่มีใครห้ามฉันได้หรอก บ่าวพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นพี่อ่อนหรือปลั่งก็ไม่อยากพาฉันมาหรอก แต่ฉันดื้อดึงเอง ถ้าพวกเขาไม่พามาฉันก็ต้องหนีออกมาคนเดียว พวกเขาเป็นห่วงฉันเลยต้องยอมตาม ถ้าพี่จะลงโทษก็ลงโทษฉันเถอะ ในฐานะที่ฉันเป็นคนริเริ่มเอง”

หลวงเสนาสรศักดิ์หน้าบึ้งจ้องมองหล่อนด้วยความประหลาดใจ

“เจ้านี่นะ” พี่ดวงของหล่อนลงเสียงอย่างหนักใจ “ผู้หญิงดีๆ เขาไม่ทำกันอย่างนี้หรอกนะ ใครรู้เข้าย่อมไม่งามแน่”

“ฉันรู้ ฉันรู้ คราวต่อไปพี่ก็ให้ฉันไปด้วยสิ จะได้ไม่ต้องหลบซ่อน”

“ไพลิน! ยังคิดอีกหรือว่าจะออกมา…” ผู้สูงวัยกว่าส่ายหน้าระอา “เจ้ารู้ไหม เจ้าไม่เหมือนน้องสาวที่พี่รู้จักมาตลอดสิบหกปี อย่างกับว่าเจ้าเป็นคนอื่น” สายตาของเขามีรอยคลางแคลงใจ

“ฉันก็เป็นคนอื่นจริงๆ นี่” หญิงสาวพูดติดตลก แต่พอเห็นหน้าอีกฝ่ายไม่ยอมขันด้วยจึงต้องรีบกลบเกลื่อน“โธ่! พี่ดวง เมื่อก่อนฉันกลัวนั่นกลัวนี่พี่ก็ว่า แล้วอย่างไรเล่า ฉันยังเกือบตายอยู่ดี พอคิดถึงความจริงข้อนี้ ฉันก็เลยอยากทำในสิ่งที่คิดว่าฉันไม่เคยทำ อะไรที่เคยหวาดกลัวฉันก็ไม่อยากกลัว อยากรู้อยากเห็นอะไรก็ใคร่จะไปดูเสียให้หมด แต่จนใจ รู้ดีว่าเป็นหญิง จะทำการใดก็ไม่สะดวกนัก ถ้าพี่จะเมตตาให้ฉันได้เปิดหูเปิดตาบ้าง…” ให้พูดจาดี ๆ เธอย่อมทำได้อยู่แล้ว

“เจ้านี่…” พี่ชายบ่นแล้วกลับมาถามไถ่อาการ “แล้ว…ยังเจ็บแผลอีกไหม”

“เจ็บสิคะ แต่คงพอทน”

“ดาบของขุนอรรถคมนักนะเจ้า มีอาคมบางอย่างที่ลงเอาไว้ ดื่มเลือดคนชั่วมาก็มาก ตอนที่อยู่ที่หัวเมือง พี่กับเขาหันหลังชนกันฟาดฟันกับพวกข้าศึกและพวกโจรหลายครั้ง แม้จะแผลเพียงน้อยนิด แต่อาวุธขลังเช่นนี้นี้พี่เกรงว่าเจ้าจะทานไม่ไหวพานไม่สบายเป็นไข้ไปอีกเสียก่อน ถ้าเจ้าเป็นอะไรไปอีกจะทำอย่างไร” ผู้สูงวัยกว่าวิตกกังวลด้วยความเป็นห่วง

ณิรชามองคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพี่ชายด้วยความซาบซึ้ง “ฉันไม่ใช่คนอ่อนแออีกต่อไปแล้ว พี่เชื่อฉันสิ”

ทั้งๆ ที่เจ็บแสบแทบจะต้องครางโอยๆ หากจำต้องฝืนใจยอมรับว่าหาเรื่องใส่ตัวเองล้วนๆ

“เจ้า…ไม่เหมือนเดิมจริงๆ” สายตาของพี่ชายมีความทึ่งเล็กๆ แสดงว่าแม่หญิงไพลินคนเดิมคงปวกเปียกน่าดู

“แล้วขุนอรรถนี่เขาเป็นใคร เป็นเพื่อนพี่ดวงหรือคะ” หล่อนยังคาใจกับคนตัวยักษ์

“ฮื่อ…คงจำไม่ได้สินะ เจ้าเคยเจอเขาประจำอยู่ ครั้งสุดท้ายก่อนที่พี่จะไปหัวเมือง ตอนนั้นพวกเจ้า…ทะเลาะกันใหญ่โต”

“ตอนนี้ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก” หญิงสาวพึมพำ

“ขุนอรรถน่ะเป็นลูกของคุณพระไกรสีห์ บ้านอยู่แขวงธวารบาล บ้านของเขาก็มีฐานะพอตัว ตระกูลขึ้นชื่อว่าเป็นคนกล้า ไม่ใช่คนไร้สกุลที่เจ้าจะไปจิกหัวว่าเขาได้”

“อ๋อ…ฉันเคยว่าเช่นนั้นหรือ” หญิงสาวว่าไปอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักหรอก แขวงอะไรที่ว่า… เอาไว้วันหลังค่อยไปดูว่าอยู่ที่ไหน

“ยังจำได้ไหมเล่า ตอนนั้นเจ้าว่าขุนอรรถเป็น…พวกไม่มีสกุล เป็นคนบ้านป่า คนเถื่อน พี่น่ะอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”

“เอ้อ…ก็…” หญิงสาวอ้ำอึ้ง มิน่าเล่า คนมันเกลียดกันแต่แรกแล้วนี่นา ไม่อย่างนั้นคงรีบใส่ใจมาดูฝีมือตัวเองมากกว่านี้ “คนเรา…ดีหรือไม่ไม่ได้อยู่ที่ชาติตระกูลหรอก ถ้าฉันพูดอย่างนั้นก็ถือว่าฉันสิที่ไม่ดีก่อนจริงๆ พี่อยากให้ฉันไปขอโทษเขาไหม”

“ขุนอรรถหาใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นไม่ ยามที่เจ้าไม่สบาย เขายังพอมีน้ำใจถามไถ่หรอกว่าเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อครู่คงตกใจมากกว่า”

“เพื่อให้พี่ดวงสบายใจ ฉันจะพยายามดีกับเขาก็แล้วกัน ดีไหม” ณิรชายิ้มประจบ

“ขอให้เป็นอย่างว่าจริงๆ เถอะ” ดูท่าคุณหลวงพี่ชายจะไม่ค่อยเชื่อสักเท่าใด แต่อย่างน้อยหญิงสาวก็ดีใจที่ดึงความสนใจของเขาออกจากการดุด่าบ่าวได้

เมื่อเรือมาถึงบ้าน ท่าเรือเงียบสงัดแต่มีเงาตะคุ่มของคนนั่งรอ พอเห็นเท่านั้นร่างนั้นก็รีบเข้ามาดึงหัวเรือทันที ปากก็พร่ำบ่น “แม่หญิง… แม่หญิงมาแล้ว…คุณหลวงก็มาด้วย บ่าวเป็นห่วงแทบแย่ เกือบ เกือบแล้ว ถ้าช้ากว่านี้บ่าวเห็นทีต้องไปเรียนท่านเจ้าคุณกับคุณหญิงแล้ว”

“บอกแล้วว่าไม่ต้องเป็นห่วง” หญิงสาวลากเสียงยาว

แม่อ่อนนั้นรีบสอบถามทันทีเมื่อเห็นผ้าพันแผลที่แขน “ตายแล้ว! แม่หญิงไปโดนอะไรมาเจ้าคะ” แม้ในยามแสงไฟสลัวก็ยังเห็นว่าคนถามเต็มไปด้วยความวิตกกังวล

“ไม่เป็นไรหรอก มีเรื่องผิดพลาดนิดหน่อย” หล่อนเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อยก็จริงแต่คนอื่นคงไม่… เพราะตั้งแต่ขึ้นจากเรือ หลวงเสนาก็ยังไม่เอ่ยอะไรนอกจากตรงไปนั่งบนตั่งหน้าเคร่ง อ่อนเองเหมือนรู้แล้วว่าตนเองมีความผิดใหญ่หลวงนัก พอประคองณิรชาขึ้นมาจากเรือได้จึงค่อยๆ ถอยไปนั่งหมอบอยู่กับพื้นท่าน้ำ เช่นเดียวกับปลั่งที่ผูกเรือไว้แล้วขึ้นมานั่งตัวสั่นงันงกคู่กับอ่อน

“พี่ดวง” ณิรชาเองก็รับรู้ถึงความผิดปกตินั้นว่าไม่ใช่เรื่องเล่นๆ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคงใหญ่โตมากทีเดียว ไม่อย่างนั้นทั้งสองคนคงไม่มีอาการเช่นนี้

“พวกเจ้าปล่อยให้แม่หญิงไพลินออกไปข้างนอกยามวิกาล จนถูกขุนอรรถฟันเอาจนถึงกับได้เลือดในครานี้ รู้หรือไม่ว่าโทษของพวกเจ้านั้นหนักหนาเพียงใด” หลวงเสนาสรศักดิ์ถามเสียงเรียบ

อ่อนเองก็มีสีหน้าตกใจ ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “แม่หญิง! ถูกดาบท่านขุนอรรถฟันหรือเจ้าคะ!” เจ้าหล่อนรีบรี่ขอดูแผลโดยด่วนทั้งๆ ที่ติดอยู่ระหว่างชำระโทษ

“ฉันไม่เป็นไรจริงๆ แค่เข้าใจผิดกันนิดหน่อยเท่านั้น” หญิงสาวยืนยันเพื่อให้อีกฝ่ายหายห่วง ที่กริ่งเกรงอยู่ก็ตรงหลวงเสนา เพราะไม่ทราบว่าเขาจะทำอย่างไร

“ว่าอย่างไร อ่อน เจ้าเป็นผู้ดูแลใกล้ชิดที่สุด ทำไมไม่ทักท้วง ถ้าแม่หญิงเป็นอะไรขึ้นมาจะทำอย่างไร” เสียงของพี่ชายแม้จะเบาแต่ก็ยังกังวานและดูมีอำนาจ ผิดจากคนที่ดูมีท่าทีทุกข์ร้อนเมื่อครู่

อ่อนรีบก้มลงกราบชายหนุ่ม ถึงแม้เขาไม่เคยทำโทษบ่าวแต่อ่อนก็รู้ดีว่าความผิดของตนนั้นเป็นเรื่องที่อภัยให้ไม่ได้ “ความผิดของบ่าวเองเจ้าค่ะที่ไม่ดูแลแม่หญิงให้ดี บ่าวผิดไปแล้ว จะเฆี่ยนจะตีบ่าวก็ยินยอมเจ้าค่ะ แต่ว่า…ขอคุณหลวงละเว้นเจ้าปลั่งเถอะนะเจ้าคะ มันแค่ทำตามคำสั่ง ไม่ได้รู้อีโหน่อีเหน่อะไรเลย”

ณิรชามองคนโน้นทีคนนี้ที อ่อนนั้นยังพอมีสติเจรจา ในขณะที่ปลั่งนั้นพูดอะไรไม่ออกมาตั้งแต่ต้น เด็กหนุ่มได้แต่หมอบฟุบไม่กล้าแม้แต่จะขยับ

“พี่อ่อนจ๋า ทำไมพี่อ่อนกับปลั่งต้องเป็นคนถูกทำโทษเล่า ถ้าพี่ดวงจะทำโทษใครสักคนจริงๆ ก็ต้องเป็นฉัน เพราะฉันผิดเอง” ถึงแม้พี่ชายจะยังไม่พูดอะไรก็เถอะ แต่ดูเหมือนว่าทั้งอ่อนและปลั่งคงต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่แม่หญิงไพลินก่อเอาไว้ทั้งหมดตามธรรมเนียมของผู้เป็นบ่าว

“แม่หญิงเจ้าขา คนเป็นบ่าวต้องดูแลนายให้ดี บ่าวปล่อยให้แม่หญิงออกไปข้างนอกยามวิกาลแล้วนี่ยังเจ็บตัวกลับมาอีก ถ้าพวกบ่าวจะถูกทำโทษก็ควรแล้วเจ้าค่ะ” อ่อนเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร เพราะเมื่อเห็นแล้วว่าแม่หญิงของตนนั้นยังดูเหมือนว่าจะยังไม่เข้าใจในรูปการณ์สักเท่าใด

“โธ่! พี่อ่อน…” หญิงสาวหน้าจ๋อยลงมานั่งพับเพียบเคียงข้างคนสนิท เมื่อตระหนักแล้วว่าความอยากรู้อยากเห็นของตนกลับทำให้คนอื่นเดือดร้อนเสียแล้ว

“ไพลิน เจ้าจำไม่ได้หรืออย่างไร หากเกิดอะไรขึ้นกับนาย ตัวบ่าวเองก็ต้องรับผิดด้วย จะได้ไม่เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป”

