Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่านนิยายวาย รัชศกเฉิงฮว่าปีที่สิบสี่ เล่ม 2 บทที่ 3 #นิยายวาย

บทที่ 3

 

ถังฟั่นนิ่งเงียบอยู่นานจึงถาม “เจ้าอยากแก้แค้นให้จี้เฟย เหตุใดจึงสังหารหานเจ่า”

หยวนเหลียงสะท้านใจ “บัดนี้ข้าเป็นข้ารับใช้ข้างพระวรกายรัชทายาท ไม่ว่าข้าทำอะไร สุดท้ายก็จะพัวพันถึงพระองค์ เพราะฉะนั้นข้าจึงทำอะไรไม่ได้เลย ต่อให้เกลียดแค้นวั่นกุ้ยเฟยเข้ากระดูกดำ ข้าก็ต้องอดทน แต่จู่ๆ วันหนึ่งฝูหรูหัวหน้านางกำนัลของวั่นกุ้ยเฟยก็มาหาข้า ถามข้าว่าอยากแก้แค้นให้จี้เฟยหรือไม่ ข้าตอบว่าใช่ นางจึงบอกว่านางสามารถโน้มน้าวให้วั่นกุ้ยเฟยทรงส่งของหวานไปให้รัชทายาท ถึงเวลานั้นก็ยกให้ข้าตัดสินใจเอง”

“ช้าก่อน!” ถังฟั่นเอ่ยสวนขึ้น “เพราะอะไรฝูหรูจึงทรยศวั่นกุ้ยเฟย อีกอย่างหากนางขุ่นเคืองวั่นกุ้ยเฟย เหตุใดจึงไม่วางยาพิษด้วยตนเอง ด้วยคุณสมบัติที่เป็นข้ารับใช้ใกล้ชิดวั่นกุ้ยเฟย น่าจะง่ายดายดั่งพลิกฝ่ามือ”

หยวนเหลียงส่ายหน้า “ข้าไม่รู้ ฝูหรูเป็นคนแปลกมาก ก่อนที่รัชทายาทจะประสูติ คนที่รับบัญชาจากวั่นกุ้ยเฟยให้มากรอกยาทำแท้งพี่หญิงจี้ก็คือนาง ตอนนั้นนางควรให้คนใช้ไม้ทุบตีพี่หญิงจี้ ถ้าตีพี่หญิงจี้ให้ตาย รัชทายาทก็ไม่รอดแน่ๆ แต่ตอนนั้นนางแค่กรอกยา อีกทั้งยานั้นก็มีแค่ครึ่งถ้วย ฉะนั้นรัชทายาทจึงทรงรอดมาได้ ว่าไปแล้วฝูหรูเองก็มีบุญคุณกับรัชทายาทเช่นกัน ข้าจึงได้เชื่อคำพูดของนาง วั่นกุ้ยเฟยทรงทุบตีด่าทอคนในตำหนักเป็นประจำ แม้ฝูหรูจะเป็นหัวหน้านางกำนัลก็ใช่ว่าจะได้รับการยกเว้น เพียงแต่น้อยครั้งกว่าเท่านั้น บางทีนางอาจเจ็บแค้นมานานแล้วก็ได้ ทว่าห่วงชีวิตตนเอง ไม่กล้าลงมือ จึงต้องอาศัยความช่วยเหลือจากข้า ใช้วิธีการวกวนเช่นนี้กระมัง”

ถังฟั่นตอบอืมไปเสียงหนึ่ง “เจ้าเล่าต่อ”

“ตอนนั้นข้าคิดแค่ว่านี่เป็นโอกาสงาม ดีที่สุดคือทำให้คนใกล้ชิดรัชทายาทตาย และคนคนนั้นต้องมีฐานะระดับหนึ่ง มิฉะนั้นก็ไม่เพียงพอที่จะให้ฝ่าบาททรงให้ความสำคัญ เมื่อเป็นเช่นนี้ ตัวเลือกก็เหลือเพียงอาจารย์ของรัชทายาทและหานเจ่า

อาจารย์ที่สอนรัชทายาทมีไม่น้อย โดยมีมหาบัณฑิตตำหนักเหวินหัวเป็นหลัก และหัวหน้ากับรองหัวหน้าสำนักการกิจ* พวกเขาผลัดกันมาสอนรัชทายาททุกวัน รัชทายาทเองก็ประทานอาหารให้พวกเขาเป็นการแสดงความนับถือ ทว่าอาหารเหล่านั้นล้วนมีห้องเครื่องทำเสร็จแล้วส่งไปให้ ไม่เกี่ยวกับวั่นกุ้ยเฟย หากจะเลือกวันใดวันหนึ่งเพื่อลงมือ เช่นนั้นก็มีแต่หานเจ่าที่อยู่กับรัชทายาททุกวันแล้ว เนื่องจากพระองค์ทรงสนิทกับหานเจ่า ทั้งสองมักแบ่งอาหารกันบ่อยๆ เวลาพระพันปีโจวประทานอาหารก็มักจัดเตรียมมาสองส่วนเสมอ ฉะนั้นท้ายที่สุดข้าจึงตัดสินใจเลือกหานเจ่า

แต่วางยาพิษมันง่ายดายและถูกตรวจสอบได้ง่ายเกินไป ตัวข้าตายไม่เป็นไร แต่จะทำให้รัชทายาททรงติดร่างแหไปด้วยไม่ได้เด็ดขาด พอดีกับตอนที่ข้าส่งหานเจ่าเข้าตำหนักมักได้ยินเขาเล่าเรื่องที่มารดาปฏิบัติกับพี่ชายบุญธรรมไม่ดี หานเจ่าจิตใจดีและให้ความเคารพพี่ชายมาก เขารู้สึกว่ามารดาทำเช่นนั้นไม่ถูกต้อง แต่ไร้กำลังห้ามปราม จึงกลุ้มใจมาก ข้าอยู่กับเขาบ่อยจนสนิทกันแล้ว เขาก็เลยระบายให้ข้าฟัง

ฟังบ่อยเข้าข้าก็รู้ว่านอกเสียจากหานฮุยจะเป็นผู้ทรงศีล ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เจ็บแค้นมารดาบุญธรรมเลย ด้วยเหตุนี้ข้าจึงเข้าหาหานฮุย บอกเขาว่าหากหานเจ่าตาย เขาจะเป็นทายาทเพียงหนึ่งเดียว ซ้ำยังทำให้มารดาบุญธรรมเจ็บปวดแสนสาหัสได้ด้วย เช่นนี้แค้นของเขาก็ได้รับการชำระแล้ว ตอนแรกหานฮุยตะลึงพรึงเพริดอย่างมาก ไม่มาส่งหานเจ่าอยู่หลายวัน ข้าเองก็ไม่พะวง ด้วยตอนนั้นเขามิได้โต้แย้งข้าทันที นั่นบ่งบอกว่าอันที่จริงแล้วลึกๆ ในใจเขาก็มีความคิดนี้เช่นกัน ไม่ว่าอย่างไร ต่อให้สุดท้ายเขาไม่ยอม ข้าก็มีหนทางอื่น

ผ่านไปอีกพักหนึ่งหานฮุยก็มาหาข้าตามคาด ตอบตกลงกับข้อเสนอของข้า เหตุการณ์หลังจากนั้นพวกท่านก็ทราบกันแล้ว”

เมื่อหยวนเหลียงเล่าจบสีหน้าก็แย่ลงเรื่อยๆ เสียงหายใจในลำคอราวกับหีบสูบลมผุพังที่ถูกฝืนดึงคันชัก ไม่น่าฟังแม้แต่น้อย

ถังฟั่นอดต่อว่าด้วยความโกรธมิได้ “เพื่อแก้แค้นให้จี้เฟย เจ้าก็สังหารคนบริสุทธิ์ได้อย่างนั้นหรือ หานเจ่าไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องในอดีต เจ้าสังหารเขาแล้วมีประโยชน์อันใด! เช่นนี้ไม่เท่ากับคนสนิทเจ็บปวด ศัตรูยินดีหรือ!”

หยวนเหลียงยิ้มขื่น น้ำตาร่วงริน “ข้ารู้ว่าหานเจ่าไร้ความผิด แต่นี่ก็เพราะถูกบีบคั้นจนไร้หนทางแล้ว! อย่างไรข้าก็เป็นเพียงคนพิการที่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ อดีตเคยถูกยาพิษตอนลองพิษให้พี่หญิงจี้สองครั้ง เคราะห์ดีที่ไม่ตาย แต่ร่างกายก็ใช้มิได้แล้ว หมอหลวงบอกว่าต่อให้ข้าดูแลสุขภาพอย่างดีก็อยู่ได้อีกกี่ไม่ปี หากก่อนตายไม่อาจเห็นวั่นกุ้ยเฟยตกที่นั่งลำบาก ข้าไปปรโลกแล้วจะมีหน้าไปพบพี่หญิงจี้ได้อย่างไร! แต่ข้าก็สังหารวั่นกุ้ยเฟยด้วยตนเองไม่ได้ จำต้องเลือกวิธีอ้อมค้อมยุ่งยากเช่นนี้! เมื่อหานเจ่าตาย วั่นกุ้ยเฟยต้องถูกสงสัยแน่ ทุกคนต่างก็จะคิดว่าผู้ที่พระนางจะสังหารคือรัชทายาท การปลงพระชนม์รัชทายาทเป็นความผิดสถานหนัก วั่นกุ้ยเฟยต้องถูกปลดแน่! นางสร้างศัตรูในวังหลวงมากมาย ขอเพียงสูญเสียตำแหน่งกุ้ยเฟยและความโปรดปรานของฝ่าบาท มีคนอยากเอาชีวิตนางมากมาย ถึงตอนนั้นก็ไม่ต้องให้ข้าลงมือแล้ว!”

