Connect with us

Jamsai

ดอกสาลี่เคียงบัลลังก์

ทดลองอ่าน ดอกสาลี่เคียงบัลลังก์ ตอนที่หนึ่ง

ตอนที่หนึ่ง

 

อากาศในเดือนสองเสมือนมีเทพเซียนจุติลงมาเป่าลมหายใจอันแผ่วเบา ทำให้ไอเย็นที่ปกคลุมทั่วทั้งเมืองหนิงเฉิงพลันจางหายเข้าสู่ผืนป่าตามขุนเขา

ยามราตรีที่มีลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชยมาคล้องรับกับคำกล่าวที่ว่า ‘แรกวสันต์มาเยือน’ ณ เขาอวี้หลิ่งแห่งเมืองเถิงโจว ดอกสาลี่บานสะพรั่งไปทั่วบริเวณ สายลมแห่งรุ่งอรุณพัดพากลิ่นหอมละมุนระกับใบหน้า ผืนดินสีขาวสะอาดบริสุทธิ์ที่ปกคลุมด้วยกลีบดอกสีขาวปรากฏสู่สายตา เป็นความงดงามที่ไร้สิ่งใดมาเจือปน

อารามเมี่ยวเฟิงหลังเล็กตั้งอยู่ริมเชิงเขาอย่างสงบเงียบเรียบง่าย ด้วยเพราะอาณาบริเวณล้วนรายรอบด้วยหมู่มวลของดอกสาลี่จนทำให้ที่นี่กลายเป็นที่เลื่องลือมานาน

ชุดแพรไหมสีขาวเรียบกลมกลืนไปกับทะเลบุปผาชั้นแล้วชั้นเล่า ร่างอรชรเยื้องกรายเนิบช้าไปมา กลีบดอกไม้พลิ้วลมโปรยปรายลงมาทั่วร่าง อาบย้อมด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ

เมื่อโยนรองเท้าปักไปด้านหนึ่ง เท้าเล็กเปลือยเปล่าของนางที่ประหนึ่งหยกชั้นดีก็เผยให้เห็นรำไรอยู่ใต้กระโปรงยาวพลิ้ว นัยน์ตาสีหมึกอ่อนจางภายใต้ผ้าคลุมหน้าสะท้อนภาพของกลีบดอกสาลี่สีขาวอันบริสุทธิ์ ลักยิ้มปรากฏบนพวงแก้มสองข้าง ริมฝีปากคลี่ยิ้มหวานหยด

นางมีนามว่าไป๋เสวี่ยฝู* ผู้ราวกับเป็นบุปผาที่ผลิบานแล้วแผ่กลิ่นอายสะอาดบริสุทธิ์ออกมาอย่างเงียบเชียบ ซึ่งสมกับชื่อของนางอย่างยิ่ง

บิดาส่งนางมายังอารามเมี่ยวเฟิงอันสงบเงียบแห่งนี้ตั้งแต่เล็ก ด้วยคิดว่านางมีดวงกาลกิณี เหมาะแก่การดูแลดอกสาลี่ทั่วทั้งเขาอวี้หลิ่ง กาลเวลาผันผ่าน วสันต์จวบเหมันต์เวียนวนไปปีแล้วปีเล่า

ไป๋เสวี่ยฝูชอบความสงบเงียบนี้มาตั้งแต่เด็ก ทุกปีจึงมีความสุขกับการเฝ้าต้นดอกสาลี่เพื่อรอคอยให้ฤดูใบไม้ผลิมาถึง สงสารก็แต่มารดาของนางที่ต้องทนทุกข์ ใช้ชีวิตอย่างอ้างว้างโดดเดี่ยวในจวนอัครเสนาบดี

“คุณหนูเจ้าคะ ท่านอาจารย์เรียกคุณหนูกลับไปกินข้าวที่อารามเจ้าค่ะ” เสียงของสาวใช้ผสานมากับกลิ่นหอมอ่อน ดังลอยละล่องอยู่กลางค่ายกลดอกสาลี่แว่วมาเข้าหูของไป๋เสวี่ยฝู