ณิรชาทะเล้นไม่ออก พี่ชายตอนนี้ดูน่าเกรงขามจนไม่กล้าต่อปากต่อคำยอกย้อนเหมือนเมื่ออยู่บนเรือ และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะไปกวนโทสะของเขาซึ่งถือว่ายังไม่ได้รู้จักรู้ใจกันไปเสียทั้งหมดเหมือนพี่น้องจริงๆ แต่อย่างไรหล่อนก็ไม่อาจยอมให้คนอื่นโดนทำโทษได้ คิดว่าถ้าจะเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ก็ขอรับผิดแทนทั้งสองคน

“พี่ดวง เห็นแก่ฉันที่ป่วยไข้เลอะเลือนเถอะนะ ฉันเองที่ผิด ฉัน…รั้นเอาแต่ใจตัวเพราะความอยากรู้อยากเห็น อีกอย่าง นิสัยอย่างฉันคงไม่มีผู้ใดห้ามได้หรอก ถ้าฉันจะทำอะไรสักอย่างก็คงอาละวาดเอาให้ได้นั่นแหละ” หญิงสาวรู้จักอุปนิสัยของแม่หญิงไพลินจากผู้คนรอบข้างและคิดว่าไม่ผิด เพราะท่าทางพี่ชายก็ดูเหมือนจะยอมรับอยู่กลายๆ ว่าเจ้าหล่อนคง ‘เอาเรื่อง’ อยู่เหมือนกัน

แต่ที่น่าขัดใจอยู่ก็ตรงที่พูดถึงขนาดนี้หลวงเสนาก็ยังทำเฉย หญิงสาวจึงงัดไม้ตายขึ้นมาเพราะรับรู้อยู่แล้วว่าชายหนุ่มนั้นรักและเป็นห่วงน้องสาวมากแค่ไหน จึงทำทีเป็นห่อตัวทำหน้าเซียวหมดเรี่ยวแรง

“เป็นอะไรเล่า” คราวนี้พี่ชายค่อยลดท่าทีขึงขังลง

“เฮ้อ…ดาบของขุนอรรถคงขลังนักอย่างที่พี่ว่า ตอนนี้ฉันเริ่มรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ คล้ายจะเป็นไข้เสียแล้ว”

คราวนี้ได้ผลแฮะ น้ำเสียงของเขาจึงอ่อนลง “เห็นไหมเล่า ว่าแล้ว ดาบขุนอรรถนั้นฤทธิ์แรงนัก”

เมื่อเห็นอย่างนั้นหล่อนจึงขยับเข้าไปใกล้ด้วยท่าทีประจบประแจง “ถ้าอย่างนั้น อย่าทำโทษพวกเขาเลยนะคะพี่ดวง ให้ฉันเจ็บตัวคนเดียวก็พอแล้ว”

หลวงเสนาลอบถอนใจยาว ทราบดีว่าไม่ทันไรน้องสาวก็เริ่มออกเล่ห์กลอีก หากสายตาที่จับจ้องอย่างมีความหวังนั้นจริงจังมิได้เสแสร้ง รู้ดีว่าถ้าเป็นแม่หญิงไพลินคนเดิม ป่านนี้คงสะบัดหน้าเดินหนีขึ้นเรือนไปแล้ว ไม่สนใจหรอกว่าบ่าวไพร่ที่ตนก่อความเดือดร้อนเอาไว้ให้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่ก็อย่างว่า เจ้าหล่อนคนเดิมคงไม่อุตริออกไปยามวิกาลเพื่อหาเรื่องใส่ตัวเองเช่นกัน บ่าวอย่างอ่อนหรือปลั่งก็ใช่ว่าจะมีปัญญาไปยุยงเสี้ยมสอนเสียเมื่อไหร่ เขาทำงานกับกรมนครบาลมาก็นาน เรื่องผิดถูกนั้นย่อมซึมซับแก่ใจ จะไปโทษบ่าวตะพึดทั้งที่ไม่ผิดเขาเองก็ตะขิดตะขวงใจด้วยว่าไม่เคยทำเช่นนั้นมาก่อน ยังจะบิดามารดาที่อยู่บนเรือนอีก ถ้าท่านทราบเรื่องทุกอย่างคงไม่จบเพียงเท่านี้และคงไม่คิดแบบเขาแน่ จะให้อย่างไรพวกท่านก็คงยึดลูกสาวของตนเป็นหลัก แล้วก็คงจะลามไปถึงขุนอรรถหรือแม้กระทั่งคุณพระไกรสีห์ผู้เป็นบิดาของขุนอรรถให้บาดหมางกันไปเปล่าๆ

ณิรชาเห็นแล้วว่าหลวงเสนากำลังตรึกตรอง เขาจะคิดอย่างไรไม่อาจเดาได้ แต่ใครทำ…คนนั้นก็ควรรับผลนั้น “พี่ดวงจ๋า ถ้าพี่ดวงยืนยันว่าจะทำโทษพี่อ่อนกับปลั่ง ในฐานะที่ฉันเป็นนาย ฉันก็จะขอรับโทษนั้นทั้งหมดเองนะคะ” สิ่งที่บอกออกไปคือความจริงใจของหล่อน

“แม่หญิง โถ…” อ่อนรำพันด้วยความซาบซึ้งใจเพราะไม่เคยได้ยินคำนี้จากปากแม่หญิงของตนแม้สักครั้งเดียว

“พอ พอ อย่าพิรี้พิไร” หลวงเสนารีบตัดบท เขาเองไม่ใคร่อยากแช่อยู่ตรงนี้นานนักเพราะไม่อยากให้คนรู้เรื่องแม่หญิงไพลินออกไปยามวิกาลแล้วเจ็บตัวกลับมา ดีที่เป็นแค่นี้ ดาบของขุนอรรถนั้นว่ามีฤทธิ์เดชแรงนัก เมื่อครู่เขายังนึกว่าน้องสาวโดนเข้าแล้วจะเป็นจะตายกว่านี้ แต่นี่…ยังมานั่งทำตาละห้อยขอความเห็นใจให้บ่าว ดูทีรึ เคยทำเสียที่ไหน…

“เอาล่ะ อ่อน…ปลั่ง คราวนี้ฉันจะไม่เอาโทษที่ปล่อยให้แม่หญิงออกไปนอกบ้านยามวิกาล หากเป็นคราวหน้า…” ชายหนุ่มสังหรณ์ใจว่านี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่แม่น้องสาวที่เพิ่งฟื้นจากอาการป่วยคนนี้จะก่อเรื่อง

“บ่าวไม่ให้มีคราวหน้าแล้วเจ้าค่ะ บ่าวเข็ดแล้ว” อ่อนก้มหน้าแทบติดพื้น รีบละล่ำละลักรับคำจนน้ำหมากกระเซ็น ปลั่งก็รับคำเสียงสั่นเช่นกัน

“เจ้าก็เหมือนกันนะไพลิน เจ้านายที่ดีต้องไม่ทำให้บ่าวไพร่ต้องลำบากเพราะความเอาแต่ใจตัวเอง ตอนนี้เจ้าได้รับผลนั้นมาบ้างแล้ว รีบขึ้นข้างบนเถอะ ก่อนที่จะมีคนมาเห็นแล้วอื้ออึงกัน พี่จะเอายาให้ แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาคุยกันใหม่”

“ค่ะ” หญิงสาวไม่กล้าเถียง หลวงเสนายามเข้มก็ดูน่ากลัวเหมือนกัน มิน่าเล่าพวกบ่าวถึงบอกว่าพี่ชายใจดีแต่เกรงอยู่มาก เวลาเขาสั่งอะไรมักเห็นคนรีบกระวีกระวาดไปทำให้เสมอ

ณิรชาแยกกับพี่ชายตามแม่อ่อน พอเข้าห้องส่วนตัวแล้วเปิดแผลที่หลวงเสนาเอาผ้าพันไว้ชั่วคราวออกมาดู“โธ่เอ๊ย! แม่หญิง ไปทำอีท่าไหนเล่าเจ้าคะ ถึงได้โดนดาบขุนอรรถมาอย่างนี้” พี่เลี้ยงร้องเสียงหลงอย่างกับตัวเองเป็นคนโดนฟันเสียเอง “นี่ถ้าคุณท่านกับคุณหญิงรู้เข้าจะทำอย่างไร ปิดอย่างไรไม่มิดหรอกเจ้าค่ะ”

“ถ้าพี่อ่อนเสียงดังอย่างนี้เห็นจะไม่ต้องปิดแล้ว อยากให้คุณพ่อคุณแม่ลุกมาดูหรืออย่างไร” หญิงสาวออกจะขำ เจ็บก็เจ็บอยู่หรอก เริ่มรู้สึกตัวรุมๆ คล้ายจะเป็นไข้ หรือว่าจะเจอมนตร์ดำอย่างที่ใครๆ เขาว่ากันเสียแล้ว ดาบนั่นคมเหลือแสน ตอนที่ตวัดลงมานั้นยังเห็นประกายเขียวคมสะท้อนทั้งที่อยู่ในที่มืด วูบเดียวเท่านั้นที่รู้สึกว่าความเย็นเยียบและคมเฉียบต้องลงบนผิวเนื้อ ขุนอรรถคนนั้นคงยั้งไว้สุดมือจริงๆ

“ดูสิเจ้าคะ แผลน่ากลัวเหลือเกิน แล้วนี่บ่าวจะทำอย่างไร สุดท้ายคงถูกโบยหลังลายแน่ๆ”

“ฉันนึกว่าพี่อ่อนจะห่วงกลัวฉันเจ็บเสียอีก ที่แท้ก็กลัวว่าคุณพ่อคุณแม่รู้แล้วจะต้องถูกโบยนี่เอง” หล่อนทำเป็นตัดพ้อ

“โถ…พูดอะไรอย่างนั้น ทำไมจะไม่ห่วงเจ้าคะ บ่าวใจจะขาด ยิ่งตอนนั่งรอนี่แทบจะตายให้ได้” อ่อนรีบไปเอายาที่อยู่ในลิ้นชักผสมกับยาที่ได้มาจากหลวงเสนา สียาในตลับออกจะตุ่นๆ เหมือนยาหม่อง แต่เนื้อยาของมันก็ไม่ใช่เสียเลยทีเดียว

“สมุนไพรสดก็ไม่มี ต้องใช้ยานี่แก้ขัดไปก่อนนะเจ้าคะ” มือคนพูดค่อยๆ ลากยาลงบริเวณแผลเบาๆ เพราะแผลเกิดจากของคมกริบ เลือดถึงไม่ได้ออกมากนัก หากก็แสบไปถึงขั้วหัวใจเมื่อปากแผลปริออกทุกคราที่ขยับ

“แต่แม่หญิงนี่เก่งนะได้แผลมาแบบนี้ แล้วดูสิ ไม่โอดครวญ ยาที่แม่หญิงกินตอนป่วยตัวไหนกันที่ทำให้แม่หญิงของบ่าวใจแข็งผิดปกติ ทุกทีแค่มีดบาดก็แทบจะล้มหมอนนอนเสื่อแล้ว นี่ยังนั่งคุยกับคุณพี่ตั้งนาน ไม่เจ็บหรือเจ้าคะ “

ณิรชาสูดปากเบาๆ ทุกครั้งที่ยาป้ายลงบนแผล “เจ็บก็เจ็บนะ แต่แผลแค่นี้จะให้ร้องโอดโอยจะเป็นจะตายคงอายเขาแย่ กลัวแต่จะเป็นบาดทะยักน่ะสิ ดาบของขุนอรรถเป็นสนิมหรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วยานี่อีก สะอาดหรือเปล่าก็ไม่รู้” หล่อนรำพึง

“โถ…เขาว่าดาบของท่านคมนัก ได้ยินว่าดาบนั่นลงอาคมด้วยนะเจ้าคะ ชักจากฝักทีไรเป็นได้ดื่มเลือดเมื่อนั้น บ่าวถึงไม่เคยเห็นท่านชักออกมากับตาสักทีเลย แล้ว…ไอ้บาดทะยักนี่มันคืออะไรเจ้าคะ บ่าวไม่เคยได้ยิน แม่หญิงเอามาจากไหน” กิตติศัพท์ของดาบขุนอรรถคงเป็นที่เลื่องลือ แม้กระทั่งแม่อ่อนยังทราบ

“เอ… คงมาจากในวังกระมัง ฉันจำไม่ได้แล้ว แต่รู้ว่าถ้าแผลเจอพวกสกปรกนี่จะทำให้ไม่สบาย ถึงตายได้เหมือนกัน” ไม่อยากบอกไปถึงชื่อของแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคที่เรียกว่า ‘ซูโดโมนาส’ เดี๋ยวจะงงไปเปล่าๆ

“ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไรดี” สีหน้าคนถามดูทุกข์ร้อน

