Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่านนิยายวาย รัชศกเฉิงฮว่าปีที่สิบสี่ เล่ม 3 บทที่ 1 #นิยายวาย

บทที่ 1

 

แม้การเลื่อนขั้นของขุนนางทหารกับขุนนางพลเรือนค่อนข้างต่างกัน โดยมากมักขึ้นอยู่กับความโปรดปรานและผลงาน อย่างในกององครักษ์เสื้อแพรก็ไม่เว้น ทว่าคนที่ได้เลื่อนขั้นจากนายกองถึงนายกองพัน พร้อมควบตำแหน่งดูแลกองปราบฝ่ายเหนือภายในเวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งปีกว่า หรือกล่าวให้ชัดคือคนอย่างสุยโจวนั้น นับว่าโดดเด่นสะดุดตายิ่ง

เมื่อยามที่ผู้บังคับการกองปราบถูกหยวนปินสั่งปลด นายกองพันหลายคนล้วนหมายตาตำแหน่งนั้น ปรากฏว่าสุยโจวผู้เป็นม้ามืดกลับได้ไปครองซึ่งก็ทำให้หลายคนขุ่นเคืองใจอยู่บ้าง หลังจากเขาขึ้นรับตำแหน่งก็กลั่นแกล้งเขาทั้งต่อหน้าและลับหลัง อย่างเช่นบางภารกิจก็รับบัญชาอย่างหน้าไหว้หลังหลอก ทำงานกันอย่างตะบิดตะบอย ซ้ำพอมีคนเห็นสุยโจวเอาแต่ทำหน้าบึ้งตึงเย็นชาทั้งวันก็คิดว่าคนอย่างเขาต้องกดขี่ผู้ใต้บัญชาแน่นอน จึงให้คนหาทางไปตีสนิทตะล่อมถามพวกเซวียหลิง ดูว่าจะขุดหาจุดอ่อนได้หรือไม่ จะได้ร้องเรียนต่อเบื้องบน ฉุดเขาให้ลงจากตำแหน่ง

อย่าเห็นว่าหน่วยองครักษ์เสื้อแพรมิใช่ขุนนางพลเรือนแล้วจะปราศจากการชิงไหวพริบซับซ้อนดุเดือด ในแวดวงขุนนางไม่เคยขาดแคลนการทับถมซ้ำเติม ดักซุ่มลอบกัด ยิ่งในหน่วยงานพิเศษที่คุ้นเคยกับการสืบเสาะไต่สวน คิดจะใช้อุบายเช่นนี้ก็ยิ่งง่ายดายไม่เปลืองแรง

มีคนวางหลุมพรางในที่ลับก็ย่อมมีคนรอชมเรื่องสนุกอยู่ในที่แจ้ง ไม่นานก็มีคนไปร้องเรียนกับหยวนปินว่าสุยโจวเพิ่งขึ้นรับตำแหน่งก็เคี่ยวกรำพวกเขา เพิ่มการฝึกมากมายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เจตนาจะทำให้กองปราบฝ่ายเหนือปั่นป่วน หากหยวนปินไม่สนใจดูแลอีก น่ากลัวทุกคนจะทนไม่ไหวกันแล้ว

ปีนี้หยวนปินอายุเจ็ดสิบแปดปี ย่อมเคยประสบพบเจอเรื่องราวมาทุกรูปแบบ ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพร มองลงมาจากที่สูงเขาย่อมเห็นเป้าหมายในใจของทุกคนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ทว่าเขามิได้พูดหรือทำอะไร มิได้ให้ความช่วยเหลือกับภาวะตกที่นั่งลำบากของสุยโจว และมิได้เรียกสุยโจวไปตำหนิเพราะผู้ใต้บัญชาร้องเรียน เขาเพียงแต่สังเกตการณ์อยู่เงียบๆ

หากสุยโจวแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ เช่นนั้นก็ไม่คู่ควรที่จะอยู่ในตำแหน่งแล้ว

เป็นไปตามคาด ไม่นานทุกฝ่ายก็สงบศึกกัน

เดิมทีองครักษ์เสื้อแพรก็เป็นหน่วยงานทหาร พวกเขาต้องฝึกร่างกายเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว แต่พอห่างเหินจากเมื่อแรกสถาปนาต้าหมิงนานเข้า คนมากมายจึงยิ่งอยู่ยิ่งหละหลวมเฉื่อยแฉะ การฝึกฝนประจำวันกลายเป็นเหมือนสิ่งสมมติไปโดยปริยาย กระทั่งกองทัพของเมืองหลวงก็ยังกลายเป็นเครื่องประดับในสนามรบ แม้หน่วยองครักษ์เสื้อแพรยังคงมีความสามารถด้าน ‘คุ้มกันเชื้อพระวงศ์ ตรวจตราจับกุม’ แต่ก็มิได้เหี้ยมหาญเก่งกล้า แม่นยำไร้ความผิดพลาดเฉกเช่นยามสถาปนาต้าหมิง

กอปรกับแรงกดดันจากสำนักบูรพา การถือกำเนิดของสำนักประจิม แบ่งอำนาจของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรไปมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พวกเขายิ่งอยู่ยิ่งอึดอัด และยิ่งอยู่ก็ยิ่งไร้ความสามารถ ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุที่การสืบสวนเรื่องลัทธิบัวขาวก่อนหน้านี้หน่วยองครักษ์เสื้อแพรไม่ค่อยจะทำตัวมีประโยชน์เสียเท่าไรนัก

หลังจากสุยโจวบัญชาการกองปราบฝ่ายเหนือแล้วสิ่งแรกที่ต้องเปลี่ยนแปลงก็คือเรื่องนี้ ดังนั้นเขาจึงออกคำสั่งเด็ดขาด เริ่มจากทุกๆ สามวัน ในยามอิ๋น นอกจากคนที่อยู่เวรและไปปฏิบัติภารกิจนอกพื้นที่ ทุกคนต้องไปรวมพลฝึกซ้อมที่ลานฝึกซ้อมเป็นเวลาสองชั่วยามโดยยึดตามการฝึกซ้อมของกองทัพเมืองหลวงทุกอย่าง นอกจากนั้นสุยโจวยังเพิ่มการฝึกซ้อมรายการอื่นเข้าไปด้วย

สำหรับคนที่เคยชินกับการไม่เข้าเวรก็นอนจนตะวันโด่ง ท่องราตรีด้วยการเข้าหอนางโลมและบ่อนพนันย่อมทนไม่ไหว ต่างพากันโอดครวญตัดพ้อ ถึงขั้นไปร้องเรียนกับหยวนปินต่างๆ นานาว่านายกองพันสุยตำแหน่งไม่ใหญ่ทว่าวางอำนาจไม่น้อย เพื่อสำแดงบารมีก็ไม่เห็นชีวิตของทุกคนอยู่ในสายตา ข่มเหงทารุณผู้ใต้บัญชา ไร้ความเป็นคน

เดิมทีการร้องเรียนขนานใหญ่เช่นนี้หยวนปินมิอาจนิ่งเฉยดูดายได้ แต่ไม่มีใครรู้ว่าสุยโจวแจ้งเขาไว้ล่วงหน้าแล้ว

ก่อนการฝึกซ้อมสุยโจวไปหาหยวนปินพร้อมรายงานแผนการของตนอย่างละเอียด แจ้งเป้าหมายและเหตุผลอย่างชัดเจน ประจวบกับหยวนปินเองก็รู้สึกขัดตาที่หน่วยองครักษ์เสื้อแพรถูกวั่นทงบริหารจนเหลวแหลกเช่นนี้ นี่ก็คือเหตุผลที่คนมากมายมาร้องเรียนสุยโจวแต่หยวนปินกลับนิ่งเฉย

เป็นเรื่องธรรมดาของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่แคล้วจะต้องถูกผู้ที่เกลียดความเปลี่ยนแปลงขัดขวาง แต่หากล้มเลิกเพียงเพราะเกรงกลัวอุปสรรค สุยโจวก็เตรียมตัวเป็นหัวหลักหัวตอได้เลย

เมื่อเห็นว่าการร้องเรียนไร้ผล ทุกคนก็จำต้องทำตามคำบัญชาของสุยโจว ไปรวมตัวกันที่ลานฝึกซ้อมอย่างจนปัญญา

ครั้งแรก ล่วงเลยยามอิ๋นไปหนึ่งเค่อแล้วมีคนจำนวนกว่าครึ่งที่ยังมาไม่ถึง คนเหล่านี้ล้วนถูกลากไปโบยคนละสิบที เสร็จแล้วจึงไปฝึกซ้อม หากครั้งต่อไปยังมาสายก็จะบวกเพิ่มอีกสิบที และครั้งต่อไปก็จะทบไปเรื่อยๆ

ทุกคนเห็นสุยโจวเอาจริง ครั้งที่สองจึงไม่มีใครกล้ามาสาย

หนึ่งในแผนการฝึกซ้อมที่เขากำหนดคือการวางชามใส่น้ำหนึ่งชามบนศีรษะ ย่อเข่ายืนท่านั่งม้า* ใต้ดวงอาทิตย์ครึ่งชั่วยาม มือทั้งสองข้างยังต้องยกตาชั่งที่มีถังน้ำหนักข้างละสิบชั่งไปด้วย หากน้ำกระฉอกถือว่าผิดพลาด ต้องยืนต่อไปอีกครึ่งชั่วยาม การฝึกนี้มีคนคัดค้านไม่น้อยด้วยเห็นว่าลำบากเหนื่อยยากเกินไป องครักษ์เสื้อแพรที่ถูกเลี้ยงดูปูเสื่อมาอย่างดีต่างแสดงท่าทีทนไม่ไหว ย่อมไม่มีทางทำได้

สุยโจวไม่พูดพร่ำทำเพลง สาธิตเป็นเยี่ยงอย่างด้วยตนเอง ทุกคนต่างประจักษ์แก่สายตาว่าครึ่งชั่วยามผ่านไป อย่าว่าแต่ชามบนศีรษะของเขาจะไม่หล่น แม้แต่น้ำในชามก็มิได้กระฉอกแม้แต่หยดเดียว นั่นจึงทำให้ทุกคนพร้อมใจยอมรับ

พวกเซวียหลิงนั้นมิต้องพูดถึง พวกเขาเดินตามรอยเท้าของสุยโจวมาตลอด สุยโจวให้ทำอะไรก็ทำ ไม่เคยพูดมาก เมื่อคนอื่นๆ เห็นผู้นำคนนี้มีความเฉียบขาด คำใดคำนั้น ร้องเรียนไปก็ไร้ประโยชน์ แอบอู้ก็ไม่ได้ จำต้องทำใจ ฝึกซ้อมอย่างตั้งอกตั้งใจตามไปด้วย

แต่สุยโจวก็มิได้เอาแต่เข้มงวดกวดขันอย่างเดียว ทุกสิ้นเดือนเขาจะเลี้ยงอาหารพวกพ้อง คนที่ประพฤติตนดียังมีรางวัลต่างหาก แน่นอนว่าเงินจำนวนนี้ล้วนมาจากงบหลวง ทว่าเมื่อก่อนตอนที่วั่นทงอยู่ กองปราบฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ล้วนถูกควบคุมดูแลโดยคนของเขา งบหลวงส่วนนี้จึงถูกนำไปใช้จ่ายส่วนตัว สุรุ่ยสุร่าย อย่าหวังว่าจะถึงมือผู้ใต้บัญชา เมื่อทุกคนรายได้ไม่เพียงพอรายจ่ายจึงต้องขูดรีดกับเบื้องล่าง

หลังจากสุยโจวรับตำแหน่งก็ออกคำสั่งให้ทำบัญชีใหม่ทั้งหมด การเบิกงบหลวงให้มีการจดบันทึกอย่างละเอียดชัดเจนทุกครั้ง เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีเงินจำนวนหนึ่งเกินออกมาให้ใช้จ่ายสำหรับเป็นขวัญกำลังใจ ทุกคนจึงย่อมยินดีกันถ้วนหน้า

ผ่านไปสามเดือน เมื่อทุกคนเริ่มชินกับการฝึกที่เคร่งครัด เสียงโอดครวญจึงน้อยลง บรรยากาศในกองปราบฝ่ายเหนือไม่ถึงกับเปลี่ยนไปเสียหมด แต่อย่างน้อยก็แตกต่างจากอดีตบ้างแล้ว การเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้เป็นเรื่องดี ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น ดูเอาจากประสิทธิภาพในการสืบสวนและปิดคดีของเดือนนี้ก็สูงขึ้นจากเดือนที่แล้วมาก

ผู้บังคับบัญชาที่ทำตนเป็นแบบอย่าง ตกรางวัลและลงอาญาอย่างชัดเจน ย่อมดีกว่าผู้นำที่เอาแต่กินดื่มเที่ยวเล่นและเอาดีเข้าตัว แม้สุยโจวจะเข้มงวดกว่าผู้บังคับการคนเดิมมาก แต่การเข้มงวดก็มีข้อดี อย่างน้อยคนที่สนิทสนมกับผู้เป็นหัวหน้าก็ไม่อาจใช้เล่ห์เหลี่ยมปัดความรับผิดชอบได้อีก ส่วนผู้ใต้บัญชาที่ไม่ได้ประจบสอพลอสนิทสนมกับหัวหน้าก็มิต้องกลัวว่าจะถูกกลั่นแกล้งอีกต่อไป

ตำแหน่งของสุยโจวมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่รู้ตัว เขาเองก็ค่อยๆ ประทับตราของตนลงบนร่างกายและจิตใจของผู้คนเหล่านั้น

 

วันนี้ถังฟั่นออกจากจวนว่าการกรมปกครอง เมื่อคนประสบเรื่องน่ายินดีจิตใจก็เบิกบาน แม้แต่ฝีเท้าก็ว่องไวแผ่วเบาขึ้นหลายส่วน ครั้นเห็นว่ายังมีเวลาเขาจึงเลี้ยวเปลี่ยนทิศทาง มิได้ตรงกลับเรือน แต่มุ่งหน้าไปที่กองปราบฝ่ายเหนือแทน

นับตั้งแต่สุยโจวได้เลื่อนตำแหน่งเขาก็ไม่ได้มาที่นี่เลย มาตรการรักษาความปลอดภัยที่หละหลวมในอดีต ยามนี้เข้มงวดกวดขันขึ้นไม่น้อย คนอยู่เวรไม่รู้จักเขา พอเห็นขุนนางพลเรือนขั้นหกคนหนึ่งมาที่นี่ก็รู้สึกแปลกใจจึงขวางเขาไว้ ได้ยินว่าอีกฝ่ายจะพบสุยโจวก็ยิ่งแสดงสีหน้าท่าทางประหลาดใจ

“เจ้าเป็นใคร มาหาท่านผู้บังคับการมีธุระอันใด” คนที่อยู่เวรสอบถามด้วยท่าทีไม่เป็นมิตรนัก หากมิใช่ว่าถังฟั่นสวมชุดขุนนาง เขาได้สงสัยว่าอีกฝ่ายมาล้อเขาเล่นแล้วด้วยซ้ำ

ไม่แปลกที่เขาจะคิดเช่นนี้

ขุนนางพลเรือนส่วนใหญ่มักห่วงหน้าตาชื่อเสียงของตนเอง โดยทั่วไปล้วนแล้วแต่ถูก ‘เชิญ’ มาอย่างไม่เต็มใจ น้อยมากที่จะสมัครใจเป็นฝ่ายมาเองอย่างถังฟั่น

ถังฟั่นกล่าวตอบ “ข้าชื่อถังฟั่น เป็นสหายกับผู้บังคับการของพวกเจ้า รบกวนช่วยบอกเขาที หากเขาเลิกงานแล้วก็ให้เขาออกมาหน่อย”

ตามหลักแล้วเวลานี้ยังเรียกสุยโจวว่าผู้บังคับการกองปราบมิได้ เนื่องจากเขาแค่รักษาการตำแหน่งนี้เท่านั้น ทว่าในแวดวงขุนนางมักยกให้ผู้อื่นสูงเข้าไว้ อย่างตำแหน่งรองนายกองพัน คนอื่นก็จะเรียกว่านายกองพัน ละคำว่ารองไป ซึ่งคนถูกเรียกได้ยินแล้วก็รื่นหูสบายใจ

คนอยู่เวรมองเขาอย่างระแวงสงสัยแวบหนึ่ง ไม่เชื่อว่าคนที่เข้มงวดกวดขันอย่างผู้บังคับการกองปราบคนใหม่จะคบหาสหายอย่างคนปกติทั่วไป อีกอย่างตำแหน่งของขุนนางพลเรือนตรงหน้าก็เล็ก คงมิใช่ว่าคนผู้นี้โอ้อวดหวังประจบผู้บังคับการกระมัง

ถังฟั่นมองออกว่าเขาระแวง จึงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “รบกวนพี่ชายช่วยรายงานด้วย หากเขาไม่สะดวกพบ ข้าก็จะกลับ”

อีกฝ่ายเองก็มิได้เจตนากลั่นแกล้ง เพียงแต่ระยะนี้กฎระเบียบเข้มงวดขึ้นมาก หากทะเล่อทะล่าเข้าไปรบกวนแล้วคนตรงหน้าก็ไม่ได้มีความสำคัญมากมายอะไร ดีไม่ดีเขาอาจถูกโบยได้

ด้วยเหตุนี้คนคนนั้นจึงกล่าวหน้าตึง “ท่านผู้บังคับการมีภารกิจ เจ้ามาวันหลังเถอะ!”

ถังฟั่นร้องอ๋อ “เช่นนั้นข้าขอถามอย่างหนึ่ง เขายังอยู่ข้างในหรือว่ากลับไปแล้ว”

อีกฝ่ายตอบ “ยังอยู่ข้างใน”

ถังฟั่นพยักหน้า “ข้านั่งรอเขาตรงนี้แล้วกัน”

พูดจบก็สะบัดชุดคลุมขุนนาง นั่งลงบนขั้นบันไดข้างๆ ก่อนล้วงหนังสือเล่มหนึ่งออกจากอกเสื้อมาเปิดอ่าน

องครักษ์เสื้อแพรที่อยู่เวรถลึงตา “หน้ากองปราบฝ่ายเหนือ ไฉนจึงกล้าบังอาจ!”

พูดเป็นเล่น หน้าประตูกองปราบฝ่ายเหนืออันน่าเกรงขาม สถานที่ทำงานขององครักษ์เสื้อแพรผู้เลือดเย็นไร้ความปรานีดันมีคนมานั่งอ่านหนังสือ อย่างไรก็ไม่อาจทำให้ผู้อื่นครั่นคร้ามกริ่งเกรงได้!

ถังฟั่นมองเขาอย่างเนิบช้า “ให้เจ้าไปบอกเจ้าก็ไม่ยอม ข้านั่งอ่านหนังสือรอตรงนี้ไม่น่าจะรบกวนเจ้ากระมัง อีกอย่างข้าเองก็ไม่ได้นั่งขวางประตูเสียหน่อย นี่ก็นั่งหลบมาข้างๆ แล้วอย่างไร!”

องครักษ์เสื้อแพรคนนั้นสะอึกอึ้ง ยังอยากกล่าวอะไรต่อ พวกพ้องที่เฝ้าประตูด้วยกันส่งสายตาบอกใบ้เขาก่อนโน้มเข้าไปกล่าวเสียงเบา “เจ้าโง่หรือไร เข้าไปรายงานเสียหน่อยแล้วจะเป็นไร เกิดเขาเป็นสหายของผู้บังคับการจริงๆ เท่ากับพวกเรามิได้ล่วงเกินเขา หากไม่ใช่ก็จะได้ไล่เขาออกไป!”

คนผู้นั้นกลอกตาใส่ผู้พูดทีหนึ่ง “เจ้าก็ปากเก่งเหลือเกิน แล้วไฉนเจ้าไม่ไปเองเล่า”

พวกพ้องหัวเราะเจ้าเล่ห์ “ไปก็ไปสิ อีกเดี๋ยวข้าได้รับคำชมจากผู้บังคับการ เจ้าอย่าตาร้อนล่ะ!”

ขณะที่ยังคงไม่เชื่อ ปรากฏว่าอีกฝ่ายหันร่างเดินเข้าไปรายงานจริงๆ

ผ่านไปครู่เดียวเขาก็เห็นพวกพ้องย่างเท้าออกมาจากด้านในอย่างรีบร้อน กล่าวกับถังฟั่นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ใต้เท้า ท่านผู้บังคับการกำลังงานยุ่ง แต่เขาเชิญท่านเข้าไปรอด้านใน!”

เขาอ้าปากค้างมองพวกพ้องพาถังฟั่นเข้าไปอย่างกระตือรือร้น พักหนึ่งก็กลับออกมา จึงรีบละล่ำละลักถาม “คนนั้นเป็นใครหรือ”

พวกพ้องกล่าวตอบ “สหายสนิทของผู้บังคับการ เจ้าไม่รู้จักหรือ เมื่อครู่เขาก็บอกแล้วว่าชื่อถังฟั่น ได้ยินว่าเขายังอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ของผู้บังคับการด้วย”

องครักษ์เสื้อแพรคนนั้นสูดลมหายใจเย็นๆ เข้าเฮือกหนึ่ง “ความสัมพันธ์ดีเพียงนั้นเชียวรึ”

พวกพ้องกล่าว “ใช่แล้ว”

คนคนนั้นต่อว่าอย่างหัวเสีย “แล้วเหตุใดเจ้าไม่บอกแต่แรก!”

พวกพ้องเย้ยหยัน “ใครให้เจ้าตาถั่วเล่า ข้าสะกิดเจ้าแล้ว เจ้าก็ยังไม่ไปรายงาน ถึงเวลาหากผู้บังคับการเอาความ ข้าไม่ยอมถูกตำหนิกับเจ้าด้วยหรอก!”

องครักษ์เสื้อแพรคนนั้นกลุ้มใจจนพูดไม่ออก คิดในใจว่าตนเองพลาดโอกาสเอาใจผู้บังคับบัญชาอีกแล้ว

 

ถังฟั่นไม่สนว่าองครักษ์เสื้อแพรสองคนที่ยืนเฝ้าหน้าประตูจะคิดอย่างไร เขาเดินไปทางลานฝึกซ้อม ยังไม่เห็นเงาคนก็ได้ยินเสียงฮึกเหิมโห่ร้องดังมาจากไกลๆ เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ จึงพบว่าที่แท้ลานฝึกซ้อมกำลังมีการประลองกัน

บนลานฝึกซ้อมมีเงาสองคนไหววูบขึ้นลง ประกายดาบประสานฉวัดเฉวียน มิได้ประจันกันด้วยกระบวนท่าสวยงามที่ตระการตา หากแต่เป็นกระบวนท่าสังหารที่ไร้ความปรานี เมื่อพินิจมองอย่างละเอียด หนึ่งในนั้นยังเป็นสุยโจวอีกด้วย!

สุยโจวกำลังประลองกับคนอีกคนหนึ่งในลานฝึกซ้อม รอบๆ ยังมีคนกลุ่มหนึ่งรายล้อม แต่ละคนต่างส่งเสียงโห่ร้อง

ถังฟั่นกวาดมองรอบหนึ่งพบเงาร่างของเซวียหลิงในคนกลุ่มนั้น จึงเดินเข้าไปตบบ่าอีกฝ่ายทันที

เซวียหลิงตกใจสะดุ้งโหยง กำลังจะมีโทสะ แต่เมื่อหันไปมอง โทสะก็เปลี่ยนเป็นความยินดี “ท่านมาได้อย่างไร”

ถังฟั่นหัวเราะแฮะๆ “คนมันว่างจึงมาเที่ยวชมเสียหน่อย พวกท่านกำลังจะประลองกันหรือ เหตุใดแม้แต่ผู้บังคับการก็ต้องลงสนามด้วย”

เซวียหลิงกล่าวกลั้วหัวเราะ “ก่อนหน้านี้พี่ใหญ่ออกกฎ ทุกๆ สิ้นเดือนจะจัดการประลอง ผู้ประลองสามารถท้าสู้กับใครก็ได้ ผู้ชนะคนสุดท้ายจะได้รางวัลอย่างงาม ก่อนหน้านี้มีคนมากมายถูกพี่ใหญ่เคี่ยวกรำเสียยับ ต่างก็อัดอั้นตันใจ จึงท้าประลองกับเขากันใหญ่ ปรากฏว่าแต่ละคนล้วนถูกพี่ใหญ่ล้มไม่เป็นท่า ฮี่ๆ พวกนั้นยังไม่รู้พิษสงของพี่ใหญ่ แต่ข้าหรือจะไม่รู้ ข้าเหล่าเซวียไหนเลยจะหาเหาใส่หัว!”

ระหว่างสนทนา การประลองก็รู้ผลแพ้ชนะ คนที่ประลองกับสุยโจวคิดว่าเล็งช่องโหว่ของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแม่นยำแล้ว ตวัดดาบปักวสันต์ฟันจากด้านหลังหวังลอบจู่โจม คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายเหมือนมีตาอยู่ด้านหลัง ปลายเท้าแตะพื้นดีดร่างขึ้นตีลังกากลางอากาศ ตวัดขาเตะคู่ต่อสู้กระเด็นออกไป ขณะที่ร่างของตนเองกำลังจะถึงพื้นก็อาศัยแรงเหวี่ยงดีดร่างยืนอย่างมั่นคงอีกครั้ง

กระบวนท่าดุจเมฆล่องลอย ธารน้ำหลั่งไหล ปราดเปรียวว่องไว ทั้งยังงดงามแฝงด้วยพลัง กลุ่มคนที่มุงล้อมพากันส่งเสียงชื่นชม เสียงโห่ร้องยินดีดังอย่างไม่ขาดสาย!