สาวใช้นามชิงหลีติดตามไป๋เสวี่ยฝูกินเจอยู่ที่อารามเมี่ยวเฟิงนี้ตั้งแต่เล็ก อายุยังน้อยก็มีกำลังภายในล้ำลึก เพียงยืนเรียกจากที่สูงประโยคหนึ่ง ไป๋เสวี่ยฝูก็รู้ว่าควรกลับอารามได้แล้ว

ร่างที่สวมชุดแพรไหมสีขาวหิมะเดินผลุบโผล่อยู่ท่ามกลางทะเลบุปผา เหยียบย่ำดอกไม้ที่ร่วงเกลื่อนอยู่เต็มพื้น ต่อให้ไป๋เสวี่ยฝูหลับตาก็ยังหาทางกลับได้ เป็นเพราะนางคุ้นเคยกับที่นี่ยิ่งกว่าที่ใด

เสียงนกร้องกังวานใสรื่นหูดังลอยมา ไป๋เสวี่ยฝูหลับตาลงซึมซาบกลิ่นอายอันงดงามบนเขา

สายลมเอื่อยที่ปะปนมากับกลิ่นหอมอ่อนของดอกสาลี่โชยระใบหน้า ทว่าไป๋เสวี่ยฝูยังไม่ทันสูดหายใจเต็มปอดก็ได้กลิ่นคาวเลือดขุมหนึ่งโชยมา เนื่องจากนางร่ำเรียนวรยุทธ์กับท่านอาจารย์มาตั้งแต่เด็กทำให้มีประสาทสัมผัสที่ฉับไว

เท้าขาวเนียนชะงักกึก ไป๋เสวี่ยฝูเริ่มมองไปทางซ้ายทีขวาทีตามสัญชาตญาณ สายตาลอดผ่านผ้าคลุมหน้าผืนบางไป เมื่อมองเห็นเงาร่างสีดำตรงหน้าแล้วนางก็อดตะลึงไม่ได้

นั่นเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้หนึ่ง เรียวคิ้วและนัยน์ตาน่ามองคู่นั้นคมปลาบดั่งศรธนู ท่าทางเย็นชาเช่นน้ำแข็งไม่เข้ากับอายุของเขาเลยสักนิด

เด็กหนุ่มขมวดคิ้วร้องโอดโอย เขาพิงร่างกับลำต้นของต้นดอกสาลี่ที่มีความหนาเท่าขนาดของชามข้าว มือข้างหนึ่งกุมแขนอีกข้าง เลือดสีแดงสดซึมผ่านร่องนิ้วไหลลงบนพื้นขาว ดอกสาลี่สีเลือดค่อยๆ ผลิบานดอกแล้วดอกเล่า!

เขาบาดเจ็บ…คิ้วขมวดแน่นอย่างนั้น แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่ายามนี้เขาเจ็บปวดมากเพียงใด

ค่ายกลดอกสาลี่แห่งนี้หาใช่สถานที่ที่ผู้ใดจะบุกเข้ามาก็ได้ ผู้ที่บุกเข้ามาแล้วก็จะไม่มีชีวิตรอดออกไปอีก ต้องมีจุดจบเฉกเช่นเด็กหนุ่มตรงหน้านี้ เขาต้องอยู่อย่างจนตรอกไร้ที่ไปอย่างนี้จนกว่าชีวิตจะค่อยๆ สูญสิ้นไปในที่สุด

เดิมทีไป๋เสวี่ยฝูไม่ชอบยุ่งเรื่องของผู้อื่น เพียงแต่นัยน์ตาคมดุจศรธนูคู่นั้นกลับจ้องตรงมาที่กลางใจนางได้อย่างไรก็มิอาจทราบได้ ทำให้นางต้องชะงักฝีเท้าแล้วหันกลับไปมองอีกครั้งหนึ่ง

ขณะลังเลว่าจะช่วยชีวิตเด็กหนุ่มเย็นชาผู้นี้ดีหรือไม่ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงจอแจกระหายเลือดของบุรุษค่อยๆ ดังใกล้เข้ามา ท่ามกลางความอลหม่านนางได้ยินต้นเสียงพูดว่า “ท่านแปดมีบัญชาว่าต้องฆ่าเด็กหนุ่มนั่นให้ได้ รีบหาตัวมันให้เจอ!”