“คง…ไม่เป็นไร…มั้ง…” ที่เป็นอยู่นี่ก็เรียกว่าตายแล้วเกิดใหม่แล้ว แล้วจะกลัวตายไปอีกทำไม ความเจ็บวูบสุดท้ายก่อนที่จะมาที่นี่ก็ถือว่าสุดๆ แล้ว อย่างน้อยรอบนี้แม่หญิงไพลินก็สามารถตายได้จริงเพราะบาดทะยัก

“เรามาช่วยกันคิดดีกว่าว่าจะทำอย่างไรถึงจะไม่ให้คุณพ่อคุณแม่ทราบ” หญิงสาวลองยืดแขนหลังจากที่พันผ้าเรียบร้อยแล้ว ดูตึงไปสักหน่อยแต่พอใช้ได้ วิธีการพันดูธรรมดาไปหน่อย เอาไว้พรุ่งนี้จะสอนเรื่องการพันแบบสลับฟันปลาเหมือนเนตรนารี

“บอกว่าหกล้มดีไหมเจ้าคะ”

“หกล้มตอนไหนเล่า เมื่อตอนหัวค่ำยังดีๆ อยู่เลย แล้วหกล้มท่าไหนถึงได้มีแผลยาวอย่างนี้”

“เฮ้อ…เรื่องปดนี่บ่าวไม่ถนัดเลยเจ้าค่ะ กลัวบาปกรรม”

ณิรชาหัวเราะเบาๆ นับตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาก็สับขาหลอกคนสนิทมานับครั้งไม่ถ้วน

“บอกว่าฉันโดนมีดในครัวบาดก็แล้วกัน พรุ่งนี้เราตื่นแต่เช้าหน่อย”

“จะบาดอีท่าไหนล่ะเจ้าคะ แหม…ไปโดนที่แขนเสียยาวเชียว” คนซื่อตั้งข้อสังเกตเหมือนเดิม

“พี่อ่อนก็… เถอะน่า! บอกว่าท่าไหนก็ไม่ทราบ ชุลมุนเท่านั้นเป็นพอ” หญิงสาวเสี้ยมสอนเสร็จสรรพ สุดท้ายหนีไม่พ้นเป็นเจ้าแม่จอมวางแผนเหมือนกับที่ใครๆ เขาว่ากัน

“นังอ่อนนะนังอ่อน ถ้าคุณท่านทั้งสองทราบเข้าคงตายแน่” พรรณพิลาศชอบตีตนไปก่อนไข้อย่างนี้ สุดท้ายก็ต้องว่าตามณิรชาทุกที แต่ถึงอย่างไรหญิงสาวก็ขำขันกับท่าทางของพี่เลี้ยงอยู่ดี

คนโบราณนี่ตลกดีนะ กลัวนั่นกลัวนี่สารพัด โน่นไม่ดีนี่ก็ไม่ได้ หล่อนฟังมาจนเบื่อ ชีวิตของแม่อ่อนคนนี้คงต้องยุ่งเพราะแม่หญิงไพลินอีกมากเชียว เถอะน่า…เมื่อไหร่ถึงคราวจากจะไม่ลืม และจะจารึกชื่อแม่อ่อนเอาไว้ในนิยายที่จะเขียนด้วย

 

ถึงเวลาเช้ามืด อ่อนรีบปลุกแต่เช้า ณิรชาเดินงัวเงียตามพี่เลี้ยงเข้าครัว พวกบ่าวต่างๆ มาช่วยกันชุลมุน ที่จริงหญิงสาวพอจะทำกับข้าวเป็นบ้างเพราะไม่ได้ใช้ชีวิตเป็นฝรั่งจ๋าไปเสียหมด ยิ่งถ้าอยู่กับพรรณพิลาศแล้ว เพื่อนสาวมักจะเคี่ยวเข็ญให้ทำกับข้าวง่ายๆ เอาไว้เหมือนกัน ถึงหน้าตาจะดูไม่เข้าท่าก็เถอะ

‘เธอจะกินแต่อาหารขยะตลอดเวลาหรือไงจ๊ะ ต้องหัดทำกับข้าวเองบ้าง ไม่อย่างนั้นจะตายเพราะขาดสารอาหารเอา’ เพราะความช่างโยกโย้ของหล่อนทำให้พรรณพิลาศเหน็ดเหนื่อยหมดแรงทุกที ทว่าในแง่ฝีมือแล้วณิรชาถือว่าเริ่มทำกับข้าวง่ายๆ ที่น่าจะพอรับประทานได้อยู่ ติดอยู่ตรงที่เดิมใช้เป็นแต่เตาแก๊สและเตาไฟฟ้าเท่านั้น ไม่สามารถก่อไฟจากฟืนที่มีอยู่ในยุคนี้ได้

ตอนแรกๆ ที่เข้าไปในครัว แม่หญิงไพลินถึงได้ยืนงงอยู่เป็นนานสองนาน และกลับกันโดยเปลี่ยนสถานะเป็นลูกมือของอ่อนและแม่ครัวหลักแทนที่จะเป็นคนควบคุมกำกับเองเหมือนอย่างเช่นที่ผ่านมา

พอได้เวลาจึงควบคุมบ่าวไพร่ให้ทยอยพากันยกสำรับขึ้นเรือน เห็นหลวงเสนาสรศักดิ์นั่งอยู่ก่อนแล้ว

“เป็นอย่างไรบ้าง แผล” เขาถามเสียงเบาแล้วมองที่แขนซึ่งบัดนี้พันด้วยผ้าขาวเป็นแนวยาวด้วยลายสลับฟันปลาด้วยความแปลกใจ

“เจ็บบ้าง แต่ไม่เท่าไหร่แล้วค่ะ” หล่อนบอกคนเป็นพี่ให้คลายใจ ทั้งๆ ที่จริงออกจะเนื้อตัวรุมๆ คล้ายจะไข้ขึ้นเดี๋ยวคงต้องแอบสั่งให้อ่อนต้มยาหลวงตาที่เหลืออยู่ให้เสียแล้ว

เมื่อคนข้างในเริ่มทยอยออกมา ถ้าเป็นกรุงเทพฯ โลกที่จากมา หากไม่ใช่วันทำงาน ป่านนี้คงยังไม่มีใครออกมาจากห้อง

“เออ…ตั้งแต่แม่ไพลินหายเจ็บไข้คราวนี้ ดูพี่น้องรักกันดีนะ” ท่านเจ้าคุณหยิบหมากคำแรกเข้าปาก

“นั่นสิเจ้าคะ อ้าว! ไพลิน แขนของเจ้าเป็นอะไรไปลูก” คุณหญิงเสียงสูงเมื่อเห็นว่าแขนที่เคยว่างเปล่าไร้ตำหนิถูกพันด้วยผ้า

“เอ่อ…ลูก…อยู่ในครัว ชุลมุนอย่างไรไม่ทราบเลยถูกมีดบาดเจ้าค่ะ” บาป…ที่ปด แต่หล่อนก็พยายามเลี่ยงที่สุดแล้ว

“เจ้านี่ ไม่ระวังเลย คอยแต่จะเป็นโน่นเป็นนี่ให้แม่เป็นห่วงอยู่เรื่อยเชียว มา…มาให้แม่ดูที…” ผู้เป็นมารดาเรียก

ณิรชาจึงคลานเข้าไปใกล้แต่เก็บแขนตัวลีบ “แผลเล็กนิดเดียว ไม่เจ็บหรอกเจ้าค่ะ”

“แม่ไพลินนี่แปลก” เจ้าคุณผู้เป็นบิดาขมวดคิ้ว

“คราวก่อนตกบันไดเจ็บตัว คราวนี้ก็มาโดนมีดอีก พ่อว่าเจ้าน่าจะไปกราบหลวงตาเสียทีแล้วนะ”

“ขอประทานโทษเจ้าค่ะคุณพ่อคุณแม่ ลูกนี่ไม่เอาไหนจริงๆ คอยแต่ให้ต้องเป็นห่วงอยู่เรื่อย” หญิงสาวขยับไปแนบแก้มกับตักมารดา

“ดูสิ ดูสิ ดู๊! ประจบเข้า” มืออุ่นๆ โอบรอบตัวหล่อนด้วยความรักใคร่ น้ำเสียงของท่านออกจะปลื้มหน่อยๆ เสียด้วยซ้ำ

หลวงเสนากระแอมไอไม่ไกลจากที่นั่งอยู่เท่าใดนัก เขาส่ายหน้าระอาเมื่อหล่อนอ้อนมารดา เมื่อความลับอยู่ในกำมือ

“ดูสิคะ พี่ดวงเขาอิจฉาลูก”

ท่านเจ้าคุณเห็นว่าได้เวลาจึงขยับเข้าที่สำรับ ทุกคนจึงเข้ามาล้อมวง

“พ่อดวง…วันนี้จะเข้าวังรึ” ผู้เป็นบิดาคุยเรื่องราชการกับลูกชายคนโต

“มิได้ขอรับ ลูกจะไปบ้านท่านเจ้าคุณสมุหนายก”

“แล้วเรื่องที่ท่านให้ตามจับเสือหาญเล่า”

“ขอรับ ว่าจะไปรายงานท่านถึงเรื่องคืบหน้า” ชายหนุ่มปรายตามองหน้าณิรชาก่อนจะตอบบิดา

หญิงสาวรู้สึกผิดนิดหน่อยจึงคอตกก้มหน้าก้มตาหลบเสีย ใครจะไปรู้เล่า นึกว่าเป็นอันธพาล ชอบรังแกคนอื่น

“ที่จริงก็จะจับได้หลายครั้งแล้วขอรับ แต่มีเหตุให้ต้องแคล้วคลาดทุกที”

ณิรชากลืนน้ำลาย ทำหน้าปูเลี่ยนๆ ถ้าพูดถึงเรื่องนี้แล้วหาเรื่องเถียงไม่เจอเลยจริงๆ

“ก็เมื่อวานเจ้าว่าดวงโจรมันอับแสง”

“ขอรับ แต่มีดาวบางดวงมาหนุนไว้ เลยรอดตัวไปขอรับ” พี่ชายเหน็บแนมเลียนแบบคนเมื่อคืน ว่าแล้วก็หัวเราะในลำคอก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย

ดีนะ…ที่เปลี่ยนเรื่อง ไม่อย่างนั้น ณิรชาคงกลืนข้าวไม่ลงแน่

พอเสร็จธุระบนเรือน หญิงสาวปล่อยให้อ่อนไปทำธุระเอารางวัลไปให้ปลั่งด้านท้ายบ้านตามที่สัญญาเอาไว้ จากนั้นค่อยเดินลงมาดูบ่าวไพร่ทำกิจกรรมต่างๆ มาถึงยุคนี้ทั้งทีต้องเก็บเรื่องต่างๆ เอาไว้เป็นข้อมูล เมื่อกลับไปแล้วถึงไม่มีใครเชื่อก็จะได้เก็บเอาไว้เป็นข้อมูล เฮ้อ! ว่าแต่จะได้กลับหรือเปล่านี่ยังสงสัยอยู่ แล้วจะได้อยู่จนถึงอยุธยาถึงกาลแตกสลายหรือไม่ ณิรชาในร่างแม่หญิงไพลินคนนี้จะเป็นเช่นไร

หญิงสาวปลีกตัวจากบ่าวมานั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยที่แคร่ริมน้ำ โดยมีเด็กกลุ่มใหญ่ซึ่งเป็นเด็กในบ้านเล่นกันอยู่ไม่ไกล บริเวณนี้เป็นบริเวณของเจ้านายซึ่งคนที่สามารถมาป้วนเปี้ยนแถวนี้ได้เป็นพวกบ่าวที่ได้รับมอบหมายเท่านั่น แต่ถ้าเป็นกลุ่มทาสที่มีคนเอามาขายจะอยู่อีกด้าน ทำงานหนักกว่าและไม่ได้รับอนุญาตให้มาเพ่นพ่าน ณิรชาจึงไม่ค่อยได้เห็นทาสมากนัก เคยได้ยินมาว่าคนกลุ่มนั้นจะมีความเป็นอยู่ที่แตกต่างไปจากบ่าวที่เห็นเป็นประจำ

เอาไว้สักวันจะลองเข้าไปตรวจตราดู เผื่อว่าจะทำอะไรได้บ้าง ช่วงนี้ทำเรื่องเอาไว้เยอะ ยังไม่อยากก่อเรื่องอีก

เมื่อได้อยู่ตามลำพัง คิดอะไรเรื่อยเปื่อย นั่งมองเด็กๆ แล้วยิ้ม การละเล่นแบบโบราณดูน่าสนุก แต่หล่อนอายุพอสมควรแล้วคงไม่งามถ้าจะเข้าไปร่วมวง ตอนแรกแม่อ่อนจะคอยกันเด็กไปที่อื่น เห็นว่าแม่หญิงไพลินไม่ชอบเห็นเด็กๆ มาเพ่นพ่านในส่วนนี้ แต่หญิงสาวบอกว่าไม่ต้องและอนุญาตให้วิ่งไปวิ่งมาได้ตามสบาย จะได้เรียนรู้เรื่องง่ายๆ ด้วยการแอบถามจากเด็กบ้างโดยไม่มีใครผิดสังเกต