สุยโจวที่ยืนอยู่ในลานฝึกซ้อมสวมเพียงกางเกงขายาว ร่างกายช่วงบนเปลือยเปล่า เม็ดเหงื่อไหลหยดจากหน้าผากและลำคอ กลิ้งลงตามลำตัว ร่างกำยำเปียกชื้น กล้ามเนื้อที่นูนขึ้นสะท้อนประกายใต้แสงแดด ดูออกว่ารูปร่างแข็งแรงเช่นนี้เกิดจากการฝึกฝนเคี่ยวกรำทุกวันอย่างสม่ำเสมอ มิได้ปล่อยปละหละหลวมเพราะได้เลื่อนขึ้นสู่ตำแหน่งสูงแล้วแม้แต่น้อย

เขาจ้องคู่ต่อสู้ที่ถูกเตะจนล้มกลิ้ง พลิกมือปักดาบปักวสันต์ในมือลงพื้น แล้วกล่าวเสียงเย็นชาว่า “ไม่พอใจก็เอาใหม่ได้”

เวลานี้สุยโจวดำดิ่งมุ่งมั่นอยู่กับการต่อสู้ สำหรับเขาไม่มีการแยกแยะระหว่างประลองฝีมือกับสู้ตัดสินชี้ขาด ในเมื่อลงสนามแล้วก็ต้องทำเต็มกำลัง ปฏิบัติอย่างจริงจัง เป็นการให้เกียรติตนเองและให้เกียรติคู่ต่อสู้ด้วย

คู่ต่อสู้ที่ถูกเขาจ้องรู้สึกเหมือนตนเองถูกสัตว์ป่าดุร้ายตัวหนึ่งพันธนาการไว้จนอดหนาวสะท้านไม่ได้ ไม่อาจกระตุ้นปณิธานการสู้รบใดๆ ได้อีก รีบกระวีกระวาดเก็บดาบ ประสานมือคำนับพร้อมกล่าวว่า “ไม่แล้ว! ไม่แล้ว! ใต้เท้าฝีมือเก่งกล้า ข้าน้อยยอมแพ้ขอรับ!”

องครักษ์เสื้อแพรโดยรอบพากันหัวเราะครืน คนผู้นี้เอาชนะทุกคนในกองปราบฝ่ายเหนือติดต่อกันมาสองเดือน คาดว่าเขาเองก็มั่นใจในตนเองพอสมควร จึงส่งสารท้าสุยโจว ก่อนหน้านี้ก็มีคนไม่น้อยพ่ายแพ้ต่อสุยโจว แต่เขาก็ยังมั่นใจว่าตนเองต้องเป็นข้อยกเว้นแน่นอน คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ สะบักสะบอมไม่น้อย

เมื่ออีกฝ่ายยอมแพ้ บรรยากาศดุดันรอบตัวสุยโจวก็อ่อนลงทันที เขาเดินเข้าไปยื่นมือดึงผู้ใต้บัญชาลุกขึ้น ก่อนตบบ่าอีกฝ่าย “เจ้านับว่าไม่เลวแล้ว ใต้เท้าหยวนอยากให้พวกเราประลองกับทัพหลวงสักตั้งเพื่อกระตุ้นขวัญกำลังใจ ถึงตอนนั้นเกียรติของกองปราบฝ่ายเหนือของเราก็ต้องพึ่งเจ้าแล้ว!”

เดิมทีผู้ใต้บัญชาคนนั้นยังกระดากอายเล็กน้อย ครั้นได้ยินคำพูดนั้นใจก็ฮึกเหิมขึ้นมาอีกครั้ง กล่าวตอบด้วยความตื่นเต้น “ใต้เท้าวางใจ ข้าจะทำสุดความสามารถ ไม่ให้กองปราบฝ่ายเหนือเราขายหน้าอย่างแน่นอน!”

วิธีการไม้แข็งสลับไม้อ่อนเช่นนี้ช่างทำให้คนต้องยอมรับอย่างช่วยไม่ได้

ถังฟั่นยืนเอามือไพล่หลัง มองดูเหตุการณ์ด้วยรอยยิ้มกว้าง มิได้รีบร้อนเข้าไปหา รอสุยโจวให้กำลังใจผู้ใต้บัญชา ประกาศจบการประลอง กลุ่มคนสลายตัวแล้ว เขาจึงเดินเข้าไปอย่างไม่รีบร้อน “ท่านผู้บังคับการช่างมีบารมี เห็นทีไม่ช้าก็เร็วคงได้ดำรงตำแหน่งจริงแล้ว!”

ใช่ว่าสุยโจวจะไม่สังเกตเห็นถังฟั่น เพียงแต่ก่อนหน้านั้นไม่สะดวกพูดคุยด้วย ยามนี้ผู้คนแยกย้ายกันแล้ว เห็นอีกฝ่ายที่มองมาด้วยรอยยิ้มระรื่นก็นึกได้ว่าเวลานี้ตนสวมใส่อาภรณ์น้อยชิ้น ใบหน้าเย็นชาจึงสะท้อนแววขัดเขินวูบหนึ่งอย่างยากจะสังเกตเห็น

“เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร ถ้าไม่มีเรื่องด่วนก็รอข้าอาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อน”

ถังฟั่นกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านไปเถิด ข้าไม่รีบ วันนี้จะเลี้ยงข้าวท่านที่โรงเตี๊ยมเซียนเค่อ ไปหรือไม่”

สุยโจวกำลังจะมุ่งหน้าไปห้องเปลี่ยนชุดที่อยู่ด้านหลัง ได้ยินแล้วก็หยุดฝีเท้า เลิกคิ้วถาม “เอาเงินมาจากที่ใด”

ยามนี้ใต้เท้าถังมิได้มีอิสระด้านการเงินแล้ว เบี้ยหวัดทุกเดือนเขาใช้จ่ายครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งมีสุยโจวเป็นคนดูแล เหตุผลก็เพื่อมิให้เขาจับจ่ายสุรุ่ยสุร่าย ครึ่งหนึ่งที่อยู่กับตนเองใช้หมดแล้ว หากต้องการใช้ส่วนที่สุยโจวดูแลนั้นเรียกได้ว่าไม่มีทาง

ถังฟั่นหัวเราะครืน “หล่นลงมาจากฟ้า!”

เห็นเขาอมพะนำไม่ยอมบอก สุยโจวเองก็ไม่เร่งรัด ไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนชุดแล้วจึงพบถังฟั่นที่กำลังจิบชาอยู่ในห้องทำงานของเขา

ถังฟั่นเห็นเขามาก็ลุกขึ้นกล่าว “ไปๆๆ ไปกินข้าวกัน!”

สุยโจวส่ายหน้า จากนั้นก็เอ่ยถาม “เจ้าได้เลื่อนตำแหน่งหรือ”

ถังฟั่นนึกอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายต้องเดาได้ ได้ยินแล้วก็ไม่ประหลาดใจ พยักหน้าทันที “ใช่!”

“ตำแหน่งอะไร” สุยโจวถาม

ถังฟั่นตอบ “หัวหน้ากองพลาธิการเหอหนานแห่งกรมอาญา มารดาข้าก็ได้รับการแต่งตั้งย้อนหลังเป็นอันเหริน* ขั้นห้า ประทานเงินหนึ่งร้อยตำลึง** ต่างหาก”

สามสิ่งที่กล่าวมานับว่าเป็นการแต่งตั้งล่าช้าสำหรับผลงานในคดีตำหนักบูรพาและคดีลักพาตัวเด็กของถังฟั่น

คิ้วเข้มของสุยโจวกระตุกก่อนจะคลายลงทันที มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยพลางพูด “นี่เป็นเรื่องดี ควรค่าแก่การฉลอง!”

ถังฟั่นกล่าวด้วยรอยยิ้ม “แม้ข้าจะไม่เรียกร้องว่าต้องตำแหน่งสูงเบี้ยหวัดหนา แต่เมื่อทำงานสำเร็จแล้วได้รับผลตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อก็นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดี หนนี้ท่านคงยอมให้ข้าเป็นเจ้ามือแล้วกระมัง”

สุยโจวพยักหน้าแต่กลับกล่าวว่า “มิต้องไปกินข้าวนอกบ้านแล้ว ให้อาตงซื้อวัตถุดิบมาเพิ่ม ข้าจะเข้าครัวเอง”

ถังฟั่นได้ยินก็ตาลุกวาวเป็นประกาย

สุยโจวยืนยันได้ว่าเขาเห็นประกายแสงที่สะท้อนออกจากนัยน์ตาคู่นั้นจริงๆ ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “เจ้าชอบอาหารที่ข้าทำมากกว่าของโรงเตี๊ยมเซียนเค่ออีกหรือ”

ถังฟั่นหัวเราะ ท่วงท่าสง่าสุภาพหายวับไปทันตา “แน่นอน อาหารที่สุยก่วงชวนทำมีหรือจะแพ้โรงเตี๊ยมเซียนเค่อ”

คำชมที่เปิดเผยตรงไปตรงมาของเขาทำให้สุยโจวยกยิ้มสูงขึ้นที่มุมปากอย่างอดไม่อยู่

เมื่อเจ้าบ้านอารมณ์ดี ลูกบ้านอีกสองคนก็พลอยได้ดีไปด้วย

ค่ำวันนั้นสุยโจวเข้าครัวอย่างหาได้ยาก เขาลงมือทำหมูเส้นผัดเครื่องเทศ ซี่โครงเปรี้ยวหวาน หมูสับปั้นราดน้ำแดง อาตงเองก็ทำเกี๊ยวไส้ยอดผักกาดขาวที่ถังฟั่นยังจำมิรู้ลืม บวกกับสุราบ๊วยที่อุ่นบนเตาดินสีแดง เนื่องจากอาตงอายุยังน้อย สุราที่ได้รับอนุญาตให้ดื่มได้ก็มีเพียงสุรารสหวานอมเปรี้ยวชนิดนี้เท่านั้น

ก่อนกินข้าวอาตงรินสุราให้ถังฟั่นกับสุยโจวจนเต็มจอก จากนั้นยกจอกสุราของตนขึ้นกล่าวกับพวกเขาว่า “ขอแสดงความยินดีกับพี่ใหญ่ที่ได้เลื่อนตำแหน่ง ยินดีกับพี่ใหญ่สุยที่ได้เลื่อนตำแหน่ง!”

ทั้งสองดื่มจนหมดด้วยรอยยิ้ม แล้วถังฟั่นจึงกล่าว “อันที่จริงการสอบประเมินขุนนางที่รับราชการในเมืองหลวงยังไม่ครบรอบสามปี ตามหลักแล้วยังไม่ถึงเวลาที่ข้าจะได้เลื่อนตำแหน่ง เพียงแต่หัวหน้าโจวแห่งกองพลาธิการเหอหนานล้มป่วยเสียชีวิตกะทันหัน ตำแหน่งนั้นจึงว่างพอดี จึงให้ข้าไปรับตำแหน่งก่อน”

สุยโจวพยักหน้า “ในแวดวงขุนนางจำนวนคนมีล้นกว่าตำแหน่งเสมอ แม้หน่วยงานที่เจ้าอยู่ไม่นับว่าเป็นตำแหน่งมากผลประโยชน์ แต่อุตส่าห์มีตำแหน่งออกมาทั้งที ย่อมต้องมีคนมากมายแย่งชิงกัน ไม่แน่ว่าเจ้าอาจไปแย่งตำแหน่งงานของใครเข้าก็ได้ คงมีคนริษยาไม่น้อย ตอนที่เข้าไปก็ระวังไว้หน่อยดีกว่า”

อันที่จริงไม่ต้องให้สุยโจวกำชับ ดูผิวเผินถังฟั่นอาจเป็นคนเรื่อยเฉื่อย แต่ความจริงแล้วคิดการรอบคอบเอาตัวรอดเป็น ทว่าความหวังดีของสหายเขาย่อมรับด้วยใจ พร้อมทั้งรับปากอย่างหนักแน่น

อาตงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “พี่ใหญ่ แล้วตอนนี้ท่านเป็นขุนนางขั้นใดหรือ”

“ก่อนหน้านี้เป็นขุนนางขั้นหก ตอนนี้เป็นขั้นห้าเต็มขั้น ถือว่าเลื่อนขึ้นมาหนึ่งขั้นครึ่ง” สุยโจวตอบ

อาตงกล่าวด้วยสีหน้าระรื่น “อีกไม่กี่ปีพี่ใหญ่ก็อาจได้เป็นขุนนางขั้นหนึ่งแล้วกระมัง”

ถังฟั่นไม่สบอารมณ์ “เจ้าเห็นจักรพรรดิเป็นพ่อข้า สภาขุนนางต้าหมิงเป็นกิจการของบ้านข้าหรือไร!”

อาตงยกมือปิดปากหัวเราะ “ท่านอยากให้จักรพรรดิเป็นบิดาท่าน จักรพรรดิคงไม่เอาด้วยหรอก!”

ถังฟั่นคิดในใจ ถ้าข้ามีบิดาเช่นนี้ จะน่าเวทนาเพียงใด! จึงทำท่ายกมือจะตีนาง แต่หลังจากถูกจับตัวไปคราวก่อนอาตงก็ยิ่งตั้งใจฝึกวรยุทธ์กับสุยโจว ถังฟั่นหรือจะตีนางได้ ทำได้เพียงถลึงตาขู่เท่านั้น

โลกเรานี้แต่ละคนมีเรื่องที่ตนถนัดแตกต่างกันไป

อย่างอาตงที่เล่าเรียนตำราไม่เก่ง ทว่าพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์กลับไม่มีใครเทียบได้ ส่วนถังฟั่นนั้นเก่งกาจเล่าเรียนและเป็นขุนนาง ทว่าสำหรับการฝึกวรยุทธ์นั้นไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็ไร้ผล หลังจากประสบเคราะห์กรรมจากพรรคหนานเฉิงเช่นเดียวกัน เขาเองก็อยากฝึกเอาไว้ป้องกันตัวสักนิด ปรากฏว่าหลังจากยืนท่านั่งม้ากับอาตงครึ่งชั่วยาม อาตงน้อยแม้จะเหงื่อไหลไคลย้อย กลับยังกัดฟันยืนนิ่งอยู่กับที่ ส่วนใต้เท้าถังนั้นโงนเงนโซเซ ยอมแพ้ล้มเลิกในสภาพน้ำลายฟูมปาก

เขาตัดสินใจแน่วแน่ว่าหากต้องฝึกวรยุทธ์ป้องกันตัว สู้ทำเรื่องอันตรายให้น้อยลงดีกว่า

 

หลังรับหนังสือคำสั่งจากกรมปกครองแล้วก็สามารถไปรายงานตัวที่หน่วยงานใหม่ได้ แต่ก่อนหน้านั้นถังฟั่นยังต้องไปเยี่ยมเยียนอดีตผู้บังคับบัญชาที่เป็นศิษย์พี่ด้วย เพื่อขอบคุณการดูแลอุ้มชูตลอดสองปีที่ผ่านมาของเขา

เมื่อพันปินรู้ข่าวที่ถังฟั่นกำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งไปที่กรมอาญาก็ดีใจระคนใจหาย

ดีใจที่เขากับถังฟั่นต่างเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์ เมื่อมีสายสัมพันธ์นี้ต่อไปก็สามารถดูแลซึ่งกันและกันในวงการขุนนางได้ ศิษย์น้องอนาคตไกล เรื่องนี้มิได้มีผลเสียกับเขา

ส่วนที่ใจหายคือปีนี้ถังฟั่นอายุยี่สิบห้าก็เป็นขุนนางขั้นห้าเต็มขั้นแล้ว แม้ออกจากสำนักราชบัณฑิตจะรับตำแหน่งที่ศาลซุ่นเทียน ทว่ายามนี้ก็ได้ย้อนกลับไปที่หกกรม ตรงกับเส้นทางการเลื่อนขั้นของเสนาบดีในสภาขุนนาง มีผลงานตั้งแต่อายุน้อย อนาคตรุ่งเรือง

ย้อนกลับมาดูตนเอง แม้ตอนนั้นจะสอบติดจิ้นซื่อ ทว่าเนื่องจากรายชื่อมิได้อยู่แถวหน้า มิอาจได้รับการคัดเลือกให้เป็นบัณฑิตฝึกงานในสำนักราชบัณฑิต คุณสมบัติจึงน้อยกว่าถังฟั่นขั้นหนึ่ง บัดนี้อายุสี่สิบแล้ว เป็นผู้ว่าการศาลซุ่นเทียน ในสายตาของคนนอกคล้ายจะดีเยี่ยม แต่ความจริงเขารู้ดีว่าหากอยากเลื่อนขั้นขึ้นไปอีกนั้นยากเย็นแสนเข็ญแล้ว เพราะเขาไม่มีทั้งที่พึ่งในราชสำนัก อีกทั้งตนเองก็ไม่ได้มีความเก่งกล้าและคุณสมบัติที่ดีเลิศ

มองถังฟั่นแล้วพันปินพลันเกิดความรู้สึกซึมเศร้าอย่างที่ภาษิตว่า ‘คลื่นลูกใหม่ไล่หลังคลื่นลูกเก่า คลื่นลูกเก่าซัดสาดหายไปกับฝั่ง’

ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่อาจต้อนรับถังฟั่นด้วยสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก อีกฝ่ายมิได้ติดค้างเขา ฉะนั้นเขายังคงทำตัวให้สดชื่น ด้วยสถานะศิษย์พี่จึงแสดงความยินดีกับถังฟั่นก่อน จากนั้นก็กำชับอีกฝ่ายให้รอบคอบสำรวมตนด้วยความเป็นห่วง อย่าลำพอง ศัตรูตัวฉกาจในวงการขุนนางมักมิใช่ผู้อื่น แต่เป็นตนเองเสมอ

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคำชี้แนะจากประสบการณ์ ถังฟั่นย่อมน้อมรับด้วยใจจริง สนทนากันแล้วยังอยู่กินข้าวที่จวนของพันปิน อย่างไรเสียศิษย์พี่ศิษย์น้องสองคนก็ยังอยู่ในเมืองหลวง พบเห็นเจอหน้าได้บ่อยครั้ง ไม่จำเป็นต้องทำเสมือนจากลาชั่วชีวิต

กว่าถังฟั่นจะสะสางมอบหมายภารกิจในศาลซุ่นเทียนเรียบร้อยแล้วไปรายงานตัวที่กรมอาญาก็เข้าสู่เดือนห้า เป็นช่วงต้นฤดูร้อนแล้ว

ปีนั้นเป็นรัชศกเฉิงฮว่าปีที่สิบห้า

เพิ่งเข้ากรมอาญาได้ไม่กี่วันถังฟั่นก็พบว่าเขาถูกกีดกันอย่างน่าพิศวง

 

ตามหลักแล้วเมื่อจำแนกตามสถานะของแต่ละหน่วยงาน ลำดับหกกรมแห่งต้าหมิงคือกรมปกครอง กรมอากร กรมพิธีการ กรมทหาร กรมอาญา และกรมโยธา

กรมปกครองควบคุมการสอบเลื่อนขั้นของขุนนางทั้งหมดไว้ในมือ ระดับความสำคัญจึงมิต้องบรรยายแล้ว

กรมอากรนั้นดูแลเรื่องการเงิน

อันที่จริงสถานะของกรมพิธีการและกรมทหารมิได้ต่ำ เนื่องจากโบราณกาลได้กล่าวไว้ อันเรื่องสำคัญของบ้านเมืองคือการบวงสรวงและชนเผ่า บวงสรวงก็คือพิธีสักการะ เซ่นไหว้และการพยากรณ์ต่างๆ ภายหลังเกิดหกกรมขึ้น หน้าที่นี้จึงตกเป็นของกรมพิธีการ ส่วนชนเผ่าก็คือสงครามกับชนเผ่านอกด่าน

กล่าวได้ว่ากรมพิธีการสูงส่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ส่วนกรมทหารนั้นบ้านเมืองย่อมขาดไม่ได้ สำคัญยิ่งยวด

ด้วยเหตุนี้อันดับท้ายจึงเป็นกรมโยธากับกรมอาญา

แต่อย่าเข้าใจว่าสถานะต่ำกว่าแล้วผลประโยชน์จะน้อยตามไปด้วย

หากจัดลำดับตามผลประโยชน์มากน้อย ลำดับของหกกรมควรต้องเรียงใหม่อีกครั้งเป็นกรมปกครอง กรมอากร กรมโยธา กรมทหาร กรมพิธีการ และกรมอาญา

นั่นก็เข้าใจได้ไม่ยาก ในเมื่อกรมปกครองดูแลเรื่องการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งของเหล่าขุนนาง เพื่อให้ได้ตำแหน่งที่ดีทุกคนจึงต้องเลี่ยงมิให้มีมลทินจากการตรวจสอบ ย่อมต้องกำนัลด้วยเงินทองและสิ่งของ ซึ่งในนั้นก็มีกองพิจารณาขุนนางเป็นหน่วยงานที่กุมการประเมินผลขุนนางพลเรือนที่มีผลประโยชน์มากที่สุด

แม้สถานะของกรมโยธาจะไม่สูง แต่เป็นเพราะปัญหาความหัวโบราณของคน มิใช่เพราะผลประโยชน์เบาบาง ที่ใดมีการซ่อมแซมตำหนัก ที่ใดมีการสร้างคันกั้นน้ำ เรื่องเหล่านี้ล้วนต้องใช้เงิน เมื่อมีส่วนที่ต้องใช้เงินก็สามารถหาช่องโหว่ฉกฉวยผลประโยชน์ไว้ได้

การรับราชการเป็นขุนนางในราชสำนักต้าหมิงนั้นอัตคัดขัดสนเหลือแสน มิใช่ทุกคนที่จะยอมลำบากลำบนเขียนบทประพันธ์หารายได้เสริมเหมือนอย่างถังฟั่น

อย่าเห็นว่ากรมอากรดูแลการเงิน ทว่าผลประโยชน์ในมือมิได้มากมายดังที่คิด แม้จะลดภาษีลงหลายครั้ง แต่กลับเก็บภาษีไม่ได้เสียที มีคหบดีที่หลบเลี่ยงการจ่ายภาษีมากขึ้นเรื่อยๆ ภาษีการค้าไม่เคยเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่สถาปนาต้าหมิง น้อยเสียจนไร้เหตุผล แทบเสมือนสิ่งสมมติ บางส่วนถึงขั้นมิได้เก็บภาษีด้วยซ้ำ

ด้วยเหตุนี้กรมอากรแห่งต้าหมิงจึงกลายเป็นกรมอากรที่ฝืดเคืองที่สุดในประวัติศาสตร์ จักรพรรดิเห็นใจราษฎร ปรับภาษีให้น้อยลงเพียงใดราษฎรก็ยังคงทุกข์ยาก หลายคนไม่พอใจกับการถูกขูดรีด บทผู้ร้ายจึงตกเป็นของทางการ ท้ายที่สุดเงินก็มิได้ตกอยู่กับทางการ

เท่าที่ถังฟั่นคาดคะเนเป็นการส่วนตัว ภาษีทั้งหมดที่เก็บเข้าท้องพระคลังเมื่อปีที่แล้วมีประมาณสี่ล้านตำลึง นี่ยังนับว่าเก็บได้มากแล้ว เนื่องจากปีก่อนๆ เกิดภัยธรรมชาติจึงเก็บได้เพียงสองล้านตำลึงเท่านั้น

ทว่าเงินจำนวนนี้ยังต้องจัดสรรไปตามหน่วยงานต่างๆ ไม่ใช่กรมอากรจะฮุบไว้แต่ฝ่ายเดียวได้ เดี๋ยวกรมทหารเรียกร้องจะรบทัพจับศึก กรมพิธีการอ้างว่าการสอบเคอจวี่ต้องใช้เงิน พิธีบวงสรวงสวรรค์ก็ต้องใช้เงิน กรมโยธาโอดครวญบ้างว่าคันกั้นน้ำของที่ใดพังเสียหายไม่มีงบประมาณซ่อมแซม…

แบ่งปันจัดสรรกันไปมา เงินที่ตกถึงมือกรมอากรก็เหลือไม่มากแล้ว ไม่แปลกที่เบี้ยหวัดของเหล่าขุนนางในราชสำนักจะไม่เคยเพิ่มขึ้นเลย ต่อให้จักรพรรดิมีเจตนาปรับเบี้ยหวัดขึ้นหากก็ไม่มีงบประมาณจำนวนนั้น เพื่อปากท้อง เพื่อความสุขสบาย ขุนนางใจซื่อมือสะอาดจึงยิ่งอยู่ยิ่งน้อย ขุนนางละโมบฉ้อฉลยิ่งอยู่ยิ่งมาก เมื่อเบื้องบนไม่สนใจหน้าที่ เบื้องล่างก็เอาเยี่ยงอย่าง บ้านเมืองในรัชสมัยเฉิงฮว่าจึงวุ่นวายไร้ระเบียบ

แต่ยามนี้เรื่องเหล่านี้ยังไม่เกี่ยวกับถังฟั่น หากเป็นเรื่องที่เหล่าเสนาบดีในสภาขุนนางควรใส่ใจ ต่อให้ถังฟั่นอยากแก้ไขก็ไม่มีใครฟังเขา