วังจื๋อที่ปิดปากเงียบอยู่ตลอด เวลานี้อดแค่นเสียงหัวเราะเย็นชามิได้ “การวางแผนปลงพระชนม์รัชทายาทผิดอาญาใหญ่หลวงจริง หากแผนการของเจ้าเกิดในสมัยจักรพรรดิหงอู่หรืออยู่ในสมัยจักรพรรดิองค์ก่อน วั่นกุ้ยเฟยอาจถูกสั่งปลดอย่างที่เจ้าว่า แต่เจ้าพลาดที่ประเมินความสำคัญของวั่นกุ้ยเฟยที่อยู่ในพระทัยฝ่าบาทต่ำเกินไป! เพื่อวั่นกุ้ยเฟย แม้กระทั่งพระอัครมเหสี ฝ่าบาทก็ยังทรงสั่งปลดได้ แม้แต่พระพันปีก็มิกล้ารับสั่งคัดค้านใดๆ น่ากลัวว่าความสำคัญของรัชทายาทในพระทัยฝ่าบาทอาจมิได้มากมายอย่างที่เจ้าคิดก็ได้”

“แต่ก็ไม่น้อยเพียงนั้นมิใช่หรือ” สีหน้าของหยวนเหลียงสะท้อนแววเหนื่อยล้าอย่างที่สุด “ได้ยินว่าหลังจากหานเจ่าตาย ฝ่าบาททรงทะเลาะกับวั่นกุ้ยเฟยเป็นการใหญ่ ใช่หรือไม่”

วังจื๋อนิ่งเงียบ

หยวนเหลียงหัวเราะเสียงหนึ่ง “เจ้าไม่ตอบ เช่นนั้นก็แสดงว่าเป็นความจริง ความจริงแล้วเรื่องราวมากมายล้วนเสี่ยงดวงเอาทั้งสิ้น ตอนที่พวกเราช่วยกันปกปิดตัวตนของรัชทายาท เดิมก็คือการเดิมพัน ภายหลังฐานะของพระองค์ถูกเปิดเผย พวกเราไม่รู้ว่าฝ่าบาทจะทรงทำอย่างไรกับพระองค์ ก็ล้วนต้องเดิมพัน บัดนี้ข้าก็ใช้ชีวิตตนเองเป็นเดิมพัน หากฉุดวั่นกุ้ยเฟยให้ตกที่นั่งลำบากได้ เช่นนั้นอนาคตภายหน้าของรัชทายาทก็ราบรื่น ไม่ต้องกลัวจะถูกปองร้ายอีกแล้ว แต่น่าเสียดายที่ข้าแพ้เดิมพัน

เอาเถอะ ขอเพียงพวกท่านอย่าให้พัวพันถึงรัชทายาท ชีวิตต่ำต้อยของข้า ตายไปก็ช่างเถิด หานเจ่าไร้ความผิด ข้าตายแล้วก็นับว่าชดใช้ด้วยชีวิต รัชทายาททรงเป็นคนดี และจะทรงเป็นจักรพรรดิผู้ทรงธรรมแน่นอน น่าเสียดายที่ข้ามิอาจอยู่ถึงวันนั้น”

วังจื๋อแค่นหัวเราะเสียงเย็น “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะเปิดโปงเรื่องทุกอย่างที่เจ้าทำกับวั่นกุ้ยเฟยหรือไร!”

หยวนเหลียงส่ายหน้า “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ทำ มิฉะนั้นเจ้าก็คงไม่มาถามข้าก่อนแน่ ขอบใจเจ้าแล้ว วังกงกง เพราะเจ้าเป็นคนของวั่นกุ้ยเฟย ข้าจึงดูแคลนเจ้ามาตลอด แต่ดูจากตอนนี้ ในใจเจ้าเองก็มีคุณธรรม”

วังจื๋อสบถเสียงหนึ่ง “เจ้าทำให้หานเจ่าตายแล้วยังมาพูดเรื่องคุณธรรมอะไรกับข้าอีก! อีกอย่างข้ามิได้ทำเพื่อเจ้า ข้าทำเพื่อรัชทายาทต่างหาก!”

สีหน้าของหยวนเหลียงหม่นลง “ใช่ เพราะฉะนั้นตอนนี้ข้าจึงชดใช้ให้หานเจ่าด้วยชีวิต น้ำใจที่เจ้าช่วยปกป้องรัชทายาท ข้ากลับมิอาจทดแทนให้ได้แล้ว”

ถังฟั่นได้ยินเสียงของเขาเบาลงเรื่อยๆ โลหิตสดไหลออกจากมุมปาก จึงรี่เข้าประชิดหลายก้าว คว้าร่างเขามาถาม “แล้วฝูหรูเล่า เจ้ารู้ภูมิหลังของนางหรือไม่ นางปองร้ายวั่นกุ้ยเฟยเพียงเพราะไม่พอใจเท่านั้นจริงหรือ”

หยวนเหลียงส่ายหน้า สีหน้าเลื่อนลอยยิ่ง แววตาค่อยๆ เหม่อลอย ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดที่ทวีคูณ ท้ายที่สุดก็สิ้นใจท่ามกลางเสียงครางโอดโอย

ถังฟั่นคลายวงแขน วางร่างหยวนเหลียงลงบนเตียง

คนผู้นี้น่ารังเกียจ เพื่อแก้แค้นให้จี้เฟยและใส่ความวั่นกุ้ยเฟย จึงฉุดหานเจ่าที่ไร้ความผิดให้ถึงคราวเคราะห์อย่างไร้ความปรานี ท้ายที่สุดได้พิสูจน์ว่าทุกอย่างที่เขาทุ่มเทล้วนสูญเปล่า วั่นกุ้ยเฟยพ้นข้อกล่าวหาแน่นอนแล้ว หานเจ่าเองก็ตายอย่างไร้ความเป็นธรรม

แต่คนผู้นี้ก็ช่างน่าสงสาร ทุกอย่างที่เขาทำมิใช่เพื่อตนเอง และมิใช่เพื่อแสวงหาเกียรติยศผลประโยชน์ หากบอกว่าทำเพื่อตอบแทนน้ำใจเพียงข้าวมื้อหนึ่งของจี้เฟยในอดีต ก็มีคนมากมายได้รับน้ำใจจากผู้อื่นในชีวิต ทว่ามีคนเท่าใดที่ยังจดจำได้ หยวนเหลียงไม่เพียงจำได้ ยังจารึกในใจ เพื่อสิ่งนี้ถึงกับสละชีวิตของตนเอง

“หยวนเหลียงล้มป่วยหนักกะทันหันจนเสียชีวิต แม้แต่หมอหลวงก็ไม่ทันได้เชิญมา น่าเสียดาย” วังจื๋อเอ่ย

หัวใจของถังฟั่นกระตุกวูบ ทันใดนั้นก็เข้าใจความหมายของอีกฝ่าย “แล้วทางฝูหรูเล่า”

วังจื๋อมีสีหน้าปราศจากอารมณ์ “เนื่องจากถูกวั่นกุ้ยเฟยตำหนิด่าทอ ในใจขุ่นแค้น จนยั่วยุให้วั่นกุ้ยเฟยทรงส่งของหวานไปให้รัชทายาท อาศัยการตายของหานเจ่าใส่ความพระนาง”

นั่นเท่ากับทำลายบทบาทของหยวนเหลียงในเรื่องนี้ออกไปอย่างสิ้นเชิง

ถังฟั่นส่ายหน้า “ไม่ได้ ช่องโหว่มากเกินไป อย่าลืมว่ายังมีหานฮุยด้วย ฝูหรูอยู่ในตำหนักวั่นกุ้ยเฟย แล้วจะติดต่อกับหานฮุยอย่างไร ในนั้นต้องมีความช่วยเหลือจากหยวนเหลียงไม่น้อย”

วังจื๋อครุ่นคิด แล้วตบมือฉาด “เอาอย่างนี้! บอกว่าฝูหรูถูกวั่นกุ้ยเฟยตำหนิด่าทอจนเกิดความเจ็บแค้น แต่มิกล้าแก้แค้น หยวนเหลียงซึ่งเป็นคู่รักของฝูหรู ได้ฟังคำระบายของฝูหรู บวกกับเรื่องที่หานฮุยมีใจคิดปองร้ายน้องชายพอดี จึงคิดแผนการนี้ออกมา เขาให้ฝูหรูหว่านล้อมให้วั่นกุ้ยเฟยทรงส่งถั่วเขียวต้มไป่เหอไปให้ จากนั้นก็ให้หานฮุยลงมือกับหานเจ่าล่วงหน้า ทั้งสามคนร่วมมือกันเพื่อใส่ความวั่นกุ้ยเฟย”

เพื่อขจัดความน่าสงสัยของรัชทายาท วังจื๋อก็ถือว่าทุ่มเทเค้นความคิดแล้ว

ถังฟั่นเงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าว “ท่านกล่าวเช่นนั้น ฝ่าบาทกับวั่นกุ้ยเฟยจะทรงเชื่อหรือ”

วังจื๋อย้อนถาม “เหตุใดจะไม่เชื่อ ตอนนี้หยวนเหลียงตายแล้ว ไร้พยานบุคคล แต่ความจริงที่ฝูหรูสมรู้ร่วมคิดกับหานฮุยยังอยู่ ไม่ว่าพวกเขาจะแก้ตัวอย่างไรก็กระพือคลื่นความโกลาหลไม่ได้ ข้าบอกเจ้าตามตรงแล้วกัน เรื่องนี้ฝ่าบาทมิต้องการให้เป็นคดีใหญ่อะไร ยามนี้รัชทายาททรงเติบใหญ่แล้ว ทั้งยังเป็นโอรสที่ทรงได้มาไม่ง่าย ต่อให้สู้วั่นกุ้ยเฟยมิได้แต่ก็มีความสำคัญในพระทัย ฝ่าบาทเองก็ไม่ต้องการให้เรื่องนี้เกี่ยวโยงไปถึงรัชทายาท เวลานี้ประเด็นหลักคือทางวั่นกุ้ยเฟย ขอเพียงไม่มีหลักฐาน ต่อให้พระนางจะขุ่นเคืองรัชทายาทก็ใช้เป็นข้ออ้างไม่ได้” เขานิ่งไปครู่หนึ่ง กล่าวด้วยความเสียใจปนหงุดหงิด “ตอนนั้นหากให้ข้าจับเสี่ยวโจวซื่อปิดคดีไปเสีย ไหนเลยจะมีปัญหาตามมาไม่จบไม่สิ้นเช่นนี้! ถังฟั่น ข้าไม่ควรฟังเจ้าพูดเหลวไหล ผูกไมตรีกับรัชทายาทอะไรนั่น ตอนนี้เป็นอย่างไร ขึ้นหลังเสือแล้วจะลงก็มิได้ มีแต่ต้องเดินหน้าต่อไป เดิมทีข้าเป็นคนของวั่นกุ้ยเฟย ยามนี้กลับต้องช่วยพวกเจ้าปิดพระเนตรพระกรรณพระนาง หากทรงรู้เข้า จุดจบข้าคงไม่ดีไปกว่าหยวนเหลียงสักเท่าไร!”