หล่อนหัวเราะคิกเมื่อพวกเด็กๆ วิ่งไล่จับกันไปมา คนสมัยนี้เขาว่าหัวเราะเสียงดังนั้น ‘ไม่งาม’ อีกอย่างฟันของแม่หญิงไพลินเริ่มขาวขึ้นเพราะไม่กินหมาก แล้วยังเอากิ่งไม้ที่แม่อ่อนเรียกว่ากิ่งข่อยมาขัดทุกวันเพื่อขจัดคราบดำๆ แดงๆ ที่ติดอยู่ นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่คุณหญิงผู้เป็นมารดาไม่ค่อยชอบใจนัก

จะทำอย่างไรได้…ไม่ไหวหรอก เรื่องห้องน้ำห้องท่าไม่สะดวกยังพอรอปรับปรุงได้ แต่จะให้กินหมากแสบปากอย่างนั้นต้องขอยอมแพ้ก่อน ยอมเป็นคนอัปลักษณ์ในยุคสมัยนี้ดีกว่า

“เด็กวิ่งไปวิ่งมาอย่างนี้ค่อยดูไม่เงียบหน่อย” ถ้านับตามเวลาที่คำนวณเอาไว้ ชีวิตที่นี่นับว่าเพิ่งผ่านศึกอลองพญามาได้ไม่นานนัก ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพอย่างรวดเร็วจนไม่มีเค้าของความหายนะหรือบาดแผลทางใจเหลืออยู่ นั่นหมายถึงว่าทุกคนไม่ได้ตระหนักถึงเค้าลางที่กำลังเกิดขึ้นในอีกไม่นานต่อจากนี้ ถ้าเกิดสงครามจริงๆ คนเหล่านี้คงสู้ไม่ไหว เรือนไม้ใหญ่โตและงดงามคงเหลือแต่เถ้าถ่าน

ทว่า…หล่อนเองก็ยังเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แม้แต่ชะตาชีวิตของตนเอง นอกจากปล่อยให้ทุกอย่างเคลื่อนไหวไปตามกระแสกรรมที่ถูกกำหนด

หญิงสาวนั่งห้อยขาบนแคร่มองเรือที่ผ่านไปผ่านมาในคลองพลางครุ่นคิดเรื่อยเปื่อย วันนี้ก็เช่นวันก่อน โชคดีที่คลองหน้าบ้านไม่ใช่คลองสายหลัก ไม่เช่นนั้นคงวุ่นวายน่าดู

เรือพายลำหนึ่งผ่านหน้าหล่อนไปช้าๆ แล้วเลี้ยวไปจอดที่ท่าน้ำหน้าบ้าน ณิรชามั่นใจว่าไม่เคยรู้จักคนที่นั่งตรงด้านหน้าแน่ๆ เห็นท่านั่งตัวตรงแน่วอย่างนั้น เขาน่าจะเป็นชายหนุ่มที่รูปร่างสูงใหญ่ทีเดียว

น่าแปลกที่ตอนเรือแล่นผ่านหน้าไป ใบหน้าคร้ามดุนั้นหันมามองสบตาหล่อนอย่างจัง และทั้งๆ ที่ณิรชาเองก็ถือว่าเป็นสาวสมัยใหม่ อย่างน้อยจิตวิญญาณนั้นก็เป็นยุครัตนโกสินทร์มิลเลเนี่ยมบวกตระกูลไอทั้งหลายแท้ๆ และ ทั้งๆ ที่ฝ่ายนั้นไม่ได้มีทีท่าหรือสายตากรุ้มกริ่มใดๆ

แต่…ทำไมถึงรู้สึกหน้าร้อนขึ้นมาฉับพลันก็ไม่ทราบ

หญิงสาวรีบเบือนหน้าหนี นึกเคืองโดยหาเหตุไม่ได้ เหมาเอาเลยว่าคนหน้าดุเคร่งขรึมนั่นคงมาหาหลวงเสนาสรศักดิ์แน่ ดูเถอะ…หน้าตาพี่ชายออกจะหล่อเหลา อารมณ์ดี ทำไมชอบมีเพื่อนหน้าตาไม่รับแขกก็ไม่ทราบ

ณิรชารับเหมาเอาหลวงเสนามาเป็นพี่ชายโดยสนิทใจ

หญิงสาวแอบชำเลืองเห็นว่าเขาคนนั้นก้าวขึ้นจากเรือ ประหลาดใจนิดหน่อยที่เขาไม่ได้ตรงเข้าไปยังเรือนโดยทันที กลับพูดอะไรไม่ทราบกับบ่าวที่คุกเข่ามารับแล้วเดินดุ่มๆ ตรงมาทางแคร่ที่แม่หญิงไพลินนั่งอยู่เสียอย่างนั้น

แล้วทีนี้จะทำอย่างไร… จะหันไปหาแม่อ่อนก็หาไม่เจอ ไม่ทราบอยู่ที่ไหนเสียแล้ว จนกระทั่งร่างสูงมาหยุดอยู่ตรงหน้า

ชายหนุ่มแต่งตัวด้วยผ้าเนื้อดีพร้อมผ้าคาดเอวสีสวย มีดาบที่มีเชือกพันคาดลวดลายแปลกตา ตัวด้ามดูแข็งแรงและน่าเกรงขาม แต่อย่างไรเล่า ใคร… หรือว่า…เขาเป็นญาติทางใดทางหนึ่งแล้วแม่หญิงไพลินไม่ได้ไปรับหน้าตามธรรมเนียม เอาเถอะ… อย่างไรรีบไหว้ไว้ก่อนดีกว่า ถึงกระนั้นก็ให้ดูไว้ตัวอยู่ในที

ฝ่ายตรงข้ามขมวดคิ้วนิดหนึ่งก่อนจะรับไหว้อย่างเคร่งขรึม ไม่มียิ้มสักนิด ผิดกับหลวงเสนาผู้เป็นพี่ชาย…รายนั้นถ้าไม่ใช่เรื่องหนักหนาอย่างเมื่อคืนก็ถือว่ายิ้มได้ตลอด

“…แผลของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง แม่หญิงไพลิน” ปลายเสียงถูกลากนิดหน่อย สายตามองมาตรงแขนที่ถูกพันผ้าเอาไว้ทำให้ณิรชาสะดุ้งโหยง มือแตะที่ผ้าพันแผลโดยอัตโนมัติ …รู้ได้อย่างไร!

เขม้นมองคนถาม จริงอยู่ที่แขนของหล่อนมีผ้าพันอยู่ แต่ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะตรงดิ่งมาถามไถ่โดยตรงอย่างนี้ อีกอย่าง… จะมีสักกี่คนที่ทราบที่มาที่ไปของบาดแผลถ้าไม่ใช่คนที่อยู่ในเหตุการณ์เมื่อคืน

“เอ่อ…” หญิงสาวลังเลที่จะตอบด้วยความไม่ไว้วางใจ พอดีกับบ่าวเข้ามารายงาน

“ท่านขุนขอรับ คุณหลวงท่านลงมาแล้วขอรับ” ชายหนุ่มพยักหน้าก่อนจะเดินจากไปโดยที่ไม่ได้พูดอะไรอีก ทันพอดีกับอ่อนที่กำลังเดินสวนมาหาแม่หญิงไพลิน

ณิรชาตาโตเมื่อเห็นว่าพวกเขาหยุดทักทายกันสักครู่ แล้วท่านขุนอะไรนั่นได้มอบห่อของเล็กๆ ให้กับอ่อน ดูเหมือนว่าเขาจะจงใจมอบให้กับพี่เลี้ยงของหล่อนโดยเฉพาะเชียว

เอ๊ะ! หรือ…ว่า…หญิงสาวอดนึกแปลกใจไม่ได้ ประเพณีที่นี่เขาให้ของกำนัลบ่าวโจ่งแจ้งขนาดนี้เชียวหรือ ดูท่าฝ่ายชายอ่อนวัยกว่าด้วยนะ เอ…แต่ถ้าหากว่าใช่ล่ะ คนสองคนเป็นคู่รักกัน แม่อ่อนจะได้ดีกับเขาเสียที หน้าตาก็ออกจะสะสวยพอได้ ฝ่ายชายก็ดูมียศศักดิ์ หล่อนจึงอดยิ้มกริ่มไม่ได้

จวบจนเมื่อพี่เลี้ยงเดินมาหานั่นแหละ “แม่หญิงเจ้าขา”

“แหม…พี่อ่อน เรียกฉันเสียเสียงหวานเชียว ได้ของกำนัลมาจากใครหรือ ถึงได้อารมณ์ดีอย่างนี้” หล่อนอดล้อไม่ได้

“ของกำนัลอะไรเจ้าคะ ปู้โธ่! ของกำนัลอะไรกัน นี่ยาทาแผลเจ้าค่ะ อย่าพูดอย่างนั้นอีกนะเจ้าคะ เหาจะกินหัว ใครได้ยินเข้าบ่าวต้องหลังลายแน่” พี่เลี้ยงแกะห่อผ้าสีเข้ม เห็นเป็นตลับกระเบื้องเคลือบ พอเปิดดูก็เป็นตัวยาคล้ายขี้ผึ้งเนื้อละเอียด มีสีเหลืองขุ่น กลิ่นหอมจากดอกไม้ระเหยออกมา

“อะไรน่ะ หอมจัง”

“ยาเจ้าคะ สำหรับแผลที่ถูกมีดบาด”

“เอ๊ะ! เขารู้ได้อย่างไรว่าฉันมีแผล เมื่อครู่เขาก็มาถามฉันเลยไม่ตอบ ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร”

คราวนี้พี่เลี้ยงคนสนิทเงยหน้าขึ้นมาจากถ้วยขี้ผึ้งนั่นทันทีด้วยสีหน้าประหลาดใจยิ่งนัก “ก็ขุนอรรถท่านเป็นคนฝากแผลนี้ไว้กับแม่หญิงนี่เจ้าคะ ท่านจะไม่รู้ได้อย่างไร”

“ขุนอรรถ!”

 

บทที่ 6 คู่ปรับ

 

“ขุนอรรถ!” หญิงสาวร้องเสียงหลง รู้สึกหัวหมุนติ้ว พยายามนึกถึงเค้าความเหมือนของคนหน้าดุปากจัดเมื่อคืนกับคนแปลกหน้าเมื่อสักครู่

นึกออกได้อย่างเดียว ตาดุ หน้าบึ้ง เครื่องหมายการค้าที่จำได้ติดใจ!

ที่แน่ๆ ในรอบสองวันมานี้ ณิรชาเข้าใจอะไรผิดไปหลายเรื่องทีเดียว

“ยาทาแผลนี่ ท่านขุนอรรถท่านเอาไว้ให้ทาแผลให้แม่หญิงนั่นแหละ ท่านว่าแม่หญิงยังอารมณ์ไม่ดี ถามแล้วไม่ยอมตอบ เลยเอามาไว้ที่บ่าว คงขุ่นๆ อยู่บ้าง อุตส่าห์เข้ามาถามแล้วไม่ยอมตอบ …ทำไมทำอย่างนั้นเล่าเจ้าค่ะ ไม่งามเลย ท่านเป็นผู้ใหญ่กว่าแท้ๆ เรื่องเก่าๆ ก็ลืมๆ ไปเท้อ…”

อะไรที่ไม่คุ้นชักเริ่มคุ้นโดยเฉพาะเสียงแข็งและสายตากร้าว เมื่อคืนอะไรๆ มันชุลมุนไปหมดนี่นา ไม่ได้พูดดีกันเลยสักประโยค

“พี่อ่อน! นี่พี่อ่อนกำลังจะบอกฉันว่า คนคนนั้นคือขุนอรรถหรือ” หล่อนละล่ำละลักชี้นิ้วไปยังคนที่เดินหลังตรงไปนั่น

“นั่นน่ะขุนอรรถ เจ้าของดาบที่ฟาดแขนแม่หญิงตัวจริงแท้ล่ะเจ้าค่า” ปลายเสียงแม่พี่เลี้ยงดูประชดประชันเล็กๆ

“…ล้อ…ฉันเล่นหรือเปล่า” ตายล่ะ! เป็นไปได้อย่างไร

“ก็ใช่น่ะสิเจ้าคะ อย่าบอกนะว่าแม่หญิงไม่รู้จัก จำอะไรไม่ได้อีก”

ณิรชาได้รับสายตาค้อนวงใหญ่จากคนสนิทแล้วถอนใจ “โธ่! ฉันจะไปจำอะไรใครได้ล่ะ พี่ก็รู้นี่ ตัวฉันเองยังจำตัวเองไม่ได้เล้ย” คนที่อายคราวนี้เป็นณิรชา ดูเถอะ…ว่าแล้ว ไอ้สายตาขวางๆ คู่นั้นดูคุ้นๆ ชอบกล