เอาเป็นว่าไม่ว่าจะวัดจากสถานะหรือจากผลประโยชน์ กรมอาญาก็ล้วนอยู่อันดับรั้งท้าย

เพราะแม้กรมอาญาจะดูแลคดีทั้งหมดของบ้านเมือง แต่โดยทั่วไปคดีที่กรมอาญาต้องพิจารณาเองมักเป็นคดีใหญ่สำคัญที่ยากพิพากษา ปกติคดีลักษณะนี้ไม่มีใครกล้าติดสินบน ต่อให้ติดสินบนก็ไร้ประโยชน์ หนำซ้ำกรมอาญามิได้มีอำนาจพิพากษาคดีแต่เพียงผู้เดียว บางครั้งยังต้องตัดสินร่วมกับสำนักศาลยุติธรรมและสำนักตรวจการนครหลวง จึงพัวพันติดข้อจำกัดกับอีกสองหน่วยงานด้วย

ในฐานะผู้ร่วมชะตากรรม แม้กรมพิธีการเองก็เป็นหน่วยงานเงียบเหงาที่ผลประโยชน์น้อย ชั่วดีอย่างไรพวกเขาก็ยังกุมการสอบเคอจวี่ นั่นเป็นเรื่องยิ่งใหญ่สำหรับบัณฑิตในใต้หล้า อีกทั้งเสนาบดีกรมพิธีการจะดูแลสำนักราชบัณฑิตด้วย ย่อมมีฐานะไม่ธรรมดา แตกต่างจากหน่วยงานที่ทั้งโหดเหี้ยมและสถานะรั้งท้ายอย่างกรมอาญา

และในเวลานี้หน่วยงานที่ถังฟั่นต้องไปก็คือหน่วยงานนี้

กรมอาญาสำคัญหรือไม่ แน่นอนว่าสำคัญ หากไม่มีกรมอาญา คดีอุกฉกรรจ์และคดีใหญ่ๆ มากมายก็ไม่อาจไต่สวนพิจารณาได้ บรรดานักโทษประหารจากท้องที่ต่างๆ ที่ถูกส่งตัวมาเมืองหลวงล้วนรอให้กรมอาญาพิพากษา แต่ไม่ว่าจะสำคัญอย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่ากรมอาญาไร้ผลประโยชน์ให้ตักตวงได้

เช่นเดียวกับอีกห้ากรม กรมอาญามีเสนาบดีหนึ่งคน รองเสนาบดีสองคน

เบื้องล่างแบ่งย่อยเป็นกองพลาธิการประจำแต่ละมณฑลตามเขตบริหารทั่วแผ่นดิน รับผิดชอบตรวจสอบและพิพากษาคดีที่แต่ละมณฑลส่งมา นอกจากนี้ยังมีกองราชทัณฑ์หรือที่เรียกขานกันว่าคุกหลวง รวมถึงผู้ใต้บัญชาของหัวหน้าแต่ละคน อย่างเจ้าหน้าที่ เสมียน และยามรักษาการณ์ประจำกองที่ไม่มีขั้นยศ

ถังฟั่นเป็นหัวหน้ากองพลาธิการเหอหนานขั้นห้าเต็มขั้น ซึ่งก็คืออยู่ในตำแหน่งสูงสุดของกองพลาธิการเหอหนาน ผู้บังคับบัญชาของเขาคือเสนาบดี และเขารับผิดชอบบริหารกองพลาธิการเหอหนาน

วันรับตำแหน่ง ถังฟั่นไปคำนับทักทายเสนาบดีและรองเสนาบดีทั้งสองตามลำดับ

เสนาบดีกรมอาญาคนปัจจุบันนามว่าจางอิ๋ง อยู่ใกล้ชิดกับราชเลขาธิการวั่นอันและเป็นกลุ่มที่เอนเอียงพึ่งพาวั่นกุ้ยเฟย ไม่ถึงกับโฉดชั่ว แต่ก็มิใช่คนดีมีคุณธรรมอันใด อย่างไรเสียทุกคนก็ทำเพื่อปากท้อง ดำเนินชีวิตไปวันๆ ซึ่งคนคนนี้ก็เป็นหนึ่งใน ‘สามเสนาเสือกระดาษ หกเจ้ากรมหุ่นดินปั้น’ ที่ผู้คนในบ้านเมืองต่างเรียกขาน

ทว่าวันนี้เสนาบดีจางมีธุระไม่อยู่ ถังฟั่นไปเสียเที่ยว จำต้องไปทักทายฝากตัวกับรองเสนาบดีอีกสองคนก่อน

ท่าทีที่รองเสนาบดีฝ่ายซ้ายกรมอาญาเหลียงเหวินหวามีต่อถังฟั่นค่อนข้างประหลาด เมื่อถังฟั่นแนะนำตัวและคารวะ เขาเพียงหรี่ตาลง เอ่ยถามอย่างเนิบช้า “ได้ยินว่าก่อนหน้านี้เจ้ารับตำแหน่งอยู่ที่ศาลซุ่นเทียนหรือ”

ถังฟั่นตอบว่าใช่

รองเสนาบดีเหลียงจึงกล่าว “แม้ศาลซุ่นเทียนจะรับผิดชอบดูแลความสงบของเมืองหลวง แต่อย่างไรก็เป็นขุนนางท้องถิ่น เทียบกับกรมอาญามิได้ เจ้ามาที่กรมอาญาแล้วก็ปรับตัวให้ดี อย่าเอานิสัยใจคอคับแคบจากศาลซุ่นเทียนมาใช้ที่นี่ อย่างไรหกกรมก็คือหกกรม ศาลซุ่นเทียนมิอาจเทียมได้!”

ถังฟั่นนึกแปลกใจ ไม่เข้าใจว่าท่าทีพิลึกพิลั่นของอีกฝ่ายเกิดจากเหตุใด ตามหลักแล้วทั้งสองไม่เคยพบกันมาก่อน ยิ่งมิต้องพูดถึงเรื่องบุญคุณความแค้นอะไร ปรากฏว่าเหลียงเหวินหวาเจอหน้ากันก็ตัดไม้ข่มนามทันที ราวกับถังฟั่นติดหนี้เขาก้อนใหญ่อย่างไรอย่างนั้น

แม้จะคิดเช่นนั้น แต่ต่อหน้าก็ยังนอบน้อม “ข้าจะจดจำคำชี้แนะของใต้เท้าไว้ขอรับ”

รองเสนาบดีเหลียงกล่าวคำตำหนิมากมาย แต่เห็นถังฟั่นยังคงยืนนิ่งเหมือนตอไม้ ไม่ว่าตนจะพูดอะไรถังฟั่นก็สุภาพนบนอบ ในใจก็รู้สึกเบื่อจึงโบกมือให้เขาออกไป

ถังฟั่นจึงไปที่ห้องทำงานของรองเสนาบดีฝ่ายขวา

รองเสนาบดีฝ่ายขวากรมอาญาเผิงอี้ชุนเพิ่งอายุครบหกสิบห้าเมื่อเดือนที่แล้ว สุขภาพไม่ดีนัก อายุอยู่ในวัยใกล้เกษียณแล้ว สถานการณ์ของเขาโอกาสที่จะได้เลื่อนขั้นมีไม่มาก ดังนั้นจึงมิได้แข่งขันชิงดีชิงเด่นกับคนอื่นๆ ในกรม เขาเห็นถังฟั่นแล้วก็พูดคุยสัพเพเหระ ให้กำลังใจ แม้จะมิได้กล่าวประเด็นสำคัญอะไร มีแต่เรื่องหาสาระมิได้ แต่ชั่วดีอย่างไรก็แสดงท่าทีเป็นมิตร ไม่ขัดต่อชื่อเสียงบุรุษผู้มีไมตรีของเขา

ถังฟั่นเห็นเขาพูดด้วยง่ายจึงถือโอกาสขอคำชี้แนะ “ใต้เท้าเผิง ข้าน้อยกับใต้เท้าเหลียงไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน ยิ่งมิต้องกล่าวถึงเรื่องผิดใจกัน แต่เมื่อครู่ตอนที่ข้าไปเข้าพบ วาจาของเขาแสนจะเย็นชา ไม่ทราบว่าใต้เท้าเหลียงมีเรื่องให้หงุดหงิดหัวเสียอะไร หรือข้าจะเผลอล่วงเกินเขาเข้าโดยมิได้ตั้งใจ”

รองเสนาบดีเผิงหัวเราะในลำคอ “คิดว่าระยะนี้รองเสนาบดีเหลียงอารมณ์ไม่ค่อยดี เจ้าไม่ต้องกังวล อีกไม่กี่วันก็ไม่เป็นไรแล้ว”

ในวงการขุนนางมักไม่อาจพูดจาบอกกล่าวอย่างตรงไปตรงมาได้ เวลานี้จึงต้องให้อีกฝ่ายไปขบคิดเอง ถังฟั่นฉลาดหลักแหลมจึงเข้าใจนัยที่แฝงอยู่ในถ้อยคำนี้ได้ทันที “ดูท่าทางที่รองเสนาบดีอารมณ์ไม่ดีเหมือนจะเกี่ยวกับข้าน้อย”

รองเสนาบดีเผิงครุ่นคิด ท้ายที่สุดก็กล่าวกับเขา “รองเสนาบดีเหลียงมีศิษย์อยู่คนหนึ่ง ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าในกองพลาธิการของกรมอาญา คราวนี้กองพลาธิการเหอหนานมีตำแหน่งว่าง เดิมทีเขาตั้งใจให้ลูกศิษย์ของตนเอง…”

ถังฟั่นเข้าใจแล้ว ที่แท้เขาก็เป็นคนที่โผล่มาชุบมือเปิบกลางทาง ฉกฉวยตำแหน่งที่คนอื่นหมายตาไว้ คนอื่นย่อมเห็นเขาขัดหูขัดตา

เมื่อรับทราบความจริง ถังฟั่นก็จนใจ

ตำแหน่งขุนนางมีเพียงเท่านี้ คนที่อยากเลื่อนขั้นกลับมีล้นหลาม หนึ่งคนต่อหนึ่งตำแหน่ง เมื่อเขาทับที่คนอื่น คนอื่นก็ได้แต่อิจฉาตาร้อนและย่อมเห็นเขาเป็นหนามยอกอก นอกเสียจากจะยอมสละตำแหน่งให้ ปัญหาคือใครเล่าจะยอม!

รองเสนาบดีเผิงเห็นเขามีสีหน้าอ่อนใจก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม “เมื่อมาแล้วก็ต้องทำใจ ตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีก็พอ”

สำหรับผู้อาวุโสที่อ่อนโยนผู้นี้ถังฟั่นก็ยิ่งให้ความเคารพ ได้ยินแล้วจึงรีบขานรับคำชี้แนะ

พบรองเสนาบดีทั้งสองคนแล้วเขาก็กลับไปยังที่ตั้งกองพลาธิการอีกครั้ง กองพลาธิการกรมอาญาแบ่งสัดส่วนตามสิบสามมณฑลของต้าหมิง เท่ากับมีกองพลาธิการทั้งหมดสิบสามกอง ถังฟั่นที่เข้ามารับตำแหน่งทีหลังจึงต้องเป็นฝ่ายไปทักทายสหายร่วมงานรุ่นพี่แต่ละคน

กับสหายร่วมงานอายุน้อยเช่นถังฟั่น คนส่วนใหญ่ต่างมีท่าทีราบเรียบ ซ้ำยังดูห่างเหินเกรงใจ จนถังฟั่นรู้สึกเบื่อหน่ายจืดชืด

แต่ภายหลังได้รู้ต้นสายปลายเหตุจากเผิงอี้ชุน เขาเองก็พอเข้าใจท่าทีของคนอื่นแล้ว

เนื่องจากในราชสำนักมีข่าวลือว่าอีกไม่นานจางอิ๋งก็จะได้เข้าไปอยู่ในสภาขุนนาง ถึงเวลาย่อมต้องออกจากตำแหน่งเสนาบดีกรม รองเสนาบดีสองคน…รองเสนาบดีเผิงสูงวัยสุขภาพไม่ดี ตามหลักแล้วรองเสนาบดีเหลียงผู้ไม่ชอบหน้าถังฟั่น เก้าในสิบส่วนย่อมเป็นตัวเลือกเสนาบดีกรมอาญาคนต่อไป

อยู่ในแวดวงขุนนาง ใครบ้างที่ไม่แล่นเรือตามทิศทางลม

ถังฟั่นมาถึงก็ยึดตำแหน่งของลูกศิษย์ของว่าที่เสนาบดีคนต่อไป ทำเอารองเสนาบดีเหลียงขุ่นเคืองใจอย่างมาก บวกกับถังฟั่นไม่มีที่พึ่งในกรมอาญาเลย ระหว่างตีตัวออกห่างจากหัวหน้าที่เป็นขุนนางขั้นห้าคนหนึ่งกับผิดใจกับรองเสนาบดีขั้นสามคนหนึ่ง ทุกคนจะเลือกอย่างไร…

ไม่ต้องคิดเลยเสียด้วยซ้ำ!

เวลานี้ใครสนิทสนมกับถังฟั่นเท่ากับไม่เห็นรองเสนาบดีเหลียงอยู่ในสายตามิใช่หรือ

ด้วยเหตุนี้เมื่อถังฟั่นไปทักทายกองพลาธิการอีกสิบสองมณฑลก็ล้วนถูกปฏิบัติด้วยท่าทีที่ไม่ต่างกัน

แน่นอนว่าทุกคนมิได้แสดงท่าทีเป็นปรปักษ์โจ่งแจ้ง แต่ก็ไม่ได้กระตือรือร้น ล้วนเกรงใจกันตามมารยาท ทักทายถามไถ่ตามพิธีรีตอง ทำให้รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ทว่าก็จับผิดอะไรไม่ได้

เว้นเพียงคนเดียวคือหัวหน้ากองพลาธิการเจียงซีลู่ถงกวง รุ่นพี่คนนี้เป็นคนมีน้ำใจเช่นเดียวกับรองเสนาบดีเผิง เห็นถังฟั่นคล้ายมึนงงสับสนไม่รู้ตื้นลึกหนาบางจึงพูดกับอีกฝ่ายเป็นนัย ทั้งยังบอกใบ้อย่างอ้อมค้อมว่ารองเสนาบดีเหลียงมิใช่คนใจกว้าง แนะนำให้ถังฟั่นหาโอกาสไปขออภัยอีกฝ่าย อีกฝ่ายจะได้ไม่ผูกใจเจ็บแล้วคอยหาเรื่องกลั่นแกล้งถังฟั่นในอนาคต

ถังฟั่นขอบคุณความหวังดีของลู่ถงกวง แต่กลับแสร้งไม่เข้าใจข้อเสนอที่ว่า เพราะสำหรับถังฟั่นแล้วเขามิได้ทำผิดอะไร อีกทั้งไม่ได้เป็นคนเรียกร้องขอตำแหน่งนี้ กรมปกครองจัดสรรให้เขาเอง รองเสนาบดีเหลียงไม่กล้าไปคิดบัญชีกับคนของกรมปกครองจึงระบายโทสะกับเขา นับว่าประหลาดโดยแท้ รับราชการเป็นขุนนางต้องประนีประนอมเสมอ แต่ก็อย่าถอยอย่างไม่มีขอบเขต เช่นนั้นรังแต่จะถูกคนอื่นรังแกจนตาย

อีกอย่างในเมื่อเหลียงเหวินหวาใจคอคับแคบ เช่นนั้นต่อให้ตนไปยกน้ำชาขออภัย รับความผิดไว้กับตัว อีกฝ่ายก็จะยังผูกใจเจ็บอยู่ดี

ลู่ถงกวงเห็นถังฟั่นไม่ฟังคำเตือนของตนก็ได้แต่ทอดถอนใจ ลอบคิดว่าคนหนุ่มอายุน้อยเย่อหยิ่งทะนงตนเกินไป วันหนึ่งเมื่อประสบบทเรียนครั้งใหญ่ก็จะมองเห็นสัจธรรมเอง จึงไม่ได้เกลี้ยกล่อมอะไรอีก เพียงบอกกล่าวรายละเอียดของกองพลาธิการแต่ละแห่งกับถังฟั่นด้วยเจตนาหวังผูกไมตรี ชี้แนะถังฟั่นอย่างมีน้ำใจว่า “เจ้าเพิ่งมากองพลาธิการ ไม่รู้จักมักคุ้นกับบรรดาผู้ใต้บัญชา โดยเฉพาะพวกเจ้าหน้าที่และยามรักษาการณ์ที่ไม่มีตำแหน่งขั้นยศเหล่านั้น แม้ตำแหน่งจะต่ำต้อย แต่คนเหล่านี้เจ้าเล่ห์กลับกลอก ไม่รับผิดชอบมากที่สุด หากเจ้าอยากบัญชาพวกเขาก็เลี้ยงข้าวพวกเขาก่อน ผูกสัมพันธ์กันไว้จะได้ถือโอกาสทำความเข้าใจกับสถานการณ์ด้วย เผื่อมีอะไรแล้วถูกปิดหูปิดตา”

ถังฟั่นขอบคุณคำแนะนำของเขาก่อนหยั่งเชิงถาม “ก่อนมากรมอาญาข้าก็เคยได้ยินว่ากองพลาธิการจะมีการกินข้าวร่วมกัน ผลัดกันเป็นเจ้าภาพ เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่…ไม่กลัวพี่ลู่จะขบขัน แม้บิดามารดาข้าจะจากไปเร็ว แต่ค่าใช้จ่ายของคนคนเดียวก็ไม่น้อย หากมีธรรมเนียมนี้ข้าก็จะได้ไปหยิบยืมเงินล่วงหน้า ถึงเวลาจะได้มีเงินเป็นเจ้าภาพ”

ลู่ถงกวงพยักหน้า “มีธรรมเนียมนี้จริง แต่เจ้าก็มิต้องกังวลไปหรอก ที่ที่พวกเราไปมิใช่ร้านใหญ่โตอย่างโรงเตี๊ยมเซียนเค่อ เป็นแค่ร้านเล็กๆ ธรรมดาเท่านั้น หนำซ้ำค่าใช้จ่ายก็มิใช่เบี้ยหวัดของทุกคน”

ถังฟั่นประหลาดใจ “แล้วเงินมาจากที่ใด”

ทั้งสองยังไม่นับว่าสนิทกัน ลู่ถงกวงอยากพูดทว่าน้ำท่วมปาก แต่ท้ายที่สุดก็ยอมบอกความจริงกับเขา

กรมอาญาต่างจากที่ถังฟั่นคิด แม้จะเป็นหน่วยงานเงียบเหงาแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ให้ตักตวง อย่างบางคดีใหญ่ๆ ขอเพียงไม่ใช่คดีที่เกี่ยวข้องกับการก่อกบฏ โดยทั่วไปเมื่อมาถึงกรมอาญา กรมอาญาก็สามารถจัดการเองได้ ในขั้นตอนนี้นับว่ามีช่องให้เจรจาต่อรองแล้ว

อย่างเช่นการตัดสินโทษเนรเทศ สามร้อยลี้กับสามพันลี้ย่อมต่างกัน การตัดสินโทษโบย โบยสิบครั้งกับโบยร้อยครั้งก็ต่างกัน โทษหนักหรือเบาล้วนมีกรมอาญาพิพากษาเป็นที่สิ้นสุด ข้อหามากมายในกฎหมายต้าหมิงมีบทบัญญัติไม่ชัดเจน หากมีการขอไกล่เกลี่ยผ่อนผัน จะตัดสินโทษเบาหน่อยก็ไม่เป็นไร

แต่ก็ต้องพิจารณาตามพื้นที่ อย่างมณฑลเจ้อเจียง หูกว่าง และเจียงซี มณฑลเหล่านี้ค่อนข้างร่ำรวย มีเศรษฐีมากจึงได้รับเงินที่ใช้ผ่อนผันโทษมากตามไปด้วย หากเป็นมณฑลเหอหนานที่ถังฟั่นดูแล กุ้ยโจว หรืออวิ๋นหนาน ผลประโยชน์นับว่าน้อยกว่ามาก

เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่รู้โดยทั่วกัน ดังนั้นการที่กองพลาธิการประจำแต่ละมณฑลผลัดกันเลี้ยงข้าว โดยเฉพาะเมื่อกองพลาธิการที่มั่งคั่งกว่าแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งมาเป็นเจ้าภาพก็เพื่อมิให้กองพลาธิการอื่นๆ ริษยาจนร้องเรียนเปิดโปงพวกตน ถึงเวลาพินาศกันทั้งสองฝ่าย ไม่เป็นผลดีกับใครทั้งสิ้น

เห็นถังฟั่นเข้าใจกระจ่าง ลู่ถงกวงจึงกล่าว “เจ้าก็ไม่ต้องวิตก ทุกคนล้วนรู้ว่ากองพลาธิการเหอหนานไม่มีผลประโยชน์ให้ตักตวง ย่อมไม่บังคับให้เจ้าเป็นเจ้าภาพ แต่เจ้าเพิ่งมา หากอยากผูกไมตรีกับคนอื่นทางที่ดีอย่าตระหนี่กับเงินแค่นี้เลย ถ้าเจ้ากลัวว่าเงินไม่พอ ข้าพอมี…”

ในที่สุดถังฟั่นก็ได้ประจักษ์ความมีน้ำใจของอีกฝ่าย จึงรีบกล่าวด้วยรอยยิ้ม “มิต้องๆ ข้าแค่ถามดู ขอบคุณท่านที่หวังดี เงินสำหรับเลี้ยงข้าวมื้อหนึ่งข้ายังมี ท่านพูดเช่นนี้ข้าก็วางใจแล้ว ข้ายังนึกว่าต้องเป็นเจ้าภาพทุกเดือนเสียอีก!”

เมื่อสนทนากันอย่างเปิดอกเช่นนี้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงใกล้ชิดมากขึ้นไม่น้อย

ลู่ถงกวงหลุดหัวเราะ “จะเป็นไปได้อย่างไร เลี้ยงกันเช่นนี้ต่อให้เป็นเหล่าใต้เท้าเสนาบดีก็ไม่มีกำลังเพียงนั้น!”

ถังฟั่นกล่าว “ขอถามพี่ชาย สิ้นเดือนนี้ถึงคราวใครเป็นเจ้าภาพ”

ลู่ถงกวงลูบเครา “ตามธรรมเนียม น่าจะถึงข้าแล้ว”

ถังฟั่นเองก็ยิ้ม “เช่นนั้นก็พอดีเลย เอาอย่างนี้ข้าขอเจรจากับท่าน ขอแทรกกลางคัน สิ้นเดือนนี้ก็ให้ข้าเป็นเจ้าภาพก่อนดีหรือไม่”

ลู่ถงกวงพยักหน้ากล่าว “ก็ดี อย่างไรเจ้าก็เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง ใช้โอกาสกินข้าวด้วยกันทำความรู้จัก ผูกสัมพันธ์กับสหายร่วมงาน แต่เวลาจองสถานที่เจ้าระวังด้วย อย่าจองพวกร้านรวงโรงเตี๊ยมหรูหราพวกนั้น ให้จองพวกร้านเล็กๆ ที่อร่อยสมราคาก็พอ มิฉะนั้นหากเจ้าเป็นคนเริ่ม คนอื่นก็จะโกรธเคืองเจ้าเอาได้”

นั่นเป็นคำแนะนำอย่างเจตนาดี ถังฟั่นก็เข้าใจเหตุผลในคำพูดนั้น รีบละล่ำละลักรับคำชี้แนะ “แล้วต้องเชิญเสนาบดีด้วยหรือไม่”

ลู่ถงกวงส่ายหน้า “ไม่ต้อง เหล่าเสนาบดีรักชื่อเสียง ไม่มาขลุกอยู่กับพวกเราหรอก แค่เชิญหัวหน้าและรองหัวหน้าแต่ละกองพลาธิการก็พอ”

ถังฟั่นเอ่ยถามอีก “ขุนนางจัดการก็มิต้องเชิญหรือ”

รองหัวหน้าเป็นผู้ช่วยของหัวหน้า ส่วนขุนนางจัดการนั้นตำแหน่งต่ำกว่า ลำดับขั้นคือขั้นหกเต็มขั้น แต่ละกองล้วนมีคนหนึ่ง

ลู่ถงกวงส่ายหน้าอีก “นั่นก็ไม่ต้อง แค่หัวหน้ากับรองหัวหน้าก็พอ”

เรื่องเหล่านี้ล้วนมีธรรมเนียมพิถีพิถัน ในสายตาของหัวหน้ากองอย่างลู่ถงกวง ขุนนางจัดการเป็นผู้ใต้บัญชาช่วยงานเท่านั้น แม้จะมีขั้นยศ แต่ก็ไม่ควรสนิทใกล้ชิดเกินไป มิฉะนั้นจะทำให้บรรดาศักดิ์สลับสับสนจนคนอื่นดูแคลนได้

ดูจากการนี้ก็เห็นได้ว่าธรรมเนียมของหกกรมเข้มงวดกว่าศาลซุ่นเทียนพอสมควร หากเป็นเจ้าภาพเลี้ยงข้าวที่ศาลซุ่นเทียน ปกติถังฟั่นจะเรียกพวกเหล่าหวังที่เป็นหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนไปด้วยเพื่อเสริมสร้างความสามัคคี

แต่ละสถานที่ล้วนมีธรรมเนียมมารยาทของตนเอง ถังฟั่นจดจำรายละเอียดเหล่านี้ไว้ สนทนากับลู่ถงกวงอีกหลายคำก็เตรียมขอตัว จะว่าไปแล้วจนถึงตอนนี้เขาก็ยังมิได้ไปที่ที่ว่าการ ยังไม่ได้พบเจอเหล่าผู้ใต้บัญชาของตนเองเลย ย่อมต้องไปทำความรู้จักเสียหน่อย

ปรากฏว่าลู่ถงกวงกลับเรียกเขาไว้ “รุ่นชิง มีเรื่องหนึ่งต้องบอกกล่าวเจ้าไว้ก่อน”

ถังฟั่นเห็นอีกฝ่ายจริงจังเช่นนั้นพลันรู้สึกไม่ชอบมาพากล “พี่ลู่เชิญพูด”

ลู่ถงกวงกล่าว “ผู้ช่วยของเจ้ายามนี้ รองหัวหน้าอิ่นหยวนฮว่า ก็คือศิษย์ของรองเสนาบดีเหลียง คนที่เดิมทีจะรับตำแหน่งของเจ้าคนนั้น”

“…”

 

ในที่สุดถังฟั่นก็มาถึงห้องทำงานของตนเองพร้อมกับข่าวร้ายที่ลู่ถงกวงบอกเขา

ที่นี่มิได้ต่างจากห้องทำงานของที่อื่น สิ่งที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยก็คือการตกแต่งภายใน ห้องนี้มีดอกไม้ไม่น้อย เห็นได้ว่าหัวหน้าโจวคนก่อนเป็นคนชื่นชอบต้นไม้ใบหญ้า น่าเสียดายเมื่อเจ้าของจากไป ผู้ใต้บัญชาก็ไม่รู้ว่าหัวหน้าคนใหม่ชื่นชอบอะไร ดอกไม้เหล่านี้จึงถูกย้ายไปไว้ใต้ระเบียงจนใกล้แห้งตายแล้ว

ถังฟั่นก้าวเข้าห้องทำงานก็เห็นคนกำลังเตรียมยกดอกเสาเย่ากระถางหนึ่งออกไป

เขาเห็นถังฟั่นแล้วก็รีบวางกระถางลง โค้งคำนับ “ข้าน้อยไต้หงหมิง ขุนนางจัดการกองพลาธิการเหอหนาน คารวะใต้เท้า!”

