Connect with us

Jamsai

LOVE

ทดลองอ่าน วงกตลายตะวัน บทที่2-บทที่3

หน้าที่แล้ว1 of 2

บทที่ 2

เพื่อนรักที่หายไป

 

‘…มองเผินๆ อาจเป็นการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าที่ดีเยี่ยม สมกับเป็นเอเจนซี่โฆษณาอันดับต้นๆ 

แต่อย่าลืมไปว่าเหตุการณ์แบบนี้เด็กอมมือยังอ่านออกว่าอะไรเป็นอะไร

ความเคลือบแคลงสงสัยยังคงมีอยู่ต่อไป…ว่าสุดท้ายแล้วใครเป็นคนส่งพวงหรีดมา ‘ร่วมยินดี’ ที่งาน 3 ทศวรรษเอเจนซี่แอดดิกต์

คงได้แต่รอ ‘ความจริงอีกครึ่งหนึ่ง’ ถูกเปิดเผย!’

 

จบสกู๊ปข่าวได้ยอดเยี่ยม ชวนสงสัยยิ่งกว่าอ่านนิยายสืบสวนสอบสวน

ศักดาขยำหน้าหนังสือพิมพ์ธุรกิจชื่อดังแล้วปาลงพื้นห้องประชุมด้วยความรู้สึกเจ็บใจเกินกว่าจะยั้งไหว

ให้ตายเถอะ…ข่าวดีลงตะกร้า ข่าวร้ายลงฟรีชัดๆ ตลอดห้าสิบห้าฝนที่ผ่านมา ไม่มีใครหน้าไหนกล้าลูบคมและทำให้เขารู้สึกอับอายถึงเพียงนี้

ยิ่งปีย์รกา หัวหน้าแผนกเออีรายงานให้ที่ประชุมหัวหน้าทุกแผนกทราบว่าเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา มีลูกค้าใหม่สามรายโทรศัพท์มาขอชะลอเซ็นสัญญาทำโฆษณากับเอเจนซี่แอดดิกต์ของเขา ยิ่งทำให้ศักดาเครียดจัด จนรู้สึกได้ถึงเส้นเลือดที่กำลังปูดขึ้นกลางขมับ

“รั้งไว้ให้ได้ รู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไง” ศักดาย้ำนัยใต้บรรทัดประโยคคำสั่งกับปีย์รกา และบารมี หัวหน้าแผนกวางแผนกลยุทธ์ ด้วยน้ำเสียงเรียบราบฉาบความรู้สึกชวนขนลุก

“นอกจากลูกค้าแล้ว คุณศักดาน่าจะเรียกความเชื่อมั่นจากพนักงานด้วยนะครับ” ตระการเสนอ

ศักดายกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแล้วถอนใจ “ให้ตายเถอะ ฉันลืมเรื่องนี้ไปได้ยังไง”

ตระการเป็นคนเดียวที่กล้าเอ่ยกับเขาอย่างตรงไปตรงมา คอยเป็นคู่คิดและช่วยเสนอทางออกในยามมีปัญหา ความภักดีต่อเอเจนซี่ของตระการเป็นสิ่งหาได้ยากยิ่งจากคนรุ่นเดียวกัน จนศักดารู้สึกขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจดึงตระการมาปักหลักที่แอดดิกต์เมื่อสิบปีก่อน

การประชุมระดับผู้บริหารเสร็จสิ้นในช่วงสาย ศักดายังพอมีเวลาอีกครึ่งชั่วโมงก่อนเวลานัดหมายรวมตัวพนักงานทุกคนช่วงสิบเอ็ดโมงที่โถงกลางออฟฟิศเพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืน เจ้าของนัยน์ตาพญาเหยี่ยวจึงเดินกลับไปที่ห้องทำงานอีกครั้ง เอนกายพิงพนักเก้าอี้แล้วนึกย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อวานอย่างอดไม่ได้

จังหวะนั้นเสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้น ศักดาพินิจเบอร์แปลกบนหน้าจอ ไม่แน่…อาจเป็นลูกค้าที่ต้องการคุยกับเขาโดยตรง คิดได้อย่างนั้นก็รีบกดรับสาย ฉายน้ำเสียงเป็นมิตรทันที

“สวัสดีครับ”

“เป็นข่าวดังกรอบใหญ่เลยนะครับวันนี้ แหม…ยินดีด้วยจริงๆ มีเงินหลายแสนก็ซื้อพื้นที่ข่าวดีๆ แบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว” สำเนียงปลายสายส่อแววเย้ยหยัน ศักดาเดาออกทันควันว่าหมอนี่ต้องอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมดแน่

“แก-เป็น-ใคร?!”