ก็แหม…โกนหนวดเคราเสียเกลี้ยงขนาดนั้น

“…คนที่เอาดาบฟันฉันเมื่อคืนหน้าตาอย่างกับโจร หนวดเครารุงรังเสียจนดูสกปรก หนำซ้ำยังดุอย่างกับเสือ ขนาดพี่ดวงยังเกรงใจเลย” ณิรชาทำท่ากางเล็บเสือโคร่งให้เห็นภาพว่าดุดันขนาดไหน

แต่เอาเถอะน่า เมื่อคืนพี่ชายบอกแล้วว่าปกติแม่หญิงไพลินก็สร้างความขุ่นเคืองมากมายให้กับขุนอรรถอยู่แล้ว จะเพิ่มอีกสักหน่อยจากณิรชาคงไม่น่าจะว่ากันได้นะ…ไม่ได้มีเจตนาเช่นเดียวกับแม่หญิงไพลินหรอก แค่หมั่นไส้นิดหน่อยเท่านั้น ท้ายสุดแล้วยังเชื่อในสัญชาตญาณที่บอกว่าเขาน่าจะเป็นคนดีคนหนึ่ง

“แหม ว่าไปนั่น แม่หญิงก้อ…เสือสางอะไรกัน” คนสนิทหัวเราะคิก

“เขาว่าฉันเป็นบ้าต่อหน้าพี่ดวงด้วย” หล่อนฟ้องคนสนิท

“โถ…ขุนอรรถน่ะ ปกติท่านไม่ค่อยพูดอะไรอ้อมค้อมหรอก ที่จริง…บ่าวว่าท่านรูปงามนะเจ้าคะ งามแบบเข้มๆ ยิ่งตอนยิ้มนะเจ้าคะ อีนังสาวๆ ในนี้ตาลอยเชียว แล้วท่านก็เข้านอกออกในบ้านนี้มาพักใหญ่แล้ว แต่ก่อนนั้นเจอกับแม่หญิงทีไรเป็นได้ทะเลาะกันทุกที ล่าสุดไปโต้เถียงท่านเอาเมื่อก่อนป่วย พอป่วยก็อยู่ในห้องนี้มาเป็นแรมเดือนคงไม่คุ้น นี่คงถึงคราวเข้าวัง ไม่อย่างนั้นไม่โกนหนวดเคราหรอก”

“นั่นสินะ เข้าไปในวังในสภาพแบบนั้นคงไม่มีคนให้เข้าหรอก หน้าตาอย่างกับมหาโจร” หล่อนเบ้หน้า ตาแลขึ้นไปบนเรือน

“เอาอีกแล้ว ไม่เอานะคะแม่หญิง พูดถึงคนอื่นแบบนี้ไม่งามนะคะ ขุนอรรถท่านอุตส่าห์มีน้ำใจเอายามาให้ จะไปว่าท่านอย่างนั้นได้อย่างไร”

“พี่อ่อน นี่ออกรับกันน่าดูเชียว ฉันนั้นมันคนไม่งามมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่ ยิ่งเขาฟันแขนฉันจนมีแผลเป็นเสียโฉมแบบนี้ ต้องรับผิดชอบหายามาให้มันก็เป็นเรื่องธรรมดานี่นา รึว่าพี่อ่อนไปรับของกำนัลอะไรจากเขามาอีก” หญิงสาวโชว์แขนที่ถูกฟันเมื่อคืน ตึงนิดหน่อยแต่หล่อนไม่ได้เจ็บจนต้องล้มป่วยไปอีก ก็แค่ครั่นเนื้อครั่นตัว พอได้ยาหม้อหลวงตาน้อยและผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวบ้างก็ค่อยยังชั่วขึ้น แหม…ถ้ามีพาราเซตามอลซักสองเม็ดคงสบายตัวกว่านี้

“เปล่านะเจ้าคะ เปล่า ปู้โธ่! ว่าไปนั่น” พี่เลี้ยงปฏิเสธเสียงหลง

“บ่าวนะ จะไปรับของกำนัลสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไร ที่ว่าดีเพราะท่านดีจริง มีน้ำใจ เวลาไปไหน…อู๊ย…มีของมาฝาก ท่านให้คนเผื่อไปถึงคนข้างล่างด้วย ว่ากันว่าคนทั้งบ้านเค้ารักกันทั้งนั้น”

“แล้ว…พี่ดวงล่ะไม่ดีเท่าเขาหรือ”

“กับคุณหลวงก็เหมือนกันสิคะ คงเพราะนิสัยต้องกัน ไม่อย่างนั้นจะคบหากันได้สนิทสนมในเวลาอันสั้นขนาดนี้หรือเจ้าคะ เอ๊ะ…แม่หญิงเป็นน้อง ถามเหมือนคนไม่รู้จัก” ปลายเสียงของคนถามชักมีแววสงสัย

ณิรชาเลยกลบเกลื่อนด้วยการลูบแขนคนสนิท “ฉันน่ะนะ แค่อยากถามลองใจพี่อ่อนหรอกว่าจะเผลอนิยมชมชื่นคนอื่นมากกว่าคนบ้านเดียวกันหรือเปล่า”

“อย่างไรคนบ้านเราก็ดีกว่าอยู่แล้วเจ้าค่ะ มาเจ้าค่ะ บ่าวจะทาแผลให้ ขุนอรรถท่านมีตำราวิเศษจากท่านตาที่อยู่หัวเมืองนะเจ้าคะ ใช่ว่าท่านจะเอาให้ใครง่ายๆ หรอก”

“ชื่นชมกันจริงนะ” หญิงสาวไม่วายค่อนแคะ

“โธ่ถัง…บ่าวก็บอกเอาไว้” อ่อนแก้ตัวพลางพาไปบนบ้านแล้วถอดผ้าพันแผลให้

ยาที่อยู่ในตลับกระเบื้องเคลือบเป็นสีเหลืองเหนียวข้นคล้ายน้ำผึ้งก้นขวด มีกลิ่นหอมอ่อนๆ พอทาแล้วรู้สึกเย็น รอยแผลจากดาบของขุนอรรถนั้นบางเฉียบ ดีที่ยั้งมือทัน ไม่อย่างนั้น…คงลำบาก ไม่มีเข็มเย็บ ไม่มีแพทย์ และหล่อนคงตายซ้ำซากเพราะความเจ็บปวดและบาดทะยัก

 

ยามว่างณิรชาอดคิดย้อนไปถึงเรื่องขุนอรรถไม่ได้ ดูเหมือนว่าคนหน้าดุจะไม่ค่อยชอบหน้าแม่หญิงไพลินนัก ณิรชาจับได้จากความรู้สึกตอนแรกที่เขาดูฉุนเฉียวหนักในคืนนั้น ไม่นับรวมการส่งยาให้อ่อนโดยไม่ยอมคุยดีๆ กับหล่อน มีที่ไหนกันเล่า! มาถามไถ่คนที่บาดเจ็บด้วยฝีมือตัวเองแล้วทำหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่ ถ้าส่งยิ้มให้สักนิดเป็นการผูกมิตรก่อนหล่อนคงไม่ต้องทำกิริยาอย่างนั้น

เรื่องจารีตประเพณีเช่นกัน ทำให้วางตัวยาก คนรู้จักกันน่าจะทักทายกันบ้าง พอทำหน้าดุตาขวางใส่เลยพานไม่อยากโอภาปราศรัยด้วย ณิรชาไม่ใช่คนกลัวคน แต่ไม่ชอบคนที่ทำหน้าดุตลอดเวลามากกว่า ดังนั้นเมื่อไหร่ที่ขุนอรรถเข้าบ้านมากับพี่ชาย หล่อนจะพยายามหลีกลี้ทำเป็นมองไม่เห็นเสีย ไม่ออกไปรับหน้าเหมือนตอนที่พี่ชายมาคนเดียว และไม่เห็นว่าใครจะแปลกใจ ฟังๆ ดูคงเป็นเรื่องที่รับรู้โดยทั่วไปว่าแม่หญิงไพลินกับขุนอรรถคงเป็นคนไม่ชอบหน้ากันแน่ๆ

ครั้งหลังสุดต้องมาเจอกันจังๆ ฝ่ายนั้นกำลังเดินสวนลงบันไดมา คงเสร็จธุระแล้วจะกลับบ้าน ส่วนหล่อนกำลังจะขึ้นบันไดบ้าน หลบเลี่ยงไม่ทันเลยต้องยกมือไหว้ตามธรรมเนียม

ขุนอรรถเองยังรักษามารยาทโดยการรับไหว้และคงถามแบบที่รู้สึกว่าเป็นการถามไถ่อย่างเสียไม่ได้พอๆ กันกับคนไหว้

“แม่หญิงไพลิน แผลของเจ้าหายดีแล้วหรือไม่” ถามห้วนแบบขอไปทีอย่างนั้น ใครจะไปอยากตอบ

ณิรชาทำหน้าเฉย แสร้งไม่ได้ยิน จนแม่อ่อนต้องกระตุกสไบเตือน

“ดีแล้ว…เจ้าค่ะ” หญิงสาวตอบตามสไตล์วัยรุ่นอีกสองร้อยปีข้างหน้าเชียว

ท่าทางขุนอรรถไม่ได้ใส่ใจ บอกแล้ว… เขาถามไปอย่างนั้นพอเป็นพิธี!

“ดีแล้ว… อ่อน ถ้ายาหมดก็บอกแล้วกัน จะฝากมาให้อีก”

ดูเถอะ ขนาดจะพูดตรงๆ ยังไม่พูด อ้อมไปทางพี่เลี้ยงโน่น! หล่อนมองเคืองๆ แต่เขาไม่มองตอบเสียอย่างนั้น ราวกับหล่อนไม่มีความสำคัญอะไร

“เจ้าค่ะ ยาของท่านขุนนั้นดีเหลือเกินเจ้าค่ะ” แม่อ่อนก็อวยซะ…

ชายหนุ่มพยักหน้าก่อนจะเดินจากไป นี่ยิ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกเหมือนโดนหักหน้ากว่าเดิม เผลอตัวแอบย่นจมูกตามหลังคนตัวใหญ่ที่เดินตัวตรงออกไปตามด้วยกระโดดโหยงเหยง ทำบ้าใบ้ชี้มือชี้ไม้ที่แผลตัวเองโดยที่เขาไม่ได้หันกลับมามอง แล้วก็ต้องสะดุ้งโหยงร้องเมื่อถูกหยิกหมับเข้าให้ที่แขน

“อู๊ย! พี่อ่อน! หยิกฉันทำไมกัน” หล่อนแกล้งทำเสียงดัง เห็นได้ชัดว่าคนที่กำลังเดินลับไปชะงักนิดหนึ่งก่อนจะหันมาส่งตาดุๆ ให้อีก ซึ่งผลก็คือณิรชาต้องกลั้นหัวเราะแทบแย่ นิสัยกวนโอ๊ยคนนี่เรียกว่าเป็นนิสัยส่วนตัวมาแต่ไหนแต่ไร

“ไม่งามเลยนะเจ้าคะ แม่หญิง กิริยาแบบนี้ลูกผู้ดีเขาไม่ทำกัน” อ่อนจริงจังเอาเรื่องขึ้นมา

“ทำอย่างไหนเล่า” ณิรชาแกล้งทำเป็นไม่รู้ความ

“ทำหน้าหงิกหน้างอ หนำซ้ำยังทำลิงหลอกเจ้าตามหลังท่านน่ะสิเจ้าคะ ถ้าคุณพ่อคุณแม่เห็นล่ะคงน่าดูชม ถึงไม่สบายความจำเสื่อมก็ไม่น่ารู้ความอย่างนี้นะเจ้าคะ”คราวนี้พี่เลี้ยงคงอดไม่ได้จริงๆ กับกิริยาแบบนี้

แม่หญิงไพลินคงไม่เคยทำเลยสินะ ได้รับการอบรมมาจากในรั้วในวังขนาดนั้น

อันที่จริง…ในยุครัตนโกสินทร์ก็รับไม่ได้เหมือนกัน กิริยาแบบนี้

“อ้าว! ทักเราอย่างเสียไม่ได้แล้วยังไม่เป็นสุภาพบุรุษอีก” พอจวนตัวและรู้สึกผิดขึ้นมาตงิดๆ แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้อยู่ดี เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง แม้แต่พรรณพิลาศเมื่อโตขึ้นมาด้วยกันก็รู้ทันกัน

‘หล่อนน่ะชอบเอาสีข้างแถ เถียงข้างๆ คูๆ’ เพื่อนสาวมักบ่นทุกครั้งเวลาที่ถูก ‘เกเร’ เข้าใส่

“อะไรเจ้าคะ สุภาพกะหลุด” แม่อ่อนคนนี้คงยังตามไม่ทันหรอก

“สุ…ภาพ…บุ…รุษ จ้า” ณิรชาลากเสียงยาว

“ว่าด้วยเรื่องบุรุษควรปฏิบัติกับสตรีอย่างนุ่มนวล ที่จริงขุนอรรถต้องขยับหลบให้เราเดินขึ้นก่อนสิ เราเป็นผู้หญิง เขาต้องให้เกียรติเรา” ลืมไปว่าแม่อ่อนอาจไม่เข้าใจ

“มีที่ไหนกันล่ะเจ้าคะ ผู้ชายก็ต้องอย่างนี้อยู่แล้ว เราเป็นหญิง เป็นผู้น้อยกว่า จะไปแย่งขึ้นลงบันไดกับท่านได้อย่างไร”

“เหอะ” หญิงสาวคร้านจะเถียงกับพี่เลี้ยง คนเราอยู่คนละยุคสมัย ถ้าให้พูดถึงเรื่อง Lady First คงยาว

“คอยดูเถอะนะ…วันข้างหน้าชายกับหญิงจะเท่าเทียมกัน อย่างน้อยก็ต้องมากกว่านี้ ผู้หญิงเดินหน้า ผู้ชายเดินหลัง! หิ้วของให้งกๆ” ณิรชาหมายมาดพร้อมเดินขึ้นบันไดนำหน้า

“จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า เป็นไปไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ” เดี๋ยวนี้อ่อนชักเริ่มลืมว่ากำลังต่อล้อต่อเถียงกับเจ้านาย ว่าไปแล้วถึงจะเป็นคนซื่อแต่พี่เลี้ยงของแม่หญิงไพลินนั้นไม่โง่หรอก ยิ่งมาระยะหลังๆ นี่ด้วย

“คอยดูก็แล้วกัน” สักวันจะให้ขุนอรรถถือของให้สะใจไปเลย!