ถังฟั่นเองก็ถูกเรื่องของหยวนเหลียงทำให้จิตใจปั่นป่วน ได้ยินแล้วก็ได้แต่เอ่ยปลอบเสียงขื่น “ไม่เสมอไปกระมัง ข้ารู้สึกว่าจุดมุ่งหมายของฝูหรูมิได้เรียบง่ายเช่นนั้น คนที่กล้าคิดแค้นเคืองวั่นกุ้ยเฟย รู้ทั้งรู้ว่าอย่างไรก็ต้องตาย ปลงพระชนม์ด้วยกริชในระยะประชิดก็สิ้นเรื่องแล้ว ไยจึงต้องใช้วิธีอ้อมค้อมให้ร้ายพระนาง หากขุดคุ้ยอะไรจากฝูหรูได้อีกหน่อย ไม่แน่อาจหักล้างความน่าสงสัยของรัชทายาทได้”

วังจื๋อส่งเสียงฮึ “เจ้าคิดง่ายเกินไปแล้ว ลำพังแค่หยวนเหลียงเป็นคนของรัชทายาท นั่นก็เพียงพอแล้ว ไม่ว่าจะมีสาเหตุและแรงจูงใจอื่นใดก็ลบล้างความระแวงที่วั่นกุ้ยเฟยทรงมีต่อรัชทายาทมิได้ การชอบคนคนหนึ่งต้องมีเหตุผล แต่การชิงชังคนคนหนึ่งกลับไม่ต้องการเหตุผล”

ถังฟั่นไม่อาจเข้าใจความหวาดระแวงที่วั่นกุ้ยเฟยมีต่อรัชทายาท เรื่องนี้เห็นได้ชัดว่าวังจื๋อมองกระจ่างกว่าเขา

หลังจากหยวนเหลียงตายไม่นาน วังจื๋อก็ออกจากตำหนักบูรพา ไปสอบปากคำฝูหรูที่สำนักประจิม

ส่วนถังฟั่นมองร่างไร้วิญญาณของหยวนเหลียงเงียบๆ อยู่พักใหญ่จึงเดินออกไป กล่าวลากับรัชทายาท

วันนี้รัชทายาทมิต้องเข้าเรียนพอดี เขานั่งเหม่อลอยอยู่ในตำหนักส่วนในตามลำพัง พอเห็นถังฟั่นเข้ามาก็สั่งให้ข้ารับใช้โดยรอบออกไป เอ่ยถามทันที “ใต้เท้าถัง ขันทีหยวนเขา…”

ถังฟั่นประสานมือคำนับ “ขันทีหยวนป่วยหนัก เพิ่งสิ้นใจเมื่อครู่พ่ะย่ะค่ะ” คำพูดนี้ถือว่ายอมรับเป็นนัยกับแผนการเมื่อครู่ของวังจื๋อ

ดวงตาของรัชทายาทแดงรื้นทันที

“รัชทายาทโปรดหักห้ามพระทัย” ถังฟั่นปลอบโยน

สีหน้าของเขาเรียบนิ่ง ในใจกลับว้าวุ่นร้อนรน

ตามหลักการของถังฟั่น ไม่ว่าเรื่องใดก็ต้องว่ากันตามความถูกต้อง หยวนเหลียงตายอย่างไร ตื้นลึกหนาบางเป็นเช่นไร เดิมทีควรรายงานเบื้องบนตามความจริงทั้งหมด แล้วตัดสินตามอาญาบ้านเมือง อำพรางปิดบังเช่นนี้ แล้วหานเจ่าที่ต้องตายอย่างไร้ความเป็นธรรมจะสู่สุคติอย่างไร

แต่เขาเองก็รู้ว่าหากวั่นกุ้ยเฟยรู้เจตนาที่หวังแก้แค้นให้จี้เฟยของหยวนเหลียง ต้องคิดว่ารัชทายาทมีแต่คนเช่นนี้ห้อมล้อม และคิดโยงไปถึงว่ารัชทายาทเก็บงำความแค้นที่มีต่อนางไว้ในใจเพราะการตายของมารดาแน่นอน

ใครจะเมตตาปล่อยคนที่อาฆาตแค้นตนเองไว้ โดยเฉพาะวั่นกุ้ยเฟย

ฉะนั้นหลักการ ‘ปฏิบัติตามหน้าที่’ ในใจถังฟั่นจึงเท่ากับเป็นข้ออ้างให้วั่นกุ้ยเฟยกวาดล้างฝ่ายใน

การแสวงหาความยุติธรรมในบางเรื่อง กลับจะทำให้มีคนตายมากขึ้น

ในสถานการณ์เช่นนี้ สมควรเลือกทางใด

และเพราะเขารู้ถึงจุดนี้ ในใจจึงสับสนขัดแย้ง

ท่ามกลางยุคสมัยเช่นนี้ อยากเป็นขุนนางที่เที่ยงธรรมไร้ความเห็นแก่ตัว ผดุงคุณธรรมด้วยกฎหมายนั้นยากเย็นแสนเข็ญ

ได้ยินรัชทายาทกล่าวเพียงว่า “ข้ารู้ ทุกอย่างที่ขันทีหยวนทำล้วนเพื่อมารดาของข้า”

“พระองค์ทรงทราบมากน้อยเพียงใด”

“ข้ารู้ว่าเสี่ยวเจ่าตายอย่างไม่เป็นธรรม และรู้ว่าคดีนี้ไม่เกี่ยวข้องกับวั่นกุ้ยเฟย ขันทีหยวนไม่ยอมบอกข้า แต่ข้าคาดเดาได้ เขาคิดว่าข้าลืมการตายของมารดาไปแล้ว แต่ข้าไม่ได้ลืม ข้ารู้ว่าการตายของนางเกี่ยวข้องกับวั่นกุ้ยเฟย ข้าแค่ไม่อยากแก้แค้น” เขาสูดจมูก กล่าวเสียงสะอื้น “ข้ารู้ว่าหากแก้แค้นก็จะมีคนตาย ข้าไม่อยากให้มีคนตาย ทุกคนอยู่กันเช่นนี้ก็ดีแล้วมิใช่หรือ เพราะอะไรถึงต้องแก้แค้นให้ได้ด้วย มารดาข้าอยู่บนสวรรค์คงปรารถนาให้ขันทีหยวนมีชีวิตต่อไป ไม่อยากให้เขาสังหารเสี่ยวเจ่าเพื่อตัวนางแน่นอน!”

ถังฟั่นทอดถอน “นับแต่รัชทายาทประสูติ โชคชะตาก็กำหนดให้อนาคตไม่ธรรมดา ทุกคนล้วนฝากความหวังกับพระองค์อย่างมาก ต่างเฝ้ารอให้พระองค์เป็นจักรพรรดิผู้ปรีชาสามารถในภายภาคหน้า ฉะนั้นพวกเขาจึงยอมสละชีวิตตนเองเพื่อปูทางให้ เช่นนี้เมื่อพระองค์เสด็จย่างกรายในวันหน้าก็จะมิทรงลำบากจนเกินไป”

รัชทายาทกล่าวทั้งน้ำตาคลอหน่วย “นั่นก็ไม่ควรแลกมาด้วยชีวิตมนุษย์ ใช่หรือไม่”

ถังฟั่นนิ่งเงียบครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้ารับคำ “พ่ะย่ะค่ะ”

เดิมทีสรรพสิ่งเรื่องราวในโลกหล้าไร้ความซับซ้อน ที่ซับซ้อนมีเพียงใจคน

“แต่ในเมื่อขันทีหยวนใช้ความตายแลกกับการที่รัชทายาทจะไม่ทรงติดร่างแห ขอพระองค์โปรดอย่าทรงให้ความปรารถนาของเขาสูญเปล่า ให้เรื่องยุติเพียงเท่านี้เถิด ไม่ว่าใครถามก็ล้วนต้องบอกว่าขันทีหยวนเสียชีวิตด้วยโรคเฉียบพลัน”

หลังจากออกจากตำหนักบูรพา ถังฟั่นรู้สึกเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจ เช่นเดียวกับวันที่เข้าออกวังหลวงหลายรอบวันนั้น

เมื่อจัดการศพของหยวนเหลียงแล้ว ด้านตำหนักบูรพานั้นเก็บความลับและซื่อสัตย์ภักดีเสมอ สาเหตุการตายของหยวนเหลียงมีเพียงรัชทายาท ถังฟั่น และวังจื๋อรู้กันเพียงสามคนเท่านั้น ขอเพียงรัชทายาทไม่หลุดปาก ก็ทำเพียงแจ้งกับภายนอกว่าหยวนเหลียงตายเพราะโรคเฉียบพลัน ส่งออกไปฝังนอกวัง เท่านี้ก็เรียบร้อย

ทว่าสิ่งที่ถังฟั่นคาดไม่ถึงคือวันต่อมาเขาก็ได้รับข่าวว่าฝูหรูตายแล้ว

 

หานฮุยกับฝูหรูถูกคุมขังอยู่ที่สำนักประจิม คนหนึ่งเป็นฆาตกรในคดีนี้ อีกคนคือผู้สมรู้ร่วมคิด

วาจาของวังจื๋อเมื่อวาน บวกกับผลสรุปในวันนี้ ย่อมทำให้ถังฟั่นเชื่อมโยงอย่างเลี่ยงไม่ได้ว่านางถูกวังจื๋อสังหาร

มีหลายคนนักที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ หานฮุยเป็นฆาตกร ล่าเหมยรู้เห็นเป็นใจ หยวนเหลียงกับฝูหรูเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด

แม้ล่าเหมยจะช่วยหานฮุยซ่อนเข็ม แต่ก็เป็นเพราะนางตั้งท้องบุตรของหานฮุย จึงสมัครใจช่วยเขาเพราะเหตุนี้ ซึ่งนางไม่รู้รายละเอียดอื่นของคดี

หานฮุยต่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากหยวนเหลียง แต่เขาเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดหยวนเหลียงจึงต้องช่วยเขา