“นึกแล้วเชียวว่าคุณต้องถามแบบนี้”

“อย่ามายอกย้อน!”

แม้ว่าศักดาจะตอกกลับอย่างฉุนจัดแค่ไหน แต่ดูเหมือนว่าคู่สนทนาหาได้สนใจตอบคำถามนั้นไม่ “เป็นไงบ้างครับ…ของขวัญที่ส่งไปให้ น่าจะถูกใจจนเนื้อเต้น เมื่อวานผมต้องขอโทษด้วยจริงๆ ที่เสียมารยาทไม่ได้ไปแสดงความยินดีด้วยตัวเอง”

“แกมันขี้ขลาด แน่จริงก็ออกมาเจอกันให้รู้แล้วรู้รอดสิ!”

บุรุษปริศนาแค่นหัวเราะอย่างพึงใจ “ผมออกไปให้คุณเจอแน่ครับคุณศักดา แต่ยังไม่ใช่เวลานี้”

“แก…ต้องการอะไร”

“ยังไงก็…สุขสันต์วันเกิดครบรอบสามทศวรรษเอเจนซี่แอดดิกต์นะครับ หวังว่าจะชอบของขวัญที่ส่งไปให้ แต่เท่าที่ฟังจากน้ำเสียงแล้ว ดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ทำไมล่ะครับ ผมว่ามันเป็นของขวัญที่มีความหมายดีมากๆ เลยนะครับ…มีเกิดย่อมมีดับ…คุณน่าจะเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ดี พอเห็นคุณมัวแต่หลงระเริงกับความสำเร็จจอมปลอมผมก็อดสมเพชไม่ได้ เลยขออนุญาตส่งมาให้เป็นเครื่องเตือนใจสักนิด เผื่อจะคิดได้…ว่าเคยทำอะไรกับใครไว้บ้าง”

ดวงตาศักดาวาวโรจน์ คับแค้นใจรุนแรงเมื่อต้องมาสนทนากับคนไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน “แก…ต้องการอะไรกันแน่?!”

“ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมครีเอทีฟยุคนี้ถึงได้หลงผิดยกย่องคุณเป็นศาสดากันนัก ให้ตายเถอะ…ผมชักจะอดใจรอวันคุณดับจากวงการไม่ไหวแล้ว เผื่อพวกนั้นจะตาสว่างขึ้นมาบ้าง”

ไม่มีเหตุผลต้องทนฟังต่อ ศักดากดตัดสาย รับไม่ได้กับพฤติกรรมจงใจปั่นประสาทของอีกฝ่าย

ไอ้เลวนี่เป็นใคร เขาต้องรู้ให้ได้!

 

กระดาษถนอมสายตาของสมุดเย็บกี่ปกสีน้ำตาลอ่อนเบื้องหน้าพริมายังคงว่างเปล่า หญิงสาวรู้สึกได้ว่าใบหน้าของเธอนั้นหม่นแสงลงเพียงใด ไม่มีกะจิตกะใจคั้นไอเดียโฆษณาเลยสักนิด เอาแต่หวนคิดถึงตอนศักดาเปิดอกชี้แจงพนักงานทุกคนถึงเหตุการณ์พวงหรีดปริศนาเมื่อวานที่โถงกลางออฟฟิศว่าเขาไม่รู้จริงๆ ว่าใครเป็นคนส่งพวงหรีดบ้าบอนั่นมา ระหว่างนั้นพริมากลับได้ยินพนักงานหญิงบางคนทำเสียงกระซิบกระซาบพูดถึงเธอว่า

‘เมื่อวานก๊อปปี้ไรเตอร์ที่ชื่อพริมทำอวดเก่งเอาหน้าอีกแล้ว’

‘ลืมไปแล้วเหรอว่ายายนี่ลูกใคร ซีอีโอใหญ่แห่งวันเดอร์ฟู้ดแอนด์เบฟเวอเรจเลยนะ คุณศักดาปลื้มจะตาย แต่จะว่าไปก็น่าแปลกนะ ลูกสาวทำงานเป็นครีเอทีฟที่นี่ แต่เอเจนซี่เราไม่ยักได้สินค้าในเครือวันเดอร์ฟู้ดฯ มาดูสักตัว’