ถังฟั่นบอกเขาว่ามิต้องมากพิธีก่อนเอ่ยถาม “เหล่านี้เป็นของที่หัวหน้าคนเก่าทิ้งไว้หรือ”

ไต้หงหมิงรับว่าใช่ หัวหน้าคนเก่าเสียชีวิตเพราะล้มป่วย ตามหลักแล้วคนมากมายล้วนหลีกเลี่ยงด้วยกลัวจะอัปมงคล หัวหน้าคนใหม่รับตำแหน่ง ข้าวของในนี้ก็ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด เขาเห็นพวกยามรักษาการณ์อู้งาน เปลี่ยนเพียงพู่กัน น้ำหมึก กระดาษและแท่นฝนหมึกเท่านั้น มิได้ย้ายดอกไม้ อีกทั้งเห็นว่าถังฟั่นไปทักทายผู้บังคับบัญชาและสหายร่วมงาน ใกล้จะกลับมาแล้ว จำต้องลงมือเอง เตรียมย้ายกระถางดอกไม้ออก จะได้ไม่ล่วงเกินหัวหน้าคนใหม่

ใครจะคิดว่าถังฟั่นกลับกล่าวว่า “ข้าดูแล้วก็ไม่เลว มิต้องยกออกไปแล้ว ย้ายกลับเข้ามาเถอะ ดอกไม้เหล่านี้ไม่มีคนรดน้ำ ต้องรีบรดน้ำ มิฉะนั้นจะแห้งตาย”

ไต้หงหมิงได้ยินแล้วก็แทบร้องไห้ คิดในใจว่า…แล้วก่อนหน้านี้ข้าจะเปลืองแรงยกเข้ายกออกไปเพื่ออะไรกัน

ทว่าเขาก็มิกล้าโต้เถียง มีคำกล่าวว่าขุนนางใหม่ย่อมไฟแรง ใครจะรู้ว่าหัวหน้าถังผู้นี้อาจคิดว่าเขาเกียจคร้านจนคอยหาเรื่อง ฉะนั้นเขาจึงรับปากระรัว จากนั้นจึงยกกระถางดอกเสาเย่าข้างๆ กลับที่เดิม ขณะที่กำลังจะย้ายกระถางข้างนอกเข้ามา…

ถังฟั่นก็เรียกเขาไว้ด้วยน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวล “ไต้หงหมิง เรื่องพวกนี้ให้คนอื่นทำ เจ้าอย่าเพิ่งวุ่นวาย ข้ามีอะไรอยากคุยกับเจ้าหน่อย”

ไต้หงหมิงได้ยินแล้วก็หวาดหวั่นเล็กน้อย “มิทราบว่าใต้เท้าอยากถามอะไรขอรับ”

ถังฟั่นแย้มยิ้ม “เจ้ามิต้องตื่นเต้น ข้าเพียงถามเรื่องทั่วไปเท่านั้น ในกองพลาธิการเหอหนานมีเจ้าหน้าที่กี่คน”

ไต้หงหมิงกล่าว “เรียนใต้เท้า มีทั้งหมดสี่คน สองในนั้นเป็นเสมียนกอง อีกสองเป็นคนงานทั่วไป หากใต้เท้ามีงานอะไรจะเรียกใช้ก็สั่งให้พวกเขาไปทำได้ขอรับ” เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนฉีกยิ้มเอาใจ “แน่นอน ถ้าใต้เท้ามีเรื่องด่วนอะไร ไม่สะดวกจะมอบให้พวกเขาทำก็ไหว้วานข้าได้ขอรับ!”

ปีนี้ไต้หงหมิงอายุสี่สิบ กลับยังเป็นเพียงขุนนางจัดการขั้นหกเต็มขั้นในกรมอาญาเท่านั้น ไล่เรียงแล้วนอกจากตัวเขาไม่มีความสามารถอะไรแล้วก็เป็นเพราะไม่มีเบื้องหลังให้พึ่งพา ทำงานติดตามหัวหน้าคนก่อนมาเก้าปีก็ยังคงย่ำอยู่กับที่

เขามิได้มีอาจารย์ตำแหน่งสูงอย่างรองหัวหน้าอิ่น ไต้หงหมิงซึ่งเป็นบัณฑิตเอกขั้นสามจึงเพียงเหนือกว่าจวี่เหรินเล็กน้อย ฉะนั้นจำต้องอาศัยการอุ้มชูจากผู้บังคับบัญชา ปรากฏว่าจู่ๆ หัวหน้าคนก่อนเสียชีวิต เขาก็กลายเป็นคนไร้ที่พึ่งอีกครั้ง

ครั้นเห็นผู้บังคับบัญชาคนใหม่อย่างถังฟั่นมา เดิมคิดว่าสามารถฝากความหวังเป็นที่พึ่งใหม่ได้ แต่น่าเสียดายที่ถังฟั่นช่วงชิงตำแหน่งของอิ่นหยวนฮว่าไป อิ่นหยวนฮว่าย่อมเกลียดอีกฝ่ายเข้ากระดูกดำ อีกทั้งยังมีรองเสนาบดีเหลียงหนุนหลัง พูดได้ยากว่าหัวหน้าคนใหม่ผู้นี้จะสามารถดำรงตำแหน่งได้มั่นคงหรือไม่ ไต้หงหมิงแสนสับสน ก่อนถังฟั่นมาเขาก็วิตกอยู่นาน พอเห็นถังฟั่นหนุ่มแน่นเพียงนี้ หัวใจก็เย็นวาบไปครึ่งหนึ่งทันที รู้สึกว่าอีกฝ่ายต่อกรกับอิ่นหยวนฮว่าไม่ได้แน่นอน อย่างมากก็ตกเป็นหุ่นเชิดเท่านั้น

ถังฟั่นระบายยิ้ม คล้ายไม่เข้าใจนัยที่แฝงอยู่ในคำพูดของผู้ใต้บัญชา “เอาอย่างนี้ ข้าเพิ่งรับตำแหน่งวันแรก เจ้าไปเรียกทุกคนมา จะได้ทำความรู้จักคุ้นเคยกัน”

ไต้หงหมิงผิดหวังเล็กน้อย จำต้องเรียกขวัญกำลังใจรับคำบัญชา แล้วออกไปตามคน

เวลาผ่านไปหนึ่งเค่อทุกคนก็มากันครบ ต่างพากันคำนับถังฟั่นอย่างเป็นระเบียบก่อนทยอยแนะนำตัวทีละคน

ถังฟั่นกวาดตามองรอบหนึ่ง จู่ๆ ก็ถาม “ไยจึงไม่เห็นรองหัวหน้าอิ่น”

ไต้หงหมิงลอบโอดครวญ แต่ก็ยังฝืนใจฉีกยิ้ม “รองหัวหน้าอิ่นบอกว่าโรคเก่าของเขากำเริบ แข้งขามิสู้ดี เดินไม่ไหว ให้พวกเราขออภัยใต้เท้าแทน บอกว่ามา…มามิได้แล้ว”

ทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ทุกคนก็หน้าถอดสี นี่เท่ากับไม่เห็นถังฟั่นอยู่ในสายตาอย่างชัดเจน!

พวกเขาพากันมองถังฟั่น อยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร

กลับเห็นถังฟั่นมีสีหน้าตะลึงเจือประหลาดใจ เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงว่า “แข้งขามิสู้ดีหรือ ขาเป๋แล้วหรือไม่”

เหตุใดจึงฟังแล้วเหมือนกำลังด่าคน ทุกคนลอบกระซิบกระซาบ แต่เห็นหัวหน้ามีสีหน้าเป็นห่วงด้วยใจจริงแล้วก็คล้ายจะมิใช่

ไต้หงหมิงกล่าวอย่างอึกอัก “รองหัวหน้าอิ่นอาจมีโรคประจำตัวอย่างข้อเข่าเสื่อมกระมัง”

พูดเป็นเล่น ปีนี้อิ่นหยวนฮว่าเพิ่งเข้าสู่วัยสามสิบ จะเป็นโรคเข่าเสื่อมได้เช่นไร

แต่ไต้หงหมิงจะบอกว่าเขาจงใจทำให้ถังฟั่นลำบากใจ คิดฉีกหน้าคนมาใหม่ก็มิได้กระมัง

ถังฟั่นทอดถอนใจ “ปีนี้รองหัวหน้าอิ่นเพิ่งอายุสามสิบ อายุยังน้อยก็เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมเสียแล้ว ภายหน้าจะทำอย่างไร เอาเถอะ ในเมื่อเขาเจ็บไข้ก็ควรพักฟื้นให้ดี ไม่มาก็ไม่เป็นไร”

เป็นคนหัวอ่อนตามคาด ทุกคนลอบคิดไปทางเดียวกัน ต่างคิดว่าเขารู้ภูมิหลังของอิ่นหยวนฮว่าจึงไม่กล้าแตกหักกับอีกฝ่าย

ครู่ต่อมาพวกเขาก็ได้ยินถังฟั่นกล่าวอีกว่า “เอาอย่างนี้ ไต้หงหมิง เจ้าออกไปซื้อของข้างนอกหน่อย แล้วส่งไปให้รองหัวหน้าอิ่น ถือว่าเป็นน้ำใจเล็กน้อยจากข้า”

ไต้หงหมิงเอ่ยถามด้วยความอ่อนใจ “ส่งอะไรหรือขอรับ”

คาดไม่ถึงว่าหัวหน้าคนใหม่ไม่เพียงไม่ถือสาอิ่นหยวนฮว่า ซ้ำยังตั้งใจเป็นฝ่ายอ่อนข้ออีกด้วย ต้องอ่อนปวกเปียกเพียงใดจึงทำเรื่องเช่นนี้ได้!

เขาลอบคร่ำครวญด้วยความเศร้าใจ สภาพจิตใจนับว่าร่วงดิ่งสู่ก้นเหว ราวกับมองเห็นอนาคตอันมืดมนของตนเองแล้ว!

ถังฟั่นเหมือนไม่สังเกตเห็นสีหน้าอารมณ์ที่แตกต่างกันของทุกคน “เจ้าไปที่ร้านขายยา ซื้อฝางเฟิง* กับสือชังผู่** มาหน่อย”

นี่มันของเยี่ยมไข้ประสาอะไร

ไต้หงหมิงนิ่งอึ้ง เขายังนึกว่าตนเองฟังผิด “หา?”

ถังฟั่นกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้ายังพูดไม่ชัดพอหรือ”

ไต้หงหมิงรีบละล่ำละลัก “เปล่าขอรับ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!”

สือชังผู่มีสรรพคุณอะไรเขาไม่รู้ แต่ใครๆ ก็รู้ว่าฝางเฟิงมีสรรพคุณรักษาโรคเข่าเสื่อม ทันใดนั้นไต้หงหมิงก็มึนงงไปชั่วขณะว่าตกลงหัวหน้าเข้าใจจริงหรือแสร้งไม่รู้กันแน่

เพื่อความปลอดภัยเขาจึงถามอีกครั้ง “ใต้เท้า ยาสองตำรับนี้ต้องซื้อเท่าใด แล้วสือชังผู่ใช้รักษาอาการใดหรือ”

ถังฟั่นหัวเราะในลำคอ “สือชังผู่น่ะหรือ สรรพคุณหลักช่วยรักษาอาการลมชัก หลงลืม ช่วยบำรุงประสาทให้จิตใจสงบ เหมาะกับอาการของรองหัวหน้าอิ่นพอดี! ส่วนจะซื้อเท่าใด ข้าคิดว่ารองหัวหน้าอิ่นอาการหนักพอสมควร อย่างน้อยก็ต้องซื้ออย่างละสี่ห้าสลึง*** กระมังจึงจะพอ!”

ที่แท้ก็เสียดสีเย้ยหยันอิ่นหยวนฮว่านี่เอง ใต้เท้าผู้นี้มิได้เกรงกลัว แต่กำลังตั้งตัวเป็นอริกับอีกฝ่ายต่างหาก!

แต่หากส่งยาไป อิ่นหยวนฮว่าจะไม่โกรธเกรี้ยวจนสติแตกหรือ

ทุกคนตั้งตัวไม่ทัน พากันนิ่งอึ้งมองถังฟั่นเป็นตาเดียว

ไต้หงหมิงกล่าวด้วยสีหน้าสลด “ใต้เท้า นี่ไม่ดีกระมัง”

ถังฟั่นหุบรอยยิ้มทันที มองเขาอย่างเย็นชา “เจ้าจะขัดคำสั่งข้าหรือ”

ไต้หงหมิงสะดุ้ง รีบละล่ำละลักตอบมิกล้า

เขาย่อมไม่ได้ไปซื้อด้วยตนเอง หลังจากแยกย้ายกันแล้วไต้หงหมิงก็มอบเงินให้เจ้าหน้าที่คนหนึ่งไปซื้อยาสองตำรับนั้นกลับมา แต่เดิมเจ้าหน้าที่คนนั้นเคยถูกอิ่นหยวนฮว่าตำหนิด่าทอ ทั้งยังมีใจประจบเอาใจหัวหน้าคนใหม่ จึงซื้อกลับมาทีเดียวครึ่งชั่ง ไต้หงหมิงเห็นแล้วถึงกับหน้ามืด

เขาเองก็รู้ว่าถังฟั่นกำลังบีบให้เขาเลือกข้าง หากเขาทำให้ถังฟั่นพอใจไม่ได้ วันหน้าต้องถูกอีกฝ่ายกีดกันแน่ เดิมทีไต้หงหมิงกับอิ่นหยวนฮว่าก็ไม่ลงรอยกันอยู่แล้ว ต่อให้ไม่ทำเรื่องนี้อิ่นหยวนฮว่าก็ไม่ชอบเขาอยู่ดี

ครุ่นคิดไปมาไต้หงหมิงกัดฟัน คิดในใจว่าเป็นอย่างไรก็เป็นกัน นำยาไปส่งด้วยตนเอง

ด้านอิ่นหยวนฮว่ากำลังลำพองที่ตนเองทำให้ถังฟั่นเสียหน้าได้ จู่ๆ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่มักประจบเอาใจเขาเสมอก็มารายงานคำพูดที่ถังฟั่นกล่าวถึงเขา อิ่นหยวนฮว่าได้ยินแล้วก็เดือดดาลเป็นการใหญ่ คิดในใจว่าถังฟั่นกำลังสาปแช่งตนอยู่ชัดๆ!

แต่ยังไม่จบเท่านั้น ไต้หงหมิงยังนำยามาส่งอีก

นั่นเท่ากับเป็นการตบหน้าตนอย่างโจ่งแจ้ง!

 

ไม่ถึงหนึ่งวันเรื่องก็แพร่สะพัดทั่วกรมอาญา รองหัวหน้าอิ่นแห่งกองพลาธิการเหอหนานอาศัยว่าตนมีรองเสนาบดีเป็นอาจารย์ ไม่เห็นหัวหน้าคนใหม่อยู่ในสายตา คาดไม่ถึงว่าจะถูกเล่นงานกลับอย่างหนัก

อิ่นหยวนฮว่าอ้างว่าตนปวดขาไม่ยอมไปร่วมประชุมกับหัวหน้าคนใหม่ พริบตาเดียวถังฟั่นก็ส่งสือชังผู่มาให้เป็นการเหน็บแนมว่าสมองเขามีปัญหา เมื่อทุกคนได้ยินเรื่องนี้ก็หัวเราะกันจนท้องคัดท้องแข็ง พร้อมทั้งลอบกังวลใจแทนถังฟั่น

เอาความสะใจชั่วครั้งชั่วคราว ไฉนจะมีผลดีแก่ตัวได้

เรื่องนี้ลือไปถึงหูรองเสนาบดีเหลียงอย่างรวดเร็ว

ฟังคำบอกเล่าของผู้เป็นลูกศิษย์แล้ว รองเสนาบดีเหลียงย่อมโกรธจนควันออกหู เขามิได้โกรธที่ถังฟั่นทำให้อิ่นหยวนฮว่าอับอาย แต่โกรธเพราะถังฟั่นรู้ทั้งรู้ว่าอิ่นหยวนฮว่าเป็นลูกศิษย์เขา ยังกล้าทำเช่นนั้น ชัดเจนว่าไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา

ยุคสมัยนั้นเกียรติของคนยิ่งใหญ่กว่าฟ้า หัวหน้ากองเล็กๆ อย่างถังฟั่นมาถึงกรมอาญาวันแรก ยังยืนหยัดได้ไม่มั่นคง ก็กล้าท้าทายผู้บังคับบัญชาเสียแล้ว สรุปว่าโง่เขลาเบาปัญญาหรือใจกล้าบ้าบิ่นกันแน่

แต่ด้วยตำแหน่งของรองเสนาบดีเหลียง หากปุบปับเรียกถังฟั่นมาต่อว่าก็จะเสียฐานะได้ หนำซ้ำความจริงแล้วอิ่นหยวนฮว่าไม่เคารพผู้บังคับบัญชาเป็นฝ่ายผิดก่อน ถ้าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ก็ไม่มีผลดีกับอิ่นหยวนฮว่า ด้วยเหตุนี้รองเสนาบดีเหลียงจึงมิได้ทำอะไร

ผ่านไปอีกสองวันในกรมมีการประเมินผลงานที่เสร็จสิ้นในครึ่งปีแรกของกองต่างๆ จึงเรียกหัวหน้ากองไปสอบถามทีละคนพร้อมให้ขวัญกำลังใจ ให้พวกเขาพยายามต่อไปในครึ่งปีหลังเพื่อให้ผลงานดียิ่งขึ้น กล่าวคือเป็นการสนทนากันตามลำพัง หากประสบอุปสรรคในหน้าที่การงานก็สามารถถือโอกาสนี้บอกกล่าวเบื้องบน ถ้าผู้บังคับบัญชาอารมณ์ดีไม่แน่อาจช่วยแก้ปัญหาให้ได้

ปรากฏว่าหัวหน้าของกองพลาธิการทั้งสิบสามแห่งไปเพียงสิบสองคน มีเพียงถังฟั่นที่ไม่ถูกเรียก

หากบอกว่าเบื้องบนคิดว่าถังฟั่นเพิ่งมารับตำแหน่ง ยังไม่เข้าใจภาระหน้าที่ในกองมากพอ เช่นนั้นก็ควรเรียกรองหัวหน้าไป ทว่ากลับไม่มีอะไรทั้งสิ้น กองพลาธิการเหอหนานคล้ายถูกผู้คนลืมเลือนอย่างไรอย่างนั้น

ไม่มีใครโง่เง่าไร้ปัญญาอย่างแท้จริง ทุกคนล้วนรู้ว่าเป็นเพราะถังฟั่นล่วงเกินรองเสนาบดีเหลียงจึงถูกเหม็นหน้าเข้าแล้ว

ในกรมอาญามีผู้บังคับบัญชาสามคน โดยมีเสนาบดีหนึ่งคนและรองเสนาบดีอีกสองคน

บัดนี้เสนาบดีจางไม่ใคร่จะสนใจงานภายใน รองเสนาบดีเผิงเองก็เป็นคนโอนอ่อนผ่อนตาม เหลือเพียงรองเสนาบดีเหลียงที่ดูแลงานส่วนใหญ่ในกรม หากบอกว่าสามารถปิดแผ่นฟ้าด้วยมือเดียว* ได้ก็ไม่ผิด

เมื่อเป็นเช่นนี้ทุกคนจึงรีบเว้นระยะห่างกับถังฟั่น กลัวจับใจว่าจะติดร่างแหไปด้วย แม้แต่ลู่ถงกวงที่แสดงความเป็นมิตรกับถังฟั่นก่อนหน้านี้ เมื่อถังฟั่นไปขอเข้าพบก็ยังอ้างว่าไม่อยู่ หลบหน้าไม่ยอมเจอ

ไม้ล้มคนข้ามนั่นเป็นเรื่องธรรมดา เวลานี้เห็นถังฟั่นล่วงเกินรองเสนาบดีเหลียง ไม่รู้ว่าจะถูกเฉดหัวออกจากกรมอาญาเมื่อใด อย่าว่าแต่คนรอบข้างจะตีตัวออกห่างจากเขาเลย มิได้ทับถมซ้ำเติมก็นับว่าไม่เลวแล้ว

“พวกเจ้าดูสิ บัดนี้รองหัวหน้าอิ่นฮึกเหิมน่าดู อีกไม่นานหัวหน้าถังก็คงถูกเสือกไสไล่ส่ง ถึงเวลานั้นรองหัวหน้าอิ่นจะได้เลื่อนเป็นหัวหน้าหรือไม่”

ในห้องทำงาน เจ้าหน้าที่กองพลาธิการสามคนนั่งล้อมวงกัน ข้างๆ ยังมีไต้หงหมิงอยู่ด้วย ดูไม่แบ่งแยกฐานะขั้นยศเสียเลย

แต่ก็ว่าไม่ได้ กองพลาธิการของพวกเขากำลังจะกลายเป็นต้นหญ้าที่ถูกผู้คนลืมเลือน ทุกคนหวาดหวั่นใจจึงรีบรวมตัวกันแลกเปลี่ยนข่าวสาร จะได้ปลอบใจตนเองด้วย

อิ่นหยวนฮว่ามีมนุษยสัมพันธ์ไม่ดีนัก ในกองพลาธิการเหอหนานนอกจากเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่กอดขาเขาอย่างแน่วแน่ก็ไม่มีใครชอบเขา แต่ชอบหรือไม่ชอบก็ได้แต่คิดเท่านั้น ตำแหน่งอย่างพวกเขา ไม้ซีกย่อมไม่อาจงัดไม้ซุง ไม่มีทางต่อกรกับอิ่นหยวนฮว่าได้ อีกฝ่ายเป็นบัณฑิตเอกติดทะเบียน เบื้องบนยังมีรองเสนาบดีเหลียงที่เป็นทั้งผู้บังคับบัญชาและอาจารย์คอยดูแล อนาคตในวงการขุนนางย่อมราบรื่นกว่าพวกเขามาก

เดิมทีนึกว่ามีถังฟั่นมาแล้วจะข่มความยโสของอิ่นหยวนฮว่าได้บ้าง ให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้นสักหน่อย ใครจะคิดว่าเพียงไม่กี่วันถังฟั่นก็ล่วงเกินรองเสนาบดีเหลียงจนกองพลาธิการเหอหนานของพวกเขาพลอยถูกกีดกันไปด้วย

“ข้าว่าใช่!”