มีเพียงฝูหรูเท่านั้นที่รู้ว่าหยวนเหลียงเจ็บแค้นคาใจ อยากแก้แค้นให้จี้เฟย คนที่ไปหาหยวนเหลียงแต่แรกเริ่มคือนาง ไม่แน่ว่าการออกอุบายของคดีนี้นางก็มีบทบาทอยู่ไม่น้อย

นอกจากถังฟั่น วังจื๋อ และรัชทายาท ก็มีเพียงฝูหรูที่ล่วงรู้แรงจูงใจและการเคลื่อนไหวของหยวนเหลียงมากที่สุด หากนางให้การว่าหยวนเหลียงอยากแก้แค้นให้จี้เฟย เช่นนั้นวั่นกุ้ยเฟยเป็นได้คิดบัญชีกับรัชทายาทแน่นอน

ยามนี้ขอเพียงฝูหรูตายก็เท่ากับขาดพยานอย่างสิ้นเชิง และปลอดภัยสำหรับวังจื๋อที่สุดแล้ว

ทว่าถังฟั่นไปที่สำนักประจิมหลายครั้งก็ไม่พบตัววังจื๋อ สรุปนางกำนัลผู้นี้ถูกวังจื๋อสังหารหรือไม่จึงไม่อาจซักถามให้รู้ชัดได้

เขาสงสัยว่าวังจื๋อจงใจหลบหน้าเขา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

เมื่อไม่มีวังจื๋อ ถังฟั่นเข้าไม่ได้แม้กระทั่งประตูวัง แน่นอนว่าเขาไม่อาจล่วงรู้ว่าจักรพรรดิและวั่นกุ้ยเฟยจะทำอย่างไร ตกลงรัชทายาทติดร่างแหหรือไม่ และคดีถูกปิดให้จบลงอย่างไร

จนกระทั่งครึ่งเดือนให้หลังวังจื๋อจึงให้คนมาเชิญเขาไปที่สำนักประจิม บอกกับเขาว่าคดีมีบทสรุปแน่ชัดแล้ว

ถังฟั่นเอ่ยถาม “บทสรุปแน่ชัดอย่างไร”

“ฝูหรูถูกวั่นกุ้ยเฟยตำหนิด่าทอแล้วเก็บงำความแค้นไว้ในใจเรื่อยมา นางไม่กล้าแก้แค้น หยวนเหลียงเป็นคู่รักของฝูหรู ได้ฟังที่ฝูหรูระบาย พอดีกับหานฮุยมีใจคิดสังหารน้องชาย จึงคิดแผนการนี้ขึ้นมา ให้ฝูหรูหว่านล้อมวั่นกุ้ยเฟยให้ประทานถั่วเขียวต้มไป่เหอไปให้รัชทายาท จากนั้นก็ให้หานฮุยลงมือกับหานเจ่าล่วงหน้า ทั้งสามคนร่วมมือกันจัดฉากหวังใส่ความวั่นกุ้ยเฟย ปรากฏว่าหลังจากหานฮุยสารภาพแล้วนางเกิดกลัวขึ้นมา จึงฆ่าตัวตายในคุก” วังจื๋อเล่า

นี่เหมือนกับที่เขากล่าวตกลงกับถังฟั่นในตอนนั้นไม่มีผิดเพี้ยน

ถังฟั่นเองก็ไม่อ้อมค้อม ถามตามตรง “การตายของฝูหรูเกี่ยวข้องกับวังกงกงหรือไม่”

วังจื๋อย้อนถาม “เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนสังหารหรือ”

ถังฟั่นนิ่งเงียบ

การเงียบเท่ากับยอมรับ

ภายในห้องส่วนใน ทั้งสองต่างนิ่งเงียบไม่พูดจา บรรยากาศจึงหยุดชะงัก

ผ่านไปครู่หนึ่ง วังจื๋อกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คดีนี้เจ้าเป็นคนเดียวที่รู้สถานการณ์ภายในตั้งแต่ต้นจนจบ ข้าเองก็จะบอกเจ้าตามตรงว่าการตายของฝูหรูไม่เกี่ยวกับข้า” เขาหัวเราะเสียงเย็นชาทีหนึ่งแล้วกล่าวต่อ “ข้ามีความคิดจะปิดปากฝูหรูจริง แต่คิดไม่ถึงว่านางจะชิงลงมือก่อน หญิงคนนั้นน่าสงสัย ระหว่างการไต่สวนนางปากแข็งมาก ตอนแรกเป็นตายอย่างไรก็ยืนกรานว่าทำคนเดียว ทั้งยังบอกว่าหยวนเหลียงเป็นฝ่ายไปหานางเพราะการตายของจี้เฟย นางเห็นใจจึงยอมช่วยหยวนเหลียง ทว่าก่อนหยวนเหลียงตาย บอกไว้อย่างชัดเจนว่าฝูหรูเป็นฝ่ายไปหาเขา กอปรกับนางรับใช้วั่นกุ้ยเฟยอย่างใกล้ชิดมาสิบกว่าปี หากอยากช่วยหยวนเหลียง เหตุใดจึงมาช่วยเอาป่านนี้ จี้เฟยก็สิ้นพระชนม์ไปตั้งหลายปีแล้ว ฉะนั้นข้าเชื่อว่าหยวนเหลียงไม่โกหกแน่”

ถังฟั่นพยักหน้า “ตอนนั้นหยวนเหลียงตั้งใจตายแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่ต้องโกหกพวกเรา”

วังจื๋อเห็นอีกฝ่ายเชื่อคำพูดของตน สีหน้าจึงดีขึ้นบ้าง “พอใช้เครื่องทรมาน นางก็เริ่มพูดจาเหลวไหล บอกว่าตนได้รับบัญชาจากโอรสสวรรค์ ไร้สาระสิ้นดี! เดิมข้าตั้งใจจะขุดคุ้ยจากจุดที่น่าสงสัยในตัวนางแล้วค่อยฆ่าปิดปาก จะได้ไม่มีพิรุธเวลากราบทูลวั่นกุ้ยเฟย ไม่รู้ว่าหญิงคนนั้นไปหาแผ่นทองแดงจากเชิงเทียนของตะเกียงจากที่ใดมาเชือดคอตนเองตาย”

ตอนแรกถังฟั่นคิดว่านางถูกวังจื๋อสังหาร กลับคาดไม่ถึงว่ายังมีเรื่องราวภายในเช่นนี้ด้วย จึงอดนิ่วหน้ามิได้ “ฝูหรูถูกคุมขังอยู่ในคุก สำนักประจิมมีการรักษาความปลอดภัยแน่นหนา ไฉนนางจึงมีโอกาสหาอาวุธและฆ่าตัวตายได้”

วังจื๋อหัวเราะเสียงเย็น “นั่นบ่งบอกว่าภายในสำนักประจิมก็เกิดปัญหาแล้ว เบื้องหลังฝูหรูต้องมีคนอื่นอีกแน่!”

“เช่นนั้นคนที่อยู่เบื้องหลังนางมีจุดประสงค์อันใด เพื่อยั่วยุให้วั่นกุ้ยเฟยกับรัชทายาทแตกหักกันหรือ” ถังฟั่นพึมพำ

นั่นก็มีความเป็นไปได้ แม้ยามนี้รัชทายาทจะยังอายุน้อย ทว่ากลับมีกลิ่นอายของผู้สืบบัลลังก์ที่ปราดเปรื่องปรีชา ขยันเล่าเรียน ไม่เคยพร่ำบ่น เคารพครูอาจารย์ เมตตาข้ารับใช้ คุณธรรมความดีนานัปการเหล่านี้เสมือนทำให้ผู้คนมองเห็นความหวัง รอบกายจึงมีผู้ศรัทธากลุ่มหนึ่งมารวมตัว

แม้ในราชสำนักจะเต็มไปด้วยขุนนางเบาปัญญา แต่ไม่ว่าโลกหล้าจะมืดมนโหดร้ายเพียงใดก็ยังมีคนที่ใฝ่หาแสงสว่าง และมุ่งมั่นบากบั่นเพื่อให้ได้เห็นแสงสว่างอีกครั้ง

เหมือนอย่างถังฟั่น แม้เขาจะมิได้มีจุดยืนเป็นพลพรรคเทิดทูนรัชทายาทอย่างชัดเจน ทว่าใจก็มีแนวโน้มปกป้องรัชทายาทมิใช่หรือ

และเพราะเหตุนี้จึงยิ่งทำให้วั่นกุ้ยเฟยลอบร้อนใจ อายุแค่เท่านี้ก็ซื้อใจคนได้เพียงนี้ อีกหน่อยเมื่อขึ้นครองบัลลังก์แล้วจะยังมีที่ให้นางหยัดยืนอีกหรือ

ดังนั้นการที่มีคนคิดยั่วยุและลงมือเพื่อให้เกิดความขัดแย้งก็นับว่าสมเหตุสมผล

วังจื๋อขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “เพราะเรื่องนี้ ข้าไปยอมรับผิดและขอประทานอภัยกับวั่นกุ้ยเฟย ถูกว่ากล่าวด่าทอสาดเสียเทเสีย กลับมาแล้วก็จัดการกวาดล้างสำนักประจิมใหม่ไปรอบหนึ่ง แม้กระนั้นก็จับได้แค่พวกปลาซิวปลาสร้อยไม่กี่คน สาวไปไม่ถึงคนที่อยู่เบื้องหลังเลยด้วยซ้ำ ช่างเร้นกายได้ลึกล้ำ! อย่าให้ข้าจับได้เชียว มิฉะนั้นข้าจะใช้ทัณฑ์ทรมานทุกอย่างของสำนักประจิมกับมันผู้นั้นให้หมด!”