เห็นได้อย่างชัดเจนว่าคนกลุ่มนั้นกำลังมุ่งเป้าไปที่เด็กหนุ่มตรงหน้า ทว่าเด็กหนุ่มกลับไม่พยายามหนีเลยสักนิด คาดว่าเขาคงขยับตัวไม่ได้ นัยน์ตาดุจศรธนูคู่นั้นแม้กำลังทอดมองนาง แต่เขาก็ไม่เอ่ยวาจาใด

เสียงฝีเท้าหนักเข้ามาใกล้บริเวณนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เด็กสาวไม่ทันใคร่ครวญให้ดีก็คว้ามือของเด็กหนุ่ม เดิมคิดพาเขาไปจากเขตอันตรายนี้ แต่น่าเสียดาย สุดท้ายไป๋เสวี่ยฝูก็ยังช้ากว่าอีกฝ่ายไปก้าวหนึ่ง รู้ตัวอีกทีชายฉกรรจ์หลายคนก็มาปรากฏกายที่ตรงหน้านางแล้ว

“คิดหนีหรือ ไม่ง่ายดายเช่นนั้นหรอก!” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งยกดาบเล่มเขื่องขึ้นเพื่อจะฟันเด็กหนุ่มที่กำลังบาดเจ็บจนยืนได้ไม่มั่นคง

ใบหน้าเล็กใต้ผ้าคลุมหน้าตกตะลึง ไป๋เสวี่ยฝูกระชากเด็กหนุ่มหลบดาบไปได้อย่างหวุดหวิด

ชายฉกรรจ์ที่ฟันความว่างเปล่าลงไปจึงบันดาลโทสะ เขาเอ่ยว่า “แม่นางน้อย หากเจ้าไม่อยากมีเรื่อง โปรดหลีกทางจะดีกว่า”

ท่าทางของเขาไม่อาจทำให้ไป๋เสวี่ยฝูเสียขวัญ ตรงกันข้ามนางกลับใจกล้าถึงขนาดติเตียนเหล่าชายฉกรรจ์ด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่สถานที่ที่จะให้พวกเจ้ามากระทำผิดได้ตามอำเภอใจ เจ้าทำให้ประตูแห่งพุทธะต้องแปดเปื้อนโลหิต หากแม่ชีอวี้เจินทราบเรื่องจะต้องไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้แน่!”

เหล่าชายฉกรรจ์แม้เริ่มเป็นกังวล ทว่ายังคงกัดฟันเอ่ยอย่างโมโห “ข้ารับบัญชาให้มาจับนักโทษคนสำคัญของราชสำนัก ขออภัยที่ต้องล่วงเกิน!”

ไป๋เสวี่ยฝูร้อนรนตอบกลับไปว่า “ต่อให้เจ้าสังหารเขาได้ แต่ก็เดินออกจากค่ายกลดอกสาลี่นี้ไปไม่ได้หรอก เหตุใดจึงต้องบีบคั้นทรมานกันถึงเพียงนี้ด้วย” เมื่อเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์หวาดกลัว ไป๋เสวี่ยฝูจึงกล่าวต่อ “หากเจ้ายอมจากไปในทันที ข้าจะปิดบังท่านอาจารย์แล้วให้ชิงหลีส่งพวกเจ้าออกไป…เป็นอย่างไร”

ชายฉกรรจ์มองเด็กหนุ่มที่บาดเจ็บสาหัสแวบหนึ่ง เขาสองจิตสองใจเล็กน้อยก่อนพยักหน้า ในช่วงเวลาความเป็นความตายเช่นนี้ พวกเขาพลันเผยธาตุแท้ออกมาโดยไม่ปิดบัง

ไป๋เสวี่ยฝูเรียกชิงหลีเข้ามา ชิงหลีเหลือบมองเด็กหนุ่มรูปงามที่บาดเจ็บสาหัส เห็นชัดว่าไม่พอใจนักที่ไป๋เสวี่ยฝูยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่จำเป็น ลังเลอึดใจหนึ่งถึงได้นำเหล่าชายฉกรรจ์จากไป