พริมาได้แต่ถอนหายใจ เมื่อตระหนักรู้ว่าเธอเองก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่อาจห้ามความคิดกับคำพูดของใครได้ จึงได้แต่ปล่อยวางความรู้สึกชวนปวดหัวไว้ คนพวกนั้นอยากพูดอะไรก็เชิญ เชิญพูดได้เลยตามสบาย เพราะเธอรู้เจตนาตัวเองดีว่าทุกอย่างที่ทำลงไปเพราะต้องการช่วยกู้สถานการณ์ตรงหน้าจริงๆ ไม่ได้หวังผลเรื่อง ‘หน้าตา’ อย่างที่พวกนั้นนินทา

“น้อง-พริม-คะ”

เสียงกระชากวิญญาณครีเอทีฟดังขึ้น พริมาเห็นผู้อำนวยการแผนกเออีเดินลัดเลี้ยวตามหัวมุมโต๊ะทำงานพุ่งตรงมาหาเธอ ครีเอทีฟหนุ่มหลายคนยกให้ปีย์รกาเป็นเจ้าแม่ผู้ฉีกกฎ…ฉีกกฎทุกข้อของความเป็นเออี ว่าต้องสาว สวย และเสน่ห์แรงอย่างที่ครีเอทีฟหนุ่มวาดไว้

ทุกคนที่นี่นิยมเรียกปีย์รกาว่า ‘เจ๊ไก่’ จากอุปนิสัยการตามจิกงานนั่นเอง

“ตัวสปอตเรดิโอของหน่วยงานส่งเสริมสุขภาพที่ลูกค้าอยากให้น้องพริมเขียนหลายๆ แบบ ไม่ทราบว่าทำเสร็จรึยังเอ่ย”

พริมาทำได้แค่ระบายยิ้มแห้ง “ยังไม่เสร็จเลยค่ะเจ๊ไก่”

“แต่จันทร์หน้า เจ๊ต้องส่งงานให้ลูกค้าดูแล้วนะ”

พริมาหันไปสบตาขอความช่วยเหลือจากสามหนุ่มเพื่อนร่วมทีม ชินทรคงเห็นเธอกำลังตกที่นั่งลำบาก จึงรุนหลังคู่หูเจ้าของแว่นหนากับผมแสกกลางมาเป็นทูตเจรจาชนิดเจ้าตัวไม่ทันตั้งตัว

“โธ่ เจ๊ไก่ เลิกเหอะนิสัยตามจิกๆๆๆๆๆ แบบนี้ ไอ้พริมมันทำเสร็จทันเดดไลน์อยู่แล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่า เชื่อผม ไอเดียนี่…บทมันจะมาก็มาเหมือนท่อแตก”

ปีย์รกาได้ยินอย่างนั้นจึงเท้าเอวพลางถอนหายใจหันไปเล่นงานวอแวแทน

“น้องวอแวคะ อย่าคิดนะว่าจะรอด คอนเซ็ปต์โฆษณามอเตอร์ไซค์รุ่นบอร์นทูบีฟรีนี่ จะเสร็จชาตินี้หรือชาติหน้า?!”

พริมาเห็นชินทรใช้นิ้วโป้งและนิ้วกลางคลึงขมับเมื่อคู่หูดันโดนหางเลขไปด้วย “ไอ้แวเอ๊ย เป็นครีเอทีฟเสียเปล่า โน้มน้าวไม่ได้เรื่องเลย”

“เจ๊ไก่…” หนุ่มเรียกผู้อำนวยการแผนกเออีด้วยเสียงนุ่มทุ้มชวนฝัน ก่อนยื่นแบบร่างโฆษณาสิ่งพิมพ์ให้หล่อนดู “นี่เป็นร่างล่าสุดครับ”

“สวรรค์ทรงโปรด” แววตาปีย์รกาทอประกายระยับ “มีแต่หนุ่มเท่านั้นที่เข้าใจหัวอกเออีตัวเล็กๆ อย่างเจ๊”