วาจาของเขากรุ่นไปด้วยไอสังหาร ถังฟั่นที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาก็ยังรู้สึกได้ว่ามีไอสังหารคุกคามเข้ามา

เรื่องนี้เดิมทีวังจื๋อวางแผนไว้อย่างดี ทว่าเรื่องราวเกิดการเปลี่ยนแปลง ในสถานที่อย่างสำนักประจิม ฝูหรูกลับฆ่าตัวตายได้ นั่นบ่งชี้อย่างชัดเจนว่าภายในสำนักประจิมเกิดปัญหาแล้ว หนำซ้ำฝ่ายตรงข้ามยังวางแผนได้อย่างรัดกุม ถึงกับตรวจสอบไม่พบ จะไม่ให้วังจื๋อเดือดดาลได้อย่างไร

ดีว่าได้รับความโปรดปรานและไว้ใจจากจักรพรรดิและวั่นกุ้ยเฟย เมื่อครู่เพียงแค่ตำหนิต่อว่าเท่านั้น มิฉะนั้นลำพังแค่เรื่องนี้ก็ทำให้เขาบอกลาชีวิตในวังได้แล้ว

“แล้วจะทำอย่างไรกับหานฮุย” ถังฟั่นถาม

วังจื๋อหัวเสีย “จะทำอย่างไรได้อีก! เขาไม่รู้เรื่องพวกนี้ แค่ฟังคำยั่วยุของหยวนเหลียงก็สังหารคนแล้ว ควรทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น! คำให้การก็สอบสวนได้แล้ว เลือกวันส่งมอบให้กรมอาญา หลังจากนั้นก็มิใช่ธุระของสำนักประจิมอีก!”

ถังฟั่นพยักหน้า หานฮุยรับโทษก็นับว่าส่งวิญญาณหานเจ่าสู่สุคติได้แล้ว

นึกถึงเรื่องนี้เขาก็อดสะท้อนใจให้กับหานเจ่ามิได้

หานฟังกับหลินซื่อมีบุตรในวัยกลางคน รักใคร่ตามใจหานเจ่าอย่างเปี่ยมล้น หานเจ่าเองก็มิได้ไม่เอาไหนเหมือนเจิ้งเฉิง กลับกตัญญูบิดามารดา เคารพพี่ชาย แม้กระทั่งเห็นหลินซื่อปฏิบัติไม่ดีกับพี่ชายก็ยังกลัดกลุ้มใจ ทั้งยังตั้งชื่อซุกซนให้สหายร่วมเรียนของตนเอง เห็นได้ว่าเป็นเด็กน้อยที่น่ารักเพียงใด

แม้ถังฟั่นจะไม่เคยพบกับเขา กลับมองเห็นความดีของหานเจ่าจากความเจ็บปวดทุกข์ใจของหานฟังกับหลินซื่อ จากความเศร้าหมองเสียดายของรัชทายาท น่าเสียดายที่เด็กดีเช่นนี้ต้องตายด้วยน้ำมือโหดเหี้ยมอันเกิดจากมารร้ายสิงสู่หัวใจของพี่ชายที่เคารพรัก

และหากมิใช่เพราะหลินซื่อปฏิบัติกับหานฮุยด้วยความเข้มงวดไร้เมตตา จนหานเจ่ากลุ้มใจเศร้าหมอง ก็คงไม่คิดระบายกับหยวนเหลียง หยวนเหลียงก็ไม่มีทางล่วงรู้ความขัดแย้งในสกุลหานจนหาโอกาสและเงื่อนไขในการลงมือได้

กล่าวได้ว่าเรื่องราวทุกอย่างมีบทสรุปแต่แรกตามชะตาลิขิต

 

วังจื๋อปวดเศียรเวียนเกล้ากับเรื่องลากตัวหนอนบ่อนไส้ในสำนักประจิมออกมา เรื่องนี้พัวพันลึกล้ำ เชื่อมโยงกว้างขวาง ถังฟั่นเองก็ไม่สะดวกจะสอบถาม ทว่าอีกฝ่ายกลับเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้น “เจ้าคิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอดีตจักรพรรดิ…จักรพรรดิจิ่งไท่หรือไม่”

ถังฟั่นหัวใจกระตุกวูบ เขาตอบทันที “เรื่องนี้ใหญ่หลวง อย่าคาดคะเนส่งเดช!”

วังจื๋อไม่สบอารมณ์ “ที่นี่ก็มีกันแค่เราสองคน สันนิษฐานกันส่วนตัวเท่านั้น ไฉนจึงไม่ได้”

จักรพรรดิจิ่งไท่ที่วังจื๋อกล่าวถึงก็คืออาของจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน

อันที่จริงเหตุการณ์นี้ล้วนเป็นที่โจษจันในใต้หล้า

ในสมัยที่จักรพรรดิอิงจงยังครองราชย์ เนื่องจากไว้วางใจขันทีหวังเจิ้น เชื่อคำยุยง นำทัพปราบชนเผ่าหว่าล่าด้วยตนเอง นำมาซึ่งศึกกบฏป้อมถู่มู่ ขุนนางใหญ่กว่าครึ่งราชสำนักไปแล้วไม่หวนกลับ กองทัพใหญ่เองก็พินาศย่อยยับ เมื่อชนเผ่าหว่าล่ากรีธาทัพจะบุกเมืองหลวง รัชทายาทในเวลานั้นซึ่งก็คือโอรสสวรรค์องค์ปัจจุบันเพิ่งอายุสองขวบ ไม่อาจเป็นหลักให้บ้านเมืองได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้

พวกอวี๋เชียนได้สถาปนาน้องชายของจักรพรรดิอิงจง ซึ่งก็คือจักรพรรดิจิ่งไท่ขึ้นครองราชย์ รับศึกชนเผ่าหว่าล่า ปลอบขวัญราษฎร จึงทำให้ต้าหมิงรอดพ้นจากภัยพิบัติหายนะครั้งใหญ่

ระหว่างนั้นจักรพรรดิอิงจงก็ได้รับการปล่อยตัวจากทางชนเผ่าหว่าล่า จักรพรรดิจิ่งไท่ครองราชสมบัติแล้วย่อมไม่มีทางสละบัลลังก์ และต่อให้เขายินยอม ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องก็ไม่มีทางกลับไปเป็นดังเดิมได้อีก พี่ชายย่อมเคลือบแคลงระแวงเขา ด้วยเหตุนี้จักรพรรดิจิ่งไท่จึงกักบริเวณพี่ชายที่เพิ่งถูกปล่อยตัวกลับมา ส่วนตนก็ครองราชย์อยู่นานเจ็ดปี

ต่อมาภายหลัง ขณะที่จักรพรรดิจิ่งไท่กำลังป่วยหนักก็เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจอีกครั้ง ขุนนางบางส่วนช่วยจักรพรรดิอิงจงออกจากตำหนักเย็น ขึ้นครองราชสมบัติอีกครั้ง แล้วกักบริเวณจักรพรรดิจิ่งไท่ บัญชีหนี้แค้นระหว่างสองพี่น้องจึงสิ้นสุดลง ไม่ถึงหนึ่งเดือนจักรพรรดิจิ่งไท่ก็สิ้นพระชนม์ จักรพรรดิอิงจงโกรธแค้นที่อีกฝ่ายชิงบัลลังก์ แม้กระทั่งรัชศกของเขาก็ถูกถอดถอน ซ้ำยังแต่งตั้งพระสมัญญานามในเชิงเหยียดหยามให้ เมื่อจักรพรรดิองค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์จึงช่วยคืนเกียรติให้กับอาของตน

ดูจากจุดนี้แล้ว ความจริงโอรสสวรรค์องค์ปัจจุบันก็มิใช่คนโฉดชั่ว เขามีใจโอบอ้อมอารี เพียงแต่ไม่ใส่ใจดูแลบ้านเมืองนัก จึงทำให้ราชสำนักวุ่นวายไร้ระเบียบ

ว่าไปแล้ววังจื๋อเอ่ยถึงเรื่องราวในอดีต ย่อมมิใช่เพื่อให้ถังฟั่นรำลึกถวิลหา แต่เพื่อต้องการชี้ชัดถึงความบาดหมางระหว่างจักรพรรดิองค์ก่อนและจักรพรรดิจิ่งไท่

ตอนนั้นจักรพรรดิจิ่งไท่ครองราชย์อยู่เจ็ดปี ในวังก็ต้องมีคนที่จงรักภักดีจำนวนหนึ่ง คนเหล่านี้ล้วนถูกประหารหลังจากจักรพรรดิอิงจงกลับคืนสู่บัลลังก์ ส่วนคนที่เคราะห์ดีรอดชีวิตก็ล้วนต้องหดหัวอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว สงบเสงี่ยมเสียจนแทบไร้ตัวตน

แต่ก็เป็นไปได้ว่ามีคนอดทนจนถึงเวลานี้ อาศัยฝูหรูเจตนายั่วยุให้เกิดความวุ่นวาย ทั้งสามารถกระพือความขัดแย้งระหว่างวั่นกุ้ยเฟยและรัชทายาทได้ และทำให้จักรพรรดิสงสัยเคลือบแคลงวั่นกุ้ยเฟย ปลุกปั่นให้วังหลวงเกิดความโกลาหล

การคาดคะเนของวังจื๋อสมหลักการและเหตุผล

“แล้วที่พักของฝูหรูมีอะไรน่าสงสัยหรือไม่ กุ้ยเฟยรับสั่งว่าอย่างไรบ้าง” ถังฟั่นถาม

“รื้อค้นจนแทบพลิกที่พักของฝูหรู รวมทั้งตำหนักของกุ้ยเฟยแล้วก็ไม่พบอะไร ข้าวของเครื่องใช้ประจำตัวฝูหรูปกติจนไม่มีจุดน่าสงสัยใดๆ นอกเหนือจากนั้นก็มีเพียงสิ่งของกับสมบัติที่กุ้ยเฟยประทานให้ในแต่ละปี…”

“รอเดี๋ยว” ถังฟั่นเอ่ยขัดจังหวะเขา “แล้วฝูหรูไม่มีครอบครัวญาติมิตรอยู่นอกวังเลยหรือ สมบัติเงินทองเหล่านั้น นางมิได้ไหว้วานให้ใครส่งออกจากวังไปให้ครอบครัวเลยรึ”

วังจื๋อหัวเราะฮึ “เจ้าถามเข้าประเด็นสำคัญแล้ว สนทนากับคนฉลาดนี่ได้ดั่งใจจริงๆ ไม่มี ไม่มีเลย ข้าวของที่ได้จากการประทานในแต่ละปีล้วนอยู่ครบ ส่วนพวกสมบัติเงินทองมิอาจคำนวณอย่างละเอียดถี่ถ้วนได้ แต่โดยรวมแล้วไม่ขาดหาย ข้าตรวจสอบแล้ว นางไม่มีญาติมิตรอยู่นอกวังเลย บิดามารดาตายจากไปตั้งแต่เด็ก ได้ครอบครัวอาเลี้ยงดูจนเติบโต หลังจากนางเข้าวังมาไม่กี่ปี บ้านของครอบครัวอาก็ถูกไฟไหม้จนสิ้นซากด้วยเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในเมือง จึงย้ายไปแล้วทั้งครอบครัว ภายหลังก็ไม่รู้ร่องรอยอีก”