ณิรชาถกปัญหาไปเรื่อยๆ จนเข้าห้องส่วนตัว

พออยู่กันตามลำพัง ผู้เป็นทั้งเพื่อนและพี่เลี้ยงก็เริ่มมีน้ำเสียงจริงจังขึ้นมา “แม่หญิงเจ้าขา อย่าไปขุ่นเคืองอาฆาตท่านขุนอรรถเลยนะเจ้าคะ จะไม่สบายใจกันเปล่าๆ ท่านอุตส่าห์มาแสดงน้ำใจเอาหยูกยามาให้ จะขอบคุณสักคำก็ไม่มี”

“ก็ เขาไม่ชอบฉัน เอ๊ย!” หญิงสาวรีบเปลี่ยนคำพูด เดี๋ยวจะเกิดการเข้าใจผิดในภาษา

“ขุนอรรถไม่ดีกับฉันก่อน ที่ฉันไปขวางดาบของเขาทำให้เสียงานเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์จริงๆ เขาเอายามาให้ก็ถือว่าพอดีกัน แต่ดูหน้าตอนพูดกับฉันแต่ละครั้งสิ ไม่มีร่องรอยคนที่มีไมตรีจิตต่อกันแม้แต่น้อย”

“โถ…คิดมากไปหรือเปล่าเจ้าคะ ท่านเป็นคนอย่างนั้นมาตลอด หน้าตายิ้มยาก จะไปเหมือนคุณหลวงเสนาของแม่หญิงได้อย่างไรเจ้าคะ แล้วที่จะไปแค้นเคืองเรื่องที่เขาว่าให้ก็น่าจะลืมๆ ได้แล้ว จะกินใจอะไรนักหนา แม่หญิงเองก็ใช่ย่อย…”

“ที่จริง…ฉันไม่ได้โกรธขุนอรรถมากมายนี่ แค่รู้สึกว่าเขาไม่ชอบฉัน เลยไม่อยากไปยุ่งไปเกี่ยวด้วยเท่านั้น เอ…แล้วที่เขาว่าอะไรเนี่ย ตอนก่อนที่ฉันจะล้มป่วยล่ะสิ”

“ลืมก็ดีแล้วนี่คะ หลายๆ อย่างลืมไปก็ดีเหมือนกัน”

บอกปัดอย่างนี้ มีหรือที่แม่หญิงไพลินคนนี้จะยอมให้ผ่านเลยไป

“ไม่เอาน่า! บอกฉันหน่อยสิ พี่อ่อนก็รู้ว่าฉันความจำเลอะเลือน” แขนข้างหนึ่งของอ่อนถูกเขย่าจนตัวโยน

คราวนี้แม่พี่เลี้ยงทำกระบิดกระบวน เล่นตัวเล็กน้อยก่อนจะเปิดปากแต่โดยดี “ท่านขุนอรรถ ท่านว่า…เอ้อ…แม่หญิงน่ะ งามแต่รูป…จูบไม่หอมเจ้าค่ะ”

“โอ้โห…ปากจัดนะเนี่ย ผู้ชายอะไร!” หญิงสาวออกจะเคืองปนขำ ลงว่าถึงขนาดนั้นคงมีเรื่องกันจริงๆ นั่นแหละ

“ฉันไปทำอะไรเข้าล่ะ เขาถึงว่าอย่างนั้น”

คงไม่รวมกับเรื่องที่หลวงเสนาเล่าว่าแม่หญิงไพลินไปดูถูกขุนอรรถว่าไร้สกุล

“แหม…อย่าให้บ่าวเล่าเลย เดี๋ยวกลับไปทำอย่างเดิมแล้วจะยุ่ง” พี่เลี้ยงมีสีหน้าผิดคาดเมื่อนายหญิงไม่ได้โกรธากับเรื่องที่เล่า ซ้ำยังหัวเราะชอบใจอีก

“เอาน่า…จะได้จำว่าไม่ควรทำอีกอย่างไรเล่า” หญิงสาวเซ้าซี้ อยากรู้จริงๆ ว่าคนสองคนบาดหมางกันได้อย่างไร

“เดิมแม่หญิงมีปากเสียงกับคุณหลวงเรานี่แหละเจ้าค่ะ รู้ทั้งรู้ว่าท่านไม่ชอบเรื่องเฆี่ยนตีคนในบ้าน ก็เลยตีวัวกระทบคราด หาเรื่องเรียกทาสมาตีเฆี่ยนต่อหน้ากะให้คุณพี่ท่านขุ่นใจ ตอนนั้นท่านขุนอรรถเองเพิ่งมาประจำการกับคุณหลวง นิสัยก็ต้องกันราวกับพี่น้อง มาที่นี่แรกๆ ก็มีเรื่องแม่หญิงไปพูดว่าดูถูกกันอยู่แล้ว”

คนพูดละไว้ว่าที่แม่หญิงไพลินชังน้ำหน้าขุนอรรถนักเพราะชายหนุ่มไม่ได้แสดงท่าทีชื่นชมความงามพร้อมของแม่หญิงเช่นบุรุษอื่นๆ เลยพานพูดจาเหยียบย่ำว่าเป็นคนจากบ้านป่า หยาบกระด้าง

“วันนั้นขุนอรรถมาบ้านพอดี แทนที่จะทะเลาะกับคุณพี่ กลับตาลปัตรมาทะเลาะกับท่านขุนอรรถแทน ท่านไม่ยอมหรอกเจ้าค่ะ ถึงขนาดคว้าหวายจากมือแม่หญิงมาหักเขวี้ยงต่อหน้าเลยนะเจ้าคะ เรื่องแทบจะร้อนไปถึงท่านเจ้าคุณกับคุณหญิง แต่เที่ยวนั้นท่านทั้งสองยังอุตส่าห์วางเฉยไม่ลงมายุ่ง คงจะไม่ใคร่เห็นด้วยกับแม่หญิงด้วย ฝ่ายคุณพี่อยู่ข้างท่านขุน แม่หญิงนี่โกรธาใหญ่เลยนะเจ้าคะ ข้าวของนี่โดนขว้างปากระจัดกระจาย หมายจะเอาคืนให้ได้”

“เขาว่าฉันใจร้ายราวยักษ์มารเลยสินะ” ณิรชาเข้าใจในทันที

อ่อนทำหน้าปั้นยาก ยอมรับโดยดุษฎี

“หาเรื่องตีคนในบ้านโดยที่เขาไม่ได้มีความผิดอะไรก็เรียกว่าใจร้ายจริงๆ สมควรที่เขาว่า” หล่อนวิจารณ์ตัวเอง เท่าที่เคยได้ยินมาแว่วๆ เห็นจะไม่ใช่เรื่องนี้แค่เรื่องเดียวหรอก และคงไม่ได้มีคู่กรณีเพียงคนเดียวด้วย

“ฉันคงเป็นคนที่แย่มากๆ เลยใช่ไหมพี่อ่อน ผู้คนคงเกลียดฉันมากเลยสินะ”

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ ยามดีก็ถือว่าดีใจหาย ขออย่างเดียว ใครอย่าขัดใจ ใครอย่าว่า”

“แล้วทำไมตอนนี้พี่อ่อนกล้าว่า กล้าสั่งสอนฉันเล่า” ณิรชาแกล้งสัพยอก แต่ก็ทำเอาผู้สูงวัยกว่าจริงจังขึ้นมาอีกครั้ง

“บ่าวก็ดูแลของบ่าวมาอย่างนี้ ไม่อาจหาญว่าสั่งสอนเลยนะเจ้าคะ แต่บ่าวหวังอยากให้มีคนรัก คนเมตตาแม่หญิงมากๆ พอเห็นว่าอะไรเกินเลยไปก็ต้องออกปากเตือนบ้าง จะไม่เชื่อหรือโกรธก็ไม่เป็นไร บ่าวความรู้น้อย แต่เรียนรู้มาว่าทั้งท่านเจ้าคุณ คุณหญิงและคุณพี่นั้นเป็นนายที่แสนประเสริฐ อะไรงามก็อยากให้งามทั้งหมดล่ะเจ้าค่ะ ตอนนี้แม่หญิงเพลาเรื่องโมโหง่ายลงไปแล้ว อาจเป็นเพราะโต อาจเป็นเพราะเจ็บป่วย บ่าวถึงอาจหาญลืมตัวกล้าตักเตือน ไม่โกรธบ่าวนะเจ้าคะ” นานๆ จะได้ยินได้ฟังอ่อนพูดประโยคยาวๆ อย่างนี้

ณิรชาจึงขยับเข้าไปใกล้พี่เลี้ยง “โธ่! พี่อ่อน…” หญิงสาวซบหน้ากับไหล่ของพี่เลี้ยงอย่างประจบประแจง

“นอกจากคุณพ่อ คุณแม่ พี่ดวง ฉันก็มีพี่อ่อนนี่แหละที่ฉันรู้แน่ว่ารักฉันอย่างจริงใจ ฉันมันก็อย่างนี้ พอคนตามใจก็เคยตัว สิ่งไหนที่ทำแล้วไม่ดีไม่งามให้พี่อ่อนตักเตือนเถอะ ถ้ายังไม่เคยพูด ฉันอยากให้พี่ถือเสียว่าเป็นพี่สาวของฉันอีกคนนะ”

“อุ๊ย! ขี้กลากจะกินเอาสิเจ้าคะ บ่าวก็คือบ่าวนี่แหละ ดีที่สุดแล้ว” ท่าทางแม่อ่อนจะทั้งเขินทั้งหวาดหวั่น แม่หญิงไพลินคงไม่เคยทำเช่นนี้กระมัง อีกอย่างแม้เส้นแบ่งกั้นความเป็นศักดินานั้นใช้จำนวนไร่นาเป็นเกณฑ์ หากขนบธรรมเนียมบางอย่างที่ฝังอยู่ในจิตวิญญาณนั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้

จะบอกใครได้ว่าอีกไม่นานไพร่จะมีศักดินาเท่าเทียมกัน ไม่มีบ้าน ไม่มีแผ่นดินอยู่ ต้องไปจับจองก่อร่างสร้างเมืองใหม่ร่วมกัน จากนั้นไพร่ก็อาจเป็นเจ้า เจ้าอาจเป็นยาจก รวมไปถึงการแสวงหาความเท่าเทียมกันระหว่างชนชั้นเรียกว่า ‘ประชาธิปไตย’ ในยุคสองร้อยกว่าปีถัดจากนี้ไป โดยที่ลืมไปว่าทั้งที่จริงแล้วสิ่งที่จะยกระดับคนให้สูงหรือต่ำได้นั้นคือ ‘ความดีและความพอดี’ ของตัวเองต่างหาก

“แล้วแต่พี่เถอะ ฉันสัญญาว่าฉันจะไม่เฆี่ยนตีคนในบ้านแบบนี้อีก ทุกคนก็คนเหมือนกัน ต่างกันที่ชั่วดีเท่านั้น”

พี่เลี้ยงยิ้มอย่างอารมณ์ดี สรรเสริญยกใหญ่ กับคนอื่นยังพอยอมได้ทันที แต่สำหรับคนหน้าดุตาคม หน้าบึ้งนั่นน่ะหรือ

เชอะ! รอไปก่อนเถอะ จะดีด้วยเป็นคนหลังสุดเชียว

 

ณิรชาไม่ได้เป็นกังวลนานนักหรอก เพราะเรื่องราวภายในบ้านที่มีคนมากย่อมต้องมีเรื่องมากขึ้นมาเป็นธรรมดา วันดีคืนดีบ่าวข้างล่างก็คลานเข้ามาหาคุณหญิง