เฉิงเหวินถอนใจครั้งแล้วครั้งเล่า เขาเป็นเจ้าหน้าที่เก่าแก่ ปีนี้อายุล่วงเลยห้าสิบแล้ว ทำงานที่กองพลาธิการเหอหนานมาสิบกว่าปี ผ่านหัวหน้ามาหลายรุ่น เลิกตั้งความหวังกับการเลื่อนขั้นไปนานแล้ว หวังเพียงได้ใช้ชีวิตอย่างมั่นคงสงบสุข หลังหัวหน้าโจวคนก่อนล้มป่วยเสียชีวิต ช่วงที่ถังฟั่นยังไม่มา หน้าที่ต่างๆ ในกองพลาธิการมีอิ่นหยวนฮว่ารักษาการดูแล ทว่าเขานบนอบต่อเบื้องบน วางมาดกับเบื้องล่าง มีความดีความชอบเพียงเล็กน้อยก็ตะลีตะลานนำไปประจบเบื้องบน พินอบพิเทารองเสนาบดีเหลียงราวกับบิดา ไม่แปลกที่รองเสนาบดีเหลียงจะชอบเขา แต่บรรดาผู้ใต้บัญชาไม่ชอบเขา ดังนั้นไต้หงหมิงก็ดี เจ้าหน้าที่อีกสามคนก็ดี ต่างไม่ต้องการให้อิ่นหยวนฮว่าขึ้นเป็นหัวหน้า น่าเสียดายที่พวกเขาไม่มีอำนาจตัดสิน

“อย่างไรหัวหน้าถังก็ยังอายุน้อยเกินไป ระงับโทสะมิได้จนสั่งสอนอิ่นหยวนฮว่าไป สาแก่ใจเขาแล้ว แต่ไม่คิดถึงวันข้างหน้าเลยหรือ”

เจ้าหน้าที่อีกคนเบะปาก มิได้ชื่นชมอะไรถังฟั่นนัก “ข้าได้ยินมาว่าใต้เท้าถังผู้นี้ยังมีภูมิหลังเป็นบัณฑิตฝึกงานในสำนักราชบัณฑิตด้วย คนในสำนักราชบัณฑิตอย่างพวกเขามักหัวสูงทะนงตัว หยิ่งในศักดิ์ศรีนัก จะแยกแยะเรื่องหนักเบาได้อย่างไร!”

ไต้หงหมิงกลุ้มใจ “พอเถอะ อย่าห่วงคนอื่นเลย ห่วงตนเองก่อนเถอะ! วันนี้ใต้เท้าถังบอกข้าว่างานเลี้ยงในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเขาตกลงกับหัวหน้าลู่แล้ว คราวนี้เขาเป็นเจ้าภาพ ให้ข้าไปบอกกล่าวแต่ละกอง ปรากฏว่าพอข้าไป ไม่มีใครแยแสข้าเลย ถ้าไม่บอกว่ามีเรื่องด่วนไปไม่ได้ก็อ้างว่าในบ้านมีงานศพไม่อาจเข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ นี่มันเรื่องอะไรกัน ไม่เห็นใต้เท้าถังอยู่ในสายตาชัดๆ! พวกเจ้าลองว่ามา ควรทำอย่างไร!”

เจ้าหน้าที่อีกสามคนพลอยถอนใจไปด้วย “จะทำอย่างไรได้ ก็บอกหัวหน้าถังไปตามความจริง พวกเราจะบังคับลากพวกเขาไปก็ไม่ได้ใช่หรือไม่เล่า!”

“ไปที่ใดหรือ” เสียงหนึ่งดังมาจากประตู

ทุกคนหันไปมอง กล่าวถึงใครคนนั้นก็มา ถังฟั่นเอามือไพล่หลัง ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม

“อยู่กันครบเชียว มีเรื่องอะไรดีๆ หรือ บอกข้าด้วยสิ”

ทุกคนหัวเราะเจื่อนๆ สีหน้าตะขิดตะขวงใจ

เหล่าเจ้าหน้าที่รีบขอตัวออกไป ถังฟั่นพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม มิได้เอ่ยห้าม

เหลือไต้หงหมิงคนเดียว ที่นี่เป็นห้องทำงานของเขา เขาย่อมออกไปไม่ได้ จึงได้แต่ปั้นหน้าฉีกยิ้ม “ใต้เท้าการงานรัดตัว ไยจึงมาด้วยตนเอง มีอะไรก็เรียกคำเดียว ข้าน้อยจะไปรับบัญชาเอง!”

ถังฟั่นถามด้วยรอยยิ้ม “ข้าให้เจ้าไปส่งเทียบเชิญหัวหน้าแต่ละกองไปกินเลี้ยง เป็นอย่างไรบ้าง“

รอยยิ้มของไต้หงหมิงห่อเหี่ยวลงทันที “ใต้เท้า ข้าน้อยทำตามบัญชาได้ไม่ดี หัวหน้าแต่ละท่านล้วนมีธุระด่วน ไม่อาจปลีกตัวได้…”

ถังฟั่นยังคงระบายยิ้มไม่เปลี่ยน “ไม่ใช่ปลีกตัวไม่ได้ แต่กลัวผิดใจกับรองเสนาบดีเหลียง คงคิดว่าข้ากำลังจะถูกดีดออกจากกรมอาญาแล้ว ต่อให้ผูกไมตรีกับข้าก็ไร้ประโยชน์มากกว่า”

“ดูท่านพูดเข้า จะเป็นไปได้อย่างไร” ไต้หงหมิงหัวเราะแห้งๆ คิดในใจว่า ในเมื่อท่านรู้แล้ว ไยจึงถามข้าอีก

ถังฟั่นกล่าวกับเขา “เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว เจ้านำคำเชิญไปบอกกล่าวแล้วก็พอ พวกเขาจะไปหรือไม่ก็เป็นเรื่องของพวกเขา ไม่เกี่ยวกับเจ้า ถึงเวลาเจ้าไปเรียกพวกเฉิงเหวินสามคน เราไปด้วยกันทั้งหมดนี่ล่ะ”

ไต้หงหมิงลำบากใจ “นั่นไม่เหมาะกระมัง ที่ผ่านมามีแต่บรรดาหัวหน้าและรองหัวหน้ากองเท่านั้นที่เข้าร่วมงานเลี้ยงได้ พวกเราฐานะไม่คู่ควร…”

ถังฟั่นโบกมือตัดบทอีกฝ่าย “เรื่องนี้เจ้ามิต้องห่วง ข้าเป็นเจ้าภาพ ข้าย่อมเป็นคนตัดสินใจ เอาเป็นว่าถึงเวลาเจ้าพาพวกเขาไปด้วยก็พอ หลังเลิกงาน โถงหลิงอวิ๋นของเรือนเซียนอวิ๋น ข้าจองที่นั่งไว้แล้ว”

ไต้หงหมิงตะลึง เรือนเซียนอวิ๋น! นั่นเป็นโรงเตี๊ยมแถวหน้าของเมืองหลวง ทุกคนล้วนรู้ว่าเจ้าของเป็นคนเดียวกับโรงเตี๊ยมเซียนเค่อ เพียงแต่แนวทางต่างกัน เรือนเซียนอวิ๋นหรูหรากว่าโรงเตี๊ยมเซียนเค่อระดับหนึ่ง ได้ยินว่าสภาพแวดล้อมเรียบหรูมีระดับ ห้ามผู้ที่มิใช่ขุนนางหรือชนชั้นสูงเข้า ต่อให้รองเสนาบดีเหลียงอยากจองที่นั่งก็ใช่ว่าจะจองได้เสมอไป ขุนนางชั้นผู้น้อยอย่างไต้หงหมิงยิ่งเคยได้ยินเพียงชื่อเท่านั้น

เวลานี้ถังฟั่นกลับสามารถจองที่นั่งในเรือนเซียนอวิ๋นได้ นั่นหมายถึงอะไร มันบ่งบอกว่าเขากว้างขวางยิ่งกว่ารองเสนาบดีเหลียงเสียอีก!

ทันใดนั้นไต้หงหมิงก็นึกขึ้นได้ เล่ากันว่าใต้เท้าถังผู้นี้เป็นผู้พิพากษาที่ศาลซุ่นเทียนไม่ถึงสองปีก็ถูกย้ายมาที่กรมอาญา ได้เลื่อนขั้นถึงหนึ่งขั้นครึ่ง เห็นได้ชัดว่ามีคนอุ้มชู ราชสำนักมีขุนนางที่สร้างผลงานมากมาย แต่ก็ไม่เห็นได้เลื่อนขั้นกันเร็วเช่นนี้ทุกคน!

เขาเริ่มจินตนาการเตลิด เวลาสั้นๆ เพียงครู่เดียวความคิดก็ผุดเข้ามาในหัวไม่รู้เท่าใดต่อเท่าใด หัวใจก็เริ่มลิงโลดมีชีวิตชีวาตามไปด้วย

ไต้หงหมิงคิดในใจ เดิมทีนึกว่าหัวหน้าถังผู้นี้เป็นคนเขลาที่ใจกล้าบ้าบิ่น ทว่าอันที่จริงอีกฝ่ายมิใช่คนไร้หัวคิด แต่ไร้ความหวั่นเกรงเพราะมีที่พึ่งต่างหาก!

แม้ท้ายที่สุดมังกรล่องน้ำจะแข็งแกร่งกว่าหรืองูเจ้าถิ่นจะร้ายกาจกว่าก็ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัด แต่หากสามารถใช้โอกาสนี้เดิมพันกับผู้ที่เป็นรอง ไม่แน่ภายหน้าอาจมีผลดีก็เป็นได้

คิดถึงตรงนี้ท่าทีของไต้หงหมิงก็ไม่หมดอาลัยตายอยากเช่นก่อนหน้าแล้ว เขาละล่ำละลักรับคำพร้อมทั้งเสนอแนะ “ใต้เท้า คนเรามักแล่นเรือตามกระแสลม ยามนี้พวกเขากริ่งเกรงรองเสนาบดีเหลียงจึงมิกล้าแสดงความเป็นมิตรกับท่าน ต่อให้ท่านเชิญพวกเขาไปกินเลี้ยงก็ใช่ว่าจะกล้าไป รออีกสักพักค่อยว่ากันดีหรือไม่ขอรับ”

ถังฟั่นได้ยินก็หัวเราะ ไต้หงหมิงช่างเป็นคนที่น่าสนใจเสียนี่กระไร

เขาเพิ่งมาใหม่ย่อมต้องการกำลังคนของตนเอง ฉะนั้นจึงถือโอกาสที่ยามนี้บาดหมางกับอิ่นหยวนฮว่า สังเกตการณ์อยู่หลายวันก็พบว่าไต้หงหมิงมิใช่คนเลว แม้จะมีจุดประสงค์ส่วนตัวเล็กน้อยก็ตาม เนื่องจากไต้หงหมิงเองก็ไม่ลงรอยกับอิ่นหยวนฮว่า ด้วยเหตุนี้จึงปรารถนาให้ถังฟั่นเป็นฝ่ายมีอำนาจ ตนจะได้มีที่พึ่ง

ก่อนหน้านี้ไต้หงหมิงมิกล้าปริปากเพราะรู้สึกว่าโอกาสที่ถังฟั่นจะต่อกรกับอิ่นหยวนฮว่าได้นั้นมีไม่มาก เมื่อมองเห็นแสงสว่างก็ย่อมมาพึ่งพิงก่อนเป็นธรรมดาเพื่อมิให้ห่างเหินกับผู้บังคับบัญชาคนใหม่

ถังฟั่นเองก็เริ่มรับราชการจากระดับล่างในศาลซุ่นเทียนเช่นกัน จึงอ่านความคิดของผู้ใต้บัญชาเหล่านี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

“มิต้องพูดมากแล้ว ข้าบอกว่าอีกสองวันก็อีกสองวัน เรียกเฉิงเหวิน เถียนเซวียนกับอินเวินด้วย” ถังฟั่นกล่าว

ในกองพลาธิการแห่งนี้มีเจ้าหน้าที่สี่คน ล้วนมีหน้าที่ช่วยงานต่างๆ ของผู้บังคับบัญชาทั้งสาม นอกจากเลี่ยวจื่อจิ้นที่ประจบประแจงติดตามอิ่นหยวนฮว่าอย่างเหนียวแน่น อีกสามคนล้วนดูสถานการณ์เฉยๆ อย่างไรเสียสำหรับพวกเขา ไม่ว่าใครเป็นหัวหน้าพวกเขาก็เป็นเพียงเจ้าหน้าที่ระดับล่าง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก

แน่นอนว่าพวกเขาต่างเป็นเจ้าหน้าที่เล็กๆ ที่ไร้ปากเสียงและถูกเพิกเฉยเย็นชามานานหลายปี ต่อให้อยากประจบสอพลอก็ใช่ว่าอิ่นหยวนฮว่าจะเห็นพวกเขาอยู่ในสายตา ดังนั้นเมื่อครู่พวกเขาสามคนจึงรวมตัวทอดถอนปรับทุกข์กับไต้หงหมิง

ถังฟั่นระบุชื่อของสามคนนี้ก็เท่ากับตัดเลี่ยวจื่อจิ้นคนนั้นออกนอกกลุ่ม ไต้หงหมิงคิดในใจว่าหัวหน้าคนใหม่ตัดสินใจตั้งตัวเป็นอริกับอิ่นหยวนฮว่าอย่างถึงที่สุดแล้วก็อดลอบยิ้มขื่นมิได้

เห็นไต้หงหมิงรับบัญชาอย่างละเอียดถังฟั่นก็ตบบ่าและกล่าวคำให้กำลังใจเขาเล็กน้อย ก่อนให้อีกฝ่ายไปหาสำนวนคดีที่ตนต้องการจำนวนหนึ่งแล้วนำไปส่งที่ห้องทำงานของตน จากนั้นจึงออกไปอย่างช้าๆ

 

พื้นที่กรมอาญาไม่นับว่าใหญ่ แม้หัวหน้ากองจะเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดประจำกองพลาธิการ แต่ก็มิอาจเทียบกับเหล่าเสนาบดีและรองทั้งสองได้ ห้องทำงานของถังฟั่นจึงมีขนาดพอๆ กับห้องผู้พิพากษาในอดีต

ถังฟั่นก้าวเข้าห้องทำงานใหม่ของตน ดอกไม้ใบหญ้าที่เหี่ยวเฉาเมื่อหลายวันก่อนเริ่มผลิบานอีกครั้งเนื่องจากได้รับการดูแลอย่างดี ถังฟั่นนำกล้วยไม้จากเรือนมาอีกสองต้น ใบไม้เรียวยาวเขียวสดน่ารักดุจหยกมรกต ดอกตูมสีชมพูที่ยื่นยาวออกมาจากกลางต้น เป็นเพราะอากาศในห้องอบอุ่นจึงมีวี่แววผลิบาน กลิ่นหอมบางเบาโชยมาเป็นระลอกทำให้ห้องทำงานอบอวลด้วยกลิ่นอายสูงสง่าที่ชวนให้สบายใจ จนทุกคนที่เข้ามาอดสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่งไม่ได้

ตอนนี้เป็นช่วงกลางปี ภารกิจที่ต้องทำด่วนก็สะสางเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ต้นปี ทว่าถังฟั่นมาที่นี่มิใช่เพื่อนั่งครองตำแหน่งเฉยๆ รับเบี้ยหวัดโดยไม่ทำงาน มีเรื่องหนึ่งติดค้างอยู่ในใจเขาตลอด ก่อนหน้านี้อยู่ที่ศาลซุ่นเทียน เนื่องจากขอบข่ายหน้าที่จำกัดจึงทำไม่ได้ ยามนี้มาที่หกกรมก็ต้องอาศัยความสะดวกของหกกรมทำสิ่งที่สามารถทำได้

ไม่นานไต้หงหมิงก็หอบกองหนังสือกองหนึ่งเข้ามา ถังฟั่นก้มหน้าก้มตาอ่านสำนวนคดี ไม่แม้แต่จะเงยหน้า ให้อีกฝ่ายวางไว้แล้วออกไปได้ ไต้หงหมิงเห็นว่าน้ำชาบนโต๊ะของถังฟั่นใกล้เย็นชืดแล้วก็มิได้รบกวน หันร่างเดินออกไปอย่างเงียบๆ

ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง เฉิงเหวินก็ยกน้ำชาร้อนๆ เข้ามา

เขารู้จากไต้หงหมิงแล้วว่าถังฟั่นจะเป็นเจ้าภาพที่เรือนเซียนอวิ๋น ทั้งยังเรียกขุนนางจัดการอย่างพวกเขาไปด้วย รอยยิ้มจึงฉีกกว้างกว่ายามปกติมาก น่าเสียดายที่หัวหน้ากำลังง่วนอยู่กับกองสำนวนคดี ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนยกน้ำชามาให้เขา เพียงแค่ขานรับในลำคอเสียงหนึ่งเท่านั้น

เฉิงเหวินจึงได้แต่เดินออกไปด้วยความผิดหวัง

ถังฟั่นกำลังทำงานที่สำคัญมากงานหนึ่ง

นับตั้งแต่สถาปนาต้าหมิง มีการบัญญัติ ‘กฎหมายต้าหมิง’ โดยอ้างอิงจาก ‘กฎหมายถัง’ และ ‘ตำราปกครองหยวนเตี่ยน’ นับแต่นั้นมาหากขุนนางต้าหมิงจะพิพากษาไต่สวนคดีก็อ้างอิงตามนั้น แต่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ยามนี้ผ่านมาร้อยกว่าปีแล้ว กฎข้อบัญญัติในตอนนั้นมีหลายอย่างที่ไม่เหมาะสมกับตอนนี้ ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายที่ไม่มีมาตรฐาน เมื่อเหล่าขุนนางหาหลักอ้างอิงในกฎหมายต้าหมิงไม่พบก็เริ่มตัดสินตามบรรทัดฐานของตนเอง

ในต้าหมิง หากอยากเป็นขุนนางต้องอาศัยการสอบเคอจวี่ซึ่งสอบความเรียงแปดตอน* แต่กลับไม่สอบกฎหมายต้าหมิง มีขุนนางบางคนที่ถูกย้ายจากกรมพิธีการมาที่กรมอาญา หรือข้าหลวงผู้ซึ่งมีหน้าที่จับตาเหล่าขุนนางกลับถูกโยกย้ายตำแหน่งมาเป็นตุลาการที่มีหน้าที่ไต่สวนคดี ยิ่งไม่ต้องคาดหวังว่าพวกเขาจะเชี่ยวชาญกฎหมายต้าหมิงแล้ว

ส่วนกลางเป็นเช่นนี้ ระดับท้องถิ่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง

ก่อนที่ถังฟั่นจะมารับตำแหน่ง ทางเจ้อเจียงก็เกิดคดีที่เป็นที่โจษจันขึ้นคดีหนึ่ง

ชาวบ้านหนึ่งกับชาวบ้านสองเกิดการทะเลาะวิวาท ทั้งคู่ชกต่อยกัน ชาวบ้านหนึ่งถูกชาวบ้านสองพลั้งมือฆ่าจนถึงแก่ชีวิต

กฎหมายต้าหมิงมีข้อบัญญัติ หากปู่ย่าและบิดามารดาของตนถูกฆ่า บุตรหลานสามารถแก้แค้นได้ทันที ซึ่งการสังหารนี้ถือว่าไร้ความผิด แต่หากสังหารภายหลังจะต้องถูกโบยด้วยไม้หกสิบที

หากคนผิดถูกตัดสินโทษแล้วแต่มิได้ถูกประหารเนื่องจากได้รับการอภัยโทษครั้งใหญ่ ถ้าเวลานี้บุตรหลานผู้ตายไปสังหารคู่กรณี เช่นนั้นก็จะถูกโบยด้วยไม้หนึ่งร้อยทีและเนรเทศสามพันลี้

ยามนั้นบุตรชายของชาวบ้านหนึ่งมิได้สังหารคู่กรณีทันที เขาลอบเจรจาตกลงกับชาวบ้านสอง ชาวบ้านสองยกที่ดินให้เขาเป็นการชดเชย จากนั้นก็บอกว่าบิดาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ และยื่นขอกับทางการว่ามิต้องพลิกศพ นับว่าเป็นการไกล่เกลี่ยส่วนตัว

ในสมัยนั้นให้ความสำคัญกับคนตายเป็นหลัก การพลิกศพจะทำให้ศพเกิดความเสียหาย ครอบครัวของผู้ตายส่วนใหญ่มักไม่ยินยอมให้ทำ ฉะนั้นเมื่อทางการได้รับคำร้องเช่นนั้นแล้วก็จะไม่ยืนกราน ให้ทุกอย่างเป็นไปตามความต้องการของครอบครัวผู้ตาย

การทำเช่นนั้นไม่ถือว่าถูกกฎหมาย แต่ก็ไม่ผิดกฎหมายเช่นกัน เป็นเพียงการใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย

หากเรื่องราวดำเนินถึงเพียงเท่านี้ทุกอย่างก็คงจบลงแล้ว อย่างมากบุตรชายของชาวบ้านหนึ่งก็แค่ถูกผู้คนด่าทอว่าอกตัญญู ไม่อาจสู้หน้าคนในหมู่บ้านได้เท่านั้น

ทว่าเรื่องราวย่อมมิได้จบลงเช่นนั้น

ที่ดินที่ชาวบ้านสองชดเชยให้ครอบครัวของชาวบ้านหนึ่ง แต่ละปีๆ สามารถเก็บค่าเช่าได้มาเป็นจำนวนไม่น้อย บุตรชายของชาวบ้านหนึ่งจึงนำค่าเช่าที่ดินเหล่านั้นไปสำมะเลเทเมาอยู่หลายปี พร้อมแต่งงานและมีบุตร เมื่อบุตรอายุได้สามขวบเขาก็ถือดาบไปแทงชาวบ้านสองจนตาย บอกว่าได้ทำหน้าที่สืบทอดวงศ์ตระกูลเรียบร้อย สามารถแก้แค้นให้บิดาได้แล้ว

ปัญหาคือกฎหมายต้าหมิงบัญญัติมาแต่อดีต หากบิดามารดาถูกสังหารแล้วบุตรหลานฆ่าอีกฝ่ายทันทีถือว่าไร้ความผิด แต่ตอนนั้นบุตรชายของชาวบ้านหนึ่งมิได้ทำและมิได้ให้ทางการไต่สวน ทั้งยังปิดบังทางการแล้วไกล่เกลี่ยกับชาวบ้านสองเป็นการส่วนตัว นั่นหมายความว่าคดีได้ยุติลงแล้ว ปรากฏว่าสามปีให้หลังเขากลับสังหารชาวบ้านสอง ตามหลักกฎหมายอย่างน้อยต้องถูกตัดสินโทษโบยด้วยไม้หนึ่งร้อยที เนรเทศสามพันลี้

คดีนี้เป็นที่โจษจันกันอย่างแพร่หลาย ทั้งยังสะเทือนมาถึงกรมอาญา บรรดาขุนนางที่ไต่สวนคดีมีความคิดเห็นแตกออกเป็นสองฝ่าย

ฝ่ายแรกยืนยันให้ตัดสินโทษตามกฎหมาย บุตรชายของชาวบ้านหนึ่งไม่ยอมให้พลิกศพ ทั้งไม่รายงานต่อทางการ ถือเป็นการหยามเกียรติของทางการ การกระทำเช่นนี้ควรลงโทษอย่างหนัก

ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเพื่อให้กำเนิดบุตรชายสืบทอดวงศ์ตระกูล บุตรชายของชาวบ้านหนึ่งจึงต้องอดทนข่มกลั้นต่อชาวบ้านสอง เป็นการกระทำที่กตัญญู ควรลงโทษสถานเบา ตัดสินให้ลดโทษได้

ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยอมลดราวาศอก สำนักศาลยุติธรรมกับสำนักตรวจการนครหลวงเองก็เข้ามามีส่วนร่วมในความขัดแย้งนี้ ท้ายที่สุดสภาขุนนางจึงออกหนังสือชี้แนะว่าบุตรชายของชาวบ้านหนึ่งน่าเห็นใจ ทว่าความผิดของเขาก็เลวร้าย เมื่อหักล้างกันแล้วจึงให้โบยด้วยไม้หนึ่งร้อยที ส่วนโทษเนรเทศนั้นให้ละเว้น

สำหรับถังฟั่น คดีนี้อาศัยความกตัญญูกลบเกลื่อนความต่ำทรามของตน เป็นการกระทำที่ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของกฎหมายอย่างแท้จริง เพราะตามหลักแล้วขอเพียงบุตรชายของชาวบ้านหนึ่งทำการสังหารชาวบ้านสองทันทีหลังจากที่บิดาถูกฆ่าก็จะถูกละเว้นโทษ แต่เขามิได้ทำเช่นนั้น กลับนำเงินทองของชาวบ้านสองไปหาความสุขอยู่หลายปี จากนั้นก็แต่งงานมีบุตรก่อนจะไปฆ่าชาวบ้านสองแล้วอ้างว่าแก้แค้นให้บิดา

ใช่ว่ากรมอาญากับสภาขุนนางจะไม่เข้าใจหลักการนี้ เพียงแต่บุตรชายของชาวบ้านหนึ่งใช้ความกตัญญูเป็นเครื่องป้องกันตัว ต้าหมิงปกครองบ้านเมืองด้วยหลักกตัญญู หากพวกเขาลงอาญาหนักก็เท่ากับขัดต่อหลักคำสอน ด้วยเหตุนี้ท้ายที่สุดราชสำนักจึงต้องเลือกเส้นทางสมดุลระหว่างกฎหมายและหลักทำนองคลองธรรม

แต่นั่นก็ทำให้บุตรชายของชาวบ้านหนึ่งได้ประโยชน์ไป

เดิมทีฐานะบ้านเขาขัดสน อาศัยที่ดินที่ชาวบ้านสองชดเชยมาเปลี่ยนแปลงฐานะ คราวนี้ไม่ต้องรับโทษตาย ภรรยาและบุตรก็พร้อมหน้า บ้านก็มีฐานะแล้ว ยังได้ชื่อว่ากตัญญู ลบล้างชื่อเสียงเสื่อมเสียก่อนหน้านี้ นับว่าได้ประโยชน์หลายทาง

สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ด้วยกฎข้อบังคับที่มิได้บัญญัติขอบข่ายอย่างละเอียดรัดกุม จึงมีโอกาสให้คนหาช่องโหว่ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนอย่างบุตรชายของชาวบ้านหนึ่งมีไม่น้อย หากยามนั้นทางการบังคับขอพลิกศพ เช่นนั้นเรื่องราวซึ่งเป็นที่ถกเถียงอย่างในภายหลังก็ไม่เกิดขึ้นแล้ว

ปัญหานี้ไม่เฉพาะถังฟั่นที่รู้สึกได้ คนมากมายก็รู้สึกได้เช่นกัน

เสนาบดีกรมอาญาคนก่อนอย่างหลินชงและต่งฟังก็เสนอแนะอย่างชัดเจนว่าจะแก้ไขกฎหมายต้าหมิงเพื่อให้เหมาะสมสอดคล้องกับคดีความที่เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน

ทว่ากฎหมายต้าหมิงนั้นมีจักรพรรดิไท่จู่เป็นผู้บัญญัติ มิใช่สิ่งที่อยากแก้ไขแล้วก็จะทำได้ หลังจากรัชสมัยจักรพรรดิไท่จู่ก็มีขุนนางไม่น้อยที่เสนอให้มีการปรับเปลี่ยน แต่ทุกครั้งที่มีคนกล่าวถึงก็จะมีขุนนางทัดทานยกขบวนกันออกมาร้องเรียนด้วยเหตุผลว่าละเมิดกฎบรรพบุรุษ สุดท้ายกฎหมายต้าหมิงก็ยังคงเป็นกฎหมายต้าหมิงที่เหล่าขุนนางใช้อ้างอิงในการไต่สวนคดีไม่ได้ ได้แต่วิเคราะห์ตัดสินตามบรรทัดฐานของตนเองต่อไป จึงเป็นบ่อเกิดของคดีไม่เป็นธรรมมากมาย

ถังฟั่นเองก็รู้สึกว่ากฎหมายต้าหมิงควรได้รับการปรับปรุงแก้ไข แต่ไม่อาจแก้ไขโดยตรงได้ ประสบการณ์ตรงของขุนนางรุ่นพี่นับไม่ถ้วนพิสูจน์ให้เขาประจักษ์แล้วว่าวิธีนั้นมิได้ผล รังแต่จะถูกด่าทอต่อว่าอย่างสาดเสียเทเสีย แต่หากไม่แตะต้องกฎหมายต้าหมิงและเลือกที่จะเสริมกฎบางอย่างเข้าไป นั่นก็ไม่มีปัญหาแล้ว

แต่อย่างไรนี่ก็มิใช่เรื่องที่ถังฟั่นจะตัดสินใจได้ เขาเป็นเพียงหัวหน้ากองพลาธิการขั้นห้าเล็กๆ เท่านั้น มิใช่เสนาบดีในสภาขุนนาง หากยื่นข้อเสนอเช่นนี้ต่อเบื้องบนก็มีโอกาสที่เรื่องจะถูกปล่อยทิ้งไว้สูง อีกอย่างราชสำนักในเวลานี้ก็มิใช่ราชสำนักที่เอาการเอางาน

กระทั่งถังฟั่นเข้ากรมอาญาก็มีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยมากขึ้น อยู่ที่นี่เขาสามารถอ่านสำนวนคดีและข้อมูลขนานใหญ่ซึ่งไม่สามารถอ่านเมื่อครั้งอยู่ศาลซุ่นเทียน และเริ่มวางแผนของตนเองได้แล้ว เขาหาส่วนที่พิพากษาไม่เป็นธรรมจากคดีต่างๆ ในอดีตออกมาจัดเรียง ประพันธ์ข้อบัญญัติไต่สวนบทใหม่ภายใต้กฎหมายต้าหมิง

หากเขาไม่อาจขึ้นดำรงตำแหน่งสูงขณะที่ยังมีชีวิตก็มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่เรื่องเหล่านี้จะไม่ถูกผลักดันให้คืบหน้า แต่นั่นมิได้หมายความว่าเขาจะใช้ชีวิตในกรมอาญาไปวันๆ ใช้ความคิดไปกับการแก่งแย่งชิงดีเหมือนอย่างพวกอิ่นหยวนฮว่า เขาไม่เคยลืมปณิธานการเป็นขุนนางของตนเอง เช่นเดียวกับที่เขาจะไม่ลืมคำที่ชิวจวิ้นอาจารย์ของเขากล่าวให้กำลังใจก่อนออกจากเมืองหลวง

ต่อให้บ้านเมืองมืดมนเพียงใดก็ย่อมมีวันที่ได้เห็นแสงสว่างอีกครั้ง ต่อให้บ้านเมืองวิกฤตเท่าไรก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งมุมานะอย่างไม่ย่อท้อเพื่อวันแห่งแสงสว่างนั้น

ถังฟั่นมิได้เป็นคนเดียวที่มุ่งมั่นพยายาม เขาเพียงปรารถนาจะเป็นหนึ่งในนั้น

ดังนั้นหลังจากที่ถังฟั่นถูกกีดกันเขาจึงมิได้หวาดหวั่นทำอะไรไม่ถูกอย่างที่ทุกคนคิด ไม่เพียงเท่านั้นยังทำงานหามรุ่งหามค่ำจนแทบหลอมเป็นหนึ่งเดียวกับกองสำนวนคดีที่เรียงเป็นตั้ง

แต่เรื่องนี้ใช่ว่าจะเสร็จสิ้นได้ในวันสองวัน ไม่เพียงเป็นเรื่องใหญ่โต ยังละเอียดซับซ้อน ลำพังถังฟั่นย่อมมิอาจทำให้สำเร็จได้ หากมีคนช่วยสักสองสามคนย่อมดีกว่าเขาทำคนเดียวแน่นอน

แต่ถังฟั่นก็มีแผนของตนเอง เขามิได้รีบร้อนตามพวกไต้หงหมิงมา ให้พวกเขาแสดงความภักดี แจกจ่ายภารกิจให้พวกเขา และมิได้ร้อนรนกับคำวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอก หลังจากไต้หงหมิงนำสำนวนคดีทั้งหมดมาให้เขาแล้วใต้เท้าถังก็ให้อีกฝ่ายไปทำงาน จากนั้นภารกิจในแต่ละวันของถังฟั่นก็คืออ่านสำนวนคดีพร้อมรอเรื่องสนุกเปิดฉาก

 

สองวันผ่านไป ถึงเวลาเริ่มงานเฉกเช่นยามปกติ ถังฟั่นดื่มน้ำชาพลางอ่านหนังสือที่กองพะเนินจนคล้ายเนินเขาเล็กๆ นั้นไปด้วย

เขาอ่านอย่างละเอียด อ่านสำนวนคดีก่อนแล้วจึงอ่านคำพิพากษา คัดส่วนที่ไม่สมเหตุสมผลออกมาทำเครื่องหมายต่างหากก่อนเขียนความคิดเห็นและแนวทางของตนเองประกอบ จึงทำให้ค่อนข้างช้า แต่เขามิได้รีบร้อน อย่างไรเสียก็มีเวลาอีกนาน ใจร้อนไปไม่เป็นผลดี

ขณะนั้นเองเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมาจากด้านนอก

ครู่หนึ่งใบหน้าที่ฉายแววร้อนรนของไต้หงหมิงก็ปรากฏที่หน้าประตู “ใต้เท้า! ใต้เท้า!”

ถังฟั่นเงยหน้าขึ้น “มีอะไร เข้ามาสิ”

ไต้หงหมิงเดินเข้ามา กดเสียงลงต่ำ “ท่านเสนาบดีเรียกหัวหน้าและรองหัวหน้าแต่ละกองพลาธิการไปประชุม บอกว่าต้องการถามไถ่สถานการณ์ในครึ่งปีหลังของแต่ละกอง”

ถังฟั่นถาม “เมื่อใด”

“ตอนนี้เลยขอรับ!” ไต้หงหมิงตอบ

ถังฟั่นย่นคิ้วเล็กน้อย “เหตุใดจึงไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า”

ไต้หงหมิงอึกอัก “ข้าน้อยเองก็เพิ่งทราบ…”

ถังฟั่นเข้าใจแล้ว รองหัวหน้าเป็นผู้ช่วยของหัวหน้า เดิมทีเรื่องนี้ควรเป็นหน้าที่ของอิ่นหยวนฮว่าในการบอกกล่าวเขาล่วงหน้า ทว่าอิ่นหยวนฮว่าอยากให้เขาขายหน้า มีหรือจะทำเช่นนั้น

เขาตอบอืมเสียงหนึ่ง มิได้ตำหนิไต้หงหมิง ลุกขึ้นก้าวออกจากห้อง

ไต้หงหมิงหวาดหวั่นร้อนรน ทั้งกลัวถังฟั่นโกรธตน ทั้งห่วงว่าถังฟั่นเตรียมตัวไม่พร้อมจนอาจขายหน้าต่อหน้าผู้บังคับบัญชาได้

เดินได้ระยะหนึ่งถังฟั่นก็หันกลับไป เห็นไต้หงหมิงยังตามอยู่ด้านหลังก็อดแปลกใจมิได้ “เจ้าต้องเข้าร่วมด้วยหรือ”

“เปล่าขอรับ ข้าน้อยนึกว่าใต้เท้ายังมีอะไรจะบัญชา ข้าน้อยจะไปเดี๋ยวนี้! ไปเดี๋ยวนี้!” ไต้หงหมิงยิ้มแห้ง รีบหายเข้ากลีบเมฆไปอย่างรวดเร็ว

 

การประชุมนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกเดือน โดยปกติจะเป็นช่วงปลายเดือน แต่เดือนนี้เสนาบดีจางติดธุระไม่อยู่ที่กรมหลายวันจึงล่าช้าไป เดิมทีควรแจ้งล่วงหน้า แต่เนื่องจากถังฟั่นเพิ่งมาใหม่ ทั้งยังไม่เป็นที่ต้อนรับ ทุกคนจึงพากันรังแกขุนนางคนใหม่ ด้วยเหตุนี้ตอนที่เขาเพิ่งทราบข่าวก็เป็นเวลาเดียวกับที่การประชุมกำลังจะเริ่ม

ถังฟั่นเป็นคนสุดท้ายที่ไปถึง ซ้ำยังช้ากว่ารองเสนาบดีทั้งสองก้าวหนึ่งอีกด้วย

เขารีบประสานมือคำนับ จากนั้นก็หาที่นั่งของตนเอง

โดยมารยาทหัวหน้าและรองหัวหน้าของแต่ละกองพลาธิการจะนั่งด้วยกัน สายตาของถังฟั่นประสานกับอิ่นหยวนฮว่าที่นั่งด้านข้างโดยไม่ได้ตั้งใจ ฝ่ายหลังส่งสายตาลำพองให้เขา

ถังฟั่นตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางที่เรียบนิ่งสุขุม

คนที่นั่งติดกับเขาคือลู่ถงกวง อีกฝ่ายเห็นอิ่นหยวนฮว่าสำแดงบารมีกับถังฟั่นก็ลอบถอนใจ ในที่สุดก็อดไม่อยู่ กระซิบบอกถังฟั่นเสียงเบา “ประชุมครั้งนี้มิได้หารือเฉพาะของเดือนนี้ ยังจะพูดถึงแผนการครึ่งปีหลังเป็นหลักอีกด้วย ท่านเสนาบดีจางอาจซักถามทีละกอง เจ้าเตรียมตัวให้ดี”

ถังฟั่นคลี่ยิ้มซึ้งใจให้เขา กล่าวเสียงเบาว่า “ขอบคุณพี่ลู่”

ลู่ถงกวงยังอยากกล่าวอะไรต่อ ทว่าเสนาบดีจางอิ๋งเข้ามาแล้ว เขารีบโบกมือเป็นเชิงบอกถังฟั่นว่าให้หยุดสนทนา

ผู้บังคับบัญชามาแล้ว การประชุมจึงเริ่มขึ้น

เป็นอย่างที่ลู่ถงกวงบอก เสนาบดีจางกล่าวสรุปสถานการณ์ครึ่งปีแรกของกรมอาญา และเอ่ยถึงคดีที่ยังมิได้พิจารณาตัดสินพร้อมกำชับให้แต่ละกองพลาธิการเร่งมือ จากนั้นจึงเริ่มให้แต่ละกองรายงาน

อิ่นหยวนฮว่าวางแผนไว้แต่แรก เนื่องจากมิได้เตรียมตัวล่วงหน้าใดๆ บวกกับเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่กี่วัน เมื่อถึงคราวกองพลาธิการเหอหนานคาดว่าถังฟั่นคงตอบอะไรไม่ได้ ถึงเวลาก็เป็นโอกาสที่เขาจะได้ออกหน้าออกตาแล้ว

ต่อให้ถังฟั่นจะไม่ถูกปลดหรือย้ายตำแหน่งในทันที แต่ขอเพียงอีกฝ่ายไร้ผลงานและถูกตั้งแง่กีดกัน ก้าวย่างในกรมอาญาอย่างยากลำบาก อำนาจก็จะถูกลิดรอนเหลือเพียงตำแหน่ง ถึงตอนนั้นก็จะกลายเป็นหัวหน้าหุ่นเชิด ยิ่งกว่าหัวหน้าโจวก่อนหน้านี้เสียด้วยซ้ำ

ด้านหัวหน้าเสี่ยนประจำกองพลาธิการฝูเจี้ยนรายงานว่า “ในหมิ่นจง* มีกระแสรักร่วมเพศ ทำตามกันจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา ความมุ่งหวังสูงสุดคือได้เข้าวังไปรับใช้ชิดใกล้พวกคนใหญ่คนโต ด้วยเหตุนี้จึงยิ่งมีคนจำนวนไม่น้อยทำการตอนตนเอง แต่ก็ไร้เส้นสายเข้าวังเป็นขันที ปราบปรามอย่างไรก็ไม่สิ้น นับว่าน่าปวดหัวยิ่งนัก ทางหน่วยตรวจการฝูเจี้ยนส่งหนังสือร้องขอให้ราชสำนักออกคำสั่งห้ามให้มีการตอนร่างกายในหมู่ราษฎร ผู้ฝ่าฝืนให้ลงอาญาอย่างหนัก มิฉะนั้นกลัวแต่กระแสนี้จะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ”

เสนาบดีจางถามรองเสนาบดีเหลียง “เจ้ามีความเห็นเช่นไร”

รองเสนาบดีเหลียงกล่าวอย่างไตร่ตรอง “ข้าเองก็เคยเห็นทางมณฑลฝูเจี้ยนยื่นหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้มา ทั้งช่วงรัชศกจิ่งไท่ปีที่เจ็ดและรัชศกเฉิงฮว่าปีที่เจ็ด ราชสำนักล้วนเคยมีคำสั่งห้ามชาวบ้านตอนร่างกายโดยพลการ แต่ก็แทบไม่ได้ผล ไล่เรียงต้นสายปลายเหตุแล้วอาจเพราะทางการมิได้เข้มงวดกวดขัน นานวันเข้าก็มองเป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้นแม้จะสั่งห้ามหลายครั้งก็ไร้ผล ถ้าจะให้เรื่องนี้หายไปอย่างสิ้นเชิงก็ต้องหาทางแก้ที่ต้นเหตุ ข้าเสนอให้ราชสำนักออกคำสั่ง กำหนดว่าต่อไปในหมู่ชาวบ้านที่ตอนร่างกายตนเองโดยพลการห้ามให้เข้าวัง”

ถังฟั่นฟังแล้วลอบพยักหน้า แม้รองเสนาบดีเหลียงผู้นี้จะปกป้องเข้าข้างลูกศิษย์ ทั้งยังตั้งตัวเป็นอริกับเขา แต่ก็มีความสามารถพอสมควร ดีกว่าพวกขุนนางเบาปัญญามาก

เสนาบดีจางพยักหน้า กล่าวกับหัวหน้าเสี่ยนว่า “บันทึกไว้ก่อน กลับไปร่างข้อเสนอของรองเสนาบดีเหลียงแล้วค่อยส่งมาให้ข้าดู”

หัวหน้าเสี่ยนรีบรับคำแล้วรายงานสถานการณ์ต่ออีกประมาณหนึ่ง

คนของกองพลาธิการฝูเจี้ยนรายงานจบแล้วจึงถึงคราวคนต่อไป

การกล่าวรายงานในที่ประชุมเดิมทีก็มิได้เรียงตามตำแหน่งแห่งที่จากเหนือลงใต้หรือจากตะวันออกไปตะวันตก แต่เรียงตามลำดับที่นั่งของทุกคน ลู่ถงกวงนั่งอยู่ทางซ้ายมือของถังฟั่น หัวหน้าเสี่ยนนั่งอยู่ทางขวามือของถังฟั่น ตามลำดับจากขวาไปซ้าย เมื่อหัวหน้าเสี่ยนกล่าวจบก็ถึงคราวถังฟั่น จากนั้นจึงเป็นลู่ถงกวง

เสนาบดีจางเบนสายตาจากหัวหน้าเสี่ยนมองถังฟั่น

“เจ้าก็คือหัวหน้ากองพลาธิการเหอหนานคนใหม่หรือ เรายังไม่เคยเจอกันใช่หรือไม่”

ถังฟั่นลุกขึ้นโค้งคำนับ “ข้าน้อยเองขอรับ หลายวันนี้ข้าน้อยไปขอพบใต้เท้า บังเอิญใต้เท้าไม่อยู่ จึงมิได้พบ ขอใต้เท้าโปรดอภัย”

เสนาบดีจางลูบหนวดคลี่ยิ้ม ดูเป็นคนมีเหตุผล “ในเมื่อบังเอิญไม่อยู่แล้วจะมีความผิดได้อย่างไร นั่งลงเถิด ตามความเห็นของเจ้า สถานการณ์ของกองพลาธิการเหอหนานเป็นอย่างไร”

อิ่นหยวนฮว่าได้ยินแล้วในใจพลันลิงโลด ถังฟั่นเพิ่งมารับตำแหน่งได้ไม่กี่วัน จะมีสถานการณ์อะไรให้กล่าว อย่างไรก็ต้องให้เขาเป็นคนบรรยายมิใช่หรือ

นึกถึงตรงนี้เขาก็เหยียดแผ่นหลังตรง กำลังจะเอ่ยปาก…

มิคาดกลับได้ยินถังฟั่นกล่าวว่า “ข้าน้อยมาที่กองพลาธิการเหอหนานได้ไม่กี่วันก็พบว่าคนที่นี่ทำงานผิวเผิน หละหลวมเกียจคร้าน คดีเก่าที่คั่งค้างมากมายถูกตัดสินอย่างผิดพลาดและตกหล่นด้วยความสะเพร่า ซ้ำยังมีส่วนที่พิพากษาอย่างสุกเอาเผากิน มีจุดที่ต้องแก้ไขไม่น้อย”

คนผู้นี้เป็นบ้าหรือ! ไยอ้าปากก็พ่นวาจาทำร้ายคนไปทั่วราวกับสุนัขบ้า อิ่นหยวนฮว่าหันขวับถลึงตาจ้องเขา

ไม่เฉพาะเขา คนอื่นๆ ต่างก็มองถังฟั่นเสมือนกำลังมองตัวประหลาด

มีเพียงถังฟั่นที่มีสีหน้าปกติ เรียบนิ่งสุขุม ราวกับวาจาเมื่อครู่มิได้ออกจากปากตนเองอย่างไรอย่างนั้น

ขณะที่สีหน้าของทุกคนกำลังเปลี่ยนแปลงตามถ้อยคำของถังฟั่น มีเพียงเสนาบดีจางที่คลี่ยิ้ม ซ้ำยังเอ่ยถามอย่างมีอัธยาศัย “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้ามีวิธีการใดก็เสนอมา ทุกคนจะได้ช่วยกันพิจารณา”

“ในฐานะขุนนางอาญาควรเข้าใจกฎหมายอย่างลึกซึ้งถ่องแท้ แต่เมื่อข้าอ่านสำนวนคดีในอดีตพบว่าเจ้าหน้าที่ในกองพลาธิการเหอหนานขาดความรู้ด้านกฎหมาย ไม่เพียงเท่านั้น เกรงว่าแม้แต่กฎหมายต้าหมิงก็ไม่เคยศึกษาเสียด้วยซ้ำ ล้วนอาศัยคติส่วนตัวในการตัดสินพิจารณาคดี เมื่อเป็นเช่นนี้กระทำสืบต่อมาจึงทำให้การตัดสินคดีความสับสนปนเป คดีเก่าซับซ้อนวุ่นวาย” ถังฟั่นกล่าว “อย่างคดีหนึ่งที่ศาลไคเฟิงส่งมาเมื่อปีที่แล้ว สองพี่น้องทะเลาะวิวาทเนื่องจากแย่งชิงมรดก เพื่อให้ชนะคดีสองฝ่ายต่างเปิดโปงความลับส่วนตัวของกันและกัน ในนั้นยังพัวพันถึงคดีฆ่าคนตาย ยากจะแยกแยะถูกผิดจริงเท็จ ศาลไคเฟิงรู้สึกตึงมือจึงส่งเรื่องต่อมาให้กรมอาญาพิจารณา ตอนนั้นคดีนี้อยู่ในความรับผิดชอบของรองหัวหน้าอิ่นพอดี”

ได้ยินถึงตรงนี้หัวใจของอิ่นหยวนฮว่าก็หล่นวูบ คะเนได้เลือนรางว่าถังฟั่นจะกล่าวอะไร ทว่าอยากขัดขวางก็ไม่ทันแล้ว จึงได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายกล่าวต่อไป

เป็นดังคาด ถังฟั่นกล่าวต่อ “ปรากฏว่ารองหัวหน้าอิ่นตัดสินให้ทุบตีสองพี่น้องแล้วเกลี้ยกล่อมพวกเขาว่าเป็นพี่น้องท้องเดียวกันควรเข้าใจและเห็นใจกัน เล่ากันว่าเมื่อศาลไคเฟิงได้รับผลการตัดสินจากกรมอาญาก็ทำตาม เรื่องจึงจบลงอย่างรวดเร็ว”

เสนาบดีจางลูบคางพลางพยักหน้า “ที่เจ้ายกมากล่าวถึงโดยเฉพาะเพราะเกิดปัญหาในภายหลังขึ้นอีกใช่หรือไม่”

ถังฟั่นประสานมือคำนับ “ใต้เท้าปราดเปรื่องนัก ใช่ขอรับ ตอนที่ข้าตรวจสอบคดีนี้พลันพบว่าในบรรดาความลับส่วนตัวที่สองพี่น้องเปิดโปงสาวไส้กันยังมีคดีฆ่าคนตายอีกคดีหนึ่ง แม้จะยังไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่รองหัวหน้าอิ่นกลับมิได้ให้ศาลไคเฟิงสืบสวน นี่คือเรื่องแรก

อีกเรื่องคือส่วนที่เกี่ยวข้องกับมรดก กฎหมายต้าหมิงมีข้อกำหนดชัดเจนว่าให้ยึดตามกฎเกณฑ์ หากไร้กฎเกณฑ์ให้ยึดถือจึงให้พิจารณาด้วยหลักธรรม ทว่ารองหัวหน้าอิ่นไม่เคยศึกษากฎหมายต้าหมิงและไม่สนใจกฎข้อบังคับในนั้นจึงตัดสินอย่างลวกๆ เบื้องบนทำอย่างไร เบื้องล่างก็เอาอย่าง นานวันย่อมทำให้ขุนนางท้องถิ่นเองก็พลอยไม่เห็นกฎหมายอยู่ในสายตาแล้วทำตามอำเภอใจอย่างรองหัวหน้าอิ่น”

อิ่นหยวนฮว่าทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาก้าวพรวดออกมา “เจ้าใส่ความกันชัดๆ! ข้าทำตามอำเภอใจอย่างไร! สองพี่น้องนั่นฟ้องร้องกันมานานสิบกว่าปี เรื่องที่พวกเขาพูดไร้เบาะแสให้ตรวจสอบ แล้วจะแยกแยะข้อเท็จจริงได้อย่างไร! ข้าพิจารณาด้วยหลักศีลธรรมจรรยา เกลี้ยกล่อมให้พวกเขาเห็นแก่ความเป็นพี่น้อง รักใคร่สามัคคี ให้พวกเขาเจรจาไกล่เกลี่ยเรื่องนี้กันเอง มิต้องร้องเรียนเสียทุกเรื่อง มันไม่ดีตรงที่ใด!”