พริมาเห็นวอแวและชินทรลอบกลอกตาแล้วอดขำนิดๆ ไม่ได้ สองคนนั้นคงคิดในใจทำนองว่าแล้วปีย์รกาล่ะ…เคยเข้าใจหัวอกครีเอทีฟอย่างพวกเขาบ้างหรือเปล่า จะว่าไปแล้ว…วีรกรรมของปีย์รกานั้นแสนจะมากมาย พริมาเองยังเคยโดนหล่อนโทรจิกงานตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันโห่

เมื่อเห็นว่าปีย์รกาเปลี่ยนเป้าหมาย ย่างกรายไปจิกงานครีเอทีฟทีมอื่นต่อ บรรยากาศเหนือกลุ่มโต๊ะทำงานทีม A จึงสงบลงจากลมกระโชกแรงที่กรมอุตุนิยมวิทยาไม่ยอมพยากรณ์ล่วงหน้าให้คนในทีมรู้ ก๊อปปี้ไรเตอร์สาวหันมาจดจ้องกระดาษเปล่าตรงหน้าอีกครั้งเพื่อครุ่นคิดไอเดียโฆษณาต่อ แต่ไม่ว่าเธอจะพยายามตกผลึกก้อนความคิดหาวิธีนำเสนอสปอตวิทยุรูปแบบใหม่ไว้ให้ลูกค้าเลือกมากมายเพียงใด กลับพบว่าภายในหัวของเธอนั้นอัดแน่นไปด้วยความว่างเปล่า

พริมารู้ตัวว่าไม่มีประโยชน์ที่จะนั่งบีบสมองเพื่อเค้นไอเดียอีกต่อไป จึงวางปากกาแล้วปิดสมุดลง หันไปเปิดจอคอมพิวเตอร์อ่านบทความและความคิดเห็นมากมายที่มีต่อเรื่องการทำแท้งในสื่อสังคมออนไลน์ แต่แทนที่พริมาจะได้ความในใจชั้นเยี่ยมของผู้คนมาพัฒนาวิธีการเล่าเรื่องต่อ เธอกลับเอาแต่คิดถึงเขาคนนั้น…คนที่ปรากฏตัวหน้าประตูลิฟต์โรงแรมเมื่อวาน

ในตอนนั้น…จะไม่ให้พริมาตัวแข็งทื่อได้อย่างไร ในเมื่อเขาคือ ‘รักแรก’ ของเธอสมัยเรียนมัธยมปลาย

ชื่อของเขาคือ ‘ฌานนท์ ศิริธาดา’

พริมาจำได้ว่าจู่ๆ มือไม้ของเธอดันไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาดื้อๆ ทั้งที่ควรจะกดปุ่มเปิดประตูลิฟต์ แต่หญิงสาวกลับยืนนิ่ง ได้แต่มองเขาหายลับไปกับตา

กว่าจะได้สติและรีบตามขึ้นมาที่ชั้นเดิมของโรงแรมก็พบว่าเขาหายไปแล้ว

พริมาแน่ใจว่าไม่ได้ตาฝาด สิบปีที่ผ่านมาเธอพยายามติดต่อฌานนท์ทุกวิถีทาง ทว่าไม่เป็นผล แต่พอเขากลับมาไทย เหตุไฉนจึงไม่คิดติดต่อมาหาเธอบ้างเลย

อาจเป็นเพราะเขายังโกรธเกลียดเธออยู่ พริมาคิดอย่างนั้น มิน่าล่ะ ขนาดเธอตามไปถึงบ้านหลังเก่า รัวนิ้วกดกริ่งหน้ารั้วบ้านซะขนาดนั้น เขายังปฏิเสธการมีอยู่ของตัวตน ปล่อยให้เพื่อนบ้านอย่างป้าแหวนออกมารับหน้าแทน

และแล้วพริมาก็ฉุกคิดขึ้นได้ เพียงแพรจะรู้หรือเปล่านะว่าฌานนท์กลับมาแล้ว ในตอนนั้นหญิงสาวยังไม่ทันมองหาโทรศัพท์มือถือด้วยซ้ำ เสียงเรียกเข้าเครื่องเธอพลันดังขึ้น ชื่อของเพียงแพรปรากฏบนหน้าจอราวกับรู้ใจ

“กำลังจะโทรหาอยู่พอดี…”

“ถามเรื่องงานคืนนี้น่ะเหรอ”