พอชายฉกรรจ์ไปแล้ว ไป๋เสวี่ยฝูถึงค่อยรู้ตัวว่าตนเองจับมือของเด็กหนุ่มอยู่ตลอดโดยไม่ปล่อย มือเขาไม่ได้เยือกเย็นเช่นสีหน้า แต่กลับอบอุ่นราวกับแสงอาทิตย์ในต้นฤดูใบไม้ผลิ

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่จับมือบุรุษ ดวงหน้าภายใต้ผ้าคลุมพลันแดงระเรื่อ เคราะห์ดีที่มีผ้าคลุมหน้ากั้นไว้จึงไม่มีใครมองเห็น เด็กสาวรีบสะบัดฝ่ามือเด็กหนุ่มออกราวกับถูกเข็มตำ

แสงอาทิตย์สีทองลอดผ่านชั้นบุปผาลงมา เกิดเป็นเงาพร้อยสาดส่องลงบนร่างของทั้งคู่ ไป๋เสวี่ยฝูแอบเหลียวมองไปเห็นสีหน้าของเด็กหนุ่มดูอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย องคาพยพทั้งห้างามประณีตกระทบใจนางเบาๆ ประหนึ่งเสียงระฆังในอารามที่ดังก้องกังวานรื่นหูทุกเช้า

“คุณชายได้รับบาดเจ็บ เดินมาทางนี้เถิด” เสียงแผ่วเบาดุจสายน้ำไหลของไป๋เสวี่ยฝูลอยเข้าหูเขา

ชุดแพรไหมสีขาวราวกับหิมะขยับไหวเล็กน้อยขณะเยื้องย่างเนิบช้า บางครั้งชายกระโปรงก็จะพัดกลีบดอกไม้บนพื้นขึ้นมาสะบัดปลิวไปทางด้านหลัง นางดุจดั่งเทพเซียนจุติลงมา เด็กหนุ่มถูกภาพตรงหน้าทำให้หัวใจที่ปิดตายมาหลายปีสั่นไหว

เงาหลังอ้อนแอ้นอรชร งดงามล้ำเลิศราวมีมนตร์สะกด เด็กหนุ่มแทบไม่ไตร่ตรองสิ่งใดอีกก็ก้าวเท้าตามนางไป

ในส่วนลึกของทะเลบุปผา มองเห็นเรือนไม้สาลี่หลังเล็กได้รำไร ชายคาเป็นสีขาวโพลนทั้งแถบ มองจากที่ไกลเหมือนอยู่ในฤดูเหมันต์ที่มีหิมะปกคลุมไปทั่ว

สายลมเบาบางพัดโชย กลีบดอกไม้เหนือหลังคาโปรยปรายหล่นลงบนร่างของทั้งคู่ เพราะอยู่ในอาราม จอนผมของไป๋เสวี่ยฝูจึงเกลี้ยงเกลาหมดจด ยามนี้บนศีรษะแม้จะมีดอกสาลี่ติดอยู่หลายกลีบ กลับดูงดงามเสียยิ่งกว่าปิ่นทองระย้าของหญิงสกุลสูงศักดิ์มากนัก

มือเรียวงามปานหยกเนียนลูบเรือนผม กลีบดอกไม้คล้ายผีเสื้อบินจากไปในพริบตา เด็กหนุ่มแทบยื่นมือไปหยุดยั้งไว้แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

ไป๋เสวี่ยฝูโน้มกายหยิบยาทาแผลและผ้าสะอาดขึ้นมา ขยับมาตรงหน้าเด็กหนุ่ม นางลังเลเล็กน้อยก่อนยิ้มอย่างเก้อเขิน “ข้าไม่เคยมีความเกี่ยวข้องกับคุณชาย วันหน้าคงไม่มีโอกาสพบกันอีก เรื่องวันนี้ก็ถือว่าเป็นเพียงม่านเมฆที่ผ่านตา เราสองจะไม่ระลึกถึงอีก”