ถังฟั่นได้ยินแล้วครุ่นคิดไม่พูดจา

เรื่องราวทางสกุลอาของนางฟังผิวเผินคล้ายมีพิรุธมากมาย ทว่าความจริงแล้วในยุคสมัยนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่อาจใช้เป็นหลักฐานได้

เหมือนกับเฝิงชิงจือในคดีสกุลอู่อันโหว สกุลของนางติดร่างแหรับโทษจนบ้านแตกสาแหรกขาด ผู้คนที่อาศัยอยู่ละแวกใกล้เคียงก็พากันย้ายถิ่นฐานไปไม่น้อยเนื่องจากเหตุเพลิงไหม้ จนทำให้ถังฟั่นประสบความลำบากในยามสืบคดีพอสมควร

ฝูหรูไร้ญาติขาดมิตร สมบัติเงินทองไร้ที่ใช้จึงย่อมถูกเก็บไว้ในวัง เดิมคิดว่ารอให้ถึงวัยก็สามารถออกจากวังไปแต่งงานได้ ไม่คาดคิดว่าจะได้รับความไว้วางใจจากวั่นกุ้ยเฟยจนมิอาจออกจากวัง หากไม่ใช่เพราะเกิดคดีนี้ขึ้น ไม่แน่ว่าอาจยังต้องเป็นนางกำนัลอยู่ในวังหลวงต่อไป

“วั่นกุ้ยเฟยทรงทราบเรื่องนี้แล้วก็ตกพระทัยอย่างมาก ไม่คาดคิดว่าฝูหรูจะทำเรื่องเช่นนั้นได้ ทรงให้ข้าสืบสวนให้ถึงที่สุด” วังจื๋อกล่าว

แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่วังจื๋อยังสืบอะไรได้อีก ต่อให้สำนักประจิมมีอำนาจกว้างขวางเพียงใด คนก็ตายไปแล้ว อีกทั้งไม่สามารถหาคนที่อยู่เบื้องหลังคนอื่นๆ ออกมาได้ จะสร้างหลักฐานขึ้นมาลอยๆ ก็ไม่ได้ด้วย

แต่ถังฟั่นได้ยินการคาดคะเนต่อจักรพรรดิจิ่งไท่ของวังจื๋อเมื่อครู่แล้วก็กลัวจับใจว่าอีกฝ่ายจะหาพยานบุคคลกับหลักฐานมาสุ่มสี่สุ่มห้า เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกวั่นกุ้ยเฟยไล่เรียงเอาความผิด

อันที่จริงวังจื๋อไม่ถือว่าเป็นคนโฉดชั่วเลวทราม มิฉะนั้นเขาก็คงไม่ฟังคำแนะนำของถังฟั่น ยอมผูกไมตรีกับรัชทายาท ช่วยปิดบังแรงจูงใจของหยวนเหลียง ทว่านั่นก็มิได้หมายความว่าเขาจะเป็นคนที่คิดและทำเพื่อคนอื่นด้วยความเต็มใจ

ในฐานะผู้บัญชาการสำนักประจิม ทุกการกระทำของวังจื๋อล้วนต้องคำนึงถึงอนาคตของตนเอง ต้องเข้าใจว่าบุคคลใหญ่โตที่ย่อยยับล่มจมด้วยน้ำมือของเขามีไม่รู้เท่าใด ก่อนหน้านี้เขาเองก็ยังคิดจะปิดปากฝูหรู เพียงแต่ถูกฝูหรูชิงตัดหน้าฆ่าตัวตายเสียก่อนเท่านั้น

“ในเมื่อฝูหรูตายแล้ว พยานและหลักฐานสูญสิ้น เรื่องนี้อย่าเอ่ยกับคนนอก ทางครอบครัวอาของนาง คอยจับตาเสียหน่อยก็ดี” ถังฟั่นสรุป

ความหมายก็คือฝูหรูตายแล้ว เรื่องนี้ก็ถือว่าผ่านพ้น ภายหน้าหากมีหลักฐานเพิ่มค่อยว่ากันก็ไม่สาย

วังจื๋อไม่สบอารมณ์ “เอาล่ะๆ เลิกเอาความคิดของพวกขุนนางพลเรือนมาคาดคะเนข้า ข้าทำงานต่างจากเจ้า ไม่ต้องให้เจ้ามาสอน ตั้งแต่เจอเจ้าแล้วก็ไม่มีเรื่องดีเลย หากมิใช่เพราะกุ้ยเฟยไว้วางพระทัยข้า เรื่องนี้ข้าไม่มีปล่อยผ่านง่ายดายเช่นนี้แน่!”

ใต้เท้าถังฟังอีกฝ่ายพร่ำบ่นเงียบๆ คิดในใจว่า…ท่านเป็นคนมาหาข้าแต่แรกเองแท้ๆ ตอนนี้พูดเสียอย่างกับข้าเป็นตัวซวยอย่างไรอย่างนั้น

ผ่านไปพักหนึ่ง วังจื๋อเห็นถังฟั่นไม่ตอบ พลันรู้สึกเบื่อขึ้นมา จึงกล่าวว่า “รัชทายาททรงฝากข้ามาบอกเจ้าประโยคหนึ่ง”

ถังฟั่นชะงัก “ข้ารอฟังอยู่”

วังจื๋อกล่าว “มนุษย์หนอชมกล้วยไม้เย้ยเบญจมาศ นภากาศยกจันทร์เพ็ญเคียงศุกร์ส่อง*

ถังฟั่นแย้มยิ้มทันที

“เล่นปริศนาคำใบ้อะไรกัน” วังจื๋อสงสัย

เนื่องจากการตายของหยวนเหลียง ถังฟั่นจึงมีโอกาสพบรัชทายาทครั้งสุดท้าย เขากังวลว่าเรื่องของหยวนเหลียงจะสร้างบาดแผลในใจให้กับรัชทายาท วิตกว่ารัชทายาทที่ถูกคนมากมายคาดหวังจะอาฆาตเจ็บแค้นกับเหตุการณ์นี้จนก้าวสู่หนทางที่ผิดเพี้ยน

ด้วยเหตุนี้เขาจึงกล่าวอ้างถึงบุคคลและเรื่องราวในอดีตกาลก็เพื่อหวังใช้สิ่งเหล่านี้บอกรัชทายาทว่าอย่าสูญสิ้นปณิธาน แม้โลกหล้าจะมีความอยุติธรรมและความดำมืดมากมาย แต่กลับมีผู้คนที่คิดดีทำดีมากกว่า กำลังมุ่งมั่นดึงใต้หล้ากลับสู่เส้นทางที่ถูกต้องด้วยกำลังของตนเอง เพียงเพราะคนถ่อยชอบสมัครพรรคพวก ชื่นชอบการแก้แค้น เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ส่วนวิญญูชนรอบคอบเที่ยงตรง ไม่ยอมกระทำอย่างคนถ่อย จึงทำให้ดูราวกับว่าโลกหล้ามีคนถ่อยมากกว่าวิญญูชน

ถังฟั่นหวังอย่างยิ่งยวดว่ารัชทายาทจะไม่คิดว่าทุกอย่างในโลกนี้ไร้ความยุติธรรม เพราะผลกระทบจากเรื่องของหยวนเหลียง จนต้องใช้วิธีการสกปรกเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

ตอนนั้นรัชทายาทเสียใจกับการตายของหยวนเหลียง ไม่ได้มีท่าทีกับวาจาของถังฟั่นนัก ซึ่งถังฟั่นเองก็มิใช่อาจารย์ของรัชทายาท เขาไม่มีสิทธิ์สอนสั่งรัชทายาทด้วยซ้ำ ได้แต่อาศัยโอกาสนั้นทุ่มเทกำลังอันน้อยนิดของตนอย่างสุดความสามารถ

คิดไม่ถึงว่ารัชทายาทจะยังจำเรื่องนี้ได้

มนุษย์หนอชมกล้วยไม้เย้ยเบญจมาศ นภากาศยกจันทร์เพ็ญเคียงศุกร์ส่อง

นี่เป็นบทกวีของซูตงพัว* รัชทายาทใช้กวีนี้สื่อปณิธาน ให้คำตอบต่อคำชี้แนะของถังฟั่นเมื่อวานนี้ บทกวีนี้สิ่งที่แฝงอยู่คือความเที่ยงตรงและหัวใจที่กว้างขวาง

รัชทายาทมิได้เต็มไปด้วยโทสะหรือความโศกเศร้า และมิได้เสแสร้งแกล้งทำเพื่อโอนอ่อนตามถังฟั่น

คิดว่าเพื่อคำตอบนี้ รัชทายาทเองก็ขบคิดใคร่ครวญไม่น้อย

ยิ่งผู้คนผิดหวังกับราชสำนักที่ไร้ความปราดเปรื่องและไร้ผลงานมากเท่าไร ก็จะยิ่งฝากความหวังกับรัชทายาทมากเท่านั้น

ถังฟั่นไม่อาจบรรยายความปีติตื้นตันของตนเองได้ในตอนที่ได้ยินคำตอบของรัชทายาท

พริบตานั้นเขารู้สึกว่าการที่เขากับวังจื๋อปิดบังเรื่องของหยวนเหลียง เสี่ยงกับการล่วงเกินวั่นกุ้ยเฟย เพื่อไม่ให้พัวพันถึงรัชทายาท ทุกอย่างที่ทำล้วนคุ้มค่า

คนทั่วไปที่จิตใจสุมด้วยไฟแค้น ก้าวสู่เส้นทางที่ผิดพลาดนั้นไม่น่ากลัว อย่างมากก็มีจุดจบเช่นเดียวกับหานฮุย แต่หากใจของจักรพรรดิคนหนึ่งก็อัดแน่นด้วยความอาฆาต เช่นนั้นเภทภัยหายนะก็จะตกที่ราษฎรในใต้หล้า

ในทางกลับกันจักรพรรดิคนหนึ่งมีจิตใจโอบอ้อม มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ จะเป็นความผาสุกของต้าหมิง เป็นโชคดีของบ้านเมือง

ถังฟั่นเป็นผู้พิพากษาก็จริง ทว่านั่นไม่ได้หมายความว่าเขาชอบเห็นคนตาย ฉะนั้นทุกครั้งที่ทำคดีเสร็จแล้ว แม้จะดีใจที่ฆาตกรตัวจริงถูกจับ หากก็อดทอดถอนถึงคนที่ตายไปไม่ได้ว่าไม่อาจกลับฟื้นคืน

แต่ครั้งนี้ถังฟั่นที่สะท้อนใจกับการตายอันไร้ความเป็นธรรมของหานเจ่า ก็ได้รู้สึกโล่งอกในที่สุด

เขาอธิบายความหมายของบทกวีที่รัชทายาทกล่าวให้วังจื๋อฟัง ก่อนเอ่ยเสริมว่า “มีว่าที่จักรพรรดิเช่นนี้ ช่างเป็นวาสนาของบ้านเมือง!”