พริมาฉงน ไม่เข้าใจว่าเพียงแพรหมายถึงงานอะไร ก่อนจะถึงบางอ้อ เมื่อเหลือบไปเห็นรอยปากกาสีแดงบนปฏิทินตั้งโต๊ะ วงชัดตรงวันที่ว่ามีงานเลี้ยงรุ่นห้อง ม.6/2 ที่ร้านอาหารกึ่งผับแถวเอกมัยในช่วงค่ำ

“แกมีชุดรึยัง แวะเข้ามาเอาชุดที่ร้านฉันก่อนสิ แล้วค่อยออกไปงานพร้อมกัน”

“ไม่มี และกำลังคิดว่าอาจจะไม่ได้ไปแล้วด้วย”

“เฮ้ย ได้ไงไอ้พริม นี่มันงานเลี้ยงรียูเนียนในรอบสิบปีเลยนะ กว่าจะรวมตัวกันได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะเว้ย” เพียงแพรเริ่มโวยในฐานะแม่งาน

“งานยังไม่เสร็จเลย จะไปได้ยังไง”

“ไม่รู้ล่ะ ร้านปิดตอนตีสอง ยังไงฉันก็จะรอ อยากรู้เหมือนกันว่าแกมีแรงทำถึงเวลานั้นรึเปล่า”

พอเจอบทดื้อรั้นของเพื่อนสนิทเข้าให้พริมาทำได้แค่ถอนหายใจ ตอบไปสั้นๆ ว่า

“ขอดูก่อนละกัน”

แต่กลับถูกเพียงแพรสวนทันควัน “เกลียดประโยคกึ่งยิงกึ่งผ่านพวกนี้ชะมัด ขอดูก่อน…เดี๋ยวดูอีกที…ค่อยว่ากันปฏิเสธกันชัดๆ”

จนพริมาคิดว่าอาจเป็นเรื่องยาก หากจะถามเพียงแพรเรื่องฌานนท์ผ่านโทรศัพท์ในประโยคถัดไป จึงเปลี่ยนใจบอกเพียงแพรว่า

“เออ ไปก็ไป”

แต่กว่าพริมาจะร่างสปอตวิทยุเสร็จบางส่วนเพื่อให้ทันส่งตามเดดไลน์ของปีย์รกาก็ปาเข้าไปสองทุ่ม เธอยืดแขนขยับเส้นขยับสาย ไล่ความเมื่อยล้าออกจากกล้ามเนื้อ ก่อนจะมองไปรอบๆ ห้อง พบว่าวอแวกับชินทรกลับไปแล้ว เหลือเพียงหนุ่มที่ยังนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์วุ่นกับการจัดหน้าโฆษณาชิ้นอื่น หญิงสาวจึงเอ่ยกับหนุ่มว่าต้องขอตัวกลับก่อน แล้วออกจากออฟฟิศ นั่งรถไฟฟ้าไปที่ร้านขายเสื้อผ้าของเพื่อนรักซึ่งตั้งอยู่ภายในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองทันที ร้านของเพียงแพรชื่อ ‘PA-RE’ ออกเสียงว่า ‘ปา-รี’ ไม่ใช่ ‘แพร’ อย่างที่พริมาเคยอ่านครั้งแรก

เพียงแพรจัดเตรียมเดรสสั้นเกาะอกสีแดงเพลิงให้พริมาใส่ไปงานเลี้ยงรุ่นไว้พร้อมแล้ว แต่พริมาเห็นแล้วกลับส่ายหน้าบอกไม่เป็นไร

“ใส่ชุดเดิมไปก็ได้นี่ ไม่เห็นต้องเปลี่ยนชุดให้เปลืองเลย”

คนเป็นดีไซเนอร์มองพริมาอย่างไม่เข้าใจ “พริม แกต้องลองใส่เสื้อผ้าสีอื่นบ้าง ชีวิตจะได้มีสีสันขึ้น ไม่ใช่เอาแต่ใส่สีขาวดำคุมโทนแบบนี้ แกนี่นะ…ไม่เคยใช้ประโยชน์จากความเป็นดีไซเนอร์ของฉันเลย”