แววตาลึกล้ำของเด็กหนุ่มฉายประกายยิ้มมีเลศนัย เป็นครั้งแรกที่ได้พบเด็กสาวที่ไม่เพียงเสแสร้งกับตัวเองเท่านั้น ทั้งยังหลอกผู้อื่นมากเพียงนี้ ทั้งที่เห็นว่าดวงตานางมีแววเขินอายฉายชัดแท้ๆ คงเป็นครั้งแรกที่ได้ใกล้ชิดบุรุษ

เด็กหนุ่มเกิดความรู้สึกประหลาดในใจ ออกไปทางซาบซึ้งอยู่มาก เขาหลับตาลงเล็กน้อย รับรู้ถึงมือเล็กนุ่มเคลื่อนไปตามบาดแผลเขาอย่างแผ่วเบา สัมผัสจากนางทำให้ความเจ็บปวดถึงขั้วหัวใจค่อยๆ บรรเทาลงไม่น้อย

ไป๋เสวี่ยฝูช่วยเขาพันแผลเสร็จก็ลุกขึ้น เอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “อีกสองชั่วยามท่านอาจารย์จะมาพักผ่อนยังที่แห่งนี้ หากพบคุณชายเข้าท่านอาจารย์ต้องถามคำถามมากมายแน่ ขอให้คุณชายรีบกลับไปโดยเร็วเถิด”

“ขอบคุณแม่นางที่ช่วยชีวิต” เด็กหนุ่มพูดเป็นประโยคแรกตั้งแต่พบหน้ากัน แววตาลึกซึ้งแน่วแน่จับจ้องใบหน้าไป๋เสวี่ยฝู

สายลมเอื่อยพัดผ่านคล้ายเห็นคล้ายไม่เห็นใบหน้าที่อยู่ใต้ผ้าคลุม ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบเขาก็ไม่เห็นโฉมหน้าของนาง เด็กหนุ่มพลันสงสัยว่ารูปโฉมใต้ผ้าคลุมหน้าสีขาวนี้จะงดงามหรืออัปลักษณ์เพียงใด

ไป๋เสวี่ยฝูเพียงยิ้มบาง ก่อนจะคลี่กระดาษพร้อมกับวางหมึกลงบนโต๊ะเล็ก มือซ้ายถือพู่กันขีดวาดบนกระดาษสีขาวอย่างชำนาญ ยามที่เงยหน้านางจึงเห็นเด็กหนุ่มกำลังมองมาอย่างตะลึงสงสัย

ผู้เขียนอักษรด้วยมือซ้ายมักทำให้คนแปลกใจเสมอ นางคุ้นชินกับสายตาแบบนี้แต่แรกแล้ว

เด็กหนุ่มทั้งตกตะลึงและสงสัย คิดไม่ถึงว่าสตรีอ่อนช้อยปานนี้จะถนัดซ้าย เขารีบเก็บสีหน้าประหลาดใจ มองนางขีดวาดแต่งแต้มอย่างชำนาญก่อนจะนำกระดาษไปตากแดด

“นี่เป็นภาพเส้นทางออกจากค่ายกลดอกสาลี่ คุณชายเพียงเดินไปตามทางนี้เป็นใช้ได้” ไป๋เสวี่ยฝูกล่าวจบก็หันไปหาเขาที่อยู่ด้านหลัง ขณะหมุนตัวไปนั้นสายตาก็ประสานกับดวงตาดำสนิทพอดี

เด็กหนุ่มหยิบกิ่งดอกสาลี่สวยสดงามหยาดเยิ้มมาไว้ในมือนานเท่าใดแล้วก็สุดจะรู้ หลายดอกเมื่อรวมเข้าเป็นช่อแล้วช่างงดงามยิ่งนัก

ไม่รอให้นางมีอาการตอบสนองใด เด็กหนุ่มก็ยกมือขึ้นทัดดอกสาลี่กับผมสีดำขลับข้างหูนางพลางยิ้มอย่างพึงใจ พูดขึ้นเป็นประโยคที่สองว่า “ประดับไว้เช่นนี้แล้วงามมาก”

สีหน้าเด็กหนุ่มอบอุ่นขึ้นทีละนิด เทียบกับตอนที่อยู่ใต้ต้นดอกสาลี่กับนางแล้ว ความโอหังก็นับว่าลดน้อยลงไปมาก รอยยิ้มบางของเขาทำให้ทะเลบุปผาแถบนี้ด้อยลงไปไม่น้อย