วังจื๋อไม่แสดงท่าที เขาเป็นขันที มุมมองย่อมแตกต่างจากขุนนางอย่างถังฟั่น

สำหรับเขาแล้ว รัชทายาทสืบราชบัลลังก์ยังเป็นเรื่องที่ห่างไกล เรื่องสำคัญที่เขาต้องทำในเวลานี้คือเร่งสร้างผลงานอื่น ชดเชยความผิด มิฉะนั้นต่อให้จักรพรรดิกับวั่นกุ้ยเฟยไม่ถือสาเอาความกับการปิดภารกิจได้ไม่สวยงามของเขา ทางซั่งหมิงแห่งสำนักบูรพาก็จะใช้เรื่องนี้ข่มเขา นั่นเป็นเรื่องที่วังจื๋อมิอาจทนได้

“ระยะนี้เจียงหนานมีเหตุวุ่นวาย ทางโม่เป่ย* ก็ไม่สงบ ตามความเห็นของเจ้า คิดว่าข้าควรลงใต้หรือขึ้นเหนือดี” วังจื๋อกล่าวกับถังฟั่น

คดีตำหนักบูรพาสิ้นสุดลงแล้ว ด้วยความสัมพันธ์ของทั้งสองที่เป็นทั้งมิตรและศัตรูในยามนี้ ขอเพียงไร้ความขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างใหญ่หลวงก็จะไม่แตกหักกัน ด้วยเหตุนี้วังจื๋อจึงเอ่ยถามความคิดเห็นจากถังฟั่น ซึ่งถังฟั่นเองก็มิได้แปลกใจแต่อย่างใด อีกทั้งนี่ยังหมายความว่าอีกฝ่ายยอมรับความสามารถและความคิดอ่านของเขา

วังจื๋อต่างจากขันทีคนอื่น

บุรุษทั่วไปโดยมากมีความปรารถนาเพียงไม่กี่อย่าง…กุมอำนาจในใต้หล้า ร่ำสุราเคล้านารี

ความปรารถนาอย่างหลังนั้นไร้วาสนากับขันที ดังนั้นนับแต่โบราณกาลขันทีมากมายล้วนลุ่มหลงในอำนาจ แสวงหาความพึงพอใจจากการกุมอำนาจ

หากให้ยกตัวอย่างการกุมอำนาจในวังหลวง อย่างเช่นสิบสองสำนักแห่งต้าหมิง สำนักตรวจฎีกากับสำนักทหารม้า ฝ่ายหนึ่งมีอำนาจประทับหมึกชาด** ทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างจักรพรรดิและเหล่าขุนนาง ทั้งยังเป็นผู้ตรวจฎีกาแทนพระองค์ อีกฝ่ายเกี่ยวข้องกับอำนาจการทหาร จึงเป็นสองสำนักที่พาให้คนอิจฉาริษยา แย่งชิงตำแหน่งกันมากที่สุด

ในทุกสำนักยังมีระเบียบกฎเกณฑ์ ขันทีรักษาลัญจกรเป็นใหญ่ ขันทีตรวจฎีกาเป็นรอง

ยามนี้ขันทีรักษาลัญจกรสำนักตรวจฎีกาคือไหวเอิน ส่วนสำนักทหารม้ามีเหลียงฟังเป็นหัวเรือ แม้ซั่งหมิงกับวังจื๋อจะบัญชาการสำนักบูรพาและสำนักประจิม ทว่าประสบการณ์และความสามารถของพวกเขามิสู้สองคนที่กล่าวมา ฉะนั้นต่อให้เข้าสำนักก็เป็นได้เพียงผู้ตรวจฎีกา มิอาจเป็นผู้รักษาลัญจกร

ภารกิจหลักของผู้บัญชาการสำนักบูรพาซั่งหมิงในเวลานี้ก็คือขยายอำนาจของสำนักบูรพา ชิงดีชิงเด่นกับวังจื๋อพลางทะยานสู่ที่สูง หวังว่าวันหนึ่งจะได้สืบทอดตำแหน่งของไหวเอินหรือเหลียงฟัง

แต่วังจื๋อรู้สึกว่าสายตาของอีกฝ่ายคับแคบเกินไป จะลงมือทั้งทีก็ต้องทำการใหญ่ วันๆ เอาแต่หมกตัวอยู่ในพื้นที่เล็กๆ ในวังหลวง ไม่อึดอัดคับใจหรือ

ฉะนั้นเขาจึงเบนเป้าหมายสู่ฟ้าดินกว้างใหญ่ไพศาลภายนอก

กองทัพต้าหมิงออกศึก มีธรรมเนียมหนึ่งที่สืบทอดกันมาช้านาน โดยทั่วไปมักแต่งตั้งขันทีไปเป็นเสนาธิการเพื่อเป็นหูเป็นตาให้จักรพรรดิ มิให้แม่ทัพที่อยู่ด้านนอกรวมตัวกัน ปั่นหัวจักรพรรดิราวกับคนโง่

หลังจากศึกกบฏป้อมถู่มู่ ชนเผ่าหว่าล่าที่เคยเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงของต้าหมิงก็ค่อยๆ เสื่อมถอย กลุ่มอำนาจของดินแดนที่ราบแห่งนั้นมักแตกแยกสลับรวมกำลัง เปลี่ยนผู้นำการปกครองอยู่เสมอ ชาวจงหยวนไม่ได้ล่วงรู้เรื่องราวภายในเหล่านั้น เอาเป็นว่าชนเผ่าหว่าล่าไร้กำลังความสามารถแล้ว ดินแดนของอีกชนเผ่าที่มีนามว่าชนเผ่าต๋าต๋า*** กลับรุ่งเรืองขึ้น ทว่ายังคงมีเหตุวุ่นวายเพราะต่างไม่ยอมอ่อนข้อ ไม่ยอมศิโรราบต่อกัน จึงเกิดศึกขัดแย้งภายใน ต่างคนต่างตั้งตนเป็นใหญ่

แต่นั่นก็ไม่เป็นอุปสรรคกับการรุกรานพรมแดนต้าหมิง ต่างฝ่ายต่างมีจุดยืน ต้าหมิงเห็นว่าชาวต๋าต๋าเป็นชนเผ่าไร้อารยธรรม มักข้ามมาปล้นชิงฆ่าฟัน ชาวต๋าต๋าเห็นว่าต้าหมิงเป็นแกะอ้วน ไม่ปล้นชิงก็น่าเสียดาย

ยามนี้ทางทิศใต้ของแม่น้ำหวงเหอ ระหว่างหนิงซย่าถึงซานซีมีดินแดนกว้างใหญ่นามว่าเหอเถ้า ที่นั่นอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตงอกงาม ทว่าโจมตีง่ายรักษายาก หากต้าหมิงจะรักษาพื้นที่แห่งนั้นก็จำต้องทุ่มเทกำลังอย่างหนัก สมัยจักรพรรดิหย่งเล่อได้ย้ายเขตทหารตงเซิ่งเข้าในเขตแดน เท่ากับละทิ้งการรักษาดินแดนแห่งนั้น

เมื่อปราศจากเขตกันชน ชาวต๋าต๋าจึงยกทัพบุกโดยตรง ยึดครองเขตแดนเหอเถ้า โจมตีเขตทหารสำคัญในชายแดนของต้าหมิงได้ทันที พวกชนเผ่าจึงบุกเข้าปล้นสะดมชายแดนของต้าหมิงเป็นประจำ

หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในสมัยจักรพรรดิหงอู่หรือจักรพรรดิหย่งเล่อก็จัดการได้ไม่ยาก เพราะจักรพรรดิกุมอำนาจเด็ดขาด เพียงโบกมือ บัญชาการกองทัพกรีธาสู่แดนเหนือ อย่างไรก็ต้องตีทัพชาวต๋าต๋าให้ล่าถอย แตกพ่ายย่อยยับจนไม่กล้ามาอีก

ทว่ายามนี้เป็นรัชศกเฉิงฮว่าแล้ว กองทัพต้าหมิงที่ผ่านศึกกบฏป้อมถู่มู่รู้ซึ้งถึงความน่ากลัว ทั้งภายในกองทัพเองก็มิได้สามัคคีเป็นปึกแผ่น รบที่ใดชนะที่นั่นอย่างในอดีต บวกกับขุนนางในราชสำนักเมื่อแรกสถาปนาราชวงศ์…

เอาเป็นว่าด้วยเพราะเหล่าขุนนางคร้านในการปฏิบัติหน้าที่ จึงไม่ต้องคาดหวังว่าพวกเขาจะมีปณิธานรบทัพจับศึกกับชาวต๋าต๋าเพื่อช่วงชิงเหอเถ้ากลับมา

ส่วนทางใต้ เวลานี้พรมแดนทางใต้ยังไม่มีเหตุวุ่นวายอะไร ทว่าพื้นที่เจียงหนานอุดมสมบูรณ์ โจรผู้ร้ายวางอำนาจบาตรใหญ่ ขุนนางสมคบกับวาณิชทำการฉ้อราษฎร์บังหลวงก็มีไม่น้อย เบื้องบนกระทำเบื้องล่างเอาอย่าง ผู้บังคับบัญชาไม่ปฏิบัติหน้าที่ ผู้ใต้บัญชาก็ย่อมทำงานกันอย่างหละหลวม อีกทั้งเบี้ยหวัดของขุนนางแห่งต้าหมิงยังขึ้นชื่อว่าน้อยนิด จะคาดหวังให้ทุกคนปฏิบัติหน้าที่กันอย่างเอาเป็นเอาตายเฉกเช่นยามแรกสถาปนาบ้านเมืองนั้นอย่าแม้แต่จะคิด