พริมาทำได้แค่ยิ้มบาง เธอไม่เคยสงสัยเรื่องรสนิยมและฝีมือการออกแบบเสื้อผ้าของเพื่อนรักเลยสักนิด เพราะทันทีที่เพียงแพรเรียนจบสาขาแฟชั่นดีไซน์จากนิวยอร์กก็ตัดสินใจกลับมาเปิดร้านที่กรุงเทพฯ ตั้งหน้าตั้งตาออกแบบเสื้อผ้าแบรนด์ปา-รีจนโดดเด่นเข้าตานิตยสารแฟชั่นทั้งหัวในหัวนอก ต่างรุมขอสัมภาษณ์และนำเสื้อผ้าไปถ่ายขึ้นปกหลายต่อหลายเล่ม

“แล้วเพื่อนๆ จะมากันเยอะไหม” พริมาเลียบๆ เคียงๆ ถามก่อนเข้าประเด็นที่เธออยากรู้มากที่สุด

“ก็น่าจะมากันเกือบครบนะ ยกเว้นก็แต่…” เพียงแพรหยุดพูดกะทันหัน ราวกับฉุกคิดได้ว่าไม่สมควรพูดชื่อของ ‘เพื่อนอีกคน’ ให้พริมาได้ยินอย่างยิ่ง

“ฌานน่ะเหรอ” พริมาอาสาต่อจนจบประโยค ทำเอาเพียงแพรชะงักกึก

“อืม”

พริมาเห็นแววระริกในดวงตาเพื่อน “แก…ได้ข่าวฌานบ้างไหม”

“ไม่เลย…ไม่เลยจริงๆ”

ในเมื่อเพียงแพรยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขนาดนี้ พริมาก็ไม่มีความจำเป็นต้องยิงคำถามอื่นต่อ ทั้งที่เรื่องของฌานนท์เปรียบเหมือนตะกอนขุ่นข้นรบกวนจิตใจเธอมาตลอดสิบปี

“ทำไมจู่ๆ ถึงถามขึ้นมาล่ะ” นัยน์ตาคู่สวยของเพียงแพรฉายชัดถึงความอยากรู้

พริมาอึกอักอยู่นาน ลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น “ฉัน…เพิ่งเห็นฌานเมื่อวานนี้เอง”

“แน่ใจนะ…ว่าเป็นฌาน?!”

เพียงแพรดูตกใจมาก มองพริมาเหมือนไม่อยากเชื่อ อาจเพราะเพียงแพรสนิทกับฌานนท์มาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถม เรียกได้ว่าแค่มองตาก็รู้ใจ พริมาเองก็เคยให้นิยามความสัมพันธ์ระหว่างเพียงแพรกับฌานนท์ไว้เช่นนั้น เพราะไม่ว่าฌานนท์จะคิดหรือรู้สึกอย่างไร คนที่มักอ่านใจเขาออกเสมอก็คือเพียงแพร

ทว่าสายตาเพียงแพรในตอนนี้กลับฉายชัดว่าไม่รู้ความเคลื่อนไหวใดๆ ของฌานนท์เลยแม้แต่นิด พริมาเห็นอย่างนั้นจึงเป็นฝ่ายตัดจบบทสนทนาชวนเครียดนั้นทิ้งไป ก่อนจะสะกิดบอกเพียงแพรว่าได้เวลาไปงานเลี้ยงรุ่นแล้ว

 

รถสปอร์ตสีแดงของเพียงแพรใช้เวลาร่วมชั่วโมงกว่าจะฝ่ารถติดพาพริมาถึงจุดหมายย่านเอกมัย อันเป็นที่ตั้งของร้านอาหารกึ่งผับสองชั้นซึ่งถูกกันพื้นที่ในส่วนของชั้นล่างสำหรับงานเลี้ยงรุ่นครั้งใหญ่ในรอบสิบปีของสมาชิกห้อง ม.6/2

แต่ละก้าวย่างของพริมาไร้ซึ่งความกระตือรือร้น จนเพื่อนสาวต้องเข้ามากระซิบข้างหูราวกับทนดูไม่ไหว ขอให้เธอช่วยปั้นสีหน้าพร้อมรับความสนุกสนานครึกครื้นกับงานสักนิดหน่อยได้ไหม พริมาจึงฝืนยิ้มเล็กน้อยแทนคำตอบว่าจะพยายาม ก่อนจะหันไปเห็นก้องภพ อดีตหัวหน้าห้องซึ่งผละจากวงสนทนาเพื่อนอีกกลุ่มเดินปรี่เข้ามาทักทายเธอกับเพียงแพรทันที