ไป๋เสวี่ยฝูหน้าแดงก่ำในทันที นางหลุบตาลงเบือนหน้าไป ทว่ากลับได้กลิ่นหอมของดอกสาลี่ที่จอนผมอย่างแจ่มชัด

“ชั่วชีวิตของข้าไม่อาจลบเลือนบุญคุณนี้ ไม่ได้ผ่านไปง่ายดายดังม่านเมฆผ่านตาที่แม่นางว่าไว้ โปรดให้โอกาสข้าทดแทนบุญคุณสักครั้ง ตามข้ากลับหนิงเฉิงด้วยกันเถอะ ข้าจะใช้เวลาทั้งชีวิตตอบแทนบุญคุณของแม่นาง”

หากไม่กล่าวคำก็แล้วไป แต่เมื่อพูดขึ้นมาถ้อยคำนั้นกลับน่าตกตะลึง

ไป๋เสวี่ยฝูนิ่งงัน คิดไม่ถึงว่าเขาจะพูดเรื่องสำคัญราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ ทั้งที่มีวาสนาพบหน้าเพียงชั่วเวลาสั้นๆ แค่ครั้งเดียว เขาก็สัญญาว่าจะดูแลนางทั้งชีวิตโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนเช่นนี้แล้ว

ทันใดนั้นไป๋เสวี่ยฝูก็ฉุกคิดถึงประโยคที่อาจารย์มักเอ่ยที่ว่า ‘คำสัญญาของบุรุษมีมาก ค่อยๆ สร้างเป็นเรือนพำนักอันว่างเปล่าหนาวเหน็บ ก่อนจะบีบให้เจ้าต้องคุ้นชินกับชีวิตเศร้าโศกที่อ้างว้างโดดเดี่ยว’

นางไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะไร้หัวใจเลือดเย็นอย่างนั้นหรือไม่ แต่นางเข้าใจดีว่าไม่ควรตกลงปลงใจส่งเดชกับบุรุษที่เพิ่งพบหน้ากันเพียงครั้งเดียว

ความรู้สึกในใจของเด็กสาวไม่ควรอ่อนไหว หลังจากตั้งสติเพื่อสะกดอารมณ์แล้ว ในใจของนางก็ค่อยๆ สงบลงจนไม่เกิดระลอกคลื่นใดอีก นางแย้มยิ้มบาง ส่ายดวงหน้างามเล็กน้อย “ขอบคุณคุณชายที่กรุณา ข้ามาอาศัยที่อารามเมี่ยวเฟิงอยู่เฝ้าโคมดำ* ตั้งแต่อายุหกปี ไม่เคยใคร่ครวญเรื่องรักใคร่ทางโลกมาก่อน วันข้างหน้าก็คงไม่เช่นกัน”

น้ำเสียงของนางน่าหลงใหลดังเช่นที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะอาศัยใต้ต้นดอกสาลี่มานาน ทั้งร่างจึงแผ่กลิ่นอายอ่อนโยนงดงามราวดอกสาลี่

“ขอเวลาเพียงปีเดียว ข้าจะมอบครอบครัวที่อบอุ่นและแสนสุขให้เจ้าได้อย่างแน่นอน” เด็กหนุ่มร้อนใจ ไม่คิดสนใจธรรมเนียมมารยาท ใบหน้าอ่อนวัยยังคงมุ่งมั่นหาใดเปรียบ

ไป๋เสวี่ยฝูเพียงนิ่งมองเขา คำสัญญาของเขาช่างล่อใจคนโดยแท้ เพียงแต่…

ชายกระโปรงปลิวไสว เรือนผมดุจเส้นไหมระผ่านใบหน้าเขาเบาๆ ท้ายที่สุดสตรีปานภาพวาดนี้ก็ทิ้งเพียงเงาหลังให้เขา เยื้องย่างเนิบช้าทว่ากลับเด็ดขาดแน่วแน่จากไป