“อ้าว! นังเมี้ยนขึ้นมาทำอะไร” คุณหญิงพลอยศรีวางมือจากการจีบพลู ในขณะที่หญิงสาวยังนั่งเอาหนังสือใบลานที่มีอยู่มาลองแกะตัวอักษรดูอยู่ไม่ห่าง อักษรภาษาไทยโบราณนั้นต้องใช้เวลาในการทำความคุ้นเคยไม่มากก็น้อย

คนชื่อเมี้ยนคลานเข้ามากราบ “อีช้อยที่เรือนทาสมันไม่สบายเจ้าค่ะ ตัวร้อนมาสองวันแล้วเจ้าค่ะ”

“หยูกยาล่ะ พวกเอ็งจัดให้แล้วหรือยัง”

“เจ้าค่ะ แต่ที่มีอยู่ก็หมดไปแล้ว บ่าวเห็นว่าอาการมันยังหนักอยู่เลยมาเรียนให้คุณหญิงทราบ” เห็นคนเข้ามาทำตัวลีบแล้วลีบอีกจนน่าสงสาร ถ้าไม่ร้ายแรงจริงคงไม่ขึ้นมา

“เออ…ประเดี๋ยวข้าจะไปดู” ผู้เป็นมารดาขยับกาย ณิรชาในร่างแม่หญิงไพลินจึงขยับตามบ้าง

“ให้ลูกไปช่วยด้วยคนนะคะ” หล่อนรับอาสา ในขณะที่ผู้อาวุโสกว่าเขม้นมอง

“แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยใส่ใจ มาวันนี้นึกอะไรได้เล่า”

ณิรชายิ้ม ไม่ตอบนอกจากหันไปสั่งพี่เลี้ยง “พี่อ่อน ลองไปดูยาของฉันซิว่าหมดแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่หมดให้เอาไปด้วย ยาของหลวงตาชะงัดนักนะเจ้าคะ ถ้าถูกโรคก็น่าจะช่วยบรรเทากันได้” ประโยคหลังหล่อนหันไปอธิบายกับมารดา

“แล้วเจ้าเล่า จะไม่กินอีกแล้วรึ”

“ลูกสบายดี ไม่เป็นอะไรแล้วเจ้าค่ะคุณแม่ อีกอย่างถ้ายามีก็เผื่อไปให้ก่อน แล้วไปขอหลวงตาใหม่ ท่านคงไม่ว่าหรอกค่ะ ถ้าแบ่งไปช่วยผู้คน”

ผู้เป็นมารดาพยักหน้า ก่อนที่จะเดินนำโดยมีขบวนคนไม่น้อยกว่าห้าคนถือโน่นถือนี่ตามกันไปเป็นพรวน

ที่เรือนไม้ไผ่ถูกปลูกขึ้นมาเป็นเรือนยาวมีผู้คนไม่น้อยทีเดียว หญิงสาวไม่ทราบมาก่อนว่ามีคนเหล่านี้อาศัยอยู่ในอาณาเขตของบ้านซึ่งดูจะแตกต่างจากคนที่อยู่ด้านหน้ามาก

คนป่วยนอนครางอยู่ข้างในซึ่งปิดทึบ เมื่อเดินเข้าไปข้างในยิ่งรู้สึกอับ หายใจไม่ออก คล้ายกับตอนที่หล่อนฟื้นมาในร่างแม่หญิงไพลินใหม่ๆ ตอนหลังถึงได้ขอให้อ่อนเปิดหน้าต่างโล่งให้ลมเข้าสบายๆ

คุณหญิงไม่ได้แตะเนื้อตัวของคนป่วยนอกจากยืนอยู่ห่างๆ “ดูซิว่าอาการมันหนักหนาสาหัสประการใด” ผู้เป็นมารดาสั่งการให้บ่าวคนหนึ่งเข้าไปสำรวจ ในขณะที่คนอื่นๆ ออกันอยู่ด้านหน้า รวมทั้งทาสอื่นๆ ที่เห็นเจ้านายมาถึงที่เรือนทาส

“อย่าเข้าไปใกล้นะแม่หญิง เกิดเป็นโรคห่าเข้าจะยุ่ง” แม่อ่อนเองก็รั้งณิรชาไว้ไม่ให้เข้าไปใกล้

“คงไม่กระมังพี่อ่อน คนเจ็บถ่ายท้องหรืออาเจียนบ้างหรือไม่” คราวนี้หญิงสาวหันไปถามคนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้กัน มีคนตอบปฏิเสธมาก็พอเบาใจ

หญิงสาวถือโอกาสสั่งให้คนต้มยาที่เอามาด้วย “เอาน้ำแรกมาก่อนก็แล้วกัน ขืนรอเคี่ยวคงไม่ทันการณ์”

“คุณแม่คะ ให้คนเปิดประตูหน้าต่างสักหน่อยเถอะค่ะ”

“ไฮ้! จะได้อย่างไรแม่ไพลิน ลมพัดเข้ามาจะทำให้เป็นหนัก” ไม่เพียงแต่คุณหญิงเท่านั้นแต่คนอื่นๆ ก็มีท่าทีตกใจเหมือนกัน

“เชื่อลูกเถอะค่ะ ให้คนเปิดหน้าต่างประตูให้ลมเข้าเสีย แล้วหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวก่อน” หล่อนไม่รอช้าก้าวเข้าไปข้างใน เปิดหน้าต่างที่มีเพียงบานเดียวให้รับลม แสงที่ส่องหน้าคนป่วยทำให้เห็นว่าขาวซีดจนน่าตกใจ หล่อนคุกเข่าลงใกล้ๆ แล้วแตะตามเนื้อตัว ร้อนจี๋อย่างนี้อาจจะถึงกับชักได้ง่ายๆ

ถ้าหล่อนมียาประเภทลดไข้มาด้วยคงดี หากต้องจนใจ สมุนไพรที่รู้จักก็มีแต่งูๆปลาๆ เห็นทีต้องพึ่งยาหลวงตาอย่างเดียวเท่านั้นก่อน

“พี่อ่อน ให้คนเอาผ้าชุบน้ำสะอาดมาให้ฉันที เร็วๆ” หญิงสาวสั่งพี่เลี้ยงเพราะง่ายที่สุดแล้ว

“ไพลิน…ลูก…ทำได้หรือ” มารดาซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนักถามอย่างกังวล

“ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ แต่คิดว่าทำอะไรได้ให้ทำก่อน” หล่อนไม่แน่ใจจริงๆ หากก็ปฏิบัติตามที่เคยทราบเคยเห็นมาก่อน ผ้าชุบน้ำเช็ดไปที่ผิวกายร้อนผ่าวทำให้คนเจ็บสะบัดดิ้นจนต้องขอให้คนช่วยจับ

“ให้เช็ดอย่างนี้จนกว่าไข้จะลด” ตอนแรกคนที่รับคำสั่งไม่ค่อยกล้า แต่พอเมื่อให้เขาลองแตะดูผิวเนื้อที่เคยร้อนจัดแล้วกลับเย็นลงก็ทำหน้าประหลาดใจ คราวนี้ก็ถูกันใหญ่

“เช็ดเบาๆ มือหน่อยสิจ๊ะ ไม่ต้องถูแรงๆ อย่างนั้นก็ได้ เดี๋ยวก็เนื้อถลอกหมด” ณิรชาท้วงขันๆ พอดีกับที่ยาต้มน้ำแรกมาพอดีจึงได้ลุกขึ้นปล่อยให้คนอื่นๆ ทำ

“แม่ไพลิน เจ้าออกมานั่งรออยู่ข้างนอกเถอะ” มารดาชวนให้ออกไปนั่งข้างนอก ซึ่งคนอื่นๆ นั่งพื้น หญิงสาวรู้สึกแปลกๆ ที่มีคนมาทำอย่างนี้เลยนั่งเขินๆ อยู่ หันไปยิ้มให้คนไหน คนนั้นก็หลบตาจนคนข้างในออกมารายงาน

“ตัวเย็นลงบ้างแล้วเจ้าค่ะ ได้ยาแล้วหน้าตาค่อยดีขึ้น”

“ค่อยยังชั่วนะ… เมี้ยน เดี๋ยวตอนเย็นๆ เอ็งไปเอายาที่เรือนใหญ่ ข้าจะให้คนไปขอยาจากแม่หมอมาไว้ให้”คุณหญิงสั่งเมี้ยนซึ่งดูท่าจะเป็นบ่าวที่คอยดูแลพวกเรือนทาสแถวนี้

“คุณแม่คะ ลูกว่าเรือนแถวนี้ไม่ค่อยสะอาดนัก ให้คนปัดกวาดหน่อยท่าจะดีนะคะ เผื่อคนเป็นไข้จะได้ไม่เป็นติดๆ กัน”

แม้ไม่เข้าใจนักหากผู้เป็นมารดาก็พยักหน้า แล้วยังจะเรื่องอาหารการกินอีก ณิรชาคงต้องถามจากเมี้ยนและอ่อนทีหลัง เพราะถ้าขืนไม่รู้เอาตอนนี้มารดาอาจสงสัยได้

“ทำไปเถอะลูก นึกว่าทำบุญ กับคนในบ้าน อะไรที่เราดูแลได้เราก็ดูแล” แปลกที่ดูเหมือนคุณหญิงจะกำลังสอนอะไรบางอย่างอยู่ คงเป็นเพราะแม่หญิงไพลินไม่ใช่คนที่จะมาทำอะไรอย่างนี้แน่

“ถ้าคุณแม่ไม่ว่าอะไร ลูกจะช่วยพี่ดวงกับคุณแม่ดูแลให้ พี่ดวงเป็นผู้ชายอาจไม่ค่อยละเอียด ลูกเองก็จะได้แบ่งเบาภาระคุณแม่ไปด้วย”

“จริงอย่างลูกว่านั่นแหละ แม่ไพลิน นี่แม่เดินมาทางนี้รู้สึกเหนื่อยเป็นกำลัง” คุณหญิงโบกพัดเร็วจี๋

“อย่างนี้นะเมี้ยน ต่อไปถ้ามีอะไรก็มาบอกฉันได้ ไม่ต้องรบกวนถึงคุณแม่” หญิงสาวหันไปสั่งเมี้ยนซึ่งมีสีหน้ายำเกรงอยู่ไม่น้อย หลังจากนั้นหล่อนก็ชวนอ่อนกับบ่าวบางคนลงไปเดินดูข้างหลังอย่างที่พูดและตั้งใจเอาไว้

จะว่าไปก็รู้สึกละอายแทนแม่หญิงไพลินเหลือเกิน ไม่ทราบว่าที่กรุงเทพฯ บ้านอื่นๆ เขาอบรมลูกหลานกันอย่างไร แต่สำหรับบ้านของณิรชานั้น ภายนอกดูทันสมัยทุกอย่าง หากปู่ย่าตายายอบรมสั่งสอนให้เห็นคุณค่าของคนเท่าเทียมกัน ดังนั้นหล่อนจึงถูกเข้มงวดเรื่องการปฏิบัติตัวต่อคนในบ้านแม้จะเป็นคนรับใช้ก็ตาม เวลากลับจากโรงเรียนต้องยกมือไหว้ทุกคนตั้งแต่คนขับรถเรื่อยไปจนถึงแม่ครัวที่จัดของว่างมาให้ ไม่อย่างนั้นจะโดนก้านมะยม

แต่ที่นี่เรื่องยศถาบรรดาศักดิ์คงเหลื่อมล้ำกันมากทีเดียว แม่หญิงไพลินถึงได้สามารถกระทำทารุณตามใจชอบได้ คนในบ้านแม้อยู่ในรั้วเดียวกันหากมีความเป็นอยู่แตกต่างกัน แต่ก็นั่นแหละ ไม่มีใครอนาทรร้อนใจราวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาเสียอย่างนั้น

ที่เรือนไม้ด้านหลังในสุดของบ้านจึงดูเป็นที่ลับสำหรับบ้านของท่านเจ้าคุณ มีคนอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่หล่อนไม่เคยเห็น

“พวกนี้มีทั้งมาขายตัวเอง และมีทั้งพ่อแม่มาขายขาดเอาไว้ ท่านเจ้าคุณกับคุณหญิงท่านก็รับซื้อเอาไว้ให้คอยทำงาน แต่ท่านก็ดูไม่ทั่วถึงหรอก ตามมีตามเกิด นานๆ คุณหญิงกับคุณหลวงท่านจะมาดูเสียทีไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง พวกนี้ก็ไม่มีอะไรมาก แค่มีข้าวกินอิ่มนอนหลับ มีที่ซุกหัวนอนก็พอใจ ดีกว่าไปอยู่ข้างนอกอดมื้อกินมื้อ

“เลยยอมเป็นที่ระบายอารมณ์ของเจ้านายน่ะหรือ”

“ก็เป็นอย่างนี้เกือบทุกบ้านล่ะเจ้าค่ะ”