“กว่าจะมาได้นะพวกแก คนอื่นเขามากันเกือบครบแล้ว”

ก้องภพใช้คำว่า ‘เกือบครบ’ นั้นถูกต้องแล้ว พริมามั่นใจว่าฌานนท์ไม่มีทางมางานนี้แน่นอน

“คิดถึงว่ะ ขอกอดที” ก้องภพอ้าแขนกอดเธอกับเพียงแพรแน่น “อยู่ใกล้กันแค่นี้ กลับไม่ค่อยได้เจอกันเลย”

“แกนั่นแหละที่ไม่ค่อยมาเจอฉันกับแพร ติดบินตลอด” พริมาต่อว่าอาชีพนักบินของก้องภพ แต่เพียงแพรกลับเห็นต่าง

“ติดบินน่ะไม่เท่าไหร่ ติดหญิงนี่สิน่าเป็นห่วง เวลงเวลาให้เพื่อนเลยไม่ค่อยจะมี”

ก้องภพค้อนใส่เพียงแพร ส่งสายตาวาววับราวกับจะบอกว่าอย่ามาทำเป็นรู้ทันหน่อยเลย “แกอย่าติดผู้ชายให้ฉันเห็นบ้างละกัน”

“ฝันไปเถอะย่ะ คนอย่างเพียงแพรไม่เคยติดผู้ชาย มีแต่ผู้ชายมาติดมากกว่า” เพียงแพรยักคิ้วย้ำชัยชนะ จนก้องภพเห็นแล้วถึงกับกลอกตา

“จ้ะ ชิงกันเซนชนกันแล้วจะขำไม่ออก”

พริมานึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ในสมัยเรียนตอนเพียงแพรกับก้องภพต่อปากต่อคำกันแล้วอดยิ้มไม่ได้ อย่างน้อยการเจอเพื่อนเก่าในวันนี้ก็ทำให้เธอรู้สึกยินดีกับการรำลึกถึงอดีตอยู่บ้าง

“โอ้โห พริม…แพร…ไม่เจอกันนาน สวยขึ้นเยอะเลยนะเนี่ย”

พริมาหันไปมองเจ้าของเสียงทุ้มแล้วประหลาดใจนิดๆ ไม่คิดว่าจะได้เจอเขาอีกครั้งในวันนี้

“ได้ข่าวว่าแกไปเรียนต่อเมืองนอก กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่วะไอ้ปอนด์” ก้องภพเป็นฝ่ายทักทายตอบ ส่วนเพียงแพรผู้ไม่กินเส้นกับปอนด์มาแต่ไหนแต่ไรหันไปมองทางอื่นราวกับปอนด์ไม่มีตัวตน

“เมื่อเดือนก่อนนี่เอง”

“จำได้ว่าสมัยเรียน…แกนี่ตัวพ่อเรื่องใช้กำลัง” ก้องภพพูดกลั้วหัวเราะขณะขุดความทรงจำอันไม่น่าพิสมัยของปอนด์ขึ้นมา พริมาจับสังเกตเห็นแววตาปอนด์ก็พอจะดูออกว่าเขาเองก็ไม่ค่อยพอใจนิสัยในอดีตนัก

“เฮ้ย เรื่องมันก็นานมาแล้ว ลืมๆ ไปบ้างเหอะน่า ฉันเป็นคนใหม่แล้วนะโว้ย…ไม่มีแล้วนิสัยชวนหาเรื่อง”

“หึ พูดออกมาได้” เพียงแพรหัวเราะคล้ายเยาะ ก่อนจะหันมามองปอนด์ด้วยสายตาที่พริมาเห็นแล้วรู้สึกหวาดหวั่น “ถ้าคิดได้ตั้งแต่ตอนนั้นก็คงดี”

ในที่สุดเพียงแพรก็พูดมันออกมา แววตาเปี่ยมไปด้วยความไม่พอใจ แวบแรก…พริมากลัวเหลือเกินว่าจะจุดชนวนอารมณ์ร้อนร้ายของปอนด์ขึ้นมาอีกครั้ง แต่คำพูดของเพียงแพรนั้น…กลับย้อนศรทิ่มแทงเธอ

ใช่…ถ้าเธอคิดได้และรีบขอโทษฌานนท์ตั้งแต่ตอนนั้น อย่างน้อยได้เป็นเพื่อนกันก็ยังดี

เสียงคีย์บอร์ดบนเวทีดังขึ้น คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นท่อนอินโทรเพลง Imagine ของ John Lennon หนึ่งในสมาชิกวง The Beatles ที่พริมาชื่นชอบ

ทว่าไม่กี่วินาทีต่อมากลับมีเสียงกีตาร์ไฟฟ้าและกลองดังแทรก ผสมโรงกลายเป็นอีกเพลงที่พริมาไม่คิดเลยว่าจะได้ยินมันอีกครั้ง

“Slip inside the eye of your mind

Don’t you know you might find 

A better place to play

You said that you’d never been

But all the things that you’ve seen 

Will slowly fade away”

พริมาตัวแข็งทื่อ เธอจำเนื้อเพลงท่อนแรกได้ขึ้นใจ

เพราะมันคือเพลง ‘Don’t Look Back in Anger’ ของ ‘Oasis’ วงดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อกยุค ’90s ชื่อดังแห่งเกาะอังกฤษที่ฌานนท์และเธอเคยค่อนขอดว่าเต็มไปด้วยคำฟุ่มเฟือย ถอดความลำบากเสียยิ่งกว่าเพลงวงอื่น แต่เธอและเขากลับหลงใหลสไตล์การเล่นกีตาร์และการแต่งเพลงของ ‘Noel Gallagher’ มากกว่าศิลปินคนไหนๆ

พริมาหันไปมองนักร้องหนุ่มบนเวทีอย่างช้าๆ ดวงตาพลันเบิกกว้างเมื่อเห็นร่างสูงเจ้าของกรอบแว่นหนาเผยน้ำเสียงทุ้มเปี่ยมเสน่ห์จดจ้องมาที่เธอ

หญิงสาวแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าคนที่กำลังร้องเพลงอยู่นั้นจะเป็นฌานนท์จริงๆ เธอลองหลับตาเพื่อรวบรวมสติแล้วลืมตา จ้องไปที่ใบหน้านักร้องหนุ่มบนเวทีอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก

เธอตาฝาด ภาพหลอนเมื่อครู่ทำเธอแทบบ้า พริมานึกต่อว่าจิตตัวเองที่ไม่ยอมหยุดนิ่ง เธอคิดไปได้อย่างไรว่านักร้องชายคนนั้นคือฌานนท์

ไม่อยากเชื่อเลยว่าการปรากฏตัวของเขาเมื่อวานจะสร้างความวุ่นวายใจให้เธอมากถึงเพียงนี้

 

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in LOVE

บทความยอดนิยม

ดอกสาลี่เคียงบัลลังก์

ทดลองอ่าน ดอกสาลี่เคียงบัลลังก์ ตอนที่หนึ่ง

ตอนที่หนึ่ง   อากาศในเดือนสองเสมือนมีเทพเซียนจุติลงมาเป่าลมหายใจอันแผ่วเบา ทำให้ไอเย็นที่ปกคลุมทั่วทั้งเมืองหนิงเฉิ...

คู่อุ่นไอร่ายรัก

ทดลองอ่านคู่อุ่นไอร่ายรัก บทที่สาม

บทที่ 3 คนบอกโมงยามเคาะกรับไม้ เวลานี้ยามสี่แล้ว ด้วยสาเหตุใดก็มิทราบได้ นางตื่นขึ้นมากลางดึก พระจันทร์นอกหน้าต่างเคลื่อ...

คู่อุ่นไอร่ายรัก

ทดลองอ่านคู่อุ่นไอร่ายรัก บทที่สอง

บทที่ 2 “นายท่าน นายท่าน...ข้าขอร้องล่ะ...” บนถนนการค้า เสียงอ้อนวอนอย่างทุกข์ระทมลอยมา ผู้คนได้ยินเสียงต่างหันกลับไปมอง...

คู่อุ่นไอร่ายรัก

ทดลองอ่านคู่อุ่นไอร่ายรัก บทที่สี่

บทที่ 4 นางพบเขาอีกครั้งที่นอกเมือง วันนั้นท้องฟ้ามีเมฆหนาและลอยต่ำมาก หลายวันนั้นฝนตกอยู่เสมอ พอเห็นฝนหยุด นางก็รีบเปลี...

jamsai.com