ชุดกระโปรงสีขาวหิมะเดินลัดเลาะท่ามกลางดินแดนสีขาวโพลน ไกลออกไปเขามองเห็นมือเรียวของนางเฉียดผ่านจอนผม กิ่งดอกสาลี่ที่เขาทัดหูให้ด้วยตนเองถูกนางทอดทิ้งไว้เพียงด้านหลัง สลายกลายเป็นแค่กลีบดอกไม้บนพื้น

เงาร่างของนางประหนึ่งโฉมสะคราญที่เฉิดฉายอยู่ในความเงียบสงบ ประทับลงในแววตาของเขาจากที่ไกล ทำให้คิดถึงคำกล่าวที่ว่า ‘กลางป่าเขาอันห่างไกล โฉมสะคราญเร้นกายเงียบเชียบ’

เมืองหนิงเฉิง เมืองหลวงแห่งแคว้นอวิ๋นเยวี่ย เป็นเมืองที่สตรีทุกคนล้วนใฝ่ฝันที่จะได้ก้าวเข้าไป ส่วนนางนั้นกลับเห็นเป็นแค่ฝุ่นไร้ค่า

 

นี่เป็นเพียงบทเพลงคั่นเวลาสั้นๆ บทหนึ่ง เขาคงจดจำนางไม่ได้ ส่วนนางกลับแอบสลักเขาไว้ในก้นบึ้งหัวใจ

นางคือไป๋เสวี่ยฝู ปีนี้อายุสิบสี่ บริสุทธิ์ไร้เดียงสา แม้ขลาดเขลาทว่าเป็นผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

เขาคือองค์ชายเจ็ด อี้อ๋อง ปีนี้อายุสิบเจ็ด ฉลาดเฉลียวปราดเปรื่อง จึงมักจะดึงดูดเคราะห์ร้ายถูกคนไล่ล่าสังหาร

ปีนี้ในเมืองหลวงเกิดการต่อสู้ห้ำหั่นนองเลือด เพียงเพื่อจะได้มาซึ่งบัลลังก์สูงส่งล้ำค่า อี้อ๋องจึงกลายร่างเป็นมารคลั่งอำมหิตผู้ไร้หัวใจ หลังจากการเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยมแล้ว สุดท้ายเขาก็ได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิเยวี่ยเยี่ยผู้นั่งบนบัลลังก์สูงสุด

* ไป๋เสวี่ยฝู แปลว่าดอกบัวสีขาวหิมะ

* โคมดำ เป็นโคมไฟที่ใช้ในวัดและอารามชี เฝ้าโคมดำจึงกลายเป็นคำเปรียบเปรยถึงการปลีกวิเวก ตัดขาดจากกิเลสตัณหา

Comments

comments

Continue Reading

More in ดอกสาลี่เคียงบัลลังก์

บทความยอดนิยม

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ปรปักษ์จำนน ตอนที่ 10

ตอนที่สิบ   ค่ำคืนนี้เสี่ยวเฉียวไม่กล้าผ่อนคลายเช่นยามปกติอีก นางนั่งอยู่ใต้แสงเทียนรอคอยเขากลับมาอย่างสงบเสงี่ยม ส...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดหญิงเซียนเครื่องหอม เล่ม 7 ตอนที่ 6

ตอนที่ 6  "คนตระกูลหลีขนกระทั่งเตียงเข้าไปในคุก นี่เรียกว่าติดคุกเสียที่ใด ปรมาจารย์ไป๋ติดคุกยังสบายกว่าฮองเฮาเสียอีก ทห...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดหญิงเทพสมุนไพร เล่ม 1 ตอนที่ 8

ตอนที่ 8 หลี่เมิ่งซีให้หงจูประคอง สาวใช้หลายคนยกอาหารตามอยู่ด้านหลัง เดินมาจนถึงห้องโถงใหญ่ของเรือนกลาง ร่างกายของเซียวจ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ยอดหญิงเทพสมุนไพร เล่ม 1 ตอนที่ 7

ตอนที่ 7 อี๋เหนียงทั้งสามก้าวขึ้นมาคารวะคุณชายรองกับสะใภ้รองและยืนแยกอยู่สองฝั่ง เซียวจวิ้นเห็นหลี่อี๋เหนียงไม่มาจึงลอบค...

jamsai.com