ถังฟั่นกล่าวอย่างราบเรียบ “ปัญหาอยู่ตรงนี้ ข้าอ่านสำนวนคดี ตอนที่พวกเขาเปิดโปงกันและกัน คนที่ออกมาเป็นพยานให้ล้วนเป็นภรรยาและลูกๆ รวมถึงพี่น้องคนอื่นๆ ของพวกเขา กฎหมายต้าหมิงมีกฎบัญญัติมาแต่อดีต พี่น้องมิอาจเป็นพยานให้พี่น้องด้วยกันเอง ภรรยามิอาจเป็นพยานให้สามี บ่าวรับใช้มิอาจเป็นพยานให้เจ้านาย ฉะนั้นคำให้การของคนเหล่านี้ล้วนเป็นโมฆะ แต่ยามส่งหนังสือราชการรองหัวหน้าอิ่นกลับมิได้ตำหนิพฤติกรรมเช่นนั้น และหากเรื่องมรดกยืดเยื้อก็ควรตัดสินไปตามกฎหมาย มิใช่ให้พวกเขาเจรจาตกลงกันเอง ข้าได้ให้คนไปสืบ พบว่าหลังจากกรมอาญาส่งหนังสือไปแล้วความขัดแย้งของสองพี่น้องก็มิได้สงบลง กลับเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม บัดนี้อื้อฉาวจนรู้กันทั่ว ขอถามรองหัวหน้าอิ่น ท่านกล่าวว่าสั่งสอนพวกเขาด้วยหลักศีลธรรมจรรยา หลักคำสอนนั้นไปที่ใดแล้ว”

อิ่นหยวนฮว่าสะอึกอึ้ง จู่ๆ ก็นึกถึงอีกประเด็นหนึ่งขึ้นมาได้ จึงรีบละล่ำละลักซักถาม “เจ้ามารับตำแหน่งที่กรมอาญาเพียงสี่ห้าวัน ไฉนจึงตรวจสอบความคืบหน้าของคดีได้ในเวลาที่สั้นเช่นนี้ คงมิใช่ว่าพูดเหลวไหลเอาเองหรอกกระมัง”

ถังฟั่นส่ายหน้า “ท่านลืมไปแล้วหรือว่าหน่วยองครักษ์เสื้อแพรมีสาขาอยู่ทุกที่”

อิ่นหยวนฮว่าตะลึงตาค้าง เจ้าคนนี้ถึงกับให้องครักษ์เสื้อแพรไปสืบคดีเชียวหรือ เหตุใดหน่วยองครักษ์เสื้อแพรจึงยอมเชื่อฟังเขา

เขาเริ่มสัมผัสได้ว่าถังฟั่นเหมือนจะมิได้ต่อกรด้วยง่ายๆ อย่างที่คิด

ไม่รอให้อีกฝ่ายตั้งตัว ถังฟั่นก็ชิงกล่าวตัดหน้า “จักรพรรดิหงอู่เคยมีรับสั่งว่ากฎเกณฑ์กฎบัญญัติทุกข้อต้องมีประโยชน์ต่อแผ่นดิน ทิ้งให้ชนรุ่นหลังสืบสาน ห้ามสะเพร่าหละหลวม อย่ามองเพียงปัจจุบัน เรื่องที่เกี่ยวพันกับบ้านเมืองมิใช่เรื่องเล็ก บัญชาถูกทางเป็นวาสนาของบ้านเมือง บัญชาผิดทางก่อหายนะไร้พรมแดน จำต้องตรึกตรองรอบคอบ รับสั่งนี้กระตุ้นให้เกิดสำนึกผิดชอบชั่วดี แม้จะผ่านมาร้อยกว่าปีแล้วพวกเราควรจดจำใส่ใจ มิควรลืมเลือน!”

เขากล่าวด้วยความเป็นห่วงจากใจจริงอีกว่า “ข้ารู้ว่ารองหัวหน้าอิ่นเจตนาดี ปรารถนาให้สองพี่น้องวางอคติลง เห็นแก่ความเป็นพี่น้องเพื่อมิให้เกิดโศกนาฏกรรมศึกสายเลือด แต่ในเมื่อจักรพรรดิหงอู่ทรงบัญญัติกฎหมายต้าหมิงก็เพื่อประสงค์ให้พวกเราปฏิบัติตาม อย่างคดีแย่งชิงมรดกที่ขัดต่อจารีตประเพณี ในเมื่อสองฝ่ายแย่งชิงยืดเยื้อมานานสิบกว่าปี เช่นนั้นพวกเขาก็ย่อมมิใช่คนที่จะเห็นแก่สายเลือดแน่นอน จึงควรไต่สวนพิจารณาตามกฎหมายถึงที่สุด ไม่ควรคาดหวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะใช้หลักธรรมเกลี้ยกล่อมพวกเขาได้ ไม่เช่นนั้นขุนนางท้องถิ่นก็จะยึดเป็นเยี่ยงอย่าง ต่อไปก็มิต้องศึกษาอ้างอิงกฎหมายต้าหมิง พิจารณาทุกอย่างด้วยหลักธรรม อยากตัดสินคดีอย่างไรก็ตัดสินอย่างนั้น กลับกลายเป็นตรงกับรับสั่งของจักรพรรดิหงอู่ที่ว่าบัญชาผิดทางก่อหายนะไร้พรมแดน รองหัวหน้าอิ่น ความประสงค์ดีของท่านทำเสียเรื่องแท้ๆ!”

อิ่นหยวนฮว่ามึนงงสับสนกับการเปลี่ยนแนวคิดสารพัดของอีกฝ่าย อ้าปากพะงาบๆ สีหน้าซีดเผือด

หากบันดาลโทสะก็จะดูใจคอคับแคบเกินไป อีกประเด็นคือคนที่นั่งอยู่ในนี้ล้วนเป็นผู้ร่วมงานและผู้บังคับบัญชา ไม่อาจทำเรื่องที่จะก่อให้เกิดผลเสียได้ หากอยากโต้แย้งเขาก็หาถ้อยคำที่มีน้ำหนักมาโต้แย้งในทันทีมิได้เลย

โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายยกเอารับสั่งของจักรพรรดิหงอู่ออกมากล่าว แม้จะรู้ว่าถังฟั่นทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ บัญชาผิดทางอะไรกัน ก็แค่คดีแย่งชิงมรดกทั่วไปเท่านั้น พัฒนาไปถึงขั้นบัญชาผิดทางตั้งแต่เมื่อไร! แต่เขาก็หาคำมาโต้แย้งถังฟั่นไม่ได้จริงๆ จะบอกว่ารับสั่งของจักรพรรดิหงอู่ไม่ถูกต้อง? หรือจะบอกว่าคดีนี้มิได้หนักหนาสาหัสเช่นนั้น?

ถ้าเขาแย้งไปอย่างนั้น ถังฟั่นก็จะใช้รับสั่งของจักรพรรดิหงอู่มายอกย้อนเขาแน่นอน

ทว่า…ลูกศิษย์มีปากเสียงแล้วพ่ายแพ้ ไม่ได้หมายความว่าผู้เป็นอาจารย์จะนิ่งดูดาย

ในขณะนั้นเองรองเสนาบดีเหลียงก็เอ่ยปากอย่างเนิบช้า “ถ้อยคำเหล่านั้นของหัวหน้าถังก็กล่าวข่มขวัญเกินจริงไป เดิมทีกฎหมายต้าหมิงมีไว้เพื่อขัดเกลาราษฎร หากสามารถกล่อมเกลาด้วยหลักธรรมเหตุผลได้ก็ย่อมไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมาย แม้เราจะอยู่กรมอาญา แต่ในฐานะขุนนางราชสำนัก มีหน้าที่ในการขัดเกลาราษฎรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงควรเกลี้ยกล่อมด้วยสายสัมพันธ์ โน้มน้าวด้วยหลักเหตุผล หากราษฎรไม่เชื่อฟัง สุดท้ายจึงค่อยบังคับใช้กฎหมาย เช่นนั้นข้าคิดว่าคำตัดสินของรองหัวหน้าอิ่นมิได้มีส่วนที่ไม่เหมาะสม”

นักปราชญ์เอ่ยปาก ปัญหาก็คลี่คลาย

กับสถานการณ์นี้แม้ทุกคนจะมีท่าทีจริงจังขึงขัง ทว่าในใจกลับสูบฉีดพลุ่งพล่าน แต่ละคนต่างตื่นเต้นขึ้นมา

อาจารย์ทนดูลูกศิษย์ถูกรังแกมิได้จึงเอ่ยปากช่วย ถังฟั่นจะรับมืออย่างไร

จะทะเลาะกับรองเสนาบดีเหลียงอย่างนั้นหรือ

อีกฝ่ายเป็นผู้บังคับบัญชาของตนเอง ไม่ว่าถังฟั่นจะพูดอะไรก็ล้วนถูกมองว่าสูญเสียความสุขุม ถูกผู้อื่นดูแคลนว่าไม่เอาไหน

หัวหน้าถังเพิ่งมารับตำแหน่ง ไม่ยอมสยบให้กับการถูกกีดกันจึงเป็นฝ่ายโจมตีในที่ประชุม เล่นงานอิ่นหยวนฮว่า ปรากฏว่าไปยั่วยุให้ที่พึ่งของอิ่นหยวนฮว่าโกรธเคือง จนรองเสนาบดีเหลียงออกหน้าแก้สถานการณ์ให้ลูกศิษย์

คราวนี้หัวหน้าถังน่าจะยอมแพ้แล้วกระมัง

แต่หากเขายอมแพ้ก็เท่ากับว่าเขากลัวอิ่นหยวนฮว่า ภายภาคหน้าวาจาของเขาก็จะไม่มีน้ำหนักในกองพลาธิการอีกต่อไป

ทุกคนมีความคิดเช่นนี้ในใจ พากันนั่งเหยียดหลังตรง แต่สายตากวาดมองวนเวียนระหว่างพวกเขา แม้คนที่มีคุณธรรมน้ำมิตรอย่างลู่ถงกวงจะกังวลแทนถังฟั่น แต่ผู้คนมากมายก็ยังรอชมความทุกข์ของคนอื่นอย่างสนุกสนาน

ในเวลานี้เองคนที่คาดไม่ถึงกลับเอ่ยปากขึ้น

“พูดเช่นนั้นก็ไม่ถูก ข้าเองก็รู้สึกมานานแล้วว่าคนในกรมอาญาทำงานอย่างสุกเอาเผากิน มีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่คิดพัฒนาตนเอง รับราชการอยู่ที่นี่ไปวันๆ เป็นขุนนางอาญาแต่กลับไม่เคยอ่านกฎหมายจนชำนาญ คดีที่ตัดสินโทษเบาได้กลับทำให้เป็นเรื่องใหญ่ หากแพร่งพรายออกไปคงให้คนอื่นขบขันจนฟันร่วง ยิ่งจะทำให้คนอื่นคิดว่ากรมอาญาของเรามีแต่คนเช่นนี้”

ผู้ที่กล่าวคือเสนาบดีจางอิ๋ง นับตั้งแต่เข้ากรมอาญาเขายุ่งเกี่ยวกับเรื่องในกรมน้อยมาก จุดยืนเรื่องการดูแลบ้านเมืองเหมือนกับราชเลขาธิการวั่นอันอย่างยิ่ง กล่าวคือเขายึดหลัก ‘ไม่ทำไม่ผิด ทำมากผิดมาก’ แต่ละวันหลังเข้างานหน้าที่เขาคือการดื่มน้ำชาฆ่าเวลา ผู้ใต้บัญชาเองก็เคยชินกับการทำงานเช่นนี้ของเขา ภารกิจแท้จริงล้วนมีรองเสนาบดีเหลียงเป็นคนดูแล

อย่างการประชุมวันนี้ บทบาทหน้าที่ของเสนาบดีจางก็คือเป็นรูปปั้นนำโชค นั่งเป็นหลักประจำการ

ปรากฏว่ายามนี้เสนาบดีที่แทบไม่แสดงความคิดเห็นกลับเอ่ยปากช่วยหัวหน้ากองเล็กๆ คนหนึ่ง!

พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกแล้วหรือไร

ทุกคนมองจางอิ๋งด้วยความตะลึง ฝ่ายหลังลูบเคราพลันเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ข้าเชื่อว่ารองหัวหน้าอิ่นเองก็ทำงานด้วยความตั้งใจ เพียงแต่ภายหน้าคดีเช่นนี้ต้องรอบคอบ กรมอาญาดูแลราชทัณฑ์ของบ้านเมือง ทุกวาจาและการกระทำล้วนมีผลกระทบใหญ่หลวง ต้องไตร่ตรองก่อนทำให้มาก!”

แม้ฟังแล้วจะเหมือนไกล่เกลี่ยอย่างขอไปที แต่เจตนาที่เขาเอ่ยปากช่วยถังฟั่นกลับเด่นชัด รองเสนาบดีเหลียงก็เหมือนจะคาดไม่ถึงว่าจางอิ๋งจะแสดงท่าทีเช่นนั้น ใบหน้าจึงกระตุกเล็กน้อย ฝืนใจคลี่ยิ้ม “ใต้เท้ากล่าวมีเหตุผล ต่อไปก่อนที่ทุกคนจะทำการใดทางที่ดีก็ต้องมีหลักการให้ยึด มีเหตุผลให้อ้างอิง จะได้ไม่ถูกใครจับผิดเอาได้”

อิ่นหยวนฮว่ารับคำชี้แนะอย่างอกสั่นขวัญแขวน “ข้าจะจดจำคำสอนของใต้เท้าให้ดีขอรับ”

อันที่จริงวาจาในวันนี้ของจางอิ๋งมีที่มาที่ไป มิใช่เพื่อช่วยถังฟั่นเพียงอย่างเดียว

การที่เขายุ่งเกี่ยวเรื่องงานน้อยไม่ได้หมายความว่าปล่อยปละละเลยเสียทีเดียว ทว่าคนเบื้องล่างกลับคิดว่าเขาเป็นแค่รูปปั้นจริงๆ โดยเฉพาะหลังมีข่าวที่เขาจะเข้าแทนตำแหน่งในสภาขุนนางแพร่งพรายออกมา เหลียงเหวินหวาก็ยิ่งลิงโลดโดดเถลิงมีอำนาจเด็ดขาดซึ่งนั่นทำให้จางอิ๋งไม่พอใจอย่างมาก จนคิดในใจว่า ข้ายังเป็นเสนาบดีกรมอยู่ เจ้าไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาแล้วหรือ

กอปรกับเขาเป็นคนประเภทเดียวกับราชเลขาธิการวั่นอัน วั่นอันพึ่งบารมีวั่นกุ้ยเฟย จางอิ๋งได้ยินว่าถังฟั่นกับวังจื๋อมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกันไม่เลว จึงพอรู้ว่าถังฟั่นย้ายมาที่กรมอาญาครั้งนี้เหมือนจะด้วยที่จักรพรรดิมีรับสั่งโดยตรง

นั่นนับว่ายอดเยี่ยมอย่างหามิได้แล้ว!

ในแวดวงขุนนางต้องเชี่ยวชาญการวิเคราะห์อยู่เสมอ หากขาดไหวพริบย่อมไร้อนาคต ลำพังเพียงเรื่องนี้จางอิ๋งก็มองถังฟั่นต่างออกไป

คนอื่นๆ ในกรมอาญาล้วนคิดว่าถังฟั่นเพิ่งมาก็ล่วงเกินรองเสนาบดีเหลียง นับเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาด แต่จางอิ๋งมิได้คิดเช่นนั้น เขารู้สึกว่าถังฟั่นไม่เกรงกลัวเพราะมีที่พึ่ง ประจวบกับเขาเองก็เห็นรองเสนาบดีเหลียงขัดหูขัดตา ดังนั้นวันนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องออกหน้าช่วยถังฟั่น

แน่นอนว่าคนอื่นๆ ย่อมมิได้ล่วงรู้ถึงความซับซ้อนหลายต่อหลายชั้นในเรื่องนี้ ทุกคนรู้เพียงว่าแม้กระทั่งเสนาบดีจางก็ยังเอ่ยปากช่วยถังฟั่น ไม่แปลกที่ถังฟั่นกล้าล่วงเกินรองเสนาบดีเหลียง ที่แท้ก็เพราะมีที่พึ่งนี่เอง

ทันใดนั้นสายตาที่ทุกคนมองถังฟั่นก็เปลี่ยนไป

มีหรือที่รองเสนาบดีเหลียงจะไม่เข้าใจความคิดของคนอื่น เขาเองก็ไม่รู้ว่าวันนี้จางอิ๋งเกิดเป็นบ้าอะไรขึ้นมา เพราะเท่าที่เขารู้ ถังฟั่นกับจางอิ๋งไม่เคยมีการสมาคมใดๆ มาก่อน

เขากลับคาดไม่ถึงว่าอำนาจของตนในยามปกติจะทำให้จางอิ๋งไม่พอใจมานาน จึงถือโอกาสระบายเท่านั้น

การประชุมจบลงท่ามกลางสภาพจิตใจและอารมณ์ต่างๆ นานาของทุกคน

เมื่อเสนาบดีจางและรองเสนาบดีเหลียงก้าวออกจากห้อง คนอื่นๆ จึงไร้ความพะวง ความรู้สึกที่มีต่อถังฟั่นเปลี่ยนไปราวหน้ามือเป็นหลังมือ

ถังฟั่นเองก็มิได้สบโอกาสถือตัว ยังคงมีสีหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตรเหมือนเดิม ใครเข้าหาก็ล้วนสนทนาด้วย คุยกับใครก็ล้วนถูกคอ

ก่อนนี้ทุกคนยังคิดว่าท่าทีเช่นนี้ของเขาอ่อนแอน่ารังแก เวลานี้เขายังคงมีท่าทีเช่นเดิม แต่ทุกคนกลับเห็นว่าคนผู้นี้สุขุมเป็นกันเอง เสมอต้นเสมอปลาย น่าคบหาสมาคมด้วย

เห็นได้ว่าไม่เฉพาะอิสตรีที่ใจรวนเร แม้กระทั่งใจบุรุษก็ปรวนแปรไม่แน่นอน

อิ่นหยวนฮว่าเห็นภาพนั้นก็พลันเดือดดาลในใจ ทว่ากลับทำอะไรไม่ได้ ได้แต่รีบร้อนออกไปจากห้อง จะได้ไม่เป็นการหาเรื่องให้ตนเองอับอาย

ยามนั้นไต้หงหมิงกำลังเดินวนไปมานอกห้องด้วยความกระสับกระส่าย คิดในใจว่าถังฟั่นจะถูกรังแกกลั่นแกล้งเพียงใดแล้ว ปรากฏว่าเห็นอิ่นหยวนฮว่าเดินออกมาอย่างฉุนเฉียว ผ่านไปอีกพักหนึ่งเงาร่างของถังฟั่นจึงปรากฏที่ประตู

แต่กลับมีหัวหน้าและรองหัวหน้าของกองพลาธิการอื่นไม่น้อยรายล้อมรอบกาย ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใสราวกับเป็นสหายสนิทที่ร้างรากันไปนานหลายปี

ไต้หงหมิงอดขยี้ตามิได้ เขาเห็นผีแล้วใช่หรือไม่

ถ้ามิใช่เห็นผี เช่นนั้นก็คือท้องฟ้าจะมีฝนสีเลือดตกหรือ

ทุกคนทำงานในหน่วยงานเดียวกัน เจอหน้ากันทุกวัน ไหนเลยจะมีความลับอะไร ไม่นานเรื่องที่ถังฟั่นต่อว่าอิ่นหยวนฮว่าและขัดแย้งกับรองเสนาบดีเหลียงในที่ประชุมก็แพร่สะพัดไปทั่ว

ทุกคนยิ่งลือก็ยิ่งอัศจรรย์และเริ่มผิดเพี้ยนจากเรื่องจริงมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายข่าวลือที่ว่า ‘ถังฟั่นตบโต๊ะตำหนิต่อว่ารองเสนาบดีเหลียงจนเจ้าตัวจากอับอายกลายเป็นโกรธเกรี้ยว แผดเสียงด่าทอ เสนาบดีจางจึงตบหน้ารองเสนาบดีเหลียง’ ก็เกิดขึ้น ซ้ำยังมีการเล่าอย่างจริงจังว่าถังฟั่นเป็นบุตรนอกสมรสของเสนาบดีจาง เล่ากันว่าข่าวลือที่เหลวไหลไร้สาระเช่นนี้ยังเป็นที่โจษจันพอสมควร เป็นเรื่องราวที่ทุกคนต่างเล่าสู่กันฟังในเวลาดื่มน้ำชา แพร่กระจายอยู่ในกรมอาญาอยู่พักใหญ่

ถังฟั่นมิได้สมาคมกับเสนาบดีจางเป็นการส่วนตัว เขาคบค้ากับวังจื๋อเพราะความจำเป็นในการสืบคดีและด้วยความบังเอิญ ทว่านั่นไม่ได้หมายถึงว่าเขาจะไปมาหาสู่กับคนอื่นๆ ที่เป็นพรรคพวกของวั่นกุ้ยเฟยด้วย

แต่การกระทำของจางอิ๋งล้วนอยู่ในความคาดหมายของเขา

พูดให้ถูกต้องคือเขาวางแผนไว้แต่แรกแล้ว

ย้อนกลับไปยังวันแรกที่เขาเพิ่งมารับตำแหน่งที่กรมอาญา

ตอนนั้นถังฟั่นก็รู้แล้วว่าเหตุใดอิ่นหยวนฮว่าถึงต้องเป็นอริกับเขา และรู้ว่าเรื่องที่ตนส่งสือชังผู่ไปไม่เพียงยั่วโทสะอิ่นหยวนฮว่า ยังล่วงเกินรองเสนาบดีเหลียงครั้งใหญ่อีกด้วย

ดังนั้นตอนที่สุยโจวปรามเขาว่าอย่าทำตัวเด่นจนเป็นภัยนั้น เขาก็มีแผนการในใจเรียบร้อยแล้ว

‘วางแผนรัดกุมแล้วจึงดำเนินการ’ ถังฟั่นกล่าวด้วยรอยยิ้ม ‘ท่านวางใจ ตั้งแต่ตอนที่ข้าส่งยาไปให้อิ่นหยวนฮว่าก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าตนเองต้องถูกกีดกันแน่’

สุยโจวรู้ว่าถังฟั่นมิใช่คนที่จะก่อเรื่องเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมเพียงชั่ววูบ และไม่เคยทำเรื่องที่ไร้ประโยชน์ จึงถามว่า ‘เจ้ามีแผนการอะไร’

ถังฟั่นเคาะประวัติของจางอิ๋งที่วางอยู่บนโต๊ะ แม้เขาจะมิใช่เสนาบดีกรมปกครอง ไม่มีอำนาจตรวจสอบประวัติของขุนนาง แต่ใครให้เขามีสหายสนิทเป็นองครักษ์เสื้อแพรเล่า หน่วยองครักษ์เสื้อแพรมีหน้าที่จับตาเหล่าขุนนาง หนังสือข้อมูลที่กรมปกครองมี พวกเขาก็มี ส่วนที่กรมปกครองไม่มี พวกเขาก็มี

ไม่ใช้ก็เสียเปล่า หากเขาอยากยืนหยัดอย่างมั่นคงในกรมอาญาก็ต้องเอาชนะด้วยอุบายแปลกใหม่

‘สำแดงอำนาจ!’ ถังฟั่นกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานมีพลัง ‘ข้าอยู่ที่กรมอาญาเพียงวันเดียวก็พบปัญหามากมาย แต่สิ่งที่ข้าอยากทำนั้นลำพังข้าคนเดียวไม่อาจทำได้ไหว สำหรับพวกเขา ข้าเป็นคนนอกที่แทรกเข้ามากลางคัน ไร้ที่พึ่งในกรมอาญา รังแกกลั่นแกล้งได้ง่าย ไม่มีใครฟังข้า ฉะนั้นหากจะยืนหยัดให้มั่นคงก็ต้องสำแดงบารมีก่อน’

สุยโจวฉลาดเฉลียวจึงเข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายทันที ‘เช่นนั้นการที่อิ่นหยวนฮว่ากระโดดออกมาเวลานี้ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมพอดีมิใช่หรือ’

‘ถูกต้อง’ มุมปากของถังฟั่นผุดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์วูบหนึ่ง ‘ต่อให้ไม่ใช่เขาก็ต้องเป็นคนอื่น แต่ในเมื่อเขาเป็นฝ่ายเสนอตัว แล้วข้าจะให้เจตนาดีของเขาสูญเปล่าได้อย่างไร จางอิ๋งไม่พอใจกับอำนาจของรองเสนาบดีเหลียงมานาน ดังนั้นต่อให้เขาไม่สอดมือเข้ามาก็ใช่ว่าจะเข้าข้างเหลียงเหวินหวา ขอเพียงพวกเรามีปากเสียงกันต่อหน้าธารกำนัลเมื่อใด มีโอกาสแปดเก้าส่วนที่เขาจะออกหน้าช่วยข้า เพราะสำหรับเขา บนตัวข้ามีตราประทับว่าเป็นพรรคพวกวั่นกุ้ยเฟยแล้ว’

สุยโจวกล่าว ‘เจ้าไม่ใช่’

ถังฟั่นส่ายหน้า ‘แน่นอนว่าไม่ใช่ วิญญูชนไม่แบ่งฝักฝ่าย’

สุยโจวย่นคิ้ว ‘แต่เช่นนี้จะทำให้คนอื่นเข้าใจเจ้าผิดหรือไม่’

ถังฟั่นคลี่ยิ้ม ‘ไม่หรอก ท่านวางใจเถิด ข้าเคยแสดงความภักดีต่อกุ้ยเฟยเมื่อใดกัน เพียงเคยเกี่ยวข้องกันเพราะการสืบคดีเท่านั้น อีกทั้งครั้งนั้นยังเป็นคดีตำหนักบูรพา ข้าไม่เพียงล้างมลทินให้วั่นกุ้ยเฟย แต่ยังแก้ไขความน่าสงสัยในตัวรัชทายาทได้ด้วย’ กล่าวจบเขาก็ถอนใจเฮือกหนึ่ง ‘ความจริงถ้าเป็นไปได้ข้าไหนเลยจะใช้วิธีนี้ ทุกคนตั้งใจทำงานกันอย่างจริงจังไม่ได้หรือ ไม่จำเป็นต้องสร้างเรื่องมากมายให้วุ่นวาย! อย่างตอนอยู่ที่ศาลซุ่นเทียนมีศิษย์พี่คอยค้ำยัน ข้าเป็นเพียงผู้พิพากษาเล็กๆ ทำหน้าที่เฉพาะส่วนของตนเองให้ดีก็พอ ไม่ต้องสนใจอะไรเรื่องอื่นเลย!’