เมื่อแม่หญิงไพลินไม่ถามมากความ อ่อนจึงละไว้ว่าดีเท่าไหร่แล้วที่ไม่ต้องถูกเรียกขึ้นไปบำเรอความสุขให้เจ้านายผู้ชายบนเรือน ท่านเจ้าคุณและหลวงเสนานั้นไม่เหมือนบ้านอื่นๆ เดิมท่านเจ้าคุณมีนางเล็กๆ อยู่บ้างแต่พอแม่หญิงไพลินโตขึ้นมาก็จัดการเสียหมด

ส่วนหลวงเสนานั้นไม่นิยมมาแต่ไหนแต่ไร ฝักใฝ่แต่เพลงดาบ บ่าวผู้หญิงคนไหนมีทีท่าอยากจะเป็นเมียบ่าวก็โดนแม่หญิงไพลินจัดการอีกเหมือนกัน เมื่อไม่มีตัวอย่างก็เลยไม่มีใครกล้า

ณิรชาเองก็ไม่อยากพูดมาก บางเรื่องคอยดูคอยสังเกตเอาจะดีกว่า ที่จริงเห็นมาบ้างว่าคำว่าทาสของเงินนั้นมีนับต่อเนื่องมาทุกยุคทุกสมัย สิ่งที่เป็นอยู่ไม่ต่างกับความเป็นจริงในวันข้างหน้าหรอก เพียงแต่ต่างรูปแบบ และไม่ใช่แค่เรื่องปากท้องอย่างเดียว บางคนเป็นด้วยความยินยอมพร้อมใจ ไม่อยากต่อสู้ดิ้นรนใดๆ และก็มีบ้างที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงชะตากรรมและความทุกข์ยากที่ประสบ เรียกว่า ‘ใจเป็นทาส’ ขอให้ได้เงิน จะให้ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าผิดไม่ว่าถูก

 

ในที่สุดณิรชาก็คิดได้ว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องออกไปเผชิญหน้ากับคนภายนอก หนึ่งนั้นคือ ‘หลวงตาน้อย’ ทราบมาว่าท่านเป็นน้องชายแท้ๆ ของตาของแม่หญิงไพลิน บวชเรียนมาตั้งแต่วัยหนุ่ม ธุดงค์ไปหลายเขตแดน และข้ามไปทั่วทั้งฝั่งพม่า ลาว ล้านนา

หญิงสาวเชื่อว่าท่านต้องสามารถมองเห็นที่มาและที่ไปของหล่อนได้ ไม่อย่างนั้นท่านจะทักอย่างนั้นหรือ อีกอย่างในเมื่อวันเกิดอุบัติเหตุ หล่อนเองก็ได้กราบท่านที่วัดโบราณแห่งนั้น ต่างกันแค่วัยเท่านั้น บางทีท่านอาจช่วยให้หล่อนหาหนทางกลับบ้านได้

“ให้ไปกับนังอ่อนรึ ไปกับบ่าวแม่ก็ยังไม่วางใจ แม่ไปด้วยดีกว่า แม่เป็นห่วง เดี๋ยวเกิดป่วยไข้ไปอีกจะแย่” คุณหญิงถามไถ่อย่างเป็นห่วง มือนุ่มลูบต้นแขนของหล่อนอย่างเบามือ

“อย่าเลยเจ้าค่ะคุณแม่ วันนี้คุณพ่ออยู่บ้าน ลูกแค่ไปกราบหลวงตาเพื่อเรียนท่านว่าหลานสบายดีแล้ว” พอลูกๆ เรียกว่าหลวงตาท่านผู้ใหญ่ทั้งสองก็เรียกท่านว่าหลวงตาไปด้วย

ที่จริงหญิงสาวเองต่างหากที่กลัวคุณหญิงจะไม่สบายใจที่ต้องมาเห็นหล่อนทุลักทุเล ไม่คุ้นเคยกับโลกภายนอกดังเช่นแม่หญิงไพลินคนเก่า และพบว่าการหลอกล่อแม่อ่อนหรือพรรณพิลาศในโลกข้างหน้านั้นไม่ยากเท่าไหร่ ใจอ่อน..เชื่อคนง่าย นิสัยเหมือนกันไม่เคยเปลี่ยน

ท้ายที่สุดพวกหล่อนก็มีบ่าวชายหญิงอย่างละสามคนคอยติดตาม อาจค่อนข้างจะเอิกเกริกไปเสียหน่อย แต่ก็ดูเป็นเรื่องธรรมดาในยุคสมัยนี้

แม่อ่อนช่วยจัดแจงแต่งสไบให้เป็นอย่างดีพร้อมพร่ำชมไม่ขาดปาก ในกระจก… แม่หญิงไพลินคงถูกจัดว่าเป็นคนหน้าตาดีคนหนึ่งในยุคนี้ ผิวของเจ้าหล่อนออกจะคล้ำนวลเล็กน้อยอย่างคนไทยแท้ ไม่ถึงกับเป็นสีแทนอย่างที่ฝรั่งชอบ สำหรับณิรชา ถือว่าเจ้าหล่อนดูดีขึ้นมาหน่อยก็ตรงที่คราบดำเพราะกินหมากเริ่มลอกขาวแวววาวขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่คนใกล้ตัวบอกว่า

‘ไม่เห็นงาม เหมือนหมาเขี้ยวขาว’

เฮ้อ! คนสวยในอุดมคติของคนแต่ละชนชาติ แต่ละยุคสมัยนั้นช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ที่เห็นตรงกันคือผิวของแม่หญิงไพลินที่เป็นผิวสีขมิ้นอ่อนนั้นช่างนวลละเอียดและดูผุดผ่องนัก ดีนะ…ที่ไม่คล้ำจนเป็นดำ ไม่อย่างนั้นต้องคิดว่ากรรมตามสนอง เพราะชอบไปล้อเพื่อนผิวดำเอาไว้ว่าผิวสีน้ำผึ้ง…ไหม้

“ขำอะไรเจ้าคะแม่หญิง เห็นนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับกระจกแล้วยังจะมานั่งหัวร่อคนเดียว ไม่งามนะเจ้าคะ” แม่อ่อนคงนึกว่านายหญิงจะกลับไปไม่สบายอีกนั่นแหละ และไม่งามเลยที่มายิ้มโชว์ฟันขาวอย่างนี้

“โธ่เอ๊ย! พี่อ่อน ฉันก็แค่นึกกระหยิ่มใจว่าวันนี้เป็นวันแรกที่ฉันจะออกจากบ้านจริงๆ เชียวนะ”

“ใช่สิเจ้าคะ และหวังว่าจะไม่มีเรื่องเหมือน…คืนนั้น” แม่เพื่อนสนิทลดเสียงเบาในตอนท้าย หญิงสาวจึงยกแขนขึ้นมาดูรอยที่ตกสะเก็ด

“อย่าเกาสิเจ้าคะ” พี่เลี้ยงตีมือที่เริ่มจะเกาพอดี

“ก็มันคันนี่” หล่อนโอดครวญ

“ถ้าอย่างนั้น เอายาขุนอรรถมาทาสิเจ้าคะ เย็นดี”

“ยาขุนอรรถ!” หล่อนทวนคำ ตาโต นึกไอเดียใหม่ๆ ออกมาได้

“ใช่สิเจ้าคะ ยาขุนอรรถ ดีนักใช่ไหมเล่า”

“ยาขุนอรรถ…ดี…ใช่” หล่อนดีดนิ้วเปาะ

“ยาขุนอรรถ ดีๆ ฉันจะได้ขอสูตรของเขามาทำยาทาแผลขาย แล้วตั้งแบรนด์ว่า ‘ยาหลวงอรรถ’ ดีไหม เลื่อนยศให้ก่อนเลย แม้…คงขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลย”

อีกฝ่ายหน้าเหลอหลา บางครั้งณิรชาก็เผลอพูดทับศัพท์เป็นภาษาต่างประเทศที่เคยชินบ้าง ศัพท์สแลงในยุคอนาคตบ้าง “พูดอะไรไม่เห็นจะเข้าใจเลยเจ้าค่ะ”

กับพี่เลี้ยงคนสนิท หญิงสาวไม่ใคร่จะระมัดระวังคำพูดนัก เพราะคนถามก็ใช่ว่าจะใส่ใจมากมาย สงสัยหนักก็แค่โบ้ยไปว่าเป็นศัพท์ของคนในวังเขาพูดกัน

“เถอะ ฉันพูดเรื่อยเปื่อยไปเท่านั้น เออ…นี่ ถ้าขอสูตรขุนอรรถแล้วเราก็ทำขาย เขาจะยอมไหม เอ…จะขายตลับละกี่บาทดีล่ะ ไม่สิ …กี่อัฐดีนะ” ธุรกิจไม่มีมิตรไม่มีศัตรู ได้ตังค์เสียอย่าง น่าจะพอพูดกันดีๆ ได้ไม่ยาก

“คิดอะไรนะเจ้าคะ บ้านเราจะมาค้าขายได้อย่างไร เสียสกุลหมด แม่หญิงไม่ใช่เจ๊กด้วย”

“ขายแล้วรวยนะ” คราวนี้หญิงสาวเป็นฝ่ายงงบ้าง ค้าขายเป็นแม่ค้ามันแย่อย่างไร เพราะแม่อ่อนทำท่าเหมือนเป็นเรื่องผิดประเพณีเสียเต็มประดา

“อย่าไปพูดให้คุณพ่อคุณแม่ฟังเชียว ท่านเคืองตาย แล้วที่ผ่านมาแม่หญิงก็ไม่เคยเอ่ยแบบนี้เลยนะเจ้าคะ ไม่ชอบพวกแม่ค้ามาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

ณิรชาสะดุดหู ตอนเด็กๆ แม่หญิงไพลินไม่ชอบเล่นขายข้าวแกงหรืออย่างไร หล่อนกับพรรณพิลาศมักเคี่ยวเข็ญคนในบ้านให้มาเล่นขายของกันในสวนเสมอ คนที่ถูกเกณฑ์เป็นลูกค้าไม่ใช่อื่นไกล พ่อพันรบนายทหารเอกคนเดิมนั่นเอง ถึงจะไม่เต็มใจแต่ก็หลบไม่ได้

“แต่ฉันชอบเป็นแม่ค้านะ รวยดี”

“เฮ้อ! อกอีแป้นจะแตก” แม่พี่เลี้ยงตบอก ทำท่าจะเป็นลม

“ฮ้า! ไหน…ไหน…ขอดูหน่อย” หล่อนยิ้มเจ้าเล่ห์ยืดคอมองหาอย่างกระตือรือร้น

“ดูอะไรเจ้าคะ” แม่อ่อนค้อนควักรัดผ้าแถบแน่น คราวก่อนโดนดึงจนเกือบหลุดอวดผีสางไปทีล่ะ

“ก็อกอีแป้นไง เห็นบอกว่าจะแตกๆ มาหลายรอบแล้ว ไม่ยักแตกซักที” พูดพลางก็หัวเราะ

“ว้าย! แม่หญิง! ดูพูดเข้าเถอะ ไม่น่าฟังเลย ขวางเสียจริง”

ยิ่งหัวเราะร่าเมื่อถูกดุ แต่แสร้งสงบเสงี่ยมวางมาดเมื่อบ่าวคนอื่นๆ เริ่มรวมตัวกันเข้ามาใกล้

“เอาเถอะๆ ฉันไม่พูดละ” ถ้าต่อความยาวก็กลัวว่าอกอีแป้นพองๆ ของแม่อ่อนจะแตกในเร็ววัน เดี๋ยวจะหาว่าไม่งามอีก

หากพูดไปได้ไม่ทันไร หล่อนก็หยอกล้อให้พี่เลี้ยงต้องร้องอกอีแป้นแตกอีกตั้งหลายรอบ

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in LOVE

บทความยอดนิยม

กิจกรรม

เผยโฉมนิยายแจ่มใสที่ถูกนำไปทำเป็นซีรี่ส์ทางช่อง GMMTV!!!

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ทาง GMMTV ได้จัดงาน ‘GMMTV SERIES 2019 Wonder Thirteen’ เพื่อประกาศรายชื่อซีรี่ส์ทั้งห...

กิจกรรม

Jamshop ฉลองส่งท้ายปี 2561 มอบของขวัญพิเศษฟรี!!! รับเลยทั้ง “พรีเมี่ยม” และ “หนังสือลดสูงสุด 35%” เริ่มวันที่ 1-31 ธ.ค. นี้

ก่อนเทศกาลแห่งความสุขจะมาถึง JamShop ถือโอกาสสุดพิเศษนี้จัดโปรโมชั่นเพื่อร่วม ฉลองส่งท้ายปี พ.ศ. 2561 ต้อนรับปีใหม่ พ.ศ....

everY

ทดลองอ่าน Guardian เล่ม 1 บทที่ 1 #นิยายวาย

บทที่ 1 อาคารหมายเลขสี่ ถนนกวงหมิง*   วันที่สิบห้าเดือนเจ็ดตามปฏิทินจันทรคติ ท้องฟ้ายังคงมืดมิด เหล่าแมวจรจัดน้อยให...

jamsai.com