อีกอย่างเมื่อหนึ่งปีก่อนทางตะวันตกเฉียงใต้ ชาวเหมียวในซงพันก็ลุกฮือขึ้นก่อกบฏเพราะทนการขูดรีดข่มเหงของขุนนางในท้องถิ่นไม่ไหว แม้ภายหลังจะถูกปราบ ประหารคนไปมากมาย ทว่าแถบนั้นยังไม่ถือว่าสงบ ผู้ที่หวังให้ใต้หล้าวุ่นวายเพื่อประโยชน์ส่วนตนอย่างวังจื๋อย่อมกระเหี้ยนกระหือรือ ปรารถนาให้ที่นั่นเกิดศึกกบฏใจแทบขาด เขาจะได้ไปสร้างผลงาน

วังจื๋ออยากมีความดีความชอบ ไม่แยแสที่จะชิงดีชิงเด่นเรื่องเล็กน้อยกับซั่งหมิงอย่างเอาเป็นเอาตาย ด้วยเหตุนี้เขาจึงมุ่งความสนใจไปยังสองดินแดนนี้

ก่อนหน้านี้ถังฟั่นให้คำแนะนำเรื่อง ‘ผลงานการทหาร ตำหนักบูรพา’ กับวังจื๋อผ่านพันปิน ให้เขาเบนความสนใจสู่ภายนอกบ้าง พร้อมถือโอกาสพัฒนาความสัมพันธ์กับรัชทายาท ก็เพราะมองเห็นอุปนิสัยอยู่ไม่สุขของวังจื๋อ

วังจื๋อเอ่ยถามขึ้นเวลานี้ ถังฟั่นย่อมไม่อาจอ้อมค้อมได้ จึงกล่าวตามตรงว่า “ทางเหนือ”

“เพราะอะไร” วังจื๋อสงสัย

“บัดนี้ทางใต้มิได้มีเหตุโกลาหลใหญ่หลวง ขุนนางฉ้อฉลพวกนั้น หากไม่เกิดคดีใหญ่ ราชสำนักก็ไม่ให้ความสนใจหรอก ต่อให้วังกงกงไปแล้วจับคนผิดสักสองสามคนเพื่อสำแดงบารมี เชือดไก่ให้ลิงดู ฝ่าบาทก็มิทรงเห็นว่าท่านสร้างผลงานความชอบใหญ่สักเท่าไร”

แต่สิ่งที่ถังฟั่นมิได้บอกคือหากขันทีที่มีอำนาจอย่างวังจื๋อไปที่นั่นแล้วเป็นได้สับสนอลหม่านแน่นอน ทุกคนย่อมแย่งกันประจบนบนอบ สู้ไปสร้างความหายนะให้ชนเผ่านอกด่านดีกว่า หากช่วงชิงอาณาจักรกลับคืนมาสู่ต้าหมิงได้สักนิด เช่นนั้นก็ดียิ่ง

วังจื๋อมีสีหน้าขึงขังจริงจัง “ถูกต้อง ข้าเองก็คิดเช่นนั้น จะลงมือทำทั้งทีก็ต้องเลือกทำให้ยิ่งใหญ่หน่อย จับแค่ปลาเล็กปลาน้อยสู้ไม่ทำเลยจะดีกว่า ยามนี้ชาวต๋าต๋าสร้างความปั่นป่วนตรงชายแดนตลอด หากยึดคืนเหอเถ้าได้ เช่นนั้นก็เป็นผลงานโดดเด่น”

ถังฟั่นรีบละล่ำละลักกล่าว “การยึดเหอเถ้าคืนมิใช่เรื่องที่จะสำเร็จในวันเดียว วังกงกงโปรดไตร่ตรอง การไปครั้งนี้หากให้บทเรียนแก่ชาวต๋าต๋าสักหน่อย ทำให้พวกเขามิกล้ารุกรานชายแดน ก็นับว่าเป็นผลงานชิ้นใหญ่แก่ต้าหมิง!”

วังจื๋อหมดอารมณ์ฟังเขาพล่าม “เจ้ามิใช่แม่ทัพเสียหน่อย รู้เรื่องพวกนี้ก็เพียงผิวเผิน ไม่ต้องพูดมากแล้ว”

ถังฟั่นนิ่งอึ้ง

แล้วเมื่อครู่ไฉนจึงถามข้าเล่า หรือแค่อยากหาพวกเห็นด้วยเท่านั้น

“ไว้ข้าจะหาวันถวายฎีกาขอยกทัพไปตีเหอเถ้าคืน” วังจื๋อกล่าว

ถังฟั่นทนไม่ไหว จึงเผลอพูดโพล่ง “เรามาพนันกันหน่อยเป็นอย่างไร”

“พนันอะไร”

“ข้อเสนอยึดคืนเหอเถ้าของท่านต้องมิได้รับการเห็นชอบแน่นอน”

วังจื๋อไม่เชื่อ “พวกที่อยู่ในราชสำนักย่อมขี้ขลาดไม่กล้าออกศึก แต่คำพูดข้านับว่าพอมีน้ำหนักกับฝ่าบาทอยู่บ้าง หากข้าทูลขอนำทัพด้วยตนเอง ฝ่าบาทน่าจะทรงเห็นด้วย”

ถังฟั่นกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “เช่นนั้นข้าก็พนันกับวังกงกงสักตา”

วังจื๋ออายุน้อยกว่าเขาจึงถูกกระตุ้นความอยากเอาชนะได้โดยง่าย ได้ยินดังนั้นจึงถามว่า “ได้ พนันด้วยอะไร”

“หากข้าชนะท่านก็เลี้ยงอาหารข้าที่เรือนเซียนอวิ๋นสักมื้อ แกงข้นเต้าหู้คราวก่อนอร่อยมาก!”

“…เจ้าไปเองไม่เป็นหรือ ถึงต้องพนันอีก” วังจื๋อพูดอย่างอ่อนใจ

ถังฟั่นตอบหน้าซื่อ “เบี้ยหวัดข้าไม่พอนี่นา!”

“…”

วังจื๋อถึงกับสะอึกไป คิดในใจว่าช่างเห็นแก่กินอะไรปานนี้!

* สำนักการกิจ (จันซื่อฝู่) แรกเริ่มเป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับฮองเฮาและรัชทายาท ภายหลังดูแลจัดการกิจต่างๆ ในวังตะวันออกซึ่งเป็นที่พำนักของรัชทายาทโดยเฉพาะ

* มนุษย์หนอชมกล้วยไม้เย้ยเบญจมาศ นภากาศยกจันทร์เพ็ญเคียงศุกร์ส่อง เป็นวรรคหนึ่งของบทกวี ‘ส่งจางซวนเข้าสอบระดับมณฑล’ ที่ซูตงพัวประพันธ์ไว้ โดยบทแรกมีเนื้อความดังนี้ ‘มังกรเหินเถลิงฤกษ์ยอดวิญญู เข้าทดสอบข้าเปรียบผู้ปัญญาปราชญ์ มนุษย์หนอชมกล้วยไม้เย้ยเบญจมาศ นภากาศยกจันทร์เพ็ญเคียงศุกร์ส่อง’ กลอนบทนี้เป็นกลอนที่อวยพรว่าตอนนี้เป็นฤกษ์ดีที่จะเข้าทดสอบ โดยวรรคที่ถูกยกขึ้นมากล่าวถึงในเรื่องนั้นต้องการสื่อถึงสังคมมนุษย์ที่ให้ค่าของบางอย่างไม่เท่ากัน แต่ความเชื่อของผู้เขียนซึ่งคิดว่าโลกนั้นยังมีความยุติธรรมเหมือนดวงจันทร์ที่ได้ทอแสงสุกสกาวเช่นเดียวกับดวงดาว

* ซูตงพัว หรือซูซื่อ (ค.ศ. 1037 – 1101) เป็นยอดกวีและนักปกครองในสมัยราชวงศ์ซ่ง

* โม่เป่ย คือพื้นที่แถบทะเลทรายโกบีและทางตอนเหนือของจีน

** ในราชวงศ์หมิง จักรพรรดิจะใช้หมึกสีแดงในการทำเครื่องหมายหรือเขียนความเห็นต่างๆ ลงบนฎีกาของบรรดาขุนนางนับตั้งแต่สมัยจักรพรรดิหมิงเซวียนจง นอกจากฎีกาบางฉบับที่จักรพรรดิประทับหมึกสีชาดด้วยตนเอง นอกนั้นล้วนเป็นหน้าที่ของสำนักตรวจฎีกา

*** ต๋าต๋า หรือตาตาร์ (Tatar) เป็นชนเผ่าเร่ร่อนทางตอนเหนือ อาศัยอยู่บริเวณเขตปกครองตนเองอุยกูร์ ของมณฑลซินเจียงในปัจจุบัน

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดหญิงเซียนเครื่องหอม บทที่ 11

บทที่สิบเอ็ด   "ไป...ไป!" คนบังคับรถตวัดแส้ม้าอย่างแรง ม้าสีแดงพุทราด้านหน้ารถก็ส่งเสียงร้องยาว พลางขยับเท้าลากรถม้าให้เ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดหญิงเซียนเครื่องหอม บทที่ 2

บทที่สอง   เมียหม่าหย่งเย็บแก้เสื้ออยู่ใต้แสงตะเกียง หม่าหย่งพลิกตัว แล้วมองท้องฟ้าด้านนอก "แม่จู้จื่อ นอนเถอะ" "ใก...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดหญิงเซียนเครื่องหอม บทที่ 3

บทที่สาม   มู่หวั่นชิวตักอาหารหมูมาจนเต็มตะกร้า แล้วแบกกลับมาอย่างยินดี ในตะกร้านอกจากพวกผักโขมและผักโขมหินที่หมูกิ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดหญิงเซียนเครื่องหอม บทที่ 7

บทที่เจ็ด   "เวลาในการขอฝนได้ถูกกำหนดไว้แล้ว ถ้าเลยเวลาจะถือว่าทำผิดต่อฟ้า" ขณะที่มู่หวั่นชิวกำลังครุ่นคิดอยู่ ก็ได...