สุยโจวกล่าว ‘แวดวงขุนนางไม่มีทางสงบดุจน้ำนิ่งได้ตลอด เวลานี้เจ้าเป็นหัวหน้ากองแล้วก็ต้องจัดการสะสางให้เรียบร้อยก่อนจึงจะเริ่มทำสิ่งที่เจ้าอยากทำได้’

ถังฟั่นระบายยิ้มปลื้มใจ ‘ผู้ให้กำเนิดคือบุพการี ผู้ที่รู้ใจข้าคือก่วงชวน!’

…นั่นคือความเป็นมาของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในที่ประชุม ถังฟั่นมิได้หาเรื่องรองเสนาบดีเหลียงด้วยอารมณ์ชั่ววูบหรือเสียสติ ไม่เช่นนั้นเขาคงถูกเฉดหัวไปนานแล้ว ผลในวันนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของทุกคน แต่สำหรับถังฟั่นกลับเป็นแผนการที่วางมาอย่างละเอียดรอบคอบ

กองพลาธิการเหอหนานเล็กๆ แม้จะมีเจ้าหน้าที่เพียงไม่กี่คน กลับแตกแยกเพราะผู้คนไร้ความสามัคคี เดิมทีคนนอกอย่างถังฟั่นไม่มีทางสร้างความน่าเชื่อถือได้ในเวลารวดเร็วเช่นนี้ ทว่าเขากลับใช้อุบายที่ไม่เหมือนใครและกรุยทางเส้นใหม่ออกมาได้!

นับจากที่จางอิ๋งกล่าวทิ้งทวน รองเสนาบดีเหลียงก็สงบศึกชั่วคราว เมื่ออิ่นหยวนฮว่าสูญเสียแรงหนุนจากอาจารย์ก็ไม่กล้าเปิดศึกกับถังฟั่นอีก

ถังฟั่นอาศัยกระแสอำนาจระลอกนี้จัดระเบียบกองพลาธิการเหอหนานทั้งในและนอกได้อย่างราบรื่น

เขาประกาศชัดเจนมิให้ทำงานอืดอาดยืดยาด เร่งรัดให้พวกเขาสะสางคดีที่ยังมิได้พิจารณาของครึ่งปีแรกโดยเร็ว คดีใหญ่และคดีสำคัญส่งต่อให้สำนักศาลยุติธรรม ส่วนคดีที่กรมอาญาพิจารณาได้ก็ให้ส่งคำตัดสินกลับคืนสู่หน่วยงานท้องถิ่น

ถังฟั่นนำสำนวนคดีที่อ่านก่อนหน้านี้ออกมาระบุจุดที่รู้สึกว่ามีปัญหาอีกครั้ง และขอให้ทุกคนไต่สวนใหม่ พร้อมทั้งให้ไต้หงหมิงพาเจ้าหน้าที่สองคนรื้อคดีเก่าที่มิได้ตัดสินตามข้อบัญญัติในกฎหมายต้าหมิงออกมา

มีผู้บังคับบัญชาที่เฉียบขาดปราดเปรียวเช่นนี้ทุกคนย่อมไม่กล้าอู้งาน ในเวลาสั้นๆ บรรยากาศในกองพลาธิการเหอหนานก็เปลี่ยนไป พวกไต้หงหมิงเห็นว่าถังฟั่นมีเสนาบดีจางหนุนหลัง แต่ละคนจึงเปลี่ยนเป็นเชื่อฟังว่าง่าย ไม่มีใครรู้ว่าถังฟั่นเพียงกำลังเขียนเสือให้วัวกลัวเท่านั้น

สำหรับเรื่องที่ถังฟั่นเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหาร ท่าทีของแต่ละกองย่อมต่างจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง ก่อนหน้านี้มีผู้เข้าร่วมน้อยนิด ภายหลังได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะเมื่อทุกคนรู้ว่าสถานที่ที่ถังฟั่นเป็นเจ้าภาพคือเรือนเซียนอวิ๋นก็พากันนิ่งอึ้งทันที

คนอื่นๆ ไม่รู้ว่าสำนักประจิมมีหุ้นส่วนในเรือนเซียนอวิ๋นซึ่งถังฟั่นเองก็เพียงพึ่งบารมีของวังจื๋อ พวกเขารู้แค่ว่าคนที่สามารถเป็นเจ้าภาพที่เรือนเซียนอวิ๋นหากไม่มีเบื้องหลังก็คือมีเส้นสาย

ในเมื่อหัวหน้าถังที่มาใหม่มีภูมิหลังใหญ่โตเช่นนั้น แล้วใครจะกล้าผิดใจกับเขาอย่างไม่ดูตาม้าตาเรือกัน

อย่างไรเสียตอนนี้คนที่ทรมานก็มีเพียงอิ่นหยวนฮว่าคนเดียว ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเขาเสียหน่อย

ถังฟั่นมิได้ทำตามธรรมเนียมมารยาทเพราะเขาพารองหัวหน้าไปและให้พวกไต้หงหมิงมาร่วมงานเลี้ยงซึ่งนั่นเป็นการประกาศจุดยืนของตนกับทุกคนว่า…

ข้าถังฟั่นไม่แยแสอิ่นหยวนฮว่า และไม่กลัวจะล่วงเกินรองเสนาบดีเหลียง

พวกไต้หงหมิงเป็นคนของข้า หากติดตามข้าก็จะเป็นผลดีกับตัวพวกเจ้าเอง

ทั้งเรื่องจริงเรื่องเท็จถังฟั่นนำกลยุทธ์ในตำราพิชัยสงครามมาใช้ในวงการขุนนาง หนึ่งเดือนให้หลังเขาไม่เพียงยืนหยัดในกองพลาธิการเหอหนานได้อย่างมั่นคง แต่ยังเป็นคนพูดคำใดคำนั้น เมื่อมีอิ่นหยวนฮว่าเป็นตัวอย่างจึงไม่มีใครกล้าทำหูทวนลมกับคำพูดของเขา

แต่ถังฟั่นเองก็มิใช่คนที่เอาแต่ใช้อำนาจข่มผู้อื่น ด้วยความช่วยเหลือจากสุยโจวทำให้เขารู้ภูมิหลังของเจ้าหน้าที่แต่ละคนในกองเป็นอย่างดี เจ้าหน้าที่คนนี้มีมารดาอายุเจ็ดสิบปีอยู่ในเมืองหลวง ตอนที่ซื้อสาลี่หิมะตุ๋นยาให้อาตงที่ร้านขายยา ถังฟั่นก็ซื้อหญ้าอ้ายเฉ่าจำนวนหนึ่งเพื่อให้อีกฝ่ายนำกลับไปให้มารดาแช่เท้า เจ้าหน้าที่คนนั้นมีคนเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ในบ้าน เขาก็จะอนุญาตให้อีกฝ่ายเลิกงานก่อนเวลาเพื่อกลับไปดูแลครอบครัว

แต่สำหรับพวกที่เกี่ยงงานปัดความรับผิดชอบถังฟั่นก็ไม่ปรานี อย่างเจ้าหน้าที่ที่ประจบประแจงอิ่นหยวนฮว่าคนนั้น อาศัยว่ามีอิ่นหยวนฮว่าให้ท้ายจึงไม่เห็นพวกไต้หงหมิงอยู่ในสายตา หลังจากวันที่ประชุมแล้วก็ยังมองสถานการณ์ไม่ออก ทำงานที่ถังฟั่นมอบหมายให้อย่างไม่ตั้งใจ ปรากฏว่าถูกถังฟั่นลิดรอนอำนาจ ขับไปทำงานจิปาถะที่ไม่สำคัญ

เมื่อใช้ทั้งคุณธรรมและอำนาจเช่นนี้ พวกไต้หงหมิงต่างซาบซึ้งตื้นตันในตัวถังฟั่น ยามทำภารกิจจึงตั้งใจเป็นพิเศษ กองพลาธิการเหอหนานก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

สถานการณ์เช่นนี้อิ่นหยวนฮว่ากลับกลายเป็นผู้ที่โดดเดี่ยวเสียแทน

แน่นอนว่าหากเขารู้จักดูสถานการณ์ ถังฟั่นก็คงไม่มีเรื่องกับเขา เพราะอย่างไรถังฟั่นก็มาทำงาน ไม่ได้มากลั่นแกล้งใคร แต่อิ่นหยวนฮว่ายังคงผูกใจเจ็บกับเรื่องในวันนั้น แม้จะไม่กล้าก่อเรื่องแล้วแต่ก็ไม่กระตือรือร้นที่จะปฏิบัติหน้าที่ กล่าวให้ถูกก็คืออู้งานอย่างถึงที่สุด

ทว่าถังฟั่นก็ทำอะไรอิ่นหยวนฮว่ามิได้จริงๆ

แม้เขาจะดูแลกองพลาธิการเหอหนาน แต่ขุนนางอย่างรองหัวหน้ากองก็มิใช่ตำแหน่งที่เขาจะมีอำนาจตัดสินลงโทษได้ เขาเองก็ไม่อยากไปร้องเรียนกับเสนาบดีจาง เวลานี้บรรยากาศในราชสำนักก็เป็นเช่นเดียวกัน เสนาบดีจางเองก็แทบไม่ทำงาน เขาไม่อาจใช้บรรทัดฐานนายอย่างลูกน้องอย่างไปเรียกร้องกับผู้อื่นได้ หนำซ้ำคราวก่อนที่งัดข้อกับอิ่นหยวนฮว่าก็อาศัยความบังเอิญ ใช้ครั้งแรกได้แต่ใช้ครั้งที่สองมิได้ เป้าหมายในการสำแดงบารมีบรรลุแล้ว ถังฟั่นไม่อยากทิ้งภาพว่าเป็น ‘คนลุแก่อำนาจ’ กับผู้ใต้บัญชา

ฉะนั้นอิ่นหยวนฮว่าทำอะไรถังฟั่นมิได้ ถังฟั่นก็ทำอะไรอิ่นหยวนฮว่าไม่ได้เช่นกัน หากไม่มีเหตุเหนือความคาดหมาย สถานการณ์ลักษณะนี้จะดำเนินไปอีกพักใหญ่

เวลาครึ่งปีในกรมอาญาผ่านไปอย่างรวดเร็ว นอกจากสำแดงตนให้เด่นเล็กน้อยในตอนแรก พฤติกรรมและวาจาของถังฟั่นหลังจากนั้นก็เรียกได้ว่าเรียบง่ายสำรวมอย่างแท้จริง

กับภายในเขาค่อยๆ ชำนาญกับภารกิจของกอง มีอำนาจเฉียบขาด กับภายนอกเขาก็ผูกมิตรกับกองพลาธิการอื่น ไม่เคยเล่นนอกกฎ มีความดีความชอบก็ยกให้ผู้อื่นรับแทน เมื่อเป็นเช่นนี้ถังฟั่นจึงใช้ชีวิตในกรมอาญาเสมือนปลาได้น้ำ สมาคมกับสหายร่วมงานได้เป็นอย่างดี ไม่มีใครพูดว่าหัวหน้าถังผู้นี้เป็น ‘คนนอก’ อีกแล้ว

ในที่สุดเขาเองก็ได้หายใจหายคอ โล่งอกผ่อนคลายแล้ว

ครึ่งปีมานี้เขาเข้างานแต่เช้าเลิกงานย่ำค่ำ กระทั่งวันหยุดก็ยังขลุกอยู่ในกรมอาญาเพื่อจัดแจงสำนวนคดีในอดีตทั้งหมดอีกครั้ง เฟ้นหาส่วนที่ไม่ถูกหลักการหรือคดีที่มิได้มีข้อบัญญัติในกฎหมายต้าหมิง จากนั้นก็ใช้คดีเหล่านั้นเป็นข้อมูลอ้างอิง เขียนเรียบเรียง ‘ข้อบังคับการไต่สวน’ เพื่อเป็นบทเสริมนอกเหนือจากกฎหมายต้าหมิงไว้ให้ขุนนางรุ่นหลังศึกษาค้นคว้า

นั่นเป็นงานใหญ่ที่มีความละเอียดสูง ในเวลาครึ่งปีส่วนที่เรียบร้อยมีประมาณหนึ่งถึงสองในสิบส่วนเท่านั้น

แน่นอนว่าต่อให้ทำเสร็จสิ้นทั้งหมด ของสิ่งนี้ก็จะยังมิได้ใช้งานไปอีกนาน แต่ถังฟั่นเชื่อว่าวันหนึ่งมันต้องมีประโยชน์แน่นอน

 

พริบตาเดียวก็เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิในรัชศกเฉิงฮว่าปีที่สิบหก อาตงเองก็อายุสิบขวบแล้ว ระยะนี้นางฝึกวรยุทธ์กับสุยโจว มีความก้าวหน้าขึ้นมาก ขณะเดียวกันร่างกายก็ยืดสูงขึ้นไม่ดูอ้วนท้วนอย่างก่อนหน้านี้แล้ว กลับมีเค้าเพรียวบางของเด็กสาววัยกำลังโต ทว่านิสัยกลับยังไม่เปลี่ยน ยังคงโผงผางไม่คิดเล็กคิดน้อย ทั้งยังมีกลิ่นอายห้าวหาญขึ้นหลายส่วนเนื่องจากฝึกวรยุทธ์

เพื่อมิให้นางกลายเป็นพวกเด่นแต่ใช้แรงจนขายไม่ออกในภายหน้า เมื่อถังฟั่นมีเวลาว่างก็ไม่ลืมบังคับให้นางร่ำเรียนตำรา ปรากฏว่าความจริงได้พิสูจน์แล้วว่าอาตงไร้พรสวรรค์ด้านนี้อย่างสิ้นเชิง แม้แต่คัมภีร์หลุนอวี่* นางก็ท่องมิได้ โชคดีที่ยังอ่านออกเขียนได้ สกุลถังจึงรอดพ้นจากการมีคนอ่านเขียนไม่ออกในสกุล…เขาได้แต่ปลอบใจตนเองเช่นนี้

ระยะนี้สุยโจวยังคงทำงานหามรุ่งหามค่ำ ภายใต้การอบรมดูแลของเขา กองปราบฝ่ายเหนือมิได้เฉื่อยชาขาดความละเอียดและคุณภาพงานต่ำอย่างเช่นก่อนหน้านี้แล้ว ทว่านับตั้งแต่เรื่องของพรรคหนานเฉิง ลัทธิบัวขาวก็เหมือนหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย

เรื่องนี้สุยโจวเคยหารือกับถังฟั่น ทั้งสองเดาว่าลัทธิบัวขาวอาจได้รับบทเรียนจากพรรคหนานเฉิงจึงไม่มีทางเผยโฉมออกมาง่ายๆ คาดว่าในช่วงสั้นๆ นี้ก็คงไม่ปรากฏตัวในเมืองหลวง อย่าลืมว่าใต้เท้าของโอรสสวรรค์มีหน่วยองครักษ์เสื้อแพร สำนักบูรพา และสำนักประจิมอยู่ ต่อให้ลัทธิบัวขาวซ่อนตัวมิดชิดเพียงใดก็ยากที่จะไม่เผยเบาะแสร่องรอย

เมื่อเป็นเช่นนี้การแกะรอยสืบหาจึงยิ่งยากเย็น หน่วยองครักษ์เสื้อแพรเองก็มีเรื่องมากมายต้องทำ ไม่สามารถทุ่มเทกำลังกายและใจไปกับเรื่องนี้ ได้แต่ออกคำสั่งไปยังหน่วยงานสาขาขององครักษ์เสื้อแพรแต่ละแห่ง ให้พวกเขาคอยจับตาอย่างเข้มงวด

วันนี้เป็นวันหยุด ถังฟั่นว่างเว้นจากหน้าที่ เขากับอาตงพากันนั่งน้ำลายหกมองหมูเนื้อใสจานหนึ่งขณะรอสุยโจวกลับมา

วันนี้เหมือนสุยโจวมีธุระต้องออกไปข้างนอก จนป่านนี้ก็ยังไม่กลับ

หมูเนื้อใสเพิ่งทำเสร็จเมื่อสามวันก่อน เนื่องจากอาหารจานนี้ค่อนข้างพิถีพิถัน ยากจะปรุงแบบสดใหม่ ขั้นตอนการทำละเอียดยุ่งยาก ก่อนหน้านี้สุยโจวก็ทำไม่เป็น เขาหัดมาจากฮูหยินผู้เฒ่าโจวผู้เป็นยายอีกที

อาหารจานนี้เน้นให้สีสันเหมือนทับทิม สีนวลเกลี้ยงเกลา เนื้อเนียนใสวาวราวกับผลึกแก้ว ทั้งยังนุ่มจนละลายในปาก มันแต่ไม่เลี่ยน แน่นอนว่ารสชาติเป็นอย่างไรถังฟั่นกับอาตงยังมิได้ลิ้มรส ลำพังเพียงสีสันหน้าตาก็ชวนน้ำลายสอมากแล้ว

เห็นอาตงแสดงสีหน้าตะกละตะกลามใต้เท้าถังก็ต่อว่าอย่างรังเกียจ “ใครไม่รู้เห็นเข้าจะนึกว่าข้าปล่อยให้เจ้าอดอยากหิวโหย ออกไปแล้วอย่าบอกว่าเจ้าแซ่ถังล่ะ น่าขายหน้าเหลือเกิน!”

อาตงเบะปาก “พี่ใหญ่ ข้าเพิ่งอายุสิบขวบ ท่านยังมีหน้ามาว่าข้าอีก ตัวท่านเองก็น้ำลายหกแล้วแท้ๆ!”

ถังฟั่นโต้แย้ง “ที่ใดกัน!” พลางห้ามใจมิให้ยกมือขึ้นเช็ดมุมปาก

ทั้งสองต่อล้อต่อเถียงกันเป็นประจำ หากมิได้ลับฝีปากกันวันหนึ่งจะพากันครั่นเนื้อครั่นตัว

หลังถกเถียงหยอกล้อกันได้พักหนึ่งอาตงจึงเอ่ยถาม “พี่ใหญ่ พี่ใหญ่สุยไปทำอะไรหรือ วันนี้วันหยุดก็ยังไม่ว่างอีกหรือ ช่วงนี้เขามักออกไปแต่เช้ากว่าจะกลับก็มืดค่ำ กองปราบฝ่ายเหนืองานยุ่งมากเลยหรือ”

ถังฟั่นส่ายหน้าเป็นเชิงบอกว่าเขาเองก็ไม่รู้ ถูกอาตงถามเช่นนี้เขาจึงเพิ่งรู้สึกว่าระยะนี้แทบไม่เห็นเงาสุยโจวจริงๆ แต่กองปราบฝ่ายเหนือต่างจากกรมอาญา เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีความเฉพาะตัว พวกสุยโจวมักรับผิดชอบภารกิจที่ต้องรักษาความลับอยู่บ่อยครั้ง ต่อให้มีสัมพันธ์ใกล้ชิดก็ไม่อาจเปิดเผยความลับได้ ถังฟั่นเองก็รู้สถานการณ์และไม่เคยถามซอกแซก

เอ่ยถึงก็มาทันที อาตงยังบ่นไม่ทันขาดคำเงาร่างของสุยโจวก็ปรากฏด้านนอก

“พี่ใหญ่สุย! ท่านกลับมาแล้ว!” อาตงลุกขึ้น วิ่งกระโดดออกไปต้อนรับ

ถังฟั่นเห็นอีกฝ่ายมิได้สวมชุดองครักษ์เสื้อแพรจึงถามด้วยความแปลกใจ “นี่กลับไปทักทายใต้เท้าสองท่านมาหรือ”

อันที่จริงชีวิตส่วนตัวของสุยโจวนั้นแสนเรียบง่าย นอกจากไปทำภารกิจนอกพื้นที่ หากมิได้อยู่ระหว่างทางไปกองปราบฝ่ายเหนือก็อยู่ระหว่างทางกลับเรือน กลับไปเยี่ยมครอบครัวบ้างเป็นครั้งคราว โดยทั่วไปจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไร ฉะนั้นถังฟั่นจึงเอ่ยถามเช่นนั้น

คิดไม่ถึงว่าสุยโจวกลับส่ายหน้า “ที่เหอหนานเกิดเรื่องแล้ว!”

 


* ท่านั่งม้า (หม่าปู้) เป็นท่าพื้นฐานขั้นแรกของการฝึกยุทธ์ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของกำลังขาและการทรงตัว โดยยืนแยกขาให้กว้างกว่าช่วงไหล่ แล้วย่อลงนั่งค้างหลังตรงคล้ายกับนั่งอยู่บนม้านั่ง

* ในสมัยราชวงศ์หมิง ภรรยาของขุนนางขั้นหกจะได้รับการแต่งตั้งเป็นอันเหริน ซึ่งบางครั้งจักรพรรดิอาจมีการแต่งตั้งเป็นพิเศษเพื่อเป็นขวัญกำลังใจกับขุนนางที่มีความดีความชอบ

** ตำลึง เป็นหน่วยมาตราชั่งและหน่วยเงินของจีนสมัยโบราณ โดย 16 ตำลึงเท่ากับ 1 ชั่ง และ 1 ตำลึงเท่ากับ 1,000 เหวิน (อีแปะ – หน่วยเงินสำริด) หรือ 10 เฉียน (หน่วยเงินขาว)

* ฝางเฟิง ชื่อรากยาสมุนไพรจีน มีสรรพคุณช่วยขับเหงื่อ ไล่ลมหนาว ลมร้อน ลมชื้น บำรุงและช่วยให้พลังชี่ไหลเวียนและกระจายออก

** สือชังผู่ (ว่านน้ำ) มีสรรพคุณช่วยบำรุงประสาท บำรุงธาตุ ทำให้จิตใจสงบ

*** สลึง หน่วยในการชั่งน้ำหนัก โดย 10 สลึงเท่ากับ 1 ตำลึง (37.5 กรัม)

* ปิดแผ่นฟ้าด้วยมือเดียว เป็นสำนวน หมายถึงใช้อำนาจหลอกลวง ปิดบังหูตาผู้คน

* ความเรียงแปดตอน (ปากู่เหวิน) เป็นรูปแบบงานเขียนที่ใช้ในการสอบขุนนางมาตั้งแต่สมัยซ่ง แต่เริ่มใช้เป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณาในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง โดยหัวข้อความเรียงจะหยิบยกมาจากเนื้อหาในตำราทั้งสี่คัมภีร์ทั้งห้า ให้ผู้เข้าสอบตีความ เขียนอธิบายแนวคิดและยกตัวอย่าง โดยแบ่งเค้าโครงงานเขียนออกเป็น 8 ส่วน

* หมิ่นจง คืออีกชื่อหนึ่งของมณฑลฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน)

* คัมภีร์หลุนอวี่ หรือคัมภีร์จริยวัตร เป็นคัมภีร์สำคัญของสำนักปรัชญาขงจื่อ (ขงจื๊อ) ที่รวบรวมคำสอนของขงจื่อไว้โดยศิษยานุศิษย์ที่ติดตามใกล้ชิด เป็นหนึ่งในตำราทั้งสี่ซึ่งใช้กำหนดเนื้อหาของการสอบเข้าราชการของจีนโบราณ

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่านนิยายวาย รัชศกเฉิงฮว่าปีที่สิบสี่ เล่ม 7 บทที่ 3 #นิยายวาย

บทที่ 3   แทบจะเวลาเดียวกับการสนทนาของจักรพรรดิและกุ้ยเฟย ภายในจวนสกุลวั่นกลับเป็นอีกบรรยากาศหนึ่ง เสียงเพล้งดังสนั่น ถ้...

everY

ทดลองอ่านนิยายวาย รัชศกเฉิงฮว่าปีที่สิบสี่ เล่ม 7 บทที่ 2 #นิยายวาย

บทที่ 2   แม้เผชิญสายตาแปลกๆ ของทุกคน แต่ถังฟั่นกลับมิได้สะทกสะท้าน ยังหันกล่าวกับเผิงอี้ชุน “ใต้เท้าเผิง ท่านส่งคน...

everY

ทดลองอ่านนิยายวาย รัชศกเฉิงฮว่าปีที่สิบสี่ เล่ม 7 บทที่ 1 #นิยายวาย

บทที่ 1   ดาวศุกร์หรือก็คือไท่ไป๋จินซิง และเมื่อดาวศุกร์โคจรแทรกอาทิตย์เรียกอีกอย่างว่าไท่ไป๋แทรกอาทิตย์ หมายถึงศึกสงครา...

เรื่องเด่นวันนี้

แจ่มใสมอบพรีเมี่ยมสุดน่ารักให้คุณนำไปใส่หนังสือฟรี! เริ่มวันที่ 1-30 พ.ย. นี้

เพราะเรารู้ใจคนรักหนังสือ... แจ่มใสมอบพรีเมี่ยมสุดน่ารักให้ทุกคนนำไปใส่หนังสือและพกพาหนังสือสุดเลิฟไปด้วยทุกที่ เพียงช